All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
15 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
*** Split *** เป็นได้ในสิ่งที่เชื่อ

*** Split ***






ผลงานล่าสุดของผู้กำกับ/เขียนบท M. Night Shyamalan ว่าด้วยเรื่องของ Kevin Wendell Crumb (James McAvoy) ชายผู้มี 23 บุคลิกอยู่ในร่างเดียว ซึ่งบางบุคลิกในตัวเขาได้ร่วมมือกันเพื่อลักพาตัวเด็กผู้หญิง 3 คนอันประกอบด้วย Casey Cooke (Anya Taylor-Joy), Claire Benoit (Haley Lu Richardson) และ Marcia (Jessica Sula)

โดยทั้ง 3 จะถูกใช้เป็นเหยื่อเพื่อสังเวยให้กับบุคลิกใหม่ลำดับที่ 24 ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา



จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ







Split เล่าเรื่องราวตัดสลับระหว่างมุมมองของ Casey และบุคลิกต่างๆของ Kevin ซึ่งเราจะพบความเหมือนและความต่างของ 2 ตัวละครนี้ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการของตัวละครที่สะท้อนประเด็นหลักของหนัง



1. Casey

จากภาพ Flashback ที่ Casey ย้อนคิดกลับไปถึงเรื่องราวในอดีต เราจะพบว่า Casey ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยอาของเธอ และเมื่อพ่อของเธอตาย เธอต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอา

นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไม Casey ถึงหาเรื่องให้โดนลงโทษจนกลับบ้านช้าหรือปฏิเสธที่จะกลับบ้านกับพ่อของเพื่อนในตอนต้นเรื่องซึ่งไวกว่ารอรถเมล์หรือเดินกลับ



2. Kevin

Kevin ในวัยเด็กถูกทำร้ายจากแม่ของเขาบ่อยครั้ง และเมื่อพ่อไม่สามารถกลับมาปกป้องเขาได้อีกแล้ว (คาดว่าเสียชีวิตไปกับอุบัติเหตุรถไฟจากเหตุการณ์ใน Unbreakable) Kevin จึงหนีความโหดร้ายด้วยการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นบุคลิกอื่นๆ
(หนังไม่ได้ให้รายละเอียดบุคลิกภาพทั้ง 23 อย่างชัดเจน แต่เราจะพบว่าบุคลิกทั้งหลายมีเพศสภาพที่หลากหลาย Dennis = ผู้ชาย, Patricia = ผู้หญิง, Barry = เกย์, Hedwig = เด็กชายวัย 9 ปี)



เราจะพบว่าทั้ง Casey และ Kevin ต่างก็สูญเสียพ่อและต้องอยู่กับผู้ปกครองที่คอยทำร้าย และวิธีการในการรับมือกับปัญหานี้ของทั้งคู่คือ “การหนี”



Casey หนีปัญหาทางกายภาพด้วยการพยายามอยู่บ้านให้น้อยที่สุด

Kevin หนีปัญหาทางจิตใจด้วยการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่น






การที่บุคลิกทั้งหลายของ Kevin ได้ทำการรักษากับ Dr. Karen (Betty Buckley) อยู่เป็นประจำ ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงงานวิจัยและทฤษฎีของ Dr. Karen และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในร่างกายและจิตใจของตัวเอง



อย่างที่ Dr. Karen บอก เคยมีคนไข้หลายบุคลิกคนหนึ่งที่ตาบอด แต่อีกบุคลิกของเขากลับสามารถมองเห็นได้ หรือในกรณีของ Kevin เอง ที่บุคลิก Barry นั้นเป็นโรคเบาหวาน แต่บุคลิกอื่นกลับไม่เป็น

ตามข้อสรุปของ Dr. Karen หากจิตใจมีความเชื่อที่มากพอ บุคลิกใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอาจเปลี่ยนแปลงได้ทั้งกายภาพและสารเคมีในร่างกาย


และนี่เองคือสิ่งที่ Dennis และ Patricia พยายามจะสร้างบุคลิกที่ 24 ในนาม The Beast ให้เป็นผู้ที่เหนือกว่ามนุษย์ (2 บุคลิกนี้พยายามทำตัวเป็นพ่อและแม่ให้กำเนิดบุคลิกใหม่)



ในโลกของสิ่งมีชีวิตการที่สิ่งมีชีวิตใดจะเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้นั้น จำเป็นที่จะต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่าในห่วงโซ่อาหาร

ดังนั้นการที่จะเหนือกว่ามนุษย์ที่ถือว่าอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแล้ว The Beast ต้องกินมนุษย์เป็นอาหาร

และเมื่อบุคลิก The Beast เชื่อว่าเขาเหนือกว่ามนุษย์ The Beast ก็จะเปลี่ยนแปลงกายภาพและสารเคมีในร่างกายให้เหนือกว่ามนุษย์โดยสมบูรณ์

นี่เป็นที่มาของประเด็นของหนังตามที่ The Beast ได้พูดสรุปเอาไว้ว่า



We are what we believe we are (เราเป็นในสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น)







วกกลับมาที่ Casey เราสามารถใช้ประเด็น “เราเป็นในสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น” มาใช้อธิบายความเป็นไปของตัวละคร ในแง่มุมเชิงเปรียบเทียบได้เหมือนกัน (แค่เชิงเปรียบเทียบเพราะ Casey ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางกายภาพแบบ Kevin)



เราจะพบว่า Casey ถูกกำหนดให้เป็นเหยื่อและเธอก็วางตัวเองในสถานะเหยื่อ มาตลอด ทั้งการเป็นเหยื่อของอาที่คอยล่วงละเมิดทางเพศและการเป็นเหยื่อของ Dennis เพื่อเป็นเครื่องสังเวยแก่ The Beast

แม้ Casey จะพยายามหนีแต่มันก็เป็นแค่การหนีจากผู้ล่าโดยที่สถานะเธอยังคงเป็นเหยื่อเหมือนเดิม (ต่างกับ The Beast ที่ไม่ได้หนีจากผู้ล่า แต่หนีจากสถานะเหยื่อด้วยการเปลี่ยนบุคลิกเป็นผู้ล่า)



ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก Casey ถือปืนเล็งไปที่อาเพื่อพยายามจะฆ่าเขา แต่เธอก็ไม่ยิงออกไป นั่นก็เพราะเธอยังอยู่ในสถานะเหยื่อ

แต่เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับ The Beast เธอเลือกที่จะยิงปืนสู้ออกไป จนในที่สุด The Beast ก็ปล่อยให้ Casey รอด
(อันที่จริงเพราะ The Beast เห็นรอยแผลจากการถูกทำร้ายของ Casey ในฐานะเหยื่อ ซึ่ง The Beast เชื่อว่าผู้ที่เคยถูกทำร้าย จะสามารถมีพัฒนาการที่เหนือมนุษย์ได้แบบตัวเขา)



ดังนั้นเมื่อมองให้สอดคล้องกับประเด็นหลักของหนังที่ว่า “เราเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น” เราอาจสรุปได้ว่า



Casey เปลี่ยนความคิดตัวเองจากการเป็นเหยื่อมาเป็นผู้ล่า จนหลุดจากสถานะเหยื่อในที่สุด







Shyamalan ยังคงเล่าเรื่องด้วยสไตล์ “ทำน้อย” แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับ “ไม่ได้มาก” เหมือนกับผลงานยุคแรกๆ นั่นก็เป็นเพราะความคมคายของเนื้อเรื่องยังมีไม่มากพอ



Split ไม่ได้แปลว่าการแยกออกของบุคลิกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงตัวหนังเองที่เป็นเหมือนภาคแยกของ Unbreakable ผลงานปี 2000 ของ Shyamalan เอง

ดังนั้นภาคต่อของหนังเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นการพบเจอกันของ "ผู้ที่เกิดขึ้นจากความเจ็บปวดในชีวิต" กับ "ผู้ที่แทบจะไม่เคยเจ็บปวดเลยในชีวิต"








7 / 10




Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2560 22:57:07 น. 1 comments
Counter : 414 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
กระทู้ที่ตั้งใน Pantip

https://pantip.com/topic/36116325


โดย: navagan วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:23:34:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.