กุมภาพันธ์ 2551

 
 
 
 
 
1
2
3
4
7
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
 
 
ขอพรปีใหม่ เทพเจ้าบนถนนไชน่าทาวน์
จะย่ำเท้าทัวร์ทั้งที วันนี้ขอทำตัวให้เข้ากับบรรยากาศจี๊น..จีนซะหน่อย ด้วยการย่างก้าวเข้า ไชน่าทาวน์ กลางกรุง
ด้วยการมุ่งสู่ "เยาวราช" คราวนี้ฉันขอทำตัวเป็นไกด์ทัวร์วัฒนธรรม สักการะศาลเจ้าและวัด ที่ซึ่งประดิษฐานเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพของคนไทยเชื้อสายจีน

เริ่มต้นการเดินทางไหว้เจ้ารับพรปีใหม่ในครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ฉันเคยทัวร์ ซึ่งจะเริ่มจากวัดเล่งเน่ยยี่ แต่คราวนี้เรามาเริ่มกันที่ ไต่ฮงกง (ป่อเต๊กตึ๊ง) คนแน่นมั่ก (เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึง เพราะไปวันต้อนรับปีใหม่นี่ เริ่มเข้าสถานที่แรกควันธูปก็คละคลั้งจนทำให้ฉันแสบตาไปหมด แต่ สู้ๆ อยู้แล้น..น) ที่นี่จะมีอาสาสมัครจากมูลนิธิปอเต๊กตึ้งมาอำนวยความสะดวก ในการจัดระเบียบผู้คนที่มาสักการะเป็นจำนวนมาก ตอนนี้สถานที่เริ่มคับแคบลงละนะ เพราะคนที่เข้าไปกราบไหว้เยอะมากๆ ฉันได้เติมน้ำมันตะเกียง (ซึ่งทำจากน้ำมันมะพร้าว) เพื่อขอให้ชีวิตโชติช่วงเหมือนไฟตะเกียง
(**อืม แนะนึดนึง- - ไปไหว้พระวัดจีน เวลาอธิฐานอย่าลืมบอกชื่อ-สกุลของเราด้วยนะ เพราะคนไปไหว้เยอะ เดี๋ยวเจ้าจะสับสนมั้ง อันนี้คิดเอง อิ..อิ ก็เลยต้องบอกเจ้าให้รับรู้ว่าเราชื่ออะไร ได้มากราบไหว้แล้วนะ) จากนั้นก็ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามเพื่อบริจาคซื้อโลงศพ ผ้าดิบ เสื้อผ้าใหม่ และอะไรอีกจิปาถะเพื่ออุทิศให้กับผู้ล่วงลับ (ที่นี่ฉันได้บริจากเงินซื้อโลงศพร่วมกับครอบครัว เป็นเงิน 600บ.)
หลวงปู่ไต่องกง เป็นพระภิกษุในราชวงษ์ซ้อง เชื่อกันว่าท่านเป็นพระที่จาริกมาจากเมืองอื่น เป็นพระที่นิยมสงเคราะห์ชาวบ้านมีการเก็บศพไร้ญาติ ซ่อมแซมถนนหนทางที่ชำรุดและสร้างสะพาน ในที่ที่ควรสร้างเป็นหลักใหญ่ พระอื่นๆ เห็นด้วยกับท่านจึงรวมกันเป็นหมู่ออกทำงานประเภทนี้เป็นกิจวัตร กระทั่งท่านได้มรณะภาพไป คณะสงค์ที่ได้เคยร่วมงานกับท่านก็ยังคงดำเนินวานนี้เสมอมา ต่อมามีชนบทแห่งหนึ่ง เกิดโรคระบาดติดต่อร้ายแรง มีผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่พระสงฆ์ไปเก็บศพทำพิธีพรมน้ำมนต์ศพนั้น มีคนไข้คนหนึ่ง ขอให้ท่านพรมน้ำมนต์ให้และปรากฏว่า คนไข้คนนั้นกลับหายเป็นปกติ จึงมีการสร้างศาลาบูชาท่านแล้วก็มีการแพร่หลายไปทั่วเมืองแต้จิ๋ว โดยเรียกชื่อศาลาว่า "ศาลาหลวงปู่ไต่ฮงกง" และคงทำงานด้านเก็บศพและทำงานด้านซ่อมถนนตามแบบท่าน แต่เป็นฆราวาส และดำเนินการโดยฆราวาสและในคราวที่กรุงเทพฯ เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดได้มีผู้ไปนิมนต์รูปท่านมาประดิษฐานไว้ที่ย่านถนนเจริญกรุง แล้วก็ย้ายท่านมาที่วัดคณิกาดังที่เราทราบอยู่ทุกวันนี้ และใช้ชื่อว่า "ฮั่วเคี้ยวป่อเต็กตึ้ง" ซึ่งแปลว่าศาลาสนองพระคุณของชาวจีนโพ้นทะเลและได้มีการเก็บศพไม่มีญาติและขยายกิจการไปทางโรงพยาบาลชาวจีนแต้จิ๋วถือว่า การบริจาคแก่ศาลาหลวงปู่ไต่ฮงกงเป็นมหากุศลอย่าวยิ่งยวด


จากนั้นก็เดินต่อไปยัง วัดคณิกาผล ไหว้พระที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของวัด พร้อมสักการะรอยพระพุทธบาท ที่นี่ฉันได้ซื้อกระเบื้องสำหรับมุงหลังคาวัด
วัดคณิกาผล ตั้งอยู่ถนนพลับพลาไชย ย่านเยาวราช สร้างขึ้นโดยคุณยายแฟง บรรพบุรุษของตระกูลเปาโลหิตในปีพุทธศักราช 2376 ชื่อของวัดบอกเล่าอดีตของย่านเยาวราชและสำเพ็งได้เป็นอย่างดี เพราะวัดแห่งนี้เดิมเคยเป็นที่ตั้งของสำนักโคมเขียวที่มีชื่อว่า สำนักยายแฟง ที่อดีตยามค่ำคืนจะมีโคมไฟสีเขียวติดเป็นเครื่องหมายให้รู้กันในหมู่ผู้ชายนักเที่ยวทั้งหลาย สำเพ็งสมัยก่อนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งของสำนักโคมเขียวหลายแห่ง ทั้งสำนักยายเต้า ตรอกวัดญวน ที่ปัจจุบันยังมีชื่อตรอกเต้าให้เห็นอยู่ สำนักยายอิ่มขาว, สำนักยายหม่อม และสำนักยายแฟง ที่ภายหลังได้สร้างเป็นวัดขึ้นในชื่อ วัดใหม่ยายแฟง หรือวัดคณิกาผล


ถัดไปไม่ไกลจาก วัดคณิกาผล มุ่งหน้าไปทางด้านขวาตามโค้งถนนเจริญกรุง เข้าสู่ ศาลหลีตีเบี้ยว สังเกตง่ายๆ มองไปฝั่งตรงข้ามจะเป็น สน.พลับพลาไชย ที่นี่ได้ไหว้หลวงพ่อโต และเจ้าแม่กวนอิม (หันหน้าเข้าทางวัดจะอยู่ซ้ายมือ) หากใครได้เดินขึ้นไปยังบริเวณชั้น 2 ก็จะมีเทียนพรรษาขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้า (ถ้าจำไม่ผิด ฉันเคยเดินขึ้นไปที่ชั้น 3 และ 4 ของที่นี่ มีเทพเจ้าจีนหลายองค์ประดิษฐานอยู่
เดินต่อไปทางแยกแปลงนาม ตรงไปเรื่อยๆ ทางด้านซ้ายจะเป็นศาลกวางตุ้ง (แต่ฉันไม่ได้เข้าไปไหว้หรอกนะ) เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านไปยังถนนผดุงด้าว ถนนทรงสวัสดิ์ (ต้องเดินไกลหน่อย เพราะช่วงที่กำลังออนทัวร์ องค์ภาฯ กำลังจะเสด็จไปวัดเทียนฟ้า ซึ่งก็ต้องมีการปิดกั้นถนนและบริเวณวัดบางส่วนระยะหนึ่ง ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ เป็นการฆ่าเวลา

(อ๊ะ ฝนตั้งเค้าทำท่าจะโปรยน้ำทิพย์ลงมาละซิ!!) มาถึงแยก หมอมี พอดี...
มาถึงตรงนี้ล่ะ ก็ได้เจอร้านขนม ลอดช่องเก่าแก่ที่ชื่อ "ลอดช่องสิงคโปร์" (ราคาแก้วละ 15 บ.) เป็นร้านในตึกเก่า แต่มีโต๊ะตั้งอยู่หน้าบ้าน เป็นที่รับบรรยากาศถนนสายเก่าได้เป็นอย่างดี แวะชิมซะหน่อย ถือเป็นการพักผ่อนคลายเท้าไปในตัว



หายเมื่อกันละ... ก็เดิน..เดิน..เดิน กันต่อไป ระหว่างทางมีคนขายวัตถุมงคล มีเถ้าแก่ออกมาตั้งร้านเขียนคำ และ ข้อความมงคลอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ ตามวิธีเดิม เอาล่ะ เราเดินมาจนถึง วงเวียนโอเดียน เข้าไปไหว้ศาลโป๊ยเซียน ซึ่งอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ภายในจะมีเทพเจ้า ซึ่งเรียกว่า เซียนทั้ง8, เจ้าพ่อเสือ และเทพต่างๆ อีกหลายองค์ มาที่นี่ก็หลายครั้งแต่ไม่เคยเดินขึ้นไปชั้น2สักที คราวนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีก็ได้นะ ที่ฝนตก ก็เลยมีเวลาเดินเตร็ดเตร่จนเห็นมีผู้คนเดินขึ้นไปบริเวณชั้น2
ความอยากรู้ของฉัน นำพาร่างขึ้นไปตามบันไดเล็กๆ ด้านซ้ายมือ โอ้! ข้างบนนี้มีองค์เจ้าแม่กวนอิม (พระอริยเมตรไตรย์โพธิสัตว์) จำลองขนาดใหญ่ จัดแต่งบรรยากาศด้วยปูนลงสีดำให้คล้ายเข้าไปอยู่ในถ้ำ และเทพเจ้า ซึ่งบรรจุอยู่ในตู้กระจกแบบเดียวกับเทพที่อยู่บริเวณชั้น1




รอจนฝนซา ฉันและชาวคณะลัดเลาะต่อไปทางซ้าย เพื่อเข้าสู่ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ช่วงนี้กำลังบูรณะวัดใหม่ สถานที่จึงดูระเกะระกะไปบ้าง แถมประตูด้านข้างศาลโป๊ยเซียน ยังปิดซะอีก เข้าไปสักการะ "พระทองคำที่ใหญ่" ที่สุดในโลก รวมทั้งพระประธานในโบสถ์
("ความเดิมปีที่แล้ว..^^ ฉันได้ไปไหว้พระทองคำ ที่วัดไตรมิตร" ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเช่นกัน ในครั้งนั้นยังได้มีโอกาสไหว้ "ไฉ่ซิ๊งเอี๊ย" ที่อันเชิญมาจาก จ.นครนายก เชื่อกันว่า ถ้าได้ไหว้ และ โกยทองใส่กระเป๋าสตางค์ โดยการใช้กระเป๋าลูบจากพระเศียร์จรดหน้าตัก 3 ครั้ง จะมีเงินมีทองใช้ตลอดปี) แต่ปีนี้ซึ่งงดจัดงานพิธีที่เยาวราช ทางวัดจึงไม่ได้อันเชิญ "ไฉ่ซิ๊งเอี๊ย" นี้มา ก็อดโกยทองกลับบ้านเลย แฮะ ไม่เป็นไร ไหว้พระครั้งนี้ก็บุญเพียบแล้วลาะ..555
"พระ พุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" หรือเป็นที่รู้จักในนาม "หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม" เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกของไทยที่ได้รับการบันทึกไว้ใน The Guinness Book of World Record 1991 ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก "พระทองคำ" สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย อายุราว 700 ปี มีขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 6 ศอก 5 นิ้ว หรือมากกว่า 2.50 เมตร ความสูงจากพระเกตุมาลาถึงฐานทับเกษตร (ฐานที่รองรับพระพุทธรูป) 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว หรือประมาณ 3.04 เมตร 10 ฟุต มีน้ำหนักประมาณ 5.5 ตัน สร้างด้วยทองคำแท้ มีมูลค่าสูงกว่า 21 ล้านปอนด์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ว่า "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" นับ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) ประดิษฐาน ณ วิหารหลังปัจจุบันภายในวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2498



จากนั้นเดินย้อนกลับมาทางวงเวียนโอเดียน ผ่าน "ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษาW ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ออกแบบโดยช่างผู้ชำนาญ ด้านศิลปกรรมของจีน ยอดหลังคาซุ้มประตูฯ ประกอบด้วยมังกร 2 ตัว ชูตราสัญลักษณ์พระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 และทองคำบริสุทธิ์หนัก 99 บาท ที่หุ้มพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. หมายถึงชาวไทยเชื้อสายจีน ที่เทิดทูน ในหลวง ไว้เหนือเกล้า ใต้หลังคาซุ้มประตูฯ เป็นแผ่นจารึกนามซุ้มประตูฯ ที่ได้รับพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจารึกเป็นภาษาไทยด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่ง จารึกเป็นภาษาจีนซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงแปลจากนามพระราชทาน
เชื่อกันว่า ใครที่มาถึงจะต้องยืนรับพลัง ตรงแผ่นทองเหลืองที่เขียนอักษร "ตี้" (แปลว่าแผ่นดิน) หากมองขึ้นไปด้านบน ฝ้าเพดานจะมีตัวอักษร "เทียน" แปลว่าสวรรค์ อยู่ภายในวงกลมแผ่นทองเหลือง หลังจากนั้นนำกระเป๋าสตางค์ ตบตรงหินสีขาว สลักนูนต่ำ รูปภูเขา มังกรเขียว น้ำ ตบ 3 ครั้ง เชื่อว่าจะทำให้เงินทองไหลมาเทมา มีเงินใช้ตลอด และยังเชื่อกันว่าเมื่อมารับพลังแล้วจะเป็นสิริมงคล มีโชคลาภ


ต่อด้วยการลัดเลาะเข้าถนนเจริญกรุง เดินเข้า "มูลนิธิเทียนฟ้า - ศาลเจ้าแม่กวนอิม" นมัสการเจ้าแม่กวนอิม มาที่นี่ก็มักจะขอพรให้เจ้าแม่กวนอิมคุ้มครองดูแลสุขภาพ ถ้าใครมีญาติป่วย ก็มักจะมาอธิษฐานต่อเจ้ากวนอิมให้ญาติหายจากอาการป่วยไข้นั้นๆ
มูลนิธิเทียนฟ้าตั้งขึ้นเมื่อ ร.ศ.๑๒๗ เป็นมูลนิธิแห่งแรกของประเทศไทย โดยการรวมตัวของชาวจีนกลุ่ม ๕ ภาษา ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยไข้ที่ยากไร้ ให้ได้รับการรักษาพยาบาล มีทั้งการรักษาแบบแพทย์ปัจจุบัน และแพทย์แผนจีน ส่วนศาลเจ้าแม่กวนอิม ตั้งขึ้นมาแต่เดิม องค์เจ้าแม่อัญเชิญมาจากจีน ราว พ.ศ.๒๕๐๑ องค์เจ้าแม่กวนอิมเป็นไม้แกะสลัก ศิลปะแบบราชวงศ์ถัง ปางประทานพร แกะสลักจากไม้เนื้อหอมลงรักปิดทอง เศียรมีรูปพระโพธิสัตว์ มือชี้หมายถึงการแผ่เมตตา 3 ภพ คือสวรรค์ โลกมนุษย์และใต้พิภพเครื่องทรงสไตล์อินเดีย รูปร่างกำยำล่ำสัน เท้าใหญ่ดูไม่เหมือนผู้หญิง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ



ปิดท้ายที่ วัดมังกรกมลาวาส หรือที่คนจีนเรียกกันในนาม “เล่งเน่ยยี่” อยู่บน ถ. เจริญกรุง สองข้างทางจะมีคนขายของหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้จีนๆต่างๆ มาถึงวัดนี้ต้องไหว้ “ไท้ส่วยเอี๊ย” เทพแห่งโชคลาภ ใครที่ปีเกิดชง แปลว่า "กระแทก" (ปีนี้คนที่เกิดในปี ชวด เถาะ ระกา มะเมีย) ก็จะต้องไหว้เพื่อสะเดาะเคราะห์ แต่ครั้งนี้ ฉันไม่ได้เข้าไป เพราะเกิดน้ำท่วม หลังจากฝนกระหน่ำกรุงเมืองชั่วโมงที่ผ่านมา
"วัดเล่งเน่ยยี่” มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว คำว่า “ เล่ง ” แปลว่า มังกร , คำว่า “ เน่ย ” แปลว่า ดอกบัวและคำว่า “ ยี่ ” แปลว่า อารามหรือวัด ซึ่งเป็นวัดนิกายจีน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2414 เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามว่า “วัดมังกรกมลาวาส”


ระหว่างทางได้กินของแปลกอีกหนึ่งอย่าง มีชื่อว่า "เห่งหยิ่งแต้" ขายคู่กับน้ำใบบัวบก และน้ำผลไม้ต่างๆ ต้องลองซะหน่อย แฮะๆ ..กินแล้วซ่าๆหยึยๆยังไงชอบกล.. ก็เลยต้องถามพี่แม่ค้าคนสวย ว่าเจ้าน้ำขาวๆ ราวกับน้ำนม นี่มันเกิดมาจากอะไร "ก็ได้คำตอบว่าเป็นการสกัดมาจาก "เม็ดอัลมอนด์จีน"" ก็ไม่กระจ่าง เลยต้องมาหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า "เห่งยิ้ง หรือเมล็ดอัลมอนด์(almond) ของจีน มีสองพันธุ์ พันธุ์หนึ่งเรียก อัลมอนด์หวาน อีกอย่างเรียก อัลมอนด์ขม อย่างขมนี่แหละ ที่เค้าใส่ไว้ในขนมไหว้พระจันทร์ให้มีกลิ่นเห่งยิ้ง (ที่เป็นสูตรโงวยิ้งนั่นแหละ) เขานำมาบดต้ม เพื่อคั้นเป็นน้ำเห่งหยิ่งแต้ สรรพคุณของ เห่งหยิ่งแต้ - ลดอาการหอบ ไอ และขับเสมหะ แต่หากทานมาก ในบางคนจะทำให้อาเจียร หายใจขัด"

- - จากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน - -
"เป็นอันว่า การเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลงโดยสวัสดิภาพ และอิ่มเอมสุข"^^






Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2551 13:06:59 น.
Counter : Pageviews.

2 comments
  
เชิญเลยค่ะ คุณ นางฟ้าผู้ต้อยต่ำ ชวนเพื่อนๆ ญาติพี่น้องไปด้วยก็ดีนะคะ ไปเยอะๆ สนุกไปอีกแบบ ถ้ามีเวลาไปตั้งแต่ช่วงเย็น จนถึงค่ำ จะได้บรรยากาศ 2 แบบ ในสถานที่เดียวกันค่ะ^^
โดย: namio วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:26:55 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
BlogGang Popular Award#10



namio
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



* * Blog're Mae Nok & Nong Ten * *