สัมมาสมาธิ คือ จิตตั้งมั่น ไม่ใช่ไปทำจิตให้นิ่ง ฉบับชาวบ้านอ่าน
คงเป็นเวรกรรมของคนไทยกระมัง ที่คนไทยที่รักพุทธศาสนาเกือบทั้งประเทศ เข้าใจกันว่า การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า คือ การทำให้จิตนิ่ง แล้วก็หลงไปทำสมาธิแบบจิตนิ่งกันอย่างแพร่หลาย เืมื่อเจ้าชายสิทธัตถะไปเรียนวิชากับฤาษี 2 ท่าน จนสำเร็จวิชาสมาบัติ 8 วิชาที่เ้จ้าชายไปเรียนคือการเข้าฌานแบบทำจิตให้นิ่ง ต่อมาเจ้าชายก็ทรงปัญญา ทราบความจริงว่า วิชาแบบนี้ ไม่ใช่หนทางแห่ง การพ้นทุกข์ จึงได้ออกไปแสวงหาโมกขธรรมด้วยพระองค์เอง จนได้ตรัสรู้ และค้นพบทางสายกลาง ดังมีปรากฏในพระไตรปิฏกให้อ่านกันในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านครับ สมาธิแบบพุทธ คือ สมาธิที่จิตตั้งมั่น ไม่ใช่จิตนิ่งครับ ผมมีเขียนเรื่องนี้ไว้บ้างแล้วที่ เรื่อง สมาธิ ภาค 1 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2010&date=02&group=8&gblog=53 สมาธิ ภาค 2 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2010&date=04&group=8&gblog=55 ในบทนี้ ผมจะเขียนซ้ำอีกครั้ง โดยการยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น เพื่อการปฏิบัติจะได้ ตรงทางในแนวพุทธ สมมุติว่า ตัวท่านชื่อ นายจิต ท่านมีเพื่อนอยู่ 6 คน ชื่อ 1.วิญญาณทางตา 2.วิญญาณทางหู 3.วิญญาณทางจมูก 4.วิญญาณทางลิ้น 5.วิญญาณทางกาย 6.นายคิดฟุ่งซ่าน เพื่อนทั้ง 6 คนของท่าน มีนิสัยอย่างหนึ่ง ก็คือ ชอบเที่ยวเตร่นอกบ้านเสมอ และเพื่อนทั้ง 6 นี้ก็รักท่านมาก พอจะไปเที่ยวก็มักจะมาชวนท่านเสมอ ๆ เมื่อท่านมาอยู่หอพักในกรุงเทพ ห่างพ่อแม่ พอเพื่อนคนใดคนหนึ่งใน 6 คนมาชวนท่านไปเที่ยว ท่านก็จะตอบตกลงทัีนที และก็ออกจากหอพักไปเีที่ยวเตร่กับเพื่อนคนใดคนหนึ่งเสมอ เรียกว่า ไม่เคยขัดศรัทธาเพื่อนเลย เรียกได้ว่า ถ้าเห็นท่านคือ นายจิต ก็จะต้องเห็นเพื่อนคนใดคนหนี่งเสมอ ๆ ไม่เคยขาด ท่านและเพื่อน จะสนิทสนมแบบชิดแบบปลาท่องโก๋ ไปไหนไปด้วยกันเสมอ อาการแบบนี้ เปรียบได้กับ สมาธิแบบจิตนิ่งแบบฤาษี ครับ กล่าวคือ ตัวจิตจะวิ่งแนบชิดกับวิญญาณตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ขาดจากกัน เมื่อท่านดูลมหายใจ เมื่อท่านส่งจิตไปที่จมูกเพื่อพยายามรับรู้ลม จิตของท่านก็จะวิ่งไปแนบชิดที่จมูก เมื่อท่านเดินจงกรม ท่านส่งจิตไปที่เท้าเพื่อพยายามรู้การสัมผัสที่เท้า จิตของท่านก็จะวิ่งไปแนบชิดที่เท้า ท่านจะเห็นว่า จิตท่านจะ่ท่องเที่ยวไปตลอดเวลา ด้วยการนำพาของวิญญาณทั้ง 6 นี่คือวงจรอุบาทว์ ทีทำให้เกิด การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่จบสิ้น ต่อมา เืมื่อพ่อของท่านทราบเรื่องว่า ท่านชอบเที่ยวเตร่กับเพื่อนเสมอ พ่อของท่าน ชื่อ นายสัมมาสติ ก็ได้เดินทางมาพบท่านและค้างอยู่กับท่านที่หอพักด้วย เมื่อพ่อของท่าน คือ นายสัมมาสติ มาพักกับตัวท่าน คือ นายจิต ตอนนี้ จะเป็นว่า จิตจะถูกควบคุมด้วยสัมมาสติ แล้ว เมื่อเพื่อนของท่านมาเรียกท่านออกไปเที่ยวเหมือนอย่างเคยอีก พ่อของท่าน คือ นายสัมมาสติ ก็จะควบคุมท่าน คือ นายจิต ไม่ให้ออกไปเที่ยวเหมือนเคย เมื่อเพื่อนท่านมาเรียกแล้วท่านไม่ไป เขาก็จะกลับบ้านของเขาไปเอง เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป เมื่อตัวท่าน คือ นายจิต อยู่ที่หอพัก ไม่ออกไปเที่ยวอีก ก็เกิดความคุ้นเคยกับการไม่ออกไปเที่ยว และเห็นโทษภัยของการออกไปเที่ยวข้างนอก ตัวท่านคือ นายจิต ก็จะเปลี่ยนนิสัยใหม่ ไม่ออกไปเที่ยวอีก พอเพื่อนมาชวน ท่านจะเห็นเพื่อนเสมอว่ามาชวนไปเที่ยวอีกแล้ว แต่ท่านก็ไม่ไปกับเขาอีกแล้ว การที่ท่านอยู่ที่หอพัก ไม่ออกไปเที่ยวข้างนอก นี่คือ อาการของจิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ซึ่งในที่นี้ หอพัก คือ ฐานของจิต ท่่านจะมองความต่างออกนะครับว่า เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ไม่วิ่งไปวิ่งมาเหมือนก่อน เมื่อท่านดูลมหายใจ จิตก็จะคงตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน เมื่อท่านเดินจงกรม จิตก็จะคงตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน เมื่อท่านฝึกฝนจนเคยชิน ท่านทำอะไร เกิดอะไรขึ้น จิตก็จะยังคงตั้งมั่นอยู่ที่ฐานเสมอ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน จิตจะมั่นคง หนักแน่น ไม่แปรปรวนไปมา นี่คือ อาการของสัมมาสมาธิ อันเป็นสมาธิแบบพุทธศาสนา เมื่อจิตตั้งมั่น ผลของมันก็คือ การรู้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง และ ความสามารถในการกำจัดกิเลสอย่างกลางได้ อ่านเรื่อง http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=30-07-2010&group=8&gblog=74 ในการฝึกฝนให้จิตตั้งมั่น ก็คือ ขอให้ท่านฝึกด้วยการมีความรู้สึกตัว อย่าเพ่งจ้องไปยังจุดใด ๆ เมื่อท่านเดินจงกรม ก็คือ เดินด้วยความรู้สึกตัว ท่านจะสัมผัสได้อย่าง.เบา ๆ . ของระบบประสาทต่าง ๆ ตาก็มองเห็น แต่จิตไม่ไหลออกไปทางตา หูก็ยังได้ยิน แต่จิตไม่ไหลออกไปทางหู ร่างกายก็รู้การสัมผัสได้ แต่จิตไม่ไหลออกไปกับการสัมผัสนั้น เมื่อท่านดูลมหายใจ ก็คือ ให้รู้สึกตัว แล้วรับรู้อาการหายใจที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่จ้องส่งจิตไปที่ปลายจมูก หรือ ไปที่ท้อง หรือ ไปที่ลิ้นปี่ ท่านเพียงนั่งเฉยๆ ใจสบาย ๆ แล้วรู้สึกตัว ท่านจะรับรู้อาการหายใจได้เองอย่างเบา ๆ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน จิตจะรวมตัวเป็นสัมมาสมาธิที่ทรงพลัง เปล่งแสงของจิตออกมา ให้ท่านสัมผัสได้ และ กิเลสใด ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกในจิตใจของท่านได้เลย แสงสว่างแห่งจิต จะตัดขาดการดึงรั้งยึดเหนี่ยวแห่งวิญญาณ 6 ที่เกิดขึ้นให้ขาดสะบั้น เมื่อท่านฝึกจนเคยชิน จิตก็เป็นอิสระจากวิญญาณทั้ง 6 ไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป นี่คือ ผลแห่งสัมมาสมาธิ ที่จิตเป็นอิสระจากวิญญาณ 6
Create Date : 31 กรกฎาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 16:05:14 น.
16 comments
Counter : Pageviews.
โดย: Kluaytub วันที่: 31 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:58:17 น.
โดย: pintip IP: 110.49.193.176 วันที่: 31 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:51:59 น.
โดย: franky IP: 112.142.100.94 วันที่: 31 กรกฎาคม 2553 เวลา:16:46:07 น.
โดย: pinky IP: 112.143.10.97 วันที่: 31 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:01:57 น.
โดย: Mat IP: 58.8.153.120 วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:22:43:53 น.
โดย: Mat (MAT9 ) วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:22:52:35 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 6 สิงหาคม 2553 เวลา:8:22:24 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 6 สิงหาคม 2553 เวลา:8:34:42 น.
โดย: Mat IP: 58.8.160.73 วันที่: 7 สิงหาคม 2553 เวลา:23:41:57 น.
โดย: Mat IP: 58.8.160.73 วันที่: 7 สิงหาคม 2553 เวลา:23:46:58 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:6:47:15 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:6:53:56 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:7:26:26 น.
โดย: Mat IP: 58.97.35.132 วันที่: 9 สิงหาคม 2553 เวลา:9:30:58 น.
โดย: อู๋ IP: 202.91.18.194 วันที่: 11 สิงหาคม 2553 เวลา:20:43:16 น.
โดย: นมสิการ วันที่: 29 มกราคม 2555 เวลา:16:33:38 น.
Location :
[ดู Profile ทั้งหมด]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [? ]
หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน.... จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ... บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้ เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ ** ****** บทความต่าง ๆ ใน blog นี้ ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ****
ขอบคุณนะคะที่มีข้อเขียนดีๆมาให้อ่าน