พัฒนาชีวิตด้วยปัญญา และความดี
Group Blog
 
<<
เมษายน 2560
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
4 เมษายน 2560
 
All Blogs
 
#รีวิวแอร์แบบบ้านบ้าน (แต่แอบจริงจัง) : เทคนิคการเลือกซื้อ และเคล็ดลับการบำรุงรักษาแอร์รับหน้าร้อน



เทคนิคการเลือกซื้อ และเคล็ดลับการบำรุงรักษาแอร์รับหน้าร้อน

“วันนี้เป็นวันสงกรานต์ หนุ่มสาวชาวบ้านเบิกบานจิตใจจริงเอย ตอนเช้าทำบุญ ทำบุญตักบาตร ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันเอย” เมื่อเพื่อนๆ ได้ยินเพลงนี้แล้ว ก็แสดงว่าเมืองไทยเราเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข คือ เทศกาลสงกรานต์กันแล้วนะครับ ซึ่งแน่นอนเมื่อเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ก็แสดงว่าเมืองไทยเราเข้าสู่หน้าร้อนอันแสนหฤโหด ที่อากาศร้อนจนเหมือนอยู่ในเตาอบ อากาศร้อนๆ อย่างนี้เพื่อนๆ คงอยากจะหาแอร์เย็นๆ มาลดอุณหภูมิในบ้าน ให้อากาศเย็นสบาย นอนชิลๆอยู่บ้านอย่างมีความสุขกันใช่ไหมครับ วันนี้ผมจึงมีเทคนิคการเลือกซื้อ และการบำรุงรักษาแอร์รับหน้าร้อนมาฝากเพื่อนๆกันครับ

นิยามของเครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์

คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ปรับอุณหภูมิของอากาศในอาคาร บ้านเรือน เพื่อให้มนุษย์ได้อาศัยอยู่ในที่ที่ไม่ร้อนหรือไม่เย็นจนเกินไป หรือใช้รักษาภาวะอากาศให้คงที่เพื่อจุดประสงค์อื่น โดยทำงานด้วยหลักการการถ่ายเทความร้อน กล่าวคือ เมื่อความร้อนถ่ายเทออกไปข้างนอก อากาศภายในห้องจะมีอุณหภูมิลดลง เป็นต้น และแอร์บางชนิดอาจมีความสามารถในการลดความชื้นหรือการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้ด้วย

ชนิดของแอร์

แอร์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้มีอยู่หลายชนิด ดังนี้

  • ชนิดติดหน้าต่าง เป็นแอร์ที่มี คอนเดนซิ่ง ยูนิต และ แฟนคอยล์ ยูนิต อยู่ในเครื่องเดียว โดยมีขนาดตั้งแต่ 9,000-24,000 บีทียู/ชม. แอร์แบบนี้เหมาะกับห้องที่มีลักษณะที่ติดตั้งวงกบหน้าต่างติดกระจก ช่องแสงติดตาย บานกระทุ้ง บานเกล็ด เป็นต้น โดยแอร์ประเภทนี้มีข้อเสีย คือ จะมีเสียงแอร์ดังเข้ามาในห้องเพราะคอนเดนซิ่งติดกับแฟนคอล์ย
  • ชนิดแยกส่วนติดฝาผนัง แอร์ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูง และจะมีสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับควบคุมอุณหภูมิความเย็นของห้อง โดยมีขนาดตั้งแต่ 9,000-25,000 บีทียู/ชม. เหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะทึบ แต่จะมีราคาแพง
  • ชนิดตู้ตั้งพื้น เป็นแอร์ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีกำลังลมที่แรง โดยมีขนาดตั้งแต่ 12,000-36,000 บีทียู/ชม. เหมาะสำหรับห้องที่มีลักษณะห้องที่เป็นกระจกทั้งหมด ผนังทึบซึ่งไม่อาจเจาะช่องเพื่อติดตั้งได้ และเหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
  • ชนิดตั้งแขวน เป็นแอร์ที่มีลักษณะตั้งแขวน โดยมีขนาดตั้งแต่ 12,000-55,000 บีทียู/ชม. เหมาะสำหรับห้อง ที่เช่น ห้องนอน ไปจนถึงห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สำนักงาน ร้านอาหาร ห้องประชุม มีข้อดีคือลมแรงกว่าแอร์ผนังเหมาะสำหรับห้องที่ไม่มีพื้นที่ผนัง และสามารถตั้งพิ้นได้ด้วย
  • ชนิดฝังเพดาน เป็นเครื่องปรับอากาศที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง โดยมีขนาดตั้งแต่ 13,600 - 56,000 บีทียู/ชม. เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นเครื่องปรับอากาศน้อยที่สุด มีข้อดี คือ สวยงาม ทำให้ห้องโปร่งโล่ง ดูกลมกลืนกับตัวห้อง
  • ชนิดเคลื่อนที่ เป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องทำการติดตั้ง และสามารถเข็นไปใช้ได้ทุกพื้นที่ โดยมีขนาดตั้งแต่ 13,600 - 56,000 บีทียู/ชม. มีข้อดีคือขนาดเล็กไม่ต้องเสียเวลาติดตั้ง สามารถเข็นไปใช้ได้ทุกพื้นที่ ทุกเวลา

เทคนิคการเลือกซื้อแอร์

  • ควรเลือกซื้อเลือกขนาดแอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง เพราะว่าขนาดห้องมีผลอย่างมากต่อความเย็นในห้อง ถ้าห้องมีขนาดใหญ่ แต่ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก นอกจากจะทำให้ห้องไม่เย็นแล้ว ยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงานมากเกินความจำเป็นอีก หรือถ้าซื้อแอร์ที่ขนาดใหญ่เกินไปจะทำให้แอร์ตัดบ่อย และห้องเหม็นอับชื้นได้
  • ควรเลือกซื้อแอร์จากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพราะเครื่องปรับอากาศอาจจะมีกำลังความเย็น ( BTU ) น้อยกว่าที่แสดงไว้บนฉลาก โดยแอร์บางยี่ห้ออาจมีกำลังความเย็นเพียง 70 - 80 % ของที่ได้โฆษณาไว้ นอกจากจะมีกำลังความเย็นไม่เต็มบีทียูแล้ว อาจจะมีเสียงดังและมีอายุการใช้งานที่สั้นอีกด้วย
  • ควรเลือกซื้อแอร์ ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และได้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพราะได้รับการทดสอบความสามารถ ในการทำความเย็นแล้วซึ่งทำให้เพื่อนๆ แน่ใจได้ว่าจะได้ แอร์ที่ประหยัดไฟฟ้าและมีประสิทธิภาพเต็มบีทียู โดยฉลากประหยัดไฟจะกำหนดเป็นตัวเลขได้ดังนี้
  • เบอร์ 5 – ดีมาก ประสิทธิภาพการประหยัดไฟสูงสุด
  • เบอร์ 4 – ดี ประสิทธิภาพการประหยัดไฟสูง
  • เบอร์ 3 – ปานกลาง ประสิทธิภาพการประหยัดไฟปานกลาง
  • เบอร์ 2 – พอใช้ ประสิทธิภาพการประหยัดไฟพอใช้
  • เบอร์ 1 – ต่ำ ประสิทธิภาพการประหยัดไฟระดับต่ำ ไม่ควรใช้
  • ควรเลือกซื้อแอร์จากร้านที่มีการติดตั้งและการบริการหลังการขายที่ดี โดยให้เลือกร้านที่น่าเชื่อถือ มีการรับประกันและบริการหลังการขายที่ดี เพราะแอร์ส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งานที่นาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
  • ควรเลือกซื้อแอร์ โดยพิจารณาดูคุณสมบัติพิเศษต่างๆ และการดีไซน์ของแอร์ เช่น ฟิลเตอร์กรองอากาศ การกำหนดความเร็ว ความแรงของมอเตอร์ การปรับทิศทางลม ฟังก์ชั่นการลดความชื้นหรือการฟอกอากาศ ดีไซน์การออกแบบของแอร์ เพื่อความสวยงามของห้อง

เทคนิคการเลือก BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง

คำว่า BTU นั้น ย่อมาจาก British Thermal Unit คือ ขนาดความสามารถการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

โดย 1 ตันความเย็น = 12,000 BTU

สูตรคำนวน คือ BTU = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ค่าตัวแปร

ซึ่ง ค่าตัวแปร มีดังนี้

  • 700-800 สำหรับห้องนอน หรือห้องที่มีความร้อนน้อย (ห้องที่ไม่โดนแดดหรือโดนเล็กน้อย ฝ้าต่ำ หรือห้องที่ใช้แอร์ช่วงกลางคืน)
  • 800-900 สำหรับห้องรับแขก หรือห้องที่มีความร้อนปานกลาง - มาก (ห้องที่โดนแดด อยู่ทิศตะวันตก หรือใช้แอร์ช่วงกลางวัน)
  • 900-1000 สำหรับห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย หรือห้องที่มีความร้อนมาก หรือฝ้าสูง(ห้องที่โดนแดด อยู่ทิศตะวันตก อยู่ชั้นบนสุด หรือใช้แอร์ช่วงกลางวัน)
  • 1000-1200 สำหรับร้านค้า ร้านอาหารที่เปิดปิดประตูบ่อย ร้านทำผม หรือสำนักงานที่มีคนอยู่จำนวนมาก

โดยมีปัจจัยในการเลือก BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง ดังนี้

  • ขนาดห้องของหน้าต่างและมุมต่างๆของห้อง
  • ทิศทางของห้องนั้นๆว่าโดนแดดมากน้อยเพียงใด
  • วัสดุหลังและคามีฉนวนกันความร้อนภายในบ้านหรือไม่
  • จำนวนคนที่ใช้งานในห้องนั้นๆ

โดยผมได้ทำตารางสรุป ขนาดห้องต่างๆ กับขนาด BTU แอร์ที่เหมาะสมมาฝากเพื่อนๆ ช่วยในการเลือกซื้อแอร์ด้วยครับ

เคล็ดลับการบำรุงรักษาแอร์

  • หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น(ฟิลเตอร์) ทุกอาทิตย์ โดยในแอร์จะมีแผงกรองฝุ่นหรือฟิลเตอร์ ที่จะช่วยกรองอากาศโดยจะดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้ผ่านเข้าไปยังตัวแผงขดท่อคอยล์เย็น และเป่าเข้าสู่บรรยากาศภายในห้องได้อีก เพื่อนๆ ควรต้องดูแลทำความสะอาดฟิลเตอร์อยู่เสมอทุกอาทิตย์   เพื่อไม่ให้ฟิลเตอร์อุดตันไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ เพราะถ้าฟิลเตอร์อุดตันจะทำให้ลมไม่สามารถหมุนเวียนผ่านคอยล์เย็นได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศไม่เย็น ซึ่งวิธีการล้างฟิลเตอร์ทำได้โดยโดยการเปิดหน้ากากแอร์ขึ้นมา แล้วดึงฟิลเตอร์ จากนั้นใช้น้ำแรง ๆ ฉีดที่ด้านหลังของฟิลเตอร์ (ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่น) ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออก จากนั้นตากให้แห้งแล้วใส่กลับคืน หรือถ้าฟิลเตอร์เป็นแบบเส้นใยอลูมิเนียมถัก แบบเส้นใยไนล่อน ก็อาจใช้แปรงที่มีขนนิ่ม เช่น แปรงสีฟัน หรือแปรงทาสีช่วยปัดฝุ่นด้วยก็ได้
  • หมั่นล้างทำความสะอาดคอยล์ และคอยล์เย็น โดยช่างผู้ชำนาญ ทุกๆ 6 - 12 เดือน แล้วแต่สภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน ถ้าอยู่ติดถนนที่มีฝุ่นมาก หรือเปิดใช้งานทุกวันควรล้างแอร์บ่อยขึ้น โดยแผงขดท่อคอยล์เย็น คือ ตัวสร้างความเย็น มีรูปร่างเป็นเส้นท่อขดไปมาตามความยาวของเครื่อง และจะมีแผ่นครีบอลูมิเนียมบาง ๆ หุ้มขดท่อเหล่านั้นอยู่ ที่แผงขดท่อนี้จะมีฝุ่นผงขนาดเล็กที่สามารถผ่านการกรองของฟิลเตอร์เข้ามาได้ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ฝุ่นเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้น และอากาศจะไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งจะทำให้แอร์ตันได้ จึงควรมีการล้างทำความสะอาดขดท่อและแผ่นอลูมิเนียม เพราะจะทำให้ประหยัดไฟและแอร์ไม่ทำงานหนัก ช่วยทำให้แอร์มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งแผงขดท่อคอล์ยเย็น ทำความสะอาดได้โดยใช้แปรงสีฟัน หรือแปรงทาสี ปัดเอาฝุ่นที่ยึดเกาะอยู่ให้ออกก่อนด้วยการลากแปรงลงตามแนวล่องของแผ่นครีบอลูมิเนียม แล้วจากนั้นค่อยเอาน้ำล้างเพื่อให้ฝุ่นที่เหลือหลุดตามน้ำออกมา ส่วนแผงคอล์ยร้อนสามารถทำความสะอาดวิธีเหมือนกับคอล์ยเย็น โดยสามารถทำได้โดยใช้แปรงนิ่มๆ และน้ำฉีดล้างได้ แต่เพื่อนๆ จะต้องระวังไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าไปเปียกแผงอุปกรณ์ซึ่งจะทำให้ไฟชอร์ต เสียหายได้
  • หลังจากการล้างแอร์ ควรให้ช่างทำการเช็คระดับแรงดันน้ำยาว่าปกติดีหรือไม่ ถ้าน้ำยาน้อยกว่าปกติ แสดงว่าอาจจะมีรอยรั่ว ให้ตรวจสอบซ่อมแก้ไขโดยด่วนเลยครับ
  • หน้ากากรับลมและหน้ากากจ่ายลมของแอร์ เพื่อนๆ สามารถทำความสะอาดได้โดยปัดฝุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถู หรือแอร์บางยี่ห้อสามารถถอดออกได้ ก็ควรจะถอดออกนำไปล้างน้ำ
  • ไม่ควรนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ค่าความร้อนสูง เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น มาใช้ในห้องแอร์ เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น
  • ไม่ควรนำสิ่งของต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ ตู้ โต๊ะ ไปกีดขวางทางลมเข้าและลมออกของคอนเดนเซอร์ เพราะจะทำให้เครื่องระบายความร้อนไม่ออก รวมถึงไม่ควรวางสิ่งของต่างๆ ขวางหน้าเครื่องเป่าลมเย็นด้วย เพราะจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนักมากขึ้น
  • ให้เพื่อนๆ หมั่นคอยสังเกตเสียงการทำงานของแอร์ ถ้ามีเสียงดังผิดปกติ หรือแอร์ไม่ค่อยเย็นควรรีบเรียกช่างมาทำการตรวจเช็ค เพราะถ้าทิ้งไว้ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น
  • ควรจะปิดแอร์ทุกครั้งหลังใช้งาน หรือควรตั้งเวลาการทำงานของตัวเครื่องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แอร์หยุดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟไปได้พอสมควร
  • ไม่ควรปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าภายในห้องที่มีแอร์ติดตั้งอยู่ เพราะความชื้นจากสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น
  • ในช่วงเวลาที่ไม่ใช้ห้อง หรือก่อนเปิดแอร์ประมาณ 15 นาที ควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าไปแทนที่อากาศเก่าภายในห้อง จะช่วยลดอุณหภูมิ และกลิ่นต่างๆ ให้น้อยลงซึ่งจะช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักขึ้น
  • ควรปิดประตูหน้าต่างให้สนิทขณะใช้เปิดแอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามา ซึ่งจะทำให้แอร์ต้องทำงานมากขึ้น

เพียงเท่านี้แอร์ที่บ้านก็จะเย็นช่ำแถมประหยัดไฟได้อีกด้วยครับ ^ ^




Create Date : 04 เมษายน 2560
Last Update : 4 เมษายน 2560 15:48:42 น. 0 comments
Counter : 493 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตี๋2555
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 153 คน [?]




สวัสดีครับผม "นายแว่นธรรมดา" ผู้เขียนหนังสือขายดี "รวยหุ้นแบบ VI ไม่เสี่ยง" หนังสือ "หุ้น 5 พารวย" และเป็นผู้ก่อตั้ง http://www.naiwaen.com เว็บไซค์การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และ Money Market อีกมากมาย
และ http://www.topofliving.com เว็บไซค์เกี่ยวกับการเลือกซื้อบ้านหลังแรก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยนิยามส่วนตัวก็คือ ทำให้ความมั่งคั่ง กลายเป็นเรื่อง "สนุก"
หากต้องการข้อมูลข่าวสารการลงทุนอย่างรวดเร็ว และเชื่อถือได้ แวะไปกด LIKE ที่นี่นะครับ https://www.facebook.com/NaiwaenTammada

ผมยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่าน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
Free counters!
New Comments
Friends' blogs
[Add ตี๋2555's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.