ส.จัดตั้ง : Order is the foundation of all good things.
Group Blog
 
All Blogs
 

การปฏิวัติรัสเซียโดย Vladmir Irie lenin


การปฏิวัติรัสเซีย

 


ต่อจากเรื่องของคุณลุงคาร์ล มาร์ซ และเฟรดเดอริค เองเกลที่เริ่มการต่อสู้เพื่อชนชั้นกรรมาชีพในยุโรปจนทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในปี 1848 ไปทั่วยุโรป กระแสการปฏิวัติสร้างความเจ็บปวดให้กับหลายประเทศเช่ฝรั่งเศษ พอกระแสนี้มาถึงรัสเซียก็ไม่พ้นเรื่องเดิมๆ คือเริ่มจากปากท้องของประชาชน เนื่องจากรัสเซียมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งซะส่วนใหญ่ ปกครองโดยราชวงศ์ที่ปกครองรัสเซียมากว่า 300 ปีดูแลไม่ทั่วถึง กษัตริย์ที่ปกครองรัสเซียช่วงนี้คือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 โดยมีแนวคิดการปกครองโดยระบบกษัตริย์มีอำนาจสูงสุด ประชาชนมีหน้าที่แค่รับคำสั่งเท่านั้น แนวคิดนี้ล้าหลังมากในสังคมโลก เพราะกระแสการปฏิวัติได้กลืนกินไปทั่วทั้งภาคพื้นยุโรปไปแล้ว

 


อุปสรรคที่สำคัญขอรัสเซียคือ ชนชั้นในสังคมรัสเซียมี 2 พวกคือพวก ยากจนติดดิน ทำงานหาเลี้ยงตัวเองเพื่อพอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น เนื่องจากที่นาตกเป็นของนายทุน พวกเขาไม่เคยพอใจรัฐบาลเลยที่ปล่อยให้พวกเขาลำบากยากแค้น แบบไม่เหลียวแล  พวกกรรมาชีพไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองพ้นจากห้วงนั้น จึงเรียกร้องอะไรแบบคนไม่มีการศึกษาตลอดเวลา

 


พวกที่สอง พวกได้รับการศึกษา พวกนี้หัวก้าวหน้าได้เรียนรู้เรื่องราวจากโลกภายนอกมาก ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ซาร์ไม่ยอมอ่อนข้อ หลายคนจึงนิยมลัทธิของคาร์ล มาร์ซ โดยการใช้วิธีอันรุนแรงในการล้มรัฐบาล

 


เมื่อสองชนชั้นมารวมตัวกันได้ ก็เป็นไปอย่างที่ คาร์ล มาร์ซทำนายคือ เกิดกระแสปฏิวัติในสังคมนั้น โดยเริ่มต้นจากการก่อตั้งสมาคมลับๆ เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล แต่ภายหลังการรวมตัวกันเป็นไปได้ยาก เพราะทางฝั่งรัฐบาลก็ปราบปรามอย่างหนัก สมาชิคถูกนำไปทรมานต่างๆ นาๆ ทำให้การรวมตัวก็ต้องหยุดชะงักไปช่วงนึง

 


เกิดกระแสความไม่พอใจมากขึ้นเมื่อเกิดสงครามกับญี่ปุ่นในปี 1904 เมื่อญี่ปุ่นบุกโจมตีรัสเซียแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้ได้รับชัยชนะหลายแห่ง กรอบความภูมิใจของชาวรัสเซียพังทลายลง กรรมาชีพเดินขบวนไปหน้าพระราชวังที่ประทับของซาร์พร้อมทั้งเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดย และให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่กอร์กี กาพอน ผู้นำการชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตทำให้เกิดกรรวมตัวของกรรมาชีพฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมากข้นเรื่อยๆ จนธันวาคม 1905 การประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ




ซาร์ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมให้ตั้งสภาดูมาโดยให้มีพวกผู้นำเสรีนิมเข้าร่วม แม้สภาจะไม่มำนาจอะไรมากมายนักก็ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความพอใจ กลับบ้านกันไปอย่างมากมาย จน 3 ปีต่อมาชาวนาถือโอกาศดึงเอาที่ดินออกจากการควบคุม รัฐส่งผู้ชำนาญการเกษตรเข้าไปช่วยดูแล อีกทั้งรัฐยังอุดหนุนอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และโรงงานเปิดใหม่มากมาย สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นการดีขึ้นแบบไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

 


กรรมาชีพแทยไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพวกนั้นเลย พวกเขายังได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณท์มาตราฐาน ค่าตอบแทนสวนทางกับผลผลิตที่มากขึ้น ในปี 1912 กรรมกรโรงงานกว่า 2000 แห่งนัดหยุดงาน รวมทั้งที่เหมืองทอง ลีน่า คนงานบางส่วนก็ถูกยิงเสียชีวิต ในปี 1914 กระแสปฏิวัติรุนแรงมากขึ้น แต่รัฐเซียอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงผ่อนเวลาระเบิดเวลาออกไปได้

 


สงครามโลกครั้งที่ 1 ดูเหมือนว่าประชาชนจะร่วมมือร่วมใจช่วยสนับสนุนการรบเป็นอย่างดี รัสเซียเข้าเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรอังกฤษและฝรั่งเศษ แต่ในการรบรัสเซียพ่ายแพ้แก่เยอรมันซ้ำๆ ซากๆ เพราะทหารได้รับการดูอย่างเลว ทั้งในด้านอาหารการกิน และอาวุธก็ไม่ทันสมัย สภาดูมา ขออำนาจจากซาร์เพื่อบัญชาการกองทัพเสียเอง แต่ซาร์ ทรงปฏิเสธและเข้าบงการเสียเอง รัสเซียต้องใช้ทรัพยากรมากมายไปในการรบ โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกปรับปรุงเพื่อผลิตอาวุธให้กองทัพ  ความเลวร้ายก็ติดตามมาเรื่อยๆ เมื่อวัตถุดิบถูกส่งไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตอาวุธ ผู้ชายก็ถูกเกณท์ไปรบ ทำให้ขาดคนทำไร่ไถนา อาหารเริ่มขาดแคลน ราคาสินค้าพุ่งสูงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว



 


 


เดือนมีนาคม 1917 ทุกอย่างในราขอาณาจักรดูเหมือนะถึงทางตันเพราะอากาศหนาว อาหารไม่พอกิน การขนส่งติดขัด เกิดการเดินขบวนในเมืองหลวงมากขึ้น ทหารเข้าข้างประชาชน ซาร์ถูกเรียกกลับมาจากแนวหน้าเพื่อสละราชสมบัติ ในวันที่ 16 มีนาคม 1917 พระองค์ถูกคุมขังจากรัฐบาลบอลเซวิค รัฐบาลที่มาจากคณะที่ปรึกษาของสภาดูมาจัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองรัสเซีย เพราะพวกบอลเซวิคจัดตั้งรัฐบาลไม่ทัน แต่รัฐบาลใหม่ก็ไม่ได้ทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวนาอย่างแท้จริง ประเด็นที่ชูเรื่องการปฏิรูปที่ดินก็ไม่ได้ทำจริง เพราะมัวแต่คิดว่าถ้าชาวนาถือครองที่ดินมากเกินไปจะทำให้ผลผลิตลดลง ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสภาโซเวียตของกรรมกร และทหารเมืองเปโตรการ์ดไว้ได้ พวกบอลเซวิคที่ทำโดยพระเอกของเรา Vladmir Irie lenin ยังคงกดดันให้รัฐบาลยอมโอนอำนาจไปยังกรรมกร โดยการออกกฏหมายปฏิรูปที่ดิน และโอนกิจการธนาคารใหญ่ๆ ไปเป็นของรัฐประชาชนนิยมพวกบอลเซวิคมากขึ้นทุกขณะ

 


ทรอตกี้ได้รับเลือกให้เป็นประธานโซเวียดที่เปโตรกราด แต่ยังไม่รีบร้อนที่จะปฏิวัติรัสเซีย โดยกำหนดไว้ว่าการยึดอำนาจจะเริ่มในวันที่เปิดประชุมสภาครั้งที่ 2 พวกบอลเซวิคได้วางแผนการยึดสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เช่น ระบบเคลือข่ายการสื่อสาร ทางจดหมาย ทางรถไฟ และการสนับสนุนเสบียงวันที่ 6 ตุลาคม 1917 ศูนย์บัญชาการก่อตั้งขึ้นที่ ป้อมพอล และป้อมปีเตอร์ที่ เซนปีเตอร์เบิร์ก (เปโตรกราดเมืองเดียวกัน) กองเรือในทะเลบอลติตก็สนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้ด้วย

 


เมื่อการเปิดประชุมสภาโซเวียตครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นตัวแทนจากทั่วรัสเซียเข้ามาชุมนุมกันที่สถาบันสโมลนี เพื่อตัดสินว่าการปฏิวัติควรเกิดขึ้นหรือไม่ เลนินก็ออกปฏิบัติการณ์ตามที่ได้วางแผนไว้ ชัยชนะของการปฏิวัติครั้งนี้ถูกประกาศท่านกลางที่ประชุมเปโตรกราดเที่ยววันนั้น

 



 



รัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะการที่ประชุมอยุ่ในพระราชวังฤดูหนาวของพระเจ้าซาร์ในเวลาเดียวกัน เวลานั้นมีผู้รักษาวังอยู่ไม่มาก เรือออโรร่า ยิงยืมถล่มพระราชวังฟดูหนาวเป็นสัญญาณ พวกปฏิวัติกรูกันขึ้นไปจับกุมพวกปฏิวัติตามทางเดิน เพื่อจับกุมพวกคณะรัฐมนตรีอย่างง่ายดาย

 



 


อ้างอิงหนังสือบันทึกโลกฉบับรวมเล่ม โดย คอสมอส

 


 





 

Create Date : 15 เมษายน 2554    
Last Update : 15 เมษายน 2554 21:50:51 น.
Counter : 729 Pageviews.  

การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดชนชั้นกรรมาชีพ ความแร้นแค้นของพวกเขาเป็นพลังให้เกิดความเท่าเทียม

      


สวัสดีวันสงกรานต์ 2554 ได้กลับมานานเลยนะเนี้ยวันนี้ มาถึงก็ไม่พูดำร่ำทำเพลงอะไรวันนี้ขอนำเสนอเรื่องของ ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่ากลัวสำหรับประเทศที่เรียกตัวเองว่าเสรีนิยมทั่วๆ ไปจุดเริ่มต้นของลัทธินี้มาจากชนชั้นกรรมมาชีพที่ปรกติสื่อสารไม่ค่อยเก่ง และไม่มีมีปากเสียงทางสังคมเท่าไหร่ มะเริ่มกันเลย


แนวคิดคอมมิวนิสต์นี้เริ่มมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 แรกพิมพ์เป็นหนังือที่ไม่มีใครติดตามเลยจนกระทั่ง คาร์ลมาร์กซ์ และเฟรดเดอรืค เองเกลส์ผู้แต่งที่เป็นคนงานเยอรมันทำงานในอังกฤษ ชวนเชื่อว่าเป็นแนวทางแห่งการพัฒนาโลกในยุดอนาคต นักคิดทั้งสองคิดว่าจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นมีการต่อสู้ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาโดยตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากแนวคิดความขัดแย้งนี้ทั้งสิ้นตั้งแต่สมัยโรมมันเรืองอำนาจจนมาถึงยุดที่พวกเขีชีวิตคือช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม พวกเศรษฐีใหม่ก็ขัดแย้งกับนายทุนเก่าเดิม กรรมกรในสมัยนั้นก็มาจากแรงงานภาคเกษตรกรรมที่อพยพมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น

 


ชนชั้นกลางเริ่มมีบทบาททางสังคมสูงขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้ แต่ปราศจากการเหลียวแลชนชั้นกรรมาชีพที่ทำงานให้ โดยดูได้จากการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม กรรมกรไม่ได้รับค่าจ้างอย่างยุติธรรม ในช่วงแรกของการเรียกร้องเป็นไปอย่างไร้รูปแบบ เช่นการก่อจราจล หยุดงานประท้วง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชนชั้นกลางที่เป็นเศรษฐีใหม่สะดุ้งสะเทือนนัก จนกระทั่งกรรมาชีพได้รวมตัวกันก่อตั้งสหภาพได้เป็นผลสำเร็จ ในเขตโรงงานชนบท สหภาพมีหน้าที่ต่อรองค่าจ้างให้สูงขึ้น

 


ทั้งสองนักคิดทำนายต่อไปว่า เมื่อใดก็ตามถ้าชนชั้นกลางรวมกับกรรมาชีพได้เป็นผลสำเร็จต่อต้านนายทุนผู้กดขี่ถึงจัดนั้นการปฏวัติก็จะเกิด โดยจะยึดเอาทรัพย์สินและโรงงาน โดยส่งต่อการควบคุมดูแลให้กับรัฐกฏระเบีบเก่าจะถูกกวาดล้าง คอมมิวนิสต์ที่เข้าใจถึงคนชั้นกลางก็จะเข้ามาแทนที่ โดยทุกคนอาจจะต้องจ่ายภาษีที่หนักแต่ผลตอบแทนจะลกับมาสู่ความอยู๋ดีกินดี ของทุกคนในสังคม ที่สำคัญ ชนชั้นควรถูกกำจัดทิ้งไป

 


คลื่นการปฏิวัตินี้ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นฝรั่งเศษ ฮังการีโดยลุกขึ้นสู้กับอิทธิพลของออสเตรีย เยอรมันและอิตาลีก็ค่อยๆ เห็นประชาธิปไตยโดดเด่น สวิสเซอร์แลนด์ก็มีสงครามกลางเมืองกรุงปาร์คค่อยๆ เป็นศูนย์กลางของพันธมิตรแพนสลาวิค

 


การต่อสู้กินเวลานานเกินกว่าที่ชีวิตของมาร์คจะทนอยุ่ เพื่อรอดูวันที่บุคคลเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงและการปฏิวัติกลับกลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูงที่สวมหน้ากากแห่งความเท่าเทียมกันเรียกร้องผลประโยชน์ของตัวเองซะส่วนใหญ่ แต่ลัทธินี้ก็ฝั่งรากลึกลงสุ่หัวจิตหัวใจของชนชั้น กรรมาชีพในแต่ละประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกหมางเมินโดยผู้นำที่ไม่สนใจความเป็นอยู่ของคนที่เป็นรากฐานของประเทศ

 


น่าเสียดายที่ลัทธิถูกนำไปใช้โดยผู้นำเผด็จการซะส่วนใหญ่เลยทำให้ ไม่มีการเกิดขึ้นจริงๆ จังๆ สักที แม้แต่ในรัสเซีย หรือจีนก็เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ฉบับแก้ไขปรับปรุงเสียแล้วทั้งนั้น

 






Free TextEditor




 

Create Date : 15 เมษายน 2554    
Last Update : 15 เมษายน 2554 11:41:43 น.
Counter : 634 Pageviews.  

กลศึกในสงครามกรีก-โรมัน

กลศึกในสงครามกรีก-โรมัน

ในช่วงพุทธศตวรรษต้นๆนั้น กรีกกับโรมันเป็นสองอาณาจักรที่เรืองอำนาจ และมีการกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ ทั้งสองฝ่ายมีกองทัพชั้นดี ซึ่งมีกลยุทธ์ ในการต่อสู้ที่แตกต่างกัน ต่างฝ่ายต่างถือว่าชั้นเชิงการรบของตนเหนือกว่า กระทั่งในที่สุดกองทัพทั้งสองก็ได้เผชิญ หน้าและโรมรัมพันตูกันอย่างดุเดือด ฝ่ายใดจะได้รับชัยชนะ และด้วยกลยุทธ์ อย่างใด? ติดตามอ่านดูครับ

หลังจาก อเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 ปีก่อน ค.ศ.) จอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรกรีกสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ราชสมบัติก็สืบทอดเรื่อยมา จนถึงปีที่ 221 ก่อน ค.ศ. ฟิลิปที่ 5 ก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ องค์ใหม่แห่งมาซิโดเนีย นครรัฐอันเป็นมาตุภูมิของอเล็กซานเดอร์ ฟิลิปทรงมุ่งมั่นที่จะสร้างกรีกให้เกริกไกรดั่งเช่นที่บรรพบุรุษของพระองค์เคยสร้างไว้ หากแต่ยังกริ่งเกรงพระทัยในการเรืองอำนาจขึ้นมาของอาณาจักรโรมัน

โรมันนั้นเมื่อแผ่ขยายอำนาจไปดินแดนไหน ก็จัดตั้งนครหรือรัฐนั้นเป็นเมือง ขึ้น โดยประสงค์ ที่จะให้เมืองเหล่านั้นเป็น “กันชน” เมื่อมีศัตรูจู่มา รุกราน อย่างไรก็ตาม อำนาจของโรมันก็สั่น คลอน เมื่อจอมทัพ ฮานนิบาล แห่งคาร์เธจยกขบวนศึกอันมีกองกำลังช้างเป็นทัพหนุน เข้าโจมตีอาณาจักรโรมันในปีที่ 216 ก่อน ค.ศ. ทำให้กษัตริย์ฟิลิปทรงถือโอกาสเข้าร่วม เป็นพันธมิตรกับฮานนิบาล ทั้งสองได้รับชัย ชนะในช่วงต้นๆ แต่ท้ายที่สุดทัพฮานนิบาล ก็พ่ายแพ้ในการศึกที่ซามา, แอฟริกาเหนือ กระนั้นฟิลิปก็ยังทรงไม่เลิกล้มพระทัยที่จะชิงอำนาจกับกรุงโรมต่อไป และยาตราทัพหมายมุ่งตีนครรัฐกรีซ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณัติของโรมัน
อาณาจักรโรมันแม้กำลังกะปลกกะเปลี้ย จากการรบกับคาร์เธจ แต่ ฟลามินิอุส ซึ่ง เป็นหนึ่งในกงสุลที่ปกครองโรม ก็จำเป็นต้องส่งกองทัพไปคุ้มครองกรีซ
ทัพโรมันประกอบด้วยทหารราบ 20,000 นาย ทหารเหวี่ยงหิน 2,000 นาย ทหารม้า 2,500 นาย และกองช้างอีก 20 ตัว (ช้างนั้นเอาไว้ใช้ ปะทะกับทหารม้า เพราะอาชาชาติทั้งหลายไม่ชอบกลิ่นช้าง)
ส่วนทางฝ่ายกรีกมีกำลังทหารราบ 16,000 นาย ทหารเหวี่ยงหิน 4,000 นาย ทหารม้า 2,000 นาย ทหารรับจ้างกับพันธมิตรอีกราว 5,000 นาย แต่ทีเด็ดของทัพกรีกก็คือการจัดตั้งขบวนศึกอันแยบยล ซึ่งใช้ได้ผลมาตั้งแต่ครั้งอเล็กซานเดอร์ ที่เรียกว่า “ทัพแหลน (PHA-LANX)” มีรูปขบวนประกอบด้วยแถวทหารเรียงหน้ากระดานเป็นชั้นๆ อาจมีตั้งแต่ 8 ชั้น ถึง 15 ชั้น ในมือของแต่ละคนถือ “แหลน” หรือหอก ซึ่งยาวเหยียด 5 ถึง 7 เมตร เมื่อประจัญบานกับข้าศึก แถวหน้าจะเหยียดแหลนออกไปข้างหน้าตรงๆ ส่วนแถวข้างหลังจะตั้งแหลนเป็นมุมเฉียงเพื่อปัดป้องธนูหรือก้อนหินที่ข้าศึกยิงมา เมื่อหน่วยกล้าตายแถวหน้าล้มลง พลแหลนแถวหลังก็จะเข้ามาแทนที่และคุ้มครองคนล้มไว้
ด้วยยุทธการอาวุธด้ามยาวนี่แหละครับ ทำให้ข้าศึกครั่นคร้ามยิ่งนัก เพราะเข้าไม่ถึงตัวทหารกรีก บุกเข้าไปก็มีแต่ จะโดนแหลนยาวกะเหลนเป๋นจิ้มอกเอา เสียก่อน
สำหรับโรมันนั้นก็จัดทัพเป็นรูปสี่เหลี่ยม เหมือนกัน หากทว่าแบ่งออกเป็น กลุ่มย่อยๆหลายกลุ่ม แนวหน้าเป็นทหารถือหอก (ซึ่งสั้นกว่าแหลนของกรีกมาก) และมีดาบสองคมแบบสเปน ห้อยติดเอวเอาไว้ในยามต่อสู้ประชิดตัว แม้จะเสียเปรียบกรีก ในด้านความยาวของอาวุธ แต่ได้เปรียบในด้านความคล่องตัว ของการบุกและปรับเปลี่ยนกระบวนยุทธ
ในเดือนมิถุนายนปีที่ 197 ก่อน ค.ศ. ทัพของฟิลิปที่ 5 กับทัพของฟลามินิอุส ก็มาตั้งแคมป์กันอยู่คนละซีกเนินเขา ที่มีชื่อว่า ซายโนเซฟาแล และเช้าของวันหนึ่งซึ่งมีหมอกลงทึบ ทัพทั้งสองก็เคลื่อนขบวนเข้าหากัน โดยทางฝ่ายกรีกขึ้นไปถึงยอดเนินก่อน ในขณะที่ทัพโรมัน บุกสวนขึ้นมาบนเนินอีกฟากหนึ่งจัดเป็นสมรภูมิลาดชัน ที่ไม่ถนัดด้วยกันทั้งกรีกและโรมัน! เพราะฝ่ายกรีกนั้น การเดินลงที่ลาด จะทำให้ต้องทิ่มปลายแหลนลง ส่วนฝ่ายโรมันเองก็ชำนาญ แต่การแปรขบวนบนพื้นที่ราบ ด้วยเหตุที่หมอกลงหนาทึบ ทั้งสองฝ่ายจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังมุ่งหน้า เข้าหากัน อย่างไรก็ดี กองลาดตระเวนต่างก็จ๊ะเอ๋กันก่อน และส่งสัญญาณให้ทัพใหญ่ที่ตามมาได้รู้ การเตรียมรบอย่างกะทันหันจึงได้ บังเกิดขึ้น การจัด “ทัพแหลน” นั้นต้องใช้เวลา เพราะรูปขบวนและอาวุธออกจะเทอะทะ อุ้ยอ้าย นอกจากนี้ แม่ทัพกรีกยังออกคำสั่งจัดตั้งแถวหน้ากระดานเรียงซ้อนกันถึง 16 แถว โดยใช้กำลังพล 16,000 นาย จึงชุลมุนไม่น้อย
ส่วนโรมันจัดทัพง่ายกว่า โดยแบ่งออกเป็น 30 กลุ่ม ในรูปจัตุรัส
กษัตริย์ฟิลิปทรงประสงค์จะโจมตีโรมันแบบไม่ให้ทันตั้งตัว แม้ว่าทัพของพระองค์ก็ยังไม่ พร้อม ในช่วงแรกของการรบ พระองค์ทรงได้รับชัยชนะทางแนวปีกขวา ซึ่งตีเอาโรมันถอยร่นไป หากทว่า ในขณะเดียวกันนั้น นิคานอร์ ขุนศึกกรีกซึ่งคุมปีกซ้ายยังจัดรูปขบวนไม่เสร็จ จึงโดนโรมันจู่โจมบุกเข้าประชิดตัวถอยกรูด
โดยทั่วไปพลแหลนของกรีกจะผนึกกำลังกันแบบแน่นหนา แต่ละคนห่างกันไม่ถึงเมตร ส่วนโรมันจะกระจายห่างกันเกือบสองเมตร เมื่อกรีกจัดรูปขบวนไม่พร้อม โรมันจึงตีแหวกฝ่าเข้าไปได้ และเมื่อใดที่ฝ่าแนวแรกของทัพแหลนได้แล้ว พวกเขา ก็ไม่มีทางต่อสู้อะไรได้ ถ้ายิ่งตีทะลุแนวที่ สองได้อีก เขาก็หมดหนทางป้องกันตัว พอทะลุได้ถึงแนว 5 ก็เป็น อันว่าทัพแหลนนั้นหมดสภาพ เกิดความระส่ำระสายไปทั่ว ทหารโรมันสามารถ ใช้ดาบสั้นเข่นฆ่าทหารกรีกได้อย่างมันมือเมื่อปีกขวาบุกลงมาได้ แต่ปีกซ้ายแตกถอยร่นขึ้นไป ทัพ กรีกทั้งหมดจึงอยู่ในลักษณะ “หมุน” ทำ ให้โรมันตีตลบหลังได้อีก ทัพแหลนนั้นมีแต่จะบุกไปข้างหน้าลูกเดียว ไม่มีสิทธิหันมาป้องกันหลังของตัวเอง แล้วอะไรจะไปเหลือ! เหล่าทหารกรีกต่างยกแหลนขึ้นชี้ฟ้า เป็นรหัสว่า “ยอมแพ้” แต่โรมันไม่สนใจ หรือแกล้ง “ไม่รู้” ยังคงตั้ง หน้าประหารข้าศึกต่อไป ทำให้ทหารกรีกถึงกับตะลึงงัน เมื่อเห็นโรมันไม่เคารพในกติกาแล้ว ก็เลยแตกตื่นเผ่นหนี แบบตัวใครตัวมัน
ทหารกรีกจำนวนถึง 8,000 นาย กลายเป็นศพกลางสมรภูมิ อีก 5,000 ตกเป็นเชลย ส่วนฟลามินิอุสสูญเสียทหารแค่ 700 นายเท่านั้น ก็เป็นว่ากษัตริย์ฟิลิปต้องตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม โดยผู้ชนะก็ได้เรียกร้องค่าตอบแทน ความเสียหายสูงลิบลิ่วเป็นเงินถึง 10,000 ทาเลนท์ ซึ่งคิดเป็นปัจจุบันก็ราว 8,000 ล้านบาท จ่ายทันทีครึ่งหนึ่ง ที่เหลือให้ผ่อนส่งนานสิบปี นอกจากนี้ โอรสองค์เล็ก เดเมทริอุส ยังต้องไปเป็นตัวประกันอยู่ที่กรุงโรมอีกด้วย อันที่จริงโรมันอาจไม่ชนะอย่างง่ายดายอย่างนี้ แต่เป็นเพราะกรีกเชื่อถือในกฎสงคราม ที่ผู้แพ้จะได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากผู้ชนะ ถ้ารู้ว่าวางอาวุธแล้วจะยัง คงถูกเข่นฆ่า ทหารกรีกอาจต่อสู้แบบยอมตายก็เป็นได้
โรมันกลายเป็นผู้พิชิต เพราะไม่สนใจกติกา ฟลามินิอุสได้รับการยกย่องจากชาวโรมให้เป็นวีรบุรุษ ทว่า ชาวกรีกมีแต่ก่นด่าฟลามินิอุส ตลอดกาล




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2554 10:47:45 น.
Counter : 306 Pageviews.  

การทดลองของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งก่อให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ต่อมนุษย์ทั้งมวล “เกรเกอร์ โจฮันต์ เมลเดล”


เรื่องเริ่มจากต่วย’ ตูน ฉบับ ๔๑๙ ปีที่ ๓๔ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๓ เรื่อง “เกรเกอร์ เมนเดล บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์” โดยคุณกรกฏ ใจจริงอยากหาอ้างอิงจากเล่มอื่นบ้างแต่ด้วยความที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก ไม่ได้มีห้องสมุดใหญ่โตอะไรนักหนาเลยหาอ้างอิงอื่นๆ ไม่ค่อยจะได้ แต่ชั่งเถอะเริ่มเลยดีกว่า เริ่มเปิดด้วย Wiki อีกเช่นเคย


“เกรเกอร์ เมนเดล


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


เกรเกอร์ เมนเดล (พ.ศ. 2365-พ.ศ. 2427) บิดาทางพันธุศาสตร์ เกิดที่เมืองไฮน์เซนดรอฟ ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของครอบครัวชาวนาที่ยากจน โดยต่อมา เมนเดลได้ไปบวชแล้วได้รับตำแหน่งรับผิดชอบดูแลสวน ในปี พ.ศ. 2390


บิดาทางพันธุศาสตร์


เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล เกิดในปี ค.ศ.1822 เป็นบาทหลวงชาวออสเตรีย และในขณะเดียวกันเขาก็เป็นอาจารย์สอนหนังสือให้แก่นักเรียน สอนนักเรียน ถึงเรื่องพันธุ์กรรมด้วย เมนเดลมีความสนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ด้านพันธุศาสตร์ เขาได้ใช้สถานที่ภายในบริเวณวัดเพื่อทำการทดลองสิ่งต่างๆ ที่เขาสนใจ เมนเดลเริ่มต้นทดลองเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1856 เรื่องที่เขาทำการทดลองคือ การรวบรวมต้นถั่วหลายๆพันธุ์นำมาผสมกันหลายๆวิธีเขาใช้เวลาทดลองต่อเนื่องถึง 7 ปี จนได้ข้อมูลมากเพียงพอ ในปี ค.ศ.1865 เมนเดล จึงได้ รายงานผลการทดลอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์ ต้นถั่ว ให้แก่ที่ประชุม Natural History Society ในกรุงบรุนน์ ( Brunn ) ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปทั่วทวีปยุโรปและ อเมริกาในปีต่อมาคือปี ค.ศ.1866 ผลงานของเขาถูกปล่อยไว้นานถึง 34 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ.1900 ได้มีนัก ชีววิทยา 3 ท่าน คือ ฮูโก เดอฟรีส์ ชาวฮอลันดา คาร์ล คอร์เรนส์ ชาวเยอรมันและ เอริช ฟอน แชร์มาค ชาวออสเตรเลีย ได้ทดลองผสมพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ และได้ผลการทดลองตรงกับที่เมนเดลเคยรายงานไว้ ทำให้เมนเดลเป็นที่รู้จัก ในวงการพันธุศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา


เขาได้รับการ สถาปนาสมณศักดิ์เป็นเจ้าอาวาสประจำโบสถ์ที่ Alt Brünn ภาระงานบริหารได้ทำให้เขาไม่มีเวลาทำการทดลองเรื่องการ ผสมพันธุ์พืชอีกเลย จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1884 ขณะมีอายุได้ 61 ปี ด้วยโรคหัวใจวาย ศพของเขาได้ถูกนำ ไปฝังที่สุสานใกล้โบสถ์ ในพิธีศพมีสานุศิษย์และชาวบ้านที่ได้เดินทางมาไว้อาลัยนักบวชคนหนึ่ง ซึ่งได้อุทิศชีวิตให้ทานแก่ผู้ยากไร้ แต่ไม่มีใครเลยจะรู้สักนิดว่า พวกเขากำลังร่ำลาอาลัยนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก


การวิพากษ์วิจารณ์


จากข้อมูลดิบที่เมนเดลได้ตีพิมพ์นั้น ก่อนจะมาสรุปเป็นกฎได้นั้น ปัจจุบันมีผู้ตั้งข้อโตแย้งว่าตัวเลขที่ได้จากการทดลองของเมนเดลใกล้เคียงกับค่าทางทฤษฎีเกินไปจนเป็นที่น่าสงสัย ทั้งนี้อาจเกิดจากความบังเอิญหรือเป็นความจงใจของเมนเดลเองก็ได้


อย่างไรก็ตามการค้นพบของเมนเดลถือว่าเป็นการค้นพบยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในวงการพันธุศาสตร์ เนื่องจากเมนเดลสามารถไขความลับการสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ จากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลานโดยที่ในสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบสารพันธุกรรม ดีเอ็นเอ ยีน หรือ โครโมโซมแต่อย่างใด”


นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายท่าน เสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีโอกาศได้ รับรู้เสียด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ท่านได้เสนอทฤษฏีไว้ ได้กลายแนวคิดสำคัญของการพัฒนาของเหล่ามวลมนุษย์ในรุ่นหลัง เกรเกอร์ เมลเดลก็เป็นอีกท่านหนึ่ง เล้นทางชีวิตของท่านก็เป็นอีกท่านที่ไม่ได้เป็นอัจฉริยะบุคคลมาตั้งแต่เกิด เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ


เมนเดลมีชื่อวัยเด็ก คือ  Johann Mendel เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 1822 ในเมือง Heinzendorf ประเทศออสเตรีย บิดาชื่อ Anton Mendel มารดา Rosine mendel เป็นลูกชายคนกลางมีพี่สาว 1 คน น้องสาว 1 คน ครอบครัวเป็นคาทอลิคพูดภาษาเยอรมัน ในช่วงแรกเค้าทำงานกับครอบครัวคือการทำเกษตรกรรม และเลี้ยงผึ้ง และเรียนในโรงเรียนที่เมือง Olmutz จวบจนอายุ 21 ปีได้เข้าร่วมกับคณะสงฆ์ Augustinian Abbey of St.Thomus ในเมือง Brunn ซึ่งทำให้ได้ชื่อ Gregor มาช่วงนี้ หลังจากบวชก็ได้สอนหนังสือในโรงเรียนมัธยม


อายุ 28 ปีเมื่อปี 1850 ได้สอบขึ้นทะเบียนเป็นครูอย่างเต็มตัว แต่เมนเดลก็สอบไม่ผ่าน บางครั้งความผิดหวังอะไรเล็กๆ น้อยๆในชีวิตก็ก่อให้เกิดพลังในการปรับปรุงตัวเองได้อย่างยิ่งใหญ่ ใครจะไปรู้ถ้าเมลเดลสอบผ่านตั้งแต่ตอนนั้น ก็อาจจะเป็นครูมัธยมไปตลอดชีวิต ผลจากการสอบไม่ผ่านนั้นทำให้ในปี 1851 ได้ศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ซึ่งการเรียนวิทยาศาสตร์นี้มีส่วนก่อให้เกิดผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเมนเดลเป็นอย่างมาก หลังจากเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ของในวิทยาลัยเทคนิค แต่จนแล้วจนรอดก็สอบขึ้นทะเบียนเป็นครูไม่ผ่าน ผมเข้าใจว่าการสอบขึ้นทะเบียนครูไม่ผ่านนั้นเนื่องมาจากวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น ยังมีข้อขัดแย้งหลายข้อกับศาสนจักร ซึ่งอาจมีข้อสอบหลายข้อที่เมนเดล ตอบในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ มากกว่าการเป็นครูสอนศาสนา เมื่อคิดไม่ตรงกับความต้องการขององค์กรก็ไม่ผ่านเป็นเรื่องปรกติ


อายุ 46 ปี ปี 1868 เขาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าอาวาส ต้องใช้เวลาในการต่อสู้กับรัฐบาลออสเตรียที่จ้องจะเก็บภาษีจากอาราม การเมืองนี่มีผลกับวงการวิทยาศาสตร์ได้มากเลยนะเนี้ย แต่ด้วยหัวใจที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เมนเดลได้เข้าไปอ่านตำหรับ ตำราในห้องสมุดของอารามอยู่เสมอๆ ซ่งรวมไปถึงหนังสือของ ชาร์ล ดาร์วิน เรื่อง Origin of Species  สองท่านนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน แต่ดาร์วิน อายุมากกว่าเมนเดล 13 ปี แต่ถนันดกันคนละด้าน ดาร์วืนออกไปตลุยเก็บตัวอย่างที่กาลาปากอส ส่วนเมลเดลถนัดการ ผสมพันธุ์พืช และนำมาคำนวนโดยใช้วิชาสถิติ


อายุ 43 ปี ได้เสนอผลการทดลองของเขาต่อ Brunn Natural History Society และได้ตีพิมม์ผลงาน ในปีถัดมาแต่ผลงานของเขาไม่มีใครสนใจเลย นักวิทยาสาสตร์ในสมาคมคิดว่า เขาสับสนระหว่างวิชา ธรรมชาติวิทยา และคณิตศาสตร์ ผลงานของเขาอยุ่บนหิ้งนานถึง 38 ปี


งานของเมนเดล โด่งดังก็ที่มีนักวิทยาศาสตร์สามท่าน ใครบ้างไปอ่านเอานิวกีเถอะ ทำการทดลองประมาณเดียวกับที่เมนเดลทำ และได้ผลสอดคล้องกับงานที่เมนเดล เคยเขียน เมื่อปี 1900 เรื่องน่าเศร้าก็อยู่ตรงที่ เมนเดลได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 1884 นับเวลาหลังจากที่เมนเดลถึง 6 ปี ทำอะไรดีๆ บางยังไม่มีคนเห็นค่า แต่กาลเวลาจะพิสูจน์สิ่งที่เราทำ


ซึ่งกว่าผลงานของนักวิทยาศาสตร์สามคนจะเป็นที่ยอมรับเมนเดลก็เสียชีวิตไปแล้ว 16 ปี ต่างจากดาร์วินที่โด่งดัง มากมายก่ายกอง


ผลงาน เมนเดลได้ศึกษาถึงกฏสองข้อของวิชาพันธุศาสตร์


กฏของการแยกกัน The Law of Segregation และ การแสดงออกอย่างอิสระ The Law of Independent Assortment ลองไปหาอ่านกันดูนะครับ

 




 



 



 



 



 



 



 



 



 



 



 






Free TextEditor




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2554 10:39:26 น.
Counter : 1202 Pageviews.  

ขอให้ตั้งใจแน่วแน่ และงานอย่างที่เรารัก สักวันผลงานจะประจักษ์ต่อสายตาคนทั่วไป "ชาร์ล ดาร์วิน"



หลังจากที่ได้อ่าน ต่วย’ตูนพิเศษ ฉบับ๔๒๕ เดือนกรกฏาคม ๒๕๕๓ เรื่อง “เปิดแฟ้มชาร์ล ดาร์วิน” แล้วรู้สึกประทับใจกับประวัติชีวิต เลยอยากเขียนไว้เผื่อวันนึงจะได้ผ่านมาอ่าน ตราบเท่าที่เค้าจะได้ฝากเรื่องราวไว้ใน Blog นี้
ก่อนอื่นของเปิดด้วยประวัติของชาร์ล ดาร์วิน จาก วิกิพีเดียกันก่อน





Free TextEditor

ชาลส์ ดาร์วิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
“ชาลส์ ดาร์วิน (อังกฤษ: Charles Darwin) (12 ก.พ. 2352 – 19 เม.ย. 2425) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ในหนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา
ประวัติ
ดาร์วินเกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 ที่เมืองชรูซบรี (Shrewsbury) ชรอพไชร์ (Shrophire) ประเทศอังกฤษ (England) ในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงครอบครัวหนึ่งของอังกฤษ บิดาของดาร์วินเป็นนายแพทย์ชื่อว่า โรเบิร์ต วอริง ดาร์วิน (Robert Waring Darwin) บิดาของดาร์วินต้องการให้เขาศึกษาวิชาแพทย์ เพื่อเป็นแพทย์ แต่ดาร์วินไม่สนใจการศึกษาไม่ว่าจะวิชาอะไร เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเที่ยวเล่นยิงนก ตกปลาไล่จับแมลงชนิดต่าง ๆ และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บิดาจึงบังคับให้ดาร์วินเรียนวิชาแพทย์ ถึงแม้ว่าดาร์วินจะไม่ต้องการแต่บิดาของเขาก็ยังบังคับให้ดาร์วินเรียนแพทย์จนได้ ขณะเดียวกันดาร์วินก็ยังคงศึกษาวิชาต่าง ๆ ที่เขาสนใจต่ออีก 1 ปี
ทางราชนาวีอังกฤษมีโครงการจะออกเดินทางสำรวจสภาพภูมิประเทศ บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งยังไม่มีผู้ใดเคยทำการสำรวจมาก่อน โดยจะใช้เรือหลวงบีเกิล (H.M.S. Beagle) เป็นเรือที่ใช้ในการเดินทางสำรวจ พร้อมกันกับกัปตันฟิทซ์รอย (Captain FitzRoy) เป็นผู้บังคับการเรือ กัปตันฟิทซ์รอยต้องการนักธรรมชาติวิทยาเดินทางไปกับคณะสำรวจครั้งนี้ด้วยกัปตันได้ประกาศรับอาสาสมัครอยู่เป็นเวลานาน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจการเดินทางไปกับเรือลำนี้จะต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้เองทั้งหมด กัปตันจึงเดินทางไปพบกับศาสตราจารย์เฮนสโลว์ เพื่อขอร้องให้ช่วยหา และศาสตราจารย์เฮนสโลว์จึงนำข่าวนี้มาบอกแก่ดาร์วิน และรับอาสาออกสำรวจดินแดน ทั้งเขาต้องขอค่าใช้จ่ายในการเดินทางในครั้งนี้อีกด้วย แต่พ่อเขาไม่อนุญาตให้เดินทางด้วยความเป็นห่วง เขาจึงเดินทางไปหาโจเซียร์ เวดจ์วูด (Josiah Wedgwood) น้าชายของเขาจึงไปพูดขอร้องกับพ่อของดาร์วิน ในที่สุดพ่อเขาก็อนุญาตให้ดาร์วินออกเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิลได้
เมื่อดาร์วินกลับบ้านเขาก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาแยกหมวดหมู่ ให้กับซากพืช ซากสัตว์ ที่เขาเก็บมา และในปีเดียวกันได้ตีพิมพ์ผลงานของเขาออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า A Naturalist's Voyage Around the World เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเห็นมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ในการเดินทางสำรวจโลกไปกับเรือบีเกิล
หนังสือเล่มสุดท้ายก่อนที่ดาร์วินจะเสียชีวิตในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1882 ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ ผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์ของดาร์วินเป็นผลงานที่มีประโยชน์อย่างมากทั้งทางชีววิทยา และมนุษยวิทยา โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในวงการชีววิทยา”



Free TextEditorชาร์ลเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวย มีภรรยาที่แสนดี เส้นทางชีวิตถูกขีดให้เป็นหมอตามความสามารถของครอบครัว ถ้าแกยอมที่จะไหลไปตามแกคงจบชีวิตโดยการเป็นหมอท่านหนึ่งซึ่ง อาจจะไม่ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษย์ชาติอย่างนี้ก็ได้ “บุคคลที่ยิ่งใหญ่ฟ้าต้องเคี่ยวกรำ” ผมเชื่อใน ในคำกล่าวนี้เสมอ เรามาดูเส้นทางชีวิตของแกในอีกแง่มุมนึงกันครับ
ชาร์ล ดาร์วิน สูง 5 ฟุต 11นิ้ว ประมาณ 177.5 เซนติเมตร นัยตาสีฟ้า ผมทองถือว่าหน้าตาดีถ้าเทียบกับปัจจุบัน หลายคนบอกว่าตอนเด็กๆ แกติดอ่าง ตอนเด็กด้วยครอบครัวที่ดี ชาร์ลไม่สนใจเล่าเรียน ยิงนกตกปลา โดนบิดาซึ่งเป็นหมอดุด่าว่ากล่าวเป็นประจำ บิดามองเขาเป็นคนขี้เกียจ อืดอาด ต้องหยุดเรียน สองหน ตอนมัธยมและมหาวิทยาลัย ซึ่งในวิกิไม่ได้บอกไว้ การเรียนของชาร์ลจัดได้ว่าแสนห่วย ชื่อเล่นตอนเด็กๆ ชื่อชาลี ยังดีอยู่อย่างที่แกคลั่งไคล้หนังสือพวก สำรวจโลก โชคดีที่ตอนยังเด็กๆ พี่ชายสร้างห้องแล็ปเคมีทำให้แกได้ลองวิชา ผสมสารต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่ชาลีก็เล่นเพลินอยู่ในห้องแล็ป จนไม่เป็นอันเรียน นี่ถ้ามาเกิดเมืองไทย ครูน้อย ครูใหญ่ในโรงเรียนพร้อมใจกันเชิญให้ออกไปเล่นเสียให้พอ
อายุ 16 ชาร์ลเกรดตกฮวบ บิดาทั้งเคี่ยวเข็ญ อย่างยากเย็นเข็นใจก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ชาร์ดให้เป็นคนอย่างที่สังคมต้องการได้ บิดาสุดทน ให้ลาออกและไปเรียนโรงเรียน Edinburgh วิทยาลัยแพทย์อันดับต้นๆ ในยุคนั้น นี่ถ้าพ่อชาลี แกเกิดในเมืองไทยยุคนี้ แกคงได้ออกมาแว๊นต์มอไซค์ข้างถนน หมดโอกาสได้เข้าเรียนแพทย์แบบนี้แน่ๆ โอกาศดีที่ชาร์ลได้เข้าเรียน พี่แกได้ฝึกฝนการทดลองสตาฟ สัตว์ต่างๆ มากมายได้เจอศาสตร์จาก โรเบิร์ต แกรน อาจารย์สัตว์วิทยา เรียนได้สองปีสอบตกระนาว
แต่บิดายังไม่ละความพยายามพาดาร์วินเข้าเรียนที่ เคมบิรด์จ หลักสูตรบาทหลวง ได้อีกตะหากเป็นพ่อที่น่านับถือมากๆ เพราะถ้าไม่ได้เป็นหมอ เป็นบาทหลวงก็มีเกียรติไม่แพ้กัน ได้เรียนวิชาต่างเป็นต้นทุนชีวิตก่อนลองเรา บีเกิลไปเก็บตัวอย่างจบเคมบิรด์จตอนอายุ 22 ปีชาร์ลก็ออกเรือไปกับเรือหลวงบีเกิ้ล




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2554 10:42:26 น.
Counter : 322 Pageviews.  


ส.จัดตั้ง
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สร้างสรรค์สังคม เข้าถึงปมปัญหา พัฒนาตามรูปธรรม
Friends' blogs
[Add ส.จัดตั้ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.