4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม : เที่ยวบินสุดท้ายของแม่ผม

ปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับการสังหารบิดามารดายังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุนั้นก็แตกต่างกันออกไป แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มมีประเด็นเรื่องลูกต้องการเงินมรดกเงินประกันมาใช้จ่ายเพื่อบำเรอความสุขของตนเองมากขึ้น อันเนื่องมาจากความอบอุ่นในครอบครัวลดน้อยถอยลง ดังนั้น เมื่อลูก ๆ เกิดความต้องการอะไรบางอย่างมาก ๆ พวกเขาอาจสามารถทำอะไรทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็ตามเพื่อให้พวกเขาสมปรารถนา......

เวลา 6:52 ของวันที่ 1 พฤศจิกายน1955 เที่ยวบินสายยูไนเต็ดแอร์ 629 เครื่องบิน DC-6B กับคนขึ้นเครื่องอีก 44 คน ได้ออกจาก สนามบินเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด เสียงเครื่องบินทะยานฟ้าคำรามก้อง ล้อหน้าล้อหลังถูกยกขึ้นเตรียมขึ้นฟ้าสูงกว่า 4,000 ฟุต เป้าหมายคือพอร์ทแลนด์ ออเรกอน เครื่องบินนี้มีห้องโดยสารขนาดเล็กมาตรฐานที่ 39 ผู้โดยสารสามารถสูบบุหรี่ได้ กัปตันหอประกาศ ประกาศให้ผู้โดยสารทราบว่าเครื่องบินจะถึงจุดหมายประมาณสามชั่วโมง และแนะนำให้ผู้โดยสารระมัดระวังและอยู่ในความสงบในเที่ยวบินเที่ยวนี้ เครื่องบินเดินทางอยู่เหนือเมืองเล็ก ๆ ลองมอนต์ในโคโลราโด กัปตันผู้มีประสบการณ์ในการบินในห้องควบคุมเครื่องบินกำลังสบายใจ งานนี้หมูเป็นบ้าสบายใจถึงขั้นจิบกาแฟไป ดูเส้นทางการบินไป อากาศสดใส ทุกอย่างปกติ โลกนี้สงบสุขเสียจริง แต่แล้ว พวกเขาก็เริ่มระแคะระคายถึงสิ่งผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นจากใต้ด้านล่างเครื่องด้านหลังเมื่อกัปตันได้ยินเสียงและแรงสะเทือนจากบริเวณนั้น พวกเขาเตรียมลุกขึ้นเพื่อตรวจสอบที่มาแต่สายไปแล้ว จู่ ๆ พื้นที่ดังกล่าวเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น โลหะเพดานโดนแรงระเบิดพังทลายจนหลุดออกจากกัน เครื่องบินมโหฬารระเบิดเหนือน่านฟ้า กระเป๋าผู้โดยสารและร่างของผู้โดยสารถูกแรงระเบิดฉีกร่าง ชิ้นส่วนปลิวว่อน ตามด้วยแรงระเบิดรอบสองจากถังเชื้อเพลิง เครื่องบินสูญเสียการควบคุมสภาพเวิ้งว้างสิ้นหวังก่อนที่จะตกที่ฟาร์มใกล้ ๆ ลองมอนต์ มลรัฐโคโลราโด อย่างย่อยยับ


หลังจากนั้น 11 นาทีต่อมา ชาวอเมริกันทั้งประเทศก็ช็อกกับข่าวที่เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบิน DC-6B เกิดระเบิดอย่างลึกลับขึ้นกลางอากาศ ส่งผลให้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่รวม 44 คนบนเครื่องบินตายทันที (30 คนเป็นผู้ใหญ่ 9 คนเป็นทารก และอีก 5 คนเป็นลูกเรือ) และซากเครื่องบินตกไฟลุกท่วม

จากนั้นไม่กี่นาทีต่อมารถดับเพลิง ตำรวจ หน่วยกู้ภัย รีบรุดไปที่เกิดเหตุ โชคดีบริเวณที่เครื่องบินตกเป็นฟาร์มโล่งไม่ใช่บ้านเรือน ทำให้การเสียหายโดยรอบในขณะเครื่องบินตกไม่รุนแรงมากนัก ไม่มีเหยื่อจากลูกหลงในครั้งนี้ พวกเขาทำการดับไฟที่ลุกท่วมเครื่องบิน พร้อมหาผู้รอดชีวิตในเครื่องไปด้วย แต่กระนั้นก็แทบหมดหวัง เพราะถึงที่สุดแล้วก็ไม่พบผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้แม้แต่คนเดียว ตลอดทั้งวันทั้งคืนตำรวจ อาสาสมัครและแพทย์ทำงานไม่หยุด พวกเขาทำการบันทึกสิ่งที่พบทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นซากตำแหน่งเครื่องบินที่กระเด็นไปหลายไมล์ เศษชิ้นส่วนกระเป๋าและร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายนับร้อยผสมกับโลหะที่กระจัดกระจายถูกบันทึกลงแผ่นฟิล์มหลายพันรูป โดยหวังว่านี้จะช่วยสามารถไขปริศนาเครื่องบินตกครั้งนี้ได้



ความรู้เพิ่มเติม:-
สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (United Airlines) เป็นหนึ่งในสายการบินชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยในปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ โดยมีสนามบินหลักคือท่าอากาศยานนานาชาติโอแฮร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสตาร์อัลไลแอนซ์ เป็นสายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกา และเป็นสายการบินที่เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายเป็นอันดับ 1 ด้วย โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่ สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 93 ได้ประสบกับวินาศกรรม 11 กันยายน ซึ่งมีเครื่องบินทั้งหมด 4 ลำที่ประสบกับวินาศกรรมครั้งนี้ โดยมีผู้โดยสารทั้งหมด 40 รายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น)

วันที่ 2 พฤศจิกายน FBI และกองทะเบียนตรวจสอบศพรีบรุดไปที่เกิดเหตุทันที จากวอชิงตันไปยังโคโลราโด โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถหาสาเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้เพื่อตอบคำถามจากประชาคมโลกได้ ร่างผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมถูกลำเลียงออกจากซากเครื่องบิน และถูกนำไปวางในโรงเก็บศพชั่วคราว เมื่อ FBI และผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือมาถึง พวกเขาสามารถชี้ตัวผู้ตายได้ 9 ศพเพราะสภาพยังไม่เละเกินไปทำให้ญาติ ๆ และเพื่อนจำหน้าได้ ส่วนอีก 35 คนไม่สามารถระบุได้เพราะศพไหม้เกรียม ตำเป็นตอตะโก จนไม่เหลือสภาพเค้าโครงเดิม ทางด้านการสอบสวนผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ถูกเข้าไปทำการตรวจสอบซากเครื่องบินที่ตก ส่วนหางของเครื่องบินยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทำให้สามารถกู้กล่องดำซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญได้ไม่ยาก แต่ส่วนอื่น ๆ ของเครื่องบินนั้นพังยับ เครื่องยนต์เสียหาย ปีกทั้งสองด้านฉีกขาดจนแยกออกกัน ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ข้าวของ กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นที่บริเวณนั้น การตรวจสอบใช้เวลานานประมาณ 6 วัน จึงสามารถสรุปสาเหตุเครื่องบินระเบิดได้

ความรู้เพิ่มเติม:-
ความจริงแล้ว “กล่องดำ” ที่เราพูดถึงกันบ่อย ๆ นั้นไม่ได้มีสีดำดังชื่อ เพราะบ้างก็เป็นสีแดง หรือสีส้ม แต่ที่เรียกเช่นนั้นอาจเป็นเพราะหลังเกิดอุบัติเหตุกล่องนี้จะถูกไฟไหม้ทำให้กลายเป็นสีดำ รวมถึงการที่กล่องดังกล่าว เป็นกล่องที่บันทึกความลับของเครื่องบินลำประสบเหตุ ซึ่งเป็นปริศนาที่เราต้องค้นหาคำตอบ จึงนิยมเรียกกันว่า "กล่องดำ" กล่องดำ คือกล่องที่บรรจุอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยในการลำดับเหตุการณ์ของอุบัติเหตุทางการบิน โดยข้อกำหนดขององค์การการบินระหว่างประเทศระบุว่า เครื่องบินโดยสารทุกลำที่มีตั้งแต่ 19 ที่นั่งขึ้นไปจะต้องติดตั้งกล่องดำ เพื่อช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลของการเกิดอุบัติเหตุ ภายในกล่องดำจะบรรจุอุปกรณ์สำคัญ 2 ส่วน คือ “Flight Data Recorder (FDR)” แถบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการบิน พิกัด ความเร็ว ระดับความสูง การเร่งผ่อนคันบิดปิดเปิดน้ำมัน แรงขับของเครื่อง ฯลฯ และ “Cockpit Voice Recorder (CVR)” อุปกรณ์ทำหน้าที่บันทึกเสียงการสนทนาภายในห้องนักบิน การติดต่อระหว่างนักบินกับหอบังคับการบิน รวมทั้งเสียงของลูกเรือที่เข้ามาในห้องนักบิน การทำหน้าที่ของกล่องดำ จะเริ่มบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่าง นับตั้งแต่นักบินติดเครื่องไปจนถึงดับเครื่อง แต่หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ข้อความที่สำคัญที่สุดจะอยู่ในช่วง 30 วินาทีสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงที่นักบินจะทราบว่ามีอะไรผิดพลาดก่อนที่เครื่องจะตก ลักษณะโครงสร้างของกล่องดำ ทำจาก โลหะพิเศษที่ทนทาน ทนต่อแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทนน้ำทนไฟ เวลาที่เครื่องบินตก และเกิดระเบิดอย่างรุนแรงกล่องดำมักจะไม่ได้รับความเสียหาย ตำแหน่งที่ติดตั้งกล่องดำจะอยู่บริเวณส่วนหางของเครื่องบิน เพราะเป็นบริเวณที่แข็งแรงและเมื่อเครื่องบินตก ส่วนหางจะได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด

ในระหว่างวันที่ 2 และ 5 พฤศจิกายน 1955 มีการสอบถามพยาน 200 ปาก ซึ่งเป็นชาวบ้านที่อยู่บริเวณ 140 ตารางไมล์ตรงที่เครื่องบินตก พยานบางคนให้การว่ามันเหมือนแสงจันทร์ในตอนกลางวัน มันวูบวาบจนคิดว่าเป็นดาวตกเสียมากกว่าจะเป็นเครื่องบิน วันที่ 7 พฤศจิกายน 1955 ประธานสอบสวนได้ออกมาแถลงข่าวสรุปเหตุการณ์เครื่องบินระเบิดนี้ว่า "มันเป็นการก่อวินาศกรรมมากกว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โดยหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเครื่องบินดังกล่าวถูกวางระเบิด" จากนั้นประธานสอบสวนก็แจกแจงว่าเครื่องบินโดนระเบิดอย่างไร ขั้นแรกเมื่อเครื่องบินบนขึ้นไปในระดับ 10,800 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล หรือ 5,782 ฟุตเหนือพื้นดินในระยะหนึ่งระเบิดก็ทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นระเบิดแบบตั้งเวลาหรือจุดชนวน และใช้ไดนาไมต์หรือไม่ก็ระเบิดพลุทำ แรงระเบิดนี้มีอนุภาพมากพอที่ทำให้เครื่องบินเสียหาย จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เครื่องบินจนเป็นทางยาว เครื่องบินลดระดับในการตก จากนั้นก็มีการระเบิดครั้งที่ 2 ซึ่งน่ามาจากถังเก็บน้ำมันระเบิด ผู้โดยสารทั้งหมดตายทันทีจากการระเบิดครั้งที่ 2

วันที่ 8 พฤศจิกายน การสอบสวนคืบหน้า เมื่อมีการกู้ซากปรับหักพังและกู้สัมภาระเพื่อหาหลักฐาน จนพบว่าที่มาของระเบิดนั้นมาจากกระเป๋าใบที่อยู่ตรงช่องที่ 4 เพราะพบซากระเบิดติดในเศษผ้าของกระเป๋า ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสารเครื่องบินทั้งหมดต้องสอบสวน จากการตรวจสอบที่มาของกระเป๋าใบนั้น มีการส่งสำเนาเศษซากกระเป๋าไปให้ทางยูไนเต็ดแอร์ทันที การระบุไม่ยากเพราะช่อง 4 เป็นช่องที่ใช้สำหรับเก็บกระเป๋าของผู้โดยสารและสินค้าอื่น ๆ ทำให้สามารถระบุเจ้าของกระเป๋านี้ได้คือ "นางเดซีย์ คิง" การสอบสวนคืบหน้า และใกล้สิ้นสุด เพราะการตรวจสอบเริ่มแคบลง แคบลง ครอบครัวของนางคิงถูกนำมาสอบสวน สื่อมวลชนเริ่มตีข่าวภูมิหลังของนางคิง โดยบอกว่าเธอเป็นคนร่ำรวย มีลูกชายอยู่คนหนึ่งชื่อ จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม ในตอนเดินทางเธอบอกกับครอบครัวเธอว่าเธอจะไปอลาสก้าเพื่อเยี่ยมลูกสาวที่กำลังจะแต่งงาน เขาจะทำแบบนี้เพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร?? ตอนแรกเจ้าหน้าที่เดาว่า นางคิงจะเป็นผู้ก่อการร้ายแบบระเบิดพลีชีพหรือเปล่า เพราะว่าไม่มีใครบ้าพอที่จะระเบิดเครื่องบินแบบไม่มีมูลแน่ๆ หรืออาจมีคนนอกจากคุณนายคิงเอาระเบิดซุกในกระเป๋าหวังให้มันระเบิดกลางอากาศเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเป็นฝีมือก่อการร้าย แต่กระนั้นก็ไม่มีกลุ่มก่อการร้ายไหนๆ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และดูเหมือนว่าเหตุระเบิดเครื่องบินในครั้งนี้ไม่น่าจะใช่เพื่ออุดมการณ์อะไรทั้งสิ้น เพราะสาเหตุการระเบิดเครื่องบินในครั้งนี้คือ “เงินล้วน ๆ” โดยสิ่งที่น่าจะเอาเฉลยเรื่องนี้ได้ คงเป็นหลักฐานการทำเงินประกันชีวิตแก่สนามบินก่อนออกเดินทาง ซึ่งมีการเปิดเผยภายหลังว่า มีผู้โดยสาร 6 คน ทำเงินประกันถึง $62,500, 4 คนทำเงินประกัน $ 50,000 ที่เหลือก็ลดหลั่นลงไป โดยนางคิงทำเงินประกันสูงสุดไว้ที่ $37,500 โดยให้ลูกชายจอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮมได้รับผลประโยชน์หากเธอตายเพราะเที่ยวบินเครื่องบินเที่ยวนี้ (เขาตรวจสอบจากเครื่องทำประกันภัยอัตโนมัติซึ่งมีข้อมูลซื้อและผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด) และนางคิงก็ตายเพราะเครื่องบินระเบิดในที่สุด ส่งผลให้จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮมได้มรดกมหาศาลจากการตายของแม่ในครั้งนี้เต็ม ๆ มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือ หรือว่า.......!?


จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม หรือแจ๊ค กิลเบิร์ต เกรแฮม
เกิด 23 มกราคม 1932
ตาย 11 มกราคม 1967 
สังหารคนกว่า 44 คนด้วยการวางระเบิด

จะเรียกเขาว่าอะไรดีละฆาตกรฆ่าสนุกหรือผู้ก่อการร้ายดี เอาเป็นว่าขอเรียก “นักฆ่า” แล้วกัน เขาฆ่าคนกว่า 44 ราย (ในจำนวนนั้นมีแม่ของเขาด้วย โดยการซุกระเบิดไว้ในกระเป๋าของแม่ซึ่งถูกนำขึ้นไปบนเครื่องบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ 629 สายการบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ3ของสหรัฐ โดยหวังให้เครื่องบินระเบิดกลางอากาศทำให้ดูเหมือนก่อการร้าย เพื่อให้เขาได้มรดกจำนวนมหาศาลของแม่ โดยอีก 43 ผู้บริสุทธิ์ที่อยู่บนเครื่องต้องรับเคราะห์ตายพร้อมกับแม่ด้วย ซึ่งเขาไม่สนหรอก ขอให้ฆ่าแม่เขาได้ก็พอใจแล้ว.....

จากการสอบถามครอบครัวพบว่า เขามีความสัมพันธ์กับแม่ค่อนข้างย่ำแย่ เพราะธุรกิจร้านอาหารที่แม่ให้เขาเป็นผู้จัดการ เกิดระเบิดจนเสียหายขาดทุน จอห์น (แจ๊ค) กิลเบิร์ต เกรแฮมอดีตเคยเป็นเสมียนในเมืองเดนเวอร์มาก่อน แต่ก็ถูกไล่ออกในเดือนมีนาคม 1951 เมื่อเขาถูกจับได้ว่าเป็นคนขโมยเงินบริษัทและปลอมเช็กเงินเดือนของบริษัท และหลังจากนั้นก็เคยถูกจับเมื่อ 11 กันยายน 1951 ข้อหาเกี่ยวกับล่าสัตว์ผิดกฎหมายและมีอาวุธในครอบครอง และเมื่อถึงปี 1955 เขาก็เป็นลูกจ้างของแม่ในร้านอาหาร

จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 1932 ที่เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด บิดาชื่อวิลเลี่ยมส์ เกรแฮม แต่ตายหลังเขาเกิดได้ 3 ปี โดยสาเหตุธรรมชาติ ทำให้เขาต้องอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะแม่ของเขาไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูก ต่อมาในปี 1941 แม่ของเขาก็แต่งงานใหม่กับคนรวยชื่อจอห์น เอิร์ล คิง, จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม จึงสามารถออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและทั้งหมดก็ย้ายมาอยู่อาศัยในฟาร์มปศุสัตว์ ใกล้โทโพนาส โคโลราโด แต่อยู่ได้ไม่กี่ปีเพราะประสบปัญหาทางการเงิน พอถึงปี 1948 แม่และพ่อเลี้ยงจึงขายกิจการฟาร์มไปปักหลักในแยมป้าเมืองเล็ก ๆ ในโคโลราโด และใช้เวลาอยู่ที่นั้นจนพ่อเลี้ยงตายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1954 ด้วยโรคหัวใจ เมื่อพ่อเลี้ยงตาย แม่ของจอห์นก็พาลูกชายและลูกสาวไปฟลอริดา ซึ่งที่นั้นนางคิงทำกิจการเป็นเจ้าของบ้านพักในเกาะมาร์โก้ ส่วนจอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮม ขณะนั้นอายุ 23 ปีพอดี แต่งงานมีลูกสองคนและย้ายไปอยู่เดนเวอร์บ้านเกิด ธุรกิจของนางคิงประสบผลสำเร็จมากมายมหาศาล เพราะเธอเป็นหญิงที่ฉลาดมีความเป็นนักธุรกิจ เธอได้เงินมากมายจากธุรกิจร้านอาหารในเดนเวอร์ และงานอสังหาริมทรัพย์ ส่วนจอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮมหลังจากรอดพ้นคดี เขาไปโคโลราโด มาเป็นนักธุรกิจ แต่ก็โดนไล่ออกอย่างรวดเร็วเพราะโกงเงิน ในปี 1953 เขาแต่งงานและมีลูกสองคน พวกเขาอาศัยอยู่กับแม่ในบ้านหลังใหญ่ และแม่ของจอห์นก็เปิดธุรกิจร้านอาหารไดร์ฟอินที่ 581 ทางตอนใต้ของเฟเดรัล บูเลวาร์ดเดนเวอร์ซึ่งให้เขาเป็นผู้จัดการ แต่แทนที่มันจะประสบผลสำเร็จกลับกลายเป็นว่า ร้านกลับโดนระเบิดในปี 1955 เพราะอุบัติเหตุแก๊สรั่ว ทำให้ร้านเกิดความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวนประมาณ $1,200 ซึ่งจอห์นต้องหาเงินจำนวนนี้มาคืนแม่ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกเริ่มตึงเครียดติ่งเหวลง ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าสองแม่ลูกคู่นี้ชอบปืนมาก จึงไม่น่าแปลกอะไรที่จอห์นจะสามารถสร้างระเบิดด้วยวิธีง่าย ๆ ได้ ตอนแรก FBI ไม่เชื่อว่า จอห์น กิลเบิร์ต เกรแฮมจะก่อเหตุวินาศกรรม จริงอยู่เขามีแรงจูงใจในการฆ่าแม่ แต่วิธีการฆ่าของเขาเวอร์มาก ถึงกับทำให้เหมือนให้เครื่องบินระเบิดเป็นข่าวโด่งดังทั้งประเทศเพื่อให้หลายคนมองว่าเป็นก่อการร้ายแบบนี้เชียวเหรอ




11 พฤศจิกายน 1955 นางกลอเรียภรรยาของจอห์นได้ให้ปากคำ เธอเล่าว่าตอนเกิดเหตุ จอห์นบอกเธอว่า เขาจะนำ “ของขวัญคริสต์มาส” ใส่ในกระเป๋าเดินทางของแม่ของเขา ก่อนที่เธอจะออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเธอไม่รู้รายละเอียดว่า “ของขวัญ” ที่จอห์นนำมาใส่กระเป๋านั้นเป็นอะไร แต่เธอสามารถระบุได้ว่ามันอยู่ในกล่องของขวัญยาวประมาณสิบแปดนิ้ว กว้างสิบสี่นิ้ว ลึกสามนิ้ว เธอจึงคิดว่าน่าจะเป็นกล่องใส่ชุดเครื่องมือ ที่น่าสนใจตามมาคือ สมมติว่าของขวัญนั้นคือระเบิดที่จอห์นแอบซุกในกระเป๋าแม่ แล้วมันสามารถผ่านเจ้าหน้าที่แล้วขึ้นไปในสนามบินได้อย่างไร แสดงให้เห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยเครื่องบินสหรัฐอเมริกามีปัญหาแน่ ๆ มาถึงตอนนี้ FBI รู้ตัวผู้ก่อคดีแล้วซึ่งก็คือจอห์น เกรแฮม นั่นเอง ที่ฆ่าคน 44 คนเพื่อฆ่าแม่เอาเงินประกัน แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนฉลาด กล้าเสี่ยง และไม่สนว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนแต่อย่างใด ตอนนี้พวกเขาต้องการหาหลักฐานเอาผิดจอห์น แน่นอนหลักฐานที่จะมัดตัวเขาได้ก็คือพิสูจน์ว่า “ของขวัญคริสต์มาส” นั้นคือระเบิด โดยเศษกระเป๋าของนางคิงถูกรวบรวมไปที่ FBI ทำการตรวจสอบ และเจ้าของร้านอุปกรณ์ทั่วเดนเวอร์ถูกเรียกปากคำที่สอบถามว่าจอห์นซื้ออะไร ในการทำระเบิด โชคดีเมืองเดนเวอร์เป็นเมืองเล็ก ๆ อีกทั้งจอห์นเป็นคนรวยคนดัง ทำให้หลายคนจำจอห์นได้

ต่อมาจอห์นถูกสอบสวนอย่างหนัก และเจ้าหน้าที่ก็ใช้ไม้เด็ดในการสยบจอห์นโดยบอกว่าประกันภัยของนางคิงแม่ของเขาที่ให้เขาได้รับประโยชน์นั้นเป็นโฆฆะ เพราะเธอลืมเซ็นเอกสารสำคัญให้เรียบร้อยก่อนขึ้นเครื่อง จอห์นช็อกกับเรื่องเหล่านี้ มิน่าละมันถึงขึ้นเงินไม่ได้ บวกกับภรรยาเขาที่ยอมเป็นพยานให้การเพื่อเอาผิดเขาอย่างเต็มรูปแบบ ไม่นานนักเขาก็สารภาพว่าเขาเป็นคำทำระเบิดดังกล่าวขึ้นมา แล้วแอบไปซุกกระเป๋าเดินทางของแม่ จากนั้น FBI ก็ส่งคนไปบ้านจอห์นพวก เพื่อค้นบ้าน พวกเขาพบลอวดทองแดงที่เป็นฉนวนและเชื้อปะทุขนาดใหญ่ รวมไปถึงเอกสารประกันภัยที่คุณนายคิงให้เขาได้รับผลประโยชน์ จอห์นกล่าวว่าระเบิดประกอบด้วยไดนาไมต์ที่จุดชนวนโดยขั้วไฟฟ้าแบบจับเวลา ทำงานโดยแบตเตอรี่

14 พฤศจิกายน 1955 ทางการสรุปผลคดีวินาศกรรมสายการบินยูไนเต็ดแอร์ 629 ว่าเป็นฝีมือของจอห์น กิลเบิร์ด เกรแฮม สาเหตุเพียงเพราะร้อนเงิน ฆ่าแม่เอาเงินประกัน โดยไม่สนผู้บริสุทธิ์ตายกี่คน และจอห์นถูกจับอย่างเป็นทางการ จากนั้นเรื่องราวของจอห์นก็โดนแฉ น้องสาวของจอห์นออกมาบอกว่าพี่ชายเป็นคนที่ชอบความรุนแรงตั้งแต่เด็ก เธอไม่ชอบอยู่ใกล้ๆ เขา เพราะหากอารมณ์เสียเมื่อไหร่ ก็ชอบใช้ความรุนแรงกับเธอ บางครั้งก็ตีด้วยค้อน พ่อเลี้ยงกับแม่ต้องล็อกเขาไว้ในห้องกันเขาออกมาอาละวาด



1956 จอห์นถูกนำตัวขึ้นศาลเดนเวอร์ ท่ามกลางการอารักขาชนิดเข้มข้นจากตำรวจ และ ภรรยาของจอห์นประกาศว่าเธอจะไม่จ่ายเงินเพื่อจ้างทนายความมาช่วยว่าความให้สามี ทำให้ศาลต้องหาทนายให้จอห์นแทน แต่กระนั้นภรรยาก็แอบมาให้กำลังใจเขาในศาลแบบห่าง ๆ และแน่นอนสิ่งที่จอห์นนำมาสู้ในศาลคือ “คนบ้าไม่ผิด.....” หลักฐานต่าง ๆ นั้นมัดแน่นหนาเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปัญญาคือทำอย่างไรให้ขณะลูกขุนยอมรับว่าจอห์นไม่ใช่คนบ้า ทนายของจอห์นใช้เหตุผลว่า จอห์นเป็นคนบ้าสงครามโลก อัยการเถียงว่าจอห์นไม่ใช่คนบ้า เขาเป็นคนฉลาด การวินาศกรรมครั้งนี้มีการวางแผนมาก่อน ดูสิเขาตัดสินใจฆ่าแม่ตัวเองกี่วัน ไม่ใช่คิดเดี๋ยวนี้ทำเดี๋ยวนี้นะ มีการจับเวลาระเบิดด้วยว่า เวลาไหนสมควรระเบิด อีกทั้งยังซื้ออุปกรณ์ทำระเบิดจนได้ประสิทธิภาพพลังทำลายสูงอีก นี่หรือคนบ้า คนฉลาดชัด ๆ จากนั้นก็มีการเบิกพยานจากสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่าง นักวิเคราะห์หลักฐาน นักวิทยาศาสตร์ มีการสู้คดีอย่างเมามันจนไม่ต่างอะไรกับฉากการเฉือนคมในศาลเหมือนหนังบางเรื่อง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 1956 คณะลูกขุนใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบสองนาที มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจอห์นไม่บ้า เขามีความผิดจริงฐานก่อวินาศกรรมอย่างถี่ถ้วนและจงใจ โทษที่ได้รับคือประหาร จอห์นได้ฟังคำตัดสิน เขาทำท่าสบาย สงบ และเฉยเมยตลอดที่ศาลอ่านคำตัดสิน “ผมต้องการตาย” จอห์นบอกหลังจากที่เขาได้ยินคำตัดสิน จอห์น กิลเบิร์ด เกรแฮมถูกประหารโดยการรมแก๊สในเรือนจำโคโรลาโดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1957 เวลา 7:45 คำพูดสุดท้ายของจอห์นคือ I hope God will forgive you your sins, he said, Take it like a man. (ฉันหวังว่าพระเจ้าจะอภัยให้คุณ พัสดีเอ่ยขึ้น) Okay, Graham replied softly. Thanks Warden! he said to Tinsley (“โอเค” จอห์นตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ ขอบคุณผู้คุมมากครับ”)

และเมื่อจอห์นเข้าในห้องรมแก๊ส เขาก็ไม่พูดอีกเลย....ตลอดชีวิต เรื่องราวของจอห์นถูกภาพทำเป็นหนังสั้นในชุดThe FBI Storyในปี1959 ในปี2005มีการตีพิมพ์เรื่องราวของจอห์นในหนังสือเรื่อง Main liner Denver: The Bombing of Flight 629 โดยวางแผงในวันครบรอบเหตุการณ์นี้พอดี

ความรู้เพิ่มเติม:-
การประหารชีวิตด้วยการรมแก๊สนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้แก๊สพิษประหารนักโทษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นักโทษจะถูกผูกไว้กับเก้าอี้ในห้องที่ผนึกแน่นจนอากาศเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ลงมือด้วยการเปิดวาล์ว ปล่อยกรดไฮโดรคลอริกหรือซัลฟิวริก เข้าไปในถาดที่วางไว้ข้างใต้เก้าอี้ จากนั้นจึงปล่อยเกลือไซยาไนด์ราวแปดออนซ์เข้าไปในกรด จนทำให้เกิดแก๊สไฮโดรไซยานิก แก๊สตัวนี้ยับยั้งไม่ให้เฮโมโกลบินในเลือด นำออกซิเจนไปส่งให้เซลล์ในร่างกาย ผลก็คือเซลล์จะขาดออกซิเจน และนักโทษจะเสียชีวิตภายใน 2-8 นาที ในลักษณะที่ลำตัวบิดเบี้ยวเพราะขาดออกซิเจน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ซึ่ง สวมชุดและหน้ากากป้องกันแก๊สจะทำความสะอาดศพนักโทษ โดยปราศจากสารพิษ ในประเทศสหรัฐอเมริกามี 7 มลรัฐ ที่ใช้วิธีการประหารแบบนี้

หลังจากที่จอห์นสารภาพว่าเป็นคนวางระเบิดแม่ สื่อต่าง ๆ ต่างลงข่าวจอห์นไปทั่วอเมริกาจนดังกระฉ่อน เยาวชนที่ได้เห็นแทนที่จะเกลียดกลับชอบ วิธีฆ่าแม่นี้สะใจจริง ๆ ผลคือเกิดการเลียนแบบในหมู่เด็ก ที่คิดจะลองประกอบระเบิด และมีการจำหน่ายคู่มือประกอบระเบิดมาฝึกฝนด้วย (ฝึกเพื่อ???) ทำให้ทางการต้องห้ามการออกข่าวจอห์นไปพักใหญ่ และมีการฟ้องสถานีข่าวในเวลาต่อมา.....



Cr. CAMMY /// Writer.Dek-d.com









Create Date : 16 กรกฎาคม 2558
Last Update : 16 กรกฎาคม 2558 13:55:07 น. 0 comments
Counter : 697 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.