4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
คริส วอร์เรลล์ & เจมส์ มิลเลอร์ : ชีวิตนี้เพื่อเพื่อน

“คุณเคยรักเพื่อนแบบสุดใจหรือเปล่า?”

ในทุกสังคมทั่วโลก เราต้องมีเพื่อน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง ข้อดีของการมีเพื่อนคือ ไม่เหงา คอยให้คำปรึกษา ให้ยืมลอกการบ้าน ยืมตังค์ได้เมื่อเราขัดสน 555 แล้วถ้าเพื่อนที่คบเป็นเพื่อนไม่ดีล่ะ เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของคนรักเพื่อน? ที่รักจนลืมหูลืมตาจนเกิดโศกนาฏกรรมรักแสนวิปริตดั่งเทพนิยายกรีกโบราณ ยังไงยังงั้นเลย เหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1976 - 1977 ที่ประเทศออสเตรเลีย รอบ ๆ เขตเมืองอดิแลด ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ชายอีกคนรู้สึกพอใจ "เขาคนนั้น" ที่ชายวัยกลางคนหลงใหลได้ปลื้ม แม้จะมีนิสัยร้ายกาจเหลือทน แต่เขาก็ยังทนได้ ทนทุกอย่างตามที่เขาสั่ง แม้จะทำลายจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์จนหมดสิ้น ทุกอย่างเขาทำเพื่อ "คริสโตเฟอร์" ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าข่มขื่นหญิงสาวไป 7 ราย ได้พอใจ


 

☃ เจมส์กับคริส ☃
เจมส์ วิลเลี่ยม มิลเลอร์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1940 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน แต่กระนั้นเขาไม่ค่อยสนิทกับพี่ ๆ น้อง ๆ มากนัก เพราะเจมส์มีนิสัยชอบโดดเดี่ยว ชอบแยกตัวห่างจากเพื่อน ๆ และครอบครัว ถึงขนาดต้องออกจากโรงเรียน หันหลังจากความรู้ และมุ่งหน้ากระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยเปื่อย แค่อายุ 11 ขวบ เจมส์ก็เข้าไปอยู่โรงเรียนดัดสันดาน และในอนาคตเจมส์ก็เข้า ๆ ออก ๆ ในคุกเป็นว่าเล่น ส่วนชีวิตนอกคุกนั้น ถ้าไม่หาเงินด้วยการขโมยของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเข้าไปทำงานเป็นกรรมกรรับจ้างเป็นรายวัน แล้วแต่ใครจะว่าจ้าง อยู่ไปวัน ๆ แบบอับเฉา ในช่วงอายุ 30 ปีของเจมส์ เขาถูกจับในข้อหาลักเล็กขโมยน้อยรวมกว่า 30 ครั้ง และบางทีก็บวกคดีงานงัดแงะสิ่งของในรถที่จอดไว้ด้วย

ค.ศ. 1973 เจมส์ มิลเลอร์ ก็ได้พบหนุ่มหล่ออายุ 20 ปี นาม คริสโตเฟอร์ โรบิน วอร์เรลล์ และเขาคนนี้แหละที่เปลี่ยนชีวิตเจมส์ มิลเลอร์ไปตลอดกาล การติดคุกครั้งนี้นับว่าน้อยที่สุดเท่าที่ติดมา เพราะเขาแค่ทุบกระจกหน้าต่างหน้าร้านขายปืน แต่ไม่ทันขโมยของก็โดนรวบตัวเสียก่อน เลยติดคุกแบบสบาย ๆ ส่วนคริส วอร์เรลล์ถูกขังเพื่อรอการดำเนินคดีในข้อหาข่มขืน แถมก่อนหน้าเขาก็ถูกจับมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้อหาปล้นร้านค้าแห่งหนึ่งด้วยอาวุธ ใส่หน้ากาก เจมส์ มิลเลอร์ กับ คริสโตเฟอร์ วอร์เรลล์ เหมือนถูกซะตากรรมชักพา พวกเขาถูกยัดไว้ห้องขังห้องเดียวกัน!! ทันทีที่เห็นหน้า ทั้งคู่ก็ตั้งตาต้องใจซึ่งกันและกันอย่างบอกไม่ถูก ในสัปดาห์นั้น สามารถพูดได้เลยว่าทั้งสองพบรักเสียแล้ว (รักต้องห้าม) สำหรับเจมส์ มิลเลอร์ เขารู้สึกชีวิตเปล่าเปลี่ยวมาตั้งแต่แรกเริ่มแรก หนุ่มคริสคือฝันบรรเจิดที่สวรรค์ประทานมาให้เขา กับเขาคนนี้เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตราบนิรันดร์..... เจมส์ มิลเลอร์ อายุ 30 กว่า ๆ มาบัดนี้ไม่เหลือเค้าโครงหนุ่มหล่อในอดีต เขากลายเป็นชายวัยกลางคน หัวเกือบล้านเพราะเส้นผมเริ่มหลุดร่วงออกไป ดีที่เขาไม่พุงโตอย่างชายวัยกลางคนวัยอื่น ๆ และดวงตาที่เศร้าซึ้งซึม ท่าทางอ่อนโยน น่าสงสาร ก็ยังเป็นจุดดึงดูดชายอื่นได้เป็นอย่างดี

ส่วน คริส วอร์เรลล์ อายุ 20 ปี กำลังเป็นหนุ่มฉกรรจ์ หล่อมาก ผมดำขลับยาวประบ่า...มีมัดกล้ามพองามและเร้าใจสาว ๆ คริสบอกว่าเขาเกิดปี 1953 ไม่รู้ว่าพ่อแท้ ๆ เป็นใคร ส่วนแม่ก็แต่งงานมีสามีใหม่เมื่อเขาอายุ 6 ขวบ ไม่รู้ว่าคริสโม้หรือเปล่า เขาบอกว่าตัวเองเป็นทหารในกองทัพด้วย เจมส์เชื่อสนิทใจ มันทำให้เจมส์มองคริสเป็นฮีโร่มากโขเลย ประวัติหนุ่มคริสก็มีแค่นี้ เพราะทางการไม่เก็บประวัติเขาไว้มากนัก เก็บไว้แต่แฟ้มอาชญากร ด้วยข้อหาข่มขื่นเขาจำคุกสี่ปี และเพิ่มอีกสองปีจากข้อหาปล้นร้านค้า จากนั้นก็ถูกส่งตัวจากคุกอดิแลดไปยังเรือนจำยาตาล่า และเจมส์ก็ตามไปด้วยเพื่อติดคุกให้ครบสามเดือน ทว่าที่ใหม่นี้ ทั้งสองไม่ได้อยู่ห้องขังเดียวกัน แต่ไม่เป็นไร ความรักยังแนบแน่น ทั้งสองพบปะ พูดคุย กินอาหารด้วยกันบ่อย ๆ จนกระทั่ง เจมส์ มิลเลอร์ ถูกปล่อยตัว

เขาพรากกันไม่นานหรอก เพราะในฤดูใบไม้ผลิปี 1974 มิลเลอร์กลับเข้าคุกอีกครั้ง คราวนี้โดนไป 18 เดือนเต็ม ๆ ด้วยข้อหาขโมยแว่นกันแดดสุดหรูถึง 4,000 อัน และเอามาขายในล็อบบี้โรงแรมดัง เหมือนหาเรื่องให้ตำรวจจับ หลังครบปีครึ่ง เจมส์เป็นอิสระอีกครั้ง เขาจึงกลับไปหาพี่สาวและครอบครัวที่เมืองอดิแลด ค.ศ. 1976 คริส วอร์เรลล์ ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนด โดยติดทัณฑ์บน เขาออกจากคุกยาตาล่า แล้วมาหาเจมส์ มิลเลอร์ ทันทีทันใด

เจมส์มีความสุขชื่นมื่นเป็นล้นพ้น ที่ได้อยู่ใต้แสงตะวันนอกกำแพงคุกกับคู่ชีวิตยอดเยี่ยมรักสุด หนึ่งในดวงใจเขา ทั้งสองตัดสินใจเช่าแฟลตอยู่ด้วยกัน และพาไปสมัครงานเป็นกรรมกรที่อันลี่ ชีวิตอิสระนอกคุก ได้เปิดโอกาสให้เจมส์ใช้ชีวิตกับหนุ่มคริสอย่างเต็มเปื่ยมล้น เขาเทิดทูนคริสเหนือความปรารถนาของตัวเอง แต่เนื่องจากคริสไม่นิยมมีอะไรกับผู้ชายด้วยกัน เขาชอบผู้หญิงมากกว่า เพราะเหตุนี้คริสจึงไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางร่างกายกับเจมส์สักครั้งเดียว!!

คริสเริ่มแสดงออกถึงสันดานผู้ร้ายข่มขืน เขามีความหื่นกระหายในอารมณ์ทางเพศรุนแรงและป่าเถื่อนมาก ทุกครั้งที่เจมส์ทำกามกิจ คริสจะกางหนังสือลามกเต็มหน้า หมกมุ่นในภาพและคำพูดในหนังสือ ทำตัวเหมือนไม่มีเจมส์ในตอนนั้น แต่เจมส์ก็รู้ดี แต่ก็ไม่รังเกียจคริสสักนิด ไม่นาน กามารมณ์รูปแบบนี้ก็จบลง คงเหลือแต่ความรักซาบซึ้งที่ยิ่งกว่าเพื่อน เจมส์รักคริส ส่วนคริสก็เคารพเจมส์ แม้เจมส์จะหลงรักคริสแบบโงหัวไม่ขึ้น แต่เจมส์ยอมรับว่าเขาเห็นด้านมืดของคริสเป็นอย่างดี และไม่เคยขอให้เขาเปลี่ยนนิสัยชอบข่มขืนผู้หญิง จริง ๆ แล้ว เขายอมรับมันเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาเห็นว่าการจู่โจมทางเพศของคริสเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ร้ายแรงสักหน่อย แต่เมื่อคริสมีอารมณ์เปลี่ยวเมื่อไหร่ละก็ เขาจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่แผลงฤทธิ์อาละวาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีบ้างที่เจมส์ทะเลาะกับคริส แต่สุดท้ายเจมส์ก็เป็นฝ่ายยอม คริสเป็นคนหัวรั้น นิสัยชอบเอาชนะเหมือนลูกหัวดื้อเอาแต่ใจ เจมส์ต้องเป็นฝ่ายถูกสยบลงทุกครั้ง



คริสวัยหนุ่ม

บัดนี้คริส อายุ 23 ปี เสน่ห์ชายชาตรีเพิ่มพูนอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถหาผู้หญิงมาหลับนอนมีเซ็กซ์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1976 ทุก ๆ คืนหลังเลิกงาน เจมส์ มิลเลอร์ จะขับรถวาเลียนสีขาว-น้ำเงิน รุ่น 1969 ตระเวนไปรอบ ๆ เมืองอติแลด โดยมีเจมส์นั่งไปด้วยข้าง ๆ พากันส่งสายตาเสาะหาไปทั่ว ๆ หาสาว ๆ ไปร่วมนอนกับคริส คริสจะเข้าไปตีสนิทกับหญิงสาวตามป้ายรถบัสข้างๆ โฮเต็ลบนสถานีรถไฟ ขณะที่เจมส์นั่งรอในรถอย่างว่านอนสอนง่าย และเมื่อคริสจีบผู้หญิงมาสักคนหนึ่ง เจมส์ มิลเลอร์จะขับพาคนทั้งคู่หาซอกซอยลับตาคน และปล่อยให้ทั้งคู่เล่นบทรักกันในรถ ส่วนเจมส์ออกไปเดินเล่นไกล ๆ แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่คริสสั่งให้เจมส์ขับรถกลับแฟลต แล้วให้เจมส์นอนอยู่ในรถทั้งคืน เพราะคริสและผู้หญิงที่พามามีความจำเป็นต้องใช้ห้องเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ส่วนเจมส์ก็ตามใจ เพราะคริสเล่าว่า เขาอยากเล่นซาดิสต์โดยจับเธอมัดขึงกับเตียง และก็เล่นกามวิตถารต่างๆ นานาที่ทำไม่ได้บนเบาะหลังรถรุ่นเก่านี้

ผู้หญิงพวกนี้ ตามคริสไป และจากไป...เจมส์รู้ตัวดีเขาไม่สามารถทำให้คริสพอใจได้อย่างที่พวกหล่อนทำ แต่เจมส์ก็มีความสุขที่ช่วยให้คริสได้พอใจปลดเปลื้องอารมณ์ทางเพศกับพวกหล่อนทั้งหลาย มันจึงเป็นทางเดียวที่เจมส์ได้มีส่วนร่วมในชีวิตทางเพศกับคริส แม้เขาจะต้องคอยแห้งอยู่เดียวดายก็ตาม จนกระทั่ง........

23 ธันวาคม 1976 เมืองอดิแลคคึกคักสว่างไสวเป็นพิเศษ ผู้คนแห่กันไปซื้อสินค้ามิดไนต์เซล เพื่อนำมาจัดงานฉลองวันคริสต์มาส เช่นเคย เจมส์พาคริสตะลอนไปตามถนน และคริสก็บอกให้เจมส์จอดปล่อยเขาลงไปก่อน ส่วนเจมส์ก็ขับรถวนรอบ ๆ ศูนย์การค้านั้น เพื่อรอรับคริส สั่งแล้วชายหนุ่มก็เดินหายเข้าไปในฝูงชน ฝ่ายเจมส์วนรถ 2 รอบ เขาก็เห็นคริสยืนอยู่หน้าโรงแรมมาเจสติคกับเด็กสาววัยรุ่นผมดำสนิท คนหนึ่ง คริสเห็นรถและพาเธอเดินขึ้นมา


เวโรนิก้า ไนท์

เวโรนิก้า ไนท์ เพิ่งแยกออกจากกลุ่มเพื่อน ๆ และแล้วหนุ่มคริสก็แนะนำตัวเอง เธอยอมให้เขาพาไปส่งบ้าน เธอบอกว่าอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง ที่หอพักซัลเวชั่น อาร์มี่ เจมส์ขับรถตรงไปตามที่เด็กสาวคนนั้นบอก แต่สักพักคริสก็เอ่ยปากว่าจะชวนเวโรนิก้าไปดูวิวบนจุดที่สวยที่สุดตรงเนินเขาแถว ๆ นั้น

ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ หรืออาจเป็นเพราะความหล่อจัดของคริส..วาโรนิก้ายินยอมตามคำชวน เมื่อถึงจุดหมายเจมส์ มิลเลอร์ ขับรถเลาะลงไปข้างทาง เขาเดินออกจากรถ เหมือนรู้หน้าที่ก้มหน้าก้มตาก้าวดุ่ม ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ และได้ยินเสียงคริสตะคอกสั่งให้เวโรนิก้าไปที่เบาะหลัง เจมส์รู้เวลาดีเขากลับมาอีกครั้ง หลังจาก 30 นาที ผ่านไป หนุ่มใหญ่วัยกลางคนรู้ดีว่า เมื่อเขากลับมาเขาอาจพบอาการคร่ำครวญของเด็กสาว เพราะเห็นชัด ๆ ว่าเธอไม่พร้อมที่จะทำเรื่องพรรณอย่างนั้น เธอแค่อยากโรแมนติกนิด ๆ หน่อย ๆ แค่นั้นเอง และแล้วเจมส์ก็หยุดลงที่หน้ารถ มีบางอย่างผิดปกติไป?

ในรถมีอะไรบางอย่างผิดปกติอย่างน่าขนลุก เธอคนนั้นไม่ร้องคร่ำครวญสักนิด ไม่มีการจัดการแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง เสื้อผ้ายังอยู่ครบ มือยังถูกมัดติดกัน แต่ไม่มีเสียงด่าทอใด ๆ จากปากผู้หญิงคนนั้นแต่อย่างใด เธอตายแล้ว!


บรรดาเหยื่อจากซ้ายไปขวา : เดบอร่าห์ แลมบ์, จูลี่ มีไคต้า, เวโรนิก้า ไนท์, คอนนี่ ไอออร์ดาร์ไนด์, ซิลเวีย พิตต์แมน, วิกกี้ โฮเวลล์ และทาเนีย เคนนี่

เจมส์เห็นคริสนั่งเงียบเฉย ๆ อยู่บนตรงเบาะหน้าข้างคนขับ ไม่สนเด็กสาวเวโรนิก้าที่เป็นศพนิ่งสนิทนอนกองอยู่กับพื้นระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลังสักนิด “เกิดอะไรขึ้น?” เจมส์ถามคริส หนุ่มน้อยคริสตอบด้วยเสียงสงบราบเรียบว่า “ฉันรัดคอ ฆ่าเธอไปเรียบร้อยแล้ว...” น้ำเสียง แววตา และท่าทางของคริส เล่นเอาเจมส์ขนลุกเกรียวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ชั่ววินาที อาการตื่นตะลึงของเจมส์ก็หายวับเมื่อคริสกระชากมีดออกมาทิ่มแรง ๆ ที่คอหอยของเจมส์ และขู่ว่าจะฆ่าซะอีกคนหากทำดัดจริตเป็นตุ๊ดไร้เดียงสาแบบนี้ จากชั่วขณะนั้นเอง สัมพันธ์ภาพระหว่างเขาทั้งสองก็แปรเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง!

เจมส์ไม่ได้ยอมตกเป็นผู้ช่วยคริส เพราะรักเขาเท่านั้น ตอนนี้มันเป็นเพราะเขาถูกข่มขู่กลัวหงอไปเลย..เกย์ก็กลัวตายเป็นนี่ คริสสั่งให้เจมส์ขึ้นรถสงบสติอารมณ์ แล้วขับไปทรูโรเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือติดกับเขตชานเมืองอดิแลด ถนนลาดยางค่อย ๆ กลายเป็นสภาพดินลูกรัง ขรุขระ แบบถนนบ้านนอกคอกนา ชาวบ้านเรียกมันว่า “Swamp Road” (ถนนไปบึง) ในที่สุดเจมส์ก็หยุดรถแถวแนวป่า ตอนแรกเขาปฏิเสธจะช่วยคริสลากศพเวโรนิก้าไปทิ้ง แต่คริสชักมีดมาขู่ เจมส์จำต้องทำตาม พวกเขาลากศพไปทิ้งใกล้รั้ว แล้วเอาใบไม้ กิ่งไม้แห้งสุมปิดไว้ พอเรียบร้อยก็ขึ้นรถเผ่นออกไปจากที่ซ่อนศพอย่างรวดเร็ว การหมกศพเวโรนิก้าจนมิดขนาดนี้ ความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย เพราะแถวนี้ มีแต่ ยุง กบและปลา สิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่มี ร่องรอยอย่างเดียวที่พอรู้ว่าน่าจะมีมนุษญ์อาศัยอยู่มีเพียงรั้วลวดผุ ๆ พัง ๆ กั้นแนวบึงเพื่อความปลอดภัยแค่นั้นเอง เจมส์กลับรถกลับเข้าเมืองอดิแลด ตลอดทางเขาเงียบกริบ คริสยังอารมณ์ค้างอยู่กับโหมดสัตว์ป่า มันน่ากลัวจนเจมส์ไม่กล้าทักเขา

วันรุ่งขึ้นทั้งคู่ก็ตอกบัตรเข้าทำงานตามปกติ คริสกลับเป็นคนเดิมอีกครั้ง สัตว์ป่าออกจากร่างเขาไปแล้ว เจมส์ถอดหายใจอย่างกลัดกลุ้ม เทศกาลคริสต์มาสผ่านพ้นไป ไม่มีการพูดถึงการฆาตกรรมหรือแม้แต่ข่าวเด็กสาวคนหนึ่งหายตัวไป ราวกับว่าเวโรนิก้าไม่มีพ่อแม่พี่น้องอย่างนั้นแหละ ไม่มีใครสนการจากไปของเธอเลย ดังนั้นในโลกใบนี้มีแต่เจมส์คนเดียวแหละ ที่รู้ความลับพิเศษของคริสชายที่เขารัก....แน่ละเขาไม่ไปบอกตำรวจเด็ดขาด ขืนไปบอกเขามีหวังเป็นเหยื่อรายต่อไปของเขาแน่ ๆ

เช้าตรู่ของวันที่ 2 มกราคม 1977 คริสสั่งให้เจมส์จอดรถปล่อยเขาลงที่รันเดล มอลล์ ในเมืองอดิแอด แล้ววนรถเพื่อรอรับเช่นเคย ในที่สุดคริสก็กลับมาขึ้นรถพร้อมเด็กหญิงวัย 15 ปี ทาเนีย เคนนี่ ผู้เพิ่งโบกรถลงมาจากอ่าววิคตอเรีย ที่อยู่ไกลออกไปถึง 70 กิโลเมตร เธอ
กำลังมองหาใครสักคน เพื่อขออาศัยอยู่สักพักหนึ่ง เจมส์ขับรถพาเธอมาบ้านน้องสาวของเขา บ้านที่เขาเคยอยู่ก่อนจะไปเช่าแฟลตกับคริส ในเทศกาลคริสต์มาสเช่นนี้ ครอบครัวน้องสาวเดินทางไปเยี่ยมญาติ ๆ บ้านเลยว่าง ไม่มีใครอยู่สักคนเดียว แน่ละอีกหลายวันทีเดียวกว่าจะกลับมา หลังจากเช็กดูจนแน่ใจอีกที คริสก็พาทาเนียเข้าไปข้างใน ส่วนเจมส์รู้หน้าที่ นั่งรออยู่เงียบ ๆ อยู่ภายในรถที่จอดอยู่ข้างนอก และแล้วเมื่อเจมส์เห็นคริสเดินออกมาเดินหน้าแข็ง ตาขวางเป็นผีสิงมาคนเดียวอีก เขาก็รู้เลยว่า...เอาอีกแล้ว! ในห้องหลาน ๆ ใช้เป็นที่เล่นและทำการบ้านนั้น บัดนี้มีศพทาเนียนอนเหยียดยาว มือมีเชือกมัดแน่น ปากมีเทปกาวพลาสติกหนาสีน้ำเงินกว้างขึง จากหูหนึ่งข้างจรดอีกข้างหนึ่ง ท่อนบนของเด็กสาวเปลือยเปล่า เธอคงถูกคริสบีอคอจนขาดใจตายคามือ เจมส์โมโห...นี่มันบ้านน้องสาวแท้ ๆ นะ มาฆ่ากันแบบนี้ได้ไง! แต่มาด่าคริสก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เขาต้องกำจัดศพนี้ออกไปเพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเขารู้ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่นี่ เหตุผลดังกล่าวผสมกับความบ้าที่ปรากฏในสีหน้าของคริส ทำให้เจมส์ต้องช่วยเขากำจัดศพ โดยยัดเธอเข้าไปตู้เสื้อผ้าใบหนึ่งก่อน แล้วขับรถออกนอกเมืองไปที่ดีน รีเฟล ในวิงฟิลด์ พวกเขาขุดหลุมตื้น ๆ ที่นั่น จากนั้นก็กลับมาเอาศพของแทนยา การขนศพขึ้นรถต้องรอจนถึงช่วงค่ำ เพื่อใช้ความมืดกำบังกายไม่ให้ใครเห็น ภายในคืนนั้นเองสาวน้อยแทนยาถูกทิ้งให้นอนในหลุมตื้น ๆ ในวิงฟิลด์อย่างเดียวดาย

ขณะขับรถกลับบ้าน เจมส์เอ่ยปากแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าอยากให้คริสไปหาหมอ แต่คริสทำตาขวางใส่ เจมส์ก็ไม่เอ่ยขึ้นอีก เขาไม่ยอมเสียชายหนุ่มที่เขารักปานดวงใจ เขาอยากอยู่กับคริส ไม่ว่าคริสจะเป็นคนหรือสัตว์ป่าบ้ากามก็ตาม เขายอมให้ชายคนนี้ฆ่าคนต่อไป ดีกว่ายอมสูญเสียอยู่โดยปราศจากเขาผู้เป็นยอดรัก ไม่ใช่ทุกคืนหรอกที่คริสออกไปล่าเหยื่อ ในช่วงเดือนมกราคม 1977 คริสปฏิบัติเช่นที่เคยทำ เขาปฏิบัติการออกหา “ไก่หลง” หรือผู้หญิงอารมณ์เปลี่ยวมาเป็นคู่นอนสนุก ๆ แบบไม่ซ้ำหน้า ส่วนเจมส์ก็ทำหน้าที่เพื่อนรัก เช่นเดิม เขาขับรถพาคริสไปดูและเลือกสาว ๆ ตามที่ต่าง ๆ ตามที่เขาชอบ เช่น แถวสถานีรถไฟ ย่านสรรพสินค้า โรมแรมต่าง ๆ แต่ก็ไม่วาย ก็เกิดเรื่องอีกจนได้............

แอมบาสเดอร์ โรงแรมระดับห้าดาว วันที่ 21 มกราคม วันนี้คริสพบจูลี่ มีไคต้า วัยแค่ 16 ปี วันนี้เป็นวันหยุดเธอเลยมานั่งรับจ๊อบขายเครื่องประดับอยู่ที่รถเข็นข้างทางเข้าออกโรงแรม 3 ทุ่ม จูลี่เก็บร้านและเตรียมกลับบ้าน เธอโทรไปบอกพ่อแม่ว่าเธออาจกลับบ้านช้ากว่าปกตินิดหน่อย เพราะรถบัสมาช้ามาก ๆ ตอนนั้นเอง คริสเข้ามาทาบเธอ และอาสาพาเธอกลับบ้าน ระหว่างทางเช่นเดิม เจมส์จอดรถให้คริสปฏิบัติการข่มขื่นเหยื่อในรถตามลำพังเช่นเดิม เขาเดินออกมาห่าง ๆ และเหลียวกลับไปมองเป็นบางครั้งบางคราว และเดาไม่ยากเลยว่าคริสจะทำอะไรต่อไป เงาที่เคลื่อนไหวในรถมันบ่งบอกแล้วว่า คริสกำลังจับจูลี่มัดมือ เจมส์ถอนหายใจ เขาก้มหน้าเดินเล่นภายใต้แสงดาว.. ฉับพลันเขาได้ยินเสียงแปลก ดังมาจากรถที่ขวางอยู่เจมส์หันขวับกลับไปโดยสัญชาตญาณ เขาเห็นร่างของจูลี่ หลุดออกจากนอกประตูด้านหลังรถ เธอหล่นมากลิ้งลงพื้นถนน คริสตามเธอลงมาด้วยความโกรธฉุน เขาเตะและกระทืบที่ท้องเธออย่างรุนแรง จูลีร้องไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้าง คริสก้าวคร่อมตัวเธอ เอาเท้าเขี่ยให้นอนหงาย เอาเข่ากระแทกท้องเธออีกทีแล้วนั่งทับเธอไว้ พลางเอาเชือกเส้นใหญ่รัดคออย่างสุดกำลัง จากคำให้การของเจมส์ เขาอ้างว่าเขาช่วยจูลี่เท่าที่ทำได้แล้ว เขากระชากไหล่คริสไม่ให้ฆ่าจูลี่ แต่คริสหันมาขู่ว่าจะฆ่าเขาอีกคน เจมส์เลยได้แต่สั่นหัวแล้วเดินจากมา เมื่อจูลี่สิ้นใจ คริสยังอารมณ์ขุ่น ตาขวาง ส่วนเจมส์รู้หน้าที่ดีว่าต่อไปจะทำอย่างไร เขาขับรถไปยังทรูโร ไปทางเก่าที่เคยทิ้งศพเวโรนิก้าที่คริสฆ่าตอนวันคริสมาสต์

พวกเขาพบที่เหมาะ ๆ แล้ว ใกล้โรงนาเก่าพื้นตรงนั้นเป็นทราย แต่พวกเขาไม่ขุดหลุมฝังเหมือนเช่นเคย เขาลากเธอไปหมกไว้ใต้พุ่มไม้แทน เอากิ่งไม้แห้ง ๆ สุมทับเหมือนกับศพโวโรนิก้า จากนั้นก็กลับบ้านอย่างหน้าตาเฉย เหลือเชื่อไม่มีข่าวการหายตัวหญิงสาว!! ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขตเซาธ์ออสเตรเลียมีพื้นที่ค่อนข้างมากแถมประชาชนยังหนาแน่นอีก คิดเป็นพื้นที่ 984,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนประชากรคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ด้วยเหตุนี้ไม่ง่ายนักที่ใครจะรู้ว่าสองคนนี้ไปสร้างวีรเวรอะไรไว้ ถ้าไม่พบศพก็ยากจะมีหลักฐานเอาผิด มันทำให้คริสฆ่าผู้หญิงเรื่อย ๆ แบบสบายมือไปเลยแหละ 

6 กุมภาพันธ์ 1977 ซิลเวีย พิตต์แมน วัย 16 นั่งรอรถไฟอยู่ที่สถานีอดิแลด เธอเงยหน้าขึ้นเห็นหนุ่มหล่อเข้มบาดใจ...คริส วอร์เรลล์..เจมส์จอดรถทิ้งพวกเขาแถว ๆ วินแดง และออกจากรถไปเดินเล่นเช่นเคย ครึ่งชั่วโมงต่อมาเจมส์ก็กลับมาพบซิลเวียนอนคว่ำอยู่บนเบาะหลัง มีลังทับร่างเธออยู่ เธอถูกรัดคอด้วยถุงน่องของตัวเอง แต่เสื้อผ้าอื่น ๆ ยังอยู่บนตัวครบทุกชิ้น เหมือนเดิม...คริสอยู่ในสภาพอารมณ์ก้าวร้าว ยังไม่กลับเป็นตัวของตัวเองเช่นเดิม แต่ก็ยังอุตส่าห์ช่วยเจมส์เอาศพซิลเวียโยนทิ้งแถวถนนริมบึง และเอาใบไม้แห้งกลบไว้ บ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เจมส์ มิลเลอร์ รับคริส วอร์เรลล์ กับวิกกี้ โฮเวลล์ จากข้างที่ทำการไปรษณีย์เมืองอดิแลด

วิกกี้ โฮเวลล์ อายุ 26 ปี ในสายตาของเจมส์เธอแตกต่างจากผู้หญิงที่เคยเป็นเป้าหมายของคริส เพราะวิกกี้เป็นคนดี เป็นกันเอง ยิ้มง่าย คุยเก่ง มีอารมณ์ขัน สนุกสนานกับพวกเขาตลอดทาง เธอเป็นผู้หญิงน่ารักน่าคบและนิสัยดีมาก ๆ เธอเล่าว่าเธอเพิ่งเลิกกับสามีมาหมาด ๆ ที่นูริโอออตปา 60 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอดิแลด คริสบอกให้เจมส์จอดรถ เพื่อที่วิกกี้จะลงไปใช้ห้องน้ำข้างทาง เจมส์ลงจากรถเดินไปเรื่อย ๆ แต่คราวนี้เขากลับมาเร็วก่อนครึ่งชั่วโมง ไม่มีอะไรมากหรอก...เขาแค่เป็นห่วงเธอ เขาอยากกลับมาดูให้เห็นว่าวิกกี้ยังปลอดภัยดีอยู่ ภาพแรกที่เจมส์เห็นคือคริสนั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ และกำลังพึมพำบางอย่างกับตัวเอง เขาหันมามองเจมส์ด้วยสายตาเฉยเมย ดูสงบอารมณ์ ภาพต่อมาเจมส์มองไปยังเบาะหลัง วิกกี้นอนอยู่ที่นั่น มีผ้าห่มคลุมตลอดร่าง...เธอตายแล้ว คริสรัดคอเธอ เจมส์ตัวชา เขาฆ่าผู้หญิงอย่างวิกกี้ลงคอได้อย่างไร...ผู้หญิงเปี่ยมด้วยไมตรีจิตแบบนี้? ดีกับเขาสองคนออกปานนี้? คริสไม่ตอบ แต่สั่งเจมส์ให้ขับรถไปยังทรูโร เจมส์ทำตามอย่างว่าง่าย พวกเขาซ่อนศพวิกกี้เหมือนศพอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น

รายต่อมา..คอนนี่ ไอออร์ดาร์ไนด์ อายุ 16 ปี เธอยอมขึ้นรถมากับเจมส์และคริสจากย่ามกลางเมืองอดิแลดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1977 เธอดีอกดีใจที่หนุ่มหล่ออาสาไปส่งบ้าน เธอถึงกับนั่งเบียดเขาอยู่บนเบาะหน้า แต่ความกระดี้กระด๊าเปลี่ยนเป็นจ๋อยสนิท เมื่อเธอรู้สึกว่ารถคันนี้แล่นออกนอกเส้นทาง ในที่สุดรถก็จอดแถว ๆ วิงฟิลด์ เด็กสาวร้องไห้ น้ำมูกไหลเปรอะเลอะเทอะ ร้องขอวิงวอนให้ปล่อยเธอไป ว่าแล้วเธอย้ายไปเบาะข้างหลัง ส่วนเจมส์ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สงสารเด็กหญิงแม้แต่น้อย เขาเดินจากรถแล้วเดินห่างออกไป...ห่างออกไป และกลับมาในเวลาครึ่งชั่วโมง คอนนี่เสียชีวิตแล้ว!! เลือดทะลักจากหว่างขาเพราะแรงข่มขืนของคริส และทะลักจากปาก จมูก เพราะถูกรัดคอจนตาเหลือกถลน ศพของเธอถูกหมกซุกใต้กองไม้ริมบึง คริสกับเจมส์ขับออกจากที่ซ่อนศพ แล้วนอนหลับในรถอย่างเหนื่อยอ่อน

เช้าตรู่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ คริส วอร์เรลล์ รับเด็กสาวนักโบก เดบอร่าห์ แลมป์ จากสวนสนุกแห่งหนึ่ง เธอบอกว่าจะไปเมืองเกาเลอร์ และคริสก็ตอบสนองเธอว่าเขาจะไปที่นั้นเหมือนกัน บนหาดทรายชายทะเลสีขาว เจมส์ลุยคลื่นเล่นจนครึ่งชั่วโมง เขากลับมาพบคริสกำลังกลบหลุมทรายอยู่หน้ารถ หนุ่มหล่อใช้เท้าเขี่ยและเหยียบให้มีสภาพเหมือนปกติ ดูเหมือนเด็กเล่นทราย และกำลังจะกลับบ้าน เจมส์ไม่เห็นเดบอร่าห์อีกเลยนับแต่นั้น! เบ็ดเสร็จคริสฆ่าผู้หญิงรวมทั้งสิ้น 7 คน

19 กุมภาพันธ์ 1977 คริสสังหารเหยื่อรายสุดท้าย ก่อนจะจบชีวิตชั่วช้าสารเลวด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ เดบบอร่าห์ สคูซี เคยเป็นแฟนสาวของเพื่อนชาวคุกที่คริสกับเจมส์เคยรู้จักสมัยอยู่เรือนจำยาตาล่า วันหนึ่งคริสกับเจมส์ไปเยี่ยมเพื่อนคนนี้ พบว่าเขากำลังมีเรื่องกับเธอ มันทำให้เดบบอร่าห์อารมณ์เสีย เธอหดหู่มาก และคริสกับเจมส์ก็ปรารถนาดีอยากปลอบให้เธอสงบลง เพราะคิดว่าเธออาจจะกลับมาคืนดีกับเพื่อนเขาได้ หากอารมณ์เย็นกว่านี้ ว่าแล้ว เจมส์กับคริสก็พา เดบบอร่าห์ สคูซี ไปนั่งรถเที่ยวกัน

รถแล่นไปบนถนนด้วยความเร็วสูง ไกลจากอดิแลคไปถึง 370 กิโลเมตร พวกเขาคิดจะพักแรมที่เม้าท์ แกมเบียร์ เพราะพอดีเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ราว ๆ บ่ายวันเสาร์ คริสกลับจมดิ่งในอารมณ์โกรธอีกแล้ว เจมส์มองออกและไม่สบายใจเลย บางทีอาจเป็นเพราะคริสอยากมีเซ็กซ์กับเดบบอร่าห์ หรือบางทีคริสรู้ว่าเขาไม่อาจทำกับเธออย่างที่ทำร้ายผู้หญิงอื่น ๆ ได้ เจมส์เข้าใจความรู้สึกสับสนและหงุดหงิดของคริส จึงชวนกลับอดิแลด ขากลับคริสขอขับรถเอง โดยไม่ทันคิดว่า เขาดื่มเบียร์จนเมากร่ำมาทั้งวัน!

คริสไม่ใช่แค่เมาเบียร์ เขายังเมาอารมณ์ด้วย เลยเหยียบคันเร่งเสียจนมิด พอเข้าเขตเมืองมิลลิเซนต์ เดบบอร่าห์ขอร้องให้เขาช้าลงหน่อย แต่มันกลับกระตุ้นอารมณ์ของคริสให้หงุดหงิดมากยิ่งขึ้น เขาหันกลับมาตวาดลั่นให้เธอหุบปาก และนั่นคือนาทีมรณะ รถเสียหลัก แฉลบเข้าไปทางที่รถสวนทางมา คริสตกใจมาก เขากลัวจะประสานงากับรถพวกนั้นก็เลยหักพวงมาลัยหวังจะกลับเข้าเลนเก่าของตน แต่รถกลับหมุนคว้างแล้วสะบัดพลิกคว่ำหลายตลบ ก่อนจะตกไปหยุดสนิทริมทางนอกถนน สี่ล้อชี้ฟ้า คริสกับเดบอร่าห์ตายทันที รถคันอื่น ๆ หยุดกันเป็นแถว คนขับต่างรีบมากุลีกุจอมาช่วยเหลือ เจมส์ มิลเลอร์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน เขาอยู่ในอาการช็อก และไหล่หัก อยู่ในโรงพยาบาลไม่กี่วัน เจมส์ก็หนีออกมาทั้ง ๆ ที่ยังสะบักสะบอม ไหล่ที่หักมันปวดร้าวแทบขาดใจ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับการสูญเสียเพื่อนรักอย่างคริส นอกจากนี้เขายังแบกความทุกข์ถึงสองเรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก เจมส์ มิลเลอร์ โศกเศร้าอยากฆ่าตัวตายเมื่อคริส...ชายที่เขารักสุดหัวใจ เพื่อนคนเดียวในชีวิตดันดับดิ้นสิ้นชีพตายปุบปับไปต่อหน้าต่อตา... เรื่องที่สอง ความตายของคริสส่งผลให้เจมส์ มิลเลอร์ กลายเป็นคนเดียวในโลกเท่านั้นที่รู้เรื่องการฆาตกรรมต่อเนื่องหญิงสาว 7 คน โดยเพื่อนเขาที่ชื่อคริสเป็นคนฆ่า เจมส์แบกความตายของผู้หญิงสาวทั้งหมดที่คริสและเขาร่วมกันฆ่าไว้บนบ่าคนเดียว ในงานฝังศพ คริส วอร์เรลล์ เจมส์ได้พบสาวน้อยเอมีเลีย ผู้หญิงที่คริสรักและคบหากันอยู่เป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนตาย เธอโศกเศร้าพอ ๆ กับเจมส์ อาจเป็นเพราะอารมณ์พาไป.....เจมส์เลยเล่าความลับด้านมืดทั้งหมดของคริสและเขาให้เธอฟัง เจมส์เริ่มต้นว่า คริสอาจมีก้อนเลือดอุดตันในสมอง ตรงจุดที่ไม่ทำให้เขาตาย และไม่ได้เป็นอัมพาต แต่มันทำให้เขามีอารมณ์แปรปรวน วิปริต บ้ากาม และเป็นฆาตกร 

เอมีเลียที่น่าสงสารและกำลังโศกเศร้า ต้องมานั่งฟังเรื่องที่ทำให้เธอกลุ้มหนักเข้าไปอีก เจมส์เล่าความลับที่คริสเป็นฆาตกรชนิดไม่ปิดบัง ผู้หญิงทั้ง 7 ราย ชนิดเขาเห็นกับตา เขาบอกเอมีเลียถึงเรื่องที่ฝังศพของเหยื่ออย่างละเอียดละออที่สุด และกล่าวโทษทั้งหมดทั้งปวงคือ “ก้อนเลือดที่อุดตัน” ของคริสนี้แหละ.. แล้วเจมส์ก็ปิดท้ายประโยชน์ที่ทำร้ายจิตใจของเอมีเลียสุดแสนสาหัสว่า “คริสน่ะไปตายก็ดีแล้ว” สาวน้อยเอมีเลียพยายามลืมสิ่งที่เจมส์พูดกับเธอทั้งหมด เพราะเธอรับไม่ได้เลย ไม่เชื่อด้วย ว่าคริสจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องบ้ากาม แถมยังเรื่องก้อนเลือดอุดตันในสมองอีก...เกิดมาไม่เคยได้ยินว่ามันทำให้คริสเป็นฆาตกร เอมีเลียผู้โศกเศร้าเก็บเรื่องนี้ไม่บอกใครเลยแม้แต่คนเดียว 

จนกระทั่ง 2 ปี ต่อมา ผู้ที่เข้าไปปรับปรุงพื้นที่บริเวณบึงได้พบศพค้างปีหลายศพ มันเลยเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับและโด่งดังทั่วประเทศจนไปถึงทั่วโลกในเวลาต่อมา ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนอย่างหนัก ผลคือไม่รู้มันศพของใคร ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน คดีนี้มืดสนิท และแล้ว..ตอนนั้นแหละที่เอมีเลียตัดสินใจบอกสิ่งที่เธอรับรู้ให้โลกได้รู้ไปด้วยกัน หลังพิธีศพของคริส วอร์เรลล์ เจมส์รู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงกลับไปสู้โลกร้างอันอ้างว้างเดียวดาย มันหนักหนาสาหัสมาก เพราะเขาต้องแบกความลับสุดยอดบาปกรรมที่เขากับคริสร่วมกันก่อ เจมส์เสียใจอย่างยิ่งที่เขามีส่วนร่วมในการฆาตกรรมต่อเนื่องริมทางหลวงที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จริงอยู่...เขามีประวัติไม่ดีนัก แต่มันก็แค่งัดแงะ ลักเล็กขโมยน้อยสาบานได้ เขาไม่เคยคิดฆ่าคนสักนิด แค่ตอนเห็นคริสฆ่าคนเข่าแทบอ่อน โอ!.....พระเจ้า นี้เราเป็นส่วนหนึ่งของฆาตกรไปได้อย่างไรกันนี้!

จะคิดอย่างไรก็ตาม ความคิดนั้นเผาชีวิต เจมส์ มิลเลอร์จนมอดไหม้ จิตใจเสียศูนย์ขนาดหนัก เจมส์กลายเป็นคนเร่ร่อน ไม่มีเงิน ไม่มีบ้านที่ให้ซุกตัวลงนอน เขาไม่อาจอยู่บ้านน้องสาวของคริส ที่เขารู้คนเดียวว่า มันเป็นสถานที่ที่ซึ่งคริสหลอกเด็กหญิงมาฆ่ายัดตู้ หนุ่มใหญ่กระเซอะกระเซิงไร้จุดหมาย จากเมืองโน้นไปเมืองนี้ตกค่ำก็นอนในรถที่ทิ้งไว้ในสุสานรถ ดีหน่อยก็ไปนอนบ้านพักสำหรับคนไร้บ้าน ปีกว่า ๆ หลังจากการตายของคริส วอร์เรลล์ ตอนนั้นเองที่..ความชั่วถึงคราวเปิดเผย.....

20 เมษายน 1978 วิลเลี่ยม โธมัส อาชีพเก็บเห็ด มารับงานพิเศษ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บึง เขาพบอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกระดูกมนุษย์ แต่ก็ไม่ใส่ใจอะไรใด ๆ กลับก้มหน้าก้มตาถากถางหญ้าไปเรื่อย ๆ

25 เมษายน โธมัสกลับไปแถว ๆ คอกในโรงนาร้างริมบึงอีก คราวนี้เขาพาภรรยามาด้วย เพราะตลอดห้าวันมานี้ กระดูกท่อนนั้นยังติดตา และรบกวนจิตใจเขาไม่หยุดหย่อน โธมัสพยายามคิดว่ามันเป็นกระดูกวัว แต่แปลกกว่ากระดูกทั่วไปที่เขารู้จัก อะไรสักอย่างที่ดูผิดไป? ชายเก็บเห็ดพาภรรยาไปตรงจุดที่เขาพบมัน และเริ่มขุดขึ้นมาดู กระดูกขามนุษย์จริง ๆ ด้วย! มันเป็นกระดูกมนุษย์ที่จมดินจมใบไม้เน่าอยู่ครึ่งกลาง ๆ แต่มันมีเศษหนังแห้ง ๆ หุ้มอยู่บางส่วน และนั่น......เล็บทาสีแดงชัด ๆ พอค้นต่อไป เขาพบกระดูกหลายชิ้น เสื้อผ้าและหัวกะโหลก ซึ่งหลังจากเรียกตำรวจมาเก็บมันและชันสูตรแล้วก็ระบุได้ว่าศพนั้นคือ เวโรนิก้า สาวน้อยที่หายตัวไปเมื่อปีกว่า ๆ มาแล้ว ตำรวจแก้ปริศนาการหายตัวของเวโรนิก้าได้แล้ว แต่ศพรายอื่น ๆ ที่อยู่ในบึงนั้นแหละ ตำรวจคิดไม่ถึงนี้ว่าในบึงนั้นยังมีศพอีก ใครจะไปนึกถึง พวกเขาไม่ได้ไปที่บึงอีกเลย! จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกปีกว่า ๆ



15 เมษายน 1979 ที่โรงนาซึ่งพบศพเวโรนิก้านั้นเอง นักเดินทาง 4 คน พบศพมนุษย์อีกแล้ว ตำรวจกลับมาดูสถานที่อีกครั้งและพบเครื่องประดับ ที่ต่อมาระบุว่ามันเป็นของสาวน้อยซิลเวีย อายุ 16 ปี จากแฟ้มคนหายพวกเขาเจอรายชื่อสาว ๆ อีก 5 คนที่สาบสูญไปในเวลาไล่เลี่ยกับเวโรนิก้า ไนท์ และซิลเวีย พิตต์แมน หัวหน้านักสืบคีธ ฮาร์เวย์ เข้ามารับหน้าที่สอบสวนสอบสืบสวนเรื่องราวคดีฆาตกรรมปริศนาทั้งหมดนี้ โดยนำกำลังตำรวจไปค้นหาบริเวณโรงนาร้างริมบึง

26 เมษายนพบศพ คอนนี่ ไอออร์ดาไนด์ และวิกกี้ โฮเวลล์ พร้อมทั้งปริศนาว่าทำไมสองศพนี่ถึงถูกฝังอยู่ใกล้ ๆ กัน ต่อมา ตำรวจเผยข่าวการพบโครงกระดูกของสาว ๆ ที่ริมบึงให้
สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ ข่าวดังไปทั่วประเทศทันที... เดือนพฤษภาคม เอมิเลียแฟนสาวของคริสได้อ่านข่าวทั้งหมดและเรื่องราวแผนที่พบศพ มันตรงกับเจมส์เล่าให้ฟังเปี๊ยบเลย เธอติดต่อขอพบตำรวจ และชี้แจ้งเรื่องต่าง ๆ ที่ฟังจากเจมส์ให้พวกเขาทราบ ส่วนเจมส์ ยังอยู่ในอดิแลดนี้แหละ ไม่ได้ไปไหน เขากำลังคุ้ยขยะเพลิน ๆ แต่ก็รู้สึกเหมือนกันว่ามีใครกำลังเฝ้ามองและตามเขามาเหมือนต้องการตัว เจมส์พยายามจะวิ่งหนีแต่ตำรวจรวบตัวไว้ก่อน ตำรวจพาเจมส์ไปสอบสวน เขาเล่าว่าเขาทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเซ็นทรัล มิชชั่น เพื่อแลกกับที่นอนและอาหารประทังชีวิต เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เจมส์ปฏิเสธทุกอย่าง เขาอ้างด้วยว่าไม่รู้จักเด็กสาวชื่อ เอมีเลีย แต่ตำรวจมีภาพถ่ายยืนยันความใกล้ชิดระหว่างตัวเขาเอง คริสและเอมีเลีย นอกจากนี้เจมส์ก็อ่านคำให้การของเอมิเลียทุกถ้อยคำเลยด้วย มันสะท้อนสิ่งที่เขาเล่าให้เธอฟังในงานศพคริสอย่างถูกต้อง ชัดเจนแจ่มแจ้ง


ทันใดนั้น เจมส์ก็สารภาพยอมรับว่าเขารู้จักทั้งคริสและเอมีเลีย เจมส์ถูกซักไซ้ไต่สวนต่อจากที่ค้างเอาไว้อย่างหนักหน่วง หลังจาก 6 ชั่วโมงผ่านไป เจมส์ก็ยอมสารภาพให้ตำรวจบันทึกคำให้การแต่โดยดี “ผมขับรถไปรอบ ๆ เมืองกับคริสและเรารับเด็กผู้หญิงขึ้นรถ โดยคริสจะลงไปพูดคุยกับหล่อน และพากลับมา เราพาหล่อนไปทรูโร คริสก็จัดการข่มขื่นและฆ่าหล่อนเสีย แต่ท่านต้องเชื่อเถิดว่าผมไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการสังหารผู้หญิงเหล่านี้เลย” หลังบันทึกคำให้การสารภาพเรียบร้อยแล้ว ความลับคับอกของเจมส์ที่เก็บมานานกว่า 2 ปีถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น เป็นหลักฐานสำคัญต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก (แต่ไม่เป้นผลดีต่อเจมส์ มิลเลอร์)
ดึกดืนคืนเดียวกันที่เจมส์สารภาพ ตำรวจพาเจมส์ขึ้นรถไปยังบึง หาดที่กอว์เลอร์ และดีน ไรเฟิล แรงจ์ ที่วิงฟิลด์ ในแต่ละที่ ตำรวจกพบศพของ จูเลียต เดบบอร่าห์ และ แทนยา แต่ละศพถูกอุ้มขึ้นมาจากหลุมต่อหน้าเจมส์ ย้ำเตือนสำนึกบาปที่คริสกับตนก่อขึ้นและนี้ก็กลายเป็นมรณะมรณะที่คริสผู้เป็นเพื่อนทิ้งไว้ให้เขารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระหว่างการพิจารคดีเดือนกุมภาพันธ์ 1980 เจมส์ มิสเลอร์อ้างว่าเขาไม่มีความผิดทั้ง 7 คดีฆาตกรรม แต่อัยการระบุแน่ชัดว่า เจมส์ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสังหารโหดทุกราย เพราะเจมส์เป็นผู้ที่ขับรถให้คริสออกล่าเหยื่อและปล่อยให้เขาฆ่าพวกเธอตามสบายโดยไม่ห้ามปรามหรือระงับยับยั้งด้วยประการทั้งปวง คริส วอร์เรลล์ คือผู้พันธนาการมัดมือพวกหล่อน ข่มขื่นแล้วฆ่าทิ้ง ส่วนเจมส์คือผู้เดินหนีอย่างเมินเฉยทั้งที่เห็นเต็มตาว่าผู้หญิงคนนั้นถูกฆ่า เขาต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ไม่ว่าทนายจะอ้างว่า เจมส์ไม่ได้ลงมือกระทำการใด ๆ เป็นอันตรายต่อพวกหล่อนแม้ปลายเล็บ แต่ก็เถียงไม่ขึ้น เพราะเจมส์ยอมคริสทุกอย่าง ยอมเจมส์ทุกอย่าง ยอมจนเจมส์หมดสิ้นความมีมนุษย์ธรรม เขากลายเป็นปีศาจไร้ปัญญา เย็นชา ไม่มีความเมตตาปรานี ไม่มีความคิด เจมส์อ้างว่าเพราะสถานการณ์บังคับให้เขากลายเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่เขามือสะอาด พูดได้เต็มปากว่าเขาบริสุทธิ์เพราะไม่แตะต้องผู้ตาย แต่กระนั้นเจมส์ก็ถูกตัดสินข้อหาฆาตกรรมอยู่ดี!




12 มีนาคม 1980 เจมส์ มิลเลอร์ โดนข้อหาไป 6 คดี (ยกเว้นคดีของเวโรนิก้า ไนท์ ที่อัยการยอมรับว่าเจมส์ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย) เจมส์ถูกส่งไปจองจำที่คุกยาตาล่าที่เดิม แต่ทว่าคราวนี้เขาปรากฏจากคริสเคียงข้างด้วย กรกฎาคม 1984 เจมส์ มิลเลอร์ ประท้วงไม่กินอาหารถึง 43 วัน เพื่อเรียกร้องว่าเขาบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครสนใจแยแสเลยสักนิด เจมส์ยังพูดอีกว่า “คริส วอร์เรลล์ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในโลก ถึงแม้ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาอาจฆ่าเด็กหญิงต่อไปอีก อาจสัก 60 ถึง 70 คน แต่มันไม่ทำให้ผมรักเขาน้อยลงเลย” เขายืนยันว่าความผิดของเขามีเพียงความรักงมงายที่มีให้คริส มันทำให้เขาวิตกกังวล แบบถึงจะพบทางออกก็ไม่ยอมออก ถ้าเขาเป็นทาสแม้จะปลดปล่อยก็ไม่ยอมไป เขายอมทรมาน ยอมทิ้งตัวเอง โดยไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น ปี 1999 เจมส์ มิลเลอร์ ถูกปฏิเสธคำอุทธรณ์ ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษใด ๆ ทั้งสิ้น!

มีนาคม 2000 หัวหน้าผู้พิพากษา เจมส์ ดอยล์ ตัดสินให้เจมส์ มิลเลอร์ ต้องชดใช้โทษทัณฑ์เป็นเวลา 35 ปี นับจากวันที่เขาถูกจับกุม ทุกวันนี้เจมส์ มิลเลอร์ ยังนอนตีพุงอยู่ในคุก ในขณะที่อายุก็มากขึ้น ๆ เป็นเงาตามตัว

ค.ศ. 2014 เจมส์ มิลเลอร์ จะได้รับอิสระ โดยเวลานั้นเขาคงมีอายุ 74 เขาคงจมปลักอยู่กับความรักความหลังของเพื่อนชายที่ทลายชีวิตเขาจนย่อยยับ คงยากที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งเมื่อได้รับอิสระ แต่กระนั้นเขายังมีลมหายใจ มีความสุขสบาย ในขณะผู้หญิงอีก 7 คนที่เขาเห็นตายต่อหน้าต่อตา ไม่สามารถเรียกร้องโอกาส ไม่มีโอกาสเห็นฆาตกรตัวจริงชดใช้กรรม และไม่สามารถเห็นโลกและแสงตะวันอันสดใสอีกเลยตลอดกาล....นาน.









Create Date : 15 กรกฎาคม 2558
Last Update : 28 กรกฎาคม 2558 11:54:32 น. 0 comments
Counter : 607 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.