4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
หวงนักต้องจับตาย



วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 1996 เวลา 7 โมงเช้า เอิร์ล ลิตเติ้ลผลักประตูห้องของเขาที่ห้องพักมหาวิทยาลัยไมอามี่ แต่มันกลับเปิดไม่ออกทั้งที่ลิตเติ้ลเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมเฮอริเคนส์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องมีรูปร่างกำยำล่ำสันพอสมควร “ทำไมมันเปิดไม่ออก” เอิร์ล ลิตเติ้ลคิด เขารู้ทันทีว่าคงต้องมีของหนักอะไรสักอย่างมาขวางประตูไว้ สิ่งที่เขาคิดนั้นถูกเผงทีเดียวเพราะสิ่งที่ขวางอยู่ตรงนั้นคือร่างโชกเลือดของมาร์ลิน บาร์น เพื่อนร่วมห้องร่างสูงถึง 6 ฟุตกว่า น้ำหนัก 215 ปอนด์ และเป็นดาราฟุตบอลของมหาวิทยาลัยไมอามี่เช่นเดียวกัน ทั้งตกใจและกลัว ลิตเติ้ลซึ่งรู้จักกับบาร์นส์มาตั้งแต่เรียนอยู่เกรด 2 รีบวิ่งแจ้งออกไปโทรศัพท์ที่ริมถนน เขาบอกกับพนักงานรับสาย 911 ว่า "ผมพยายามจะเปิดประตูห้องแต่ดูเหมือนติดอะไรบางอย่างอยู่ ผมจึงมองลอดพื้นจึงเห็นเลือดไหลนองไปหมดเพื่อนรักของผมถูกเชือดใบหน้าของเขาถูกกรีดยับเยิน ผมไม่อยากเข้าไปข้างในเพราะไม่ทราบว่าจะมีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า!" 

นายตำรวจแดน โอเพิร์ท ซึ่งมารับทำงานพิเศษนอกเวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนแรกที่มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 7.35 น. เขาออกแรงดันประตูเข้าไปและได้พบว่าบาร์นส์นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นห้อง โอเพิร์ทพร้อมด้วยจ่าอับราฮัม เฟอร์นานเดซ ตำรวจประจำมหาวิทยาลัยเข้าตรวจค้นทั่วห้องเพื่อหาตัวคนร้ายที่อาจยังหลบอยู่แต่กลับได้พบเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่มอีกคนหนึ่งคือแฟนสาวของบาร์นส์ "ทิมวานิกา ลัมพ์กินส์" ซึ่งไม่ได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ นอนคว่ำอยู่ในห้องนอนหนึ่ง เธอยังมีลมหายใจอยู่ เธอถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแจ็คสัน เมมโมเรียล กลางเมืองไมอามี่โดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อแข่งกับความตาย แต่ก็ไม่ได้ผลเธอสิ้นใจในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น จากการตรวจสอบรอยเลือดที่กระเซ็นอยู่ ดูเหมือนว่าบาร์น จะเปิดประตูให้ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นฆาตกร และคนนั้นก็เข้ามาแล้วถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน ลัมพ์กินส์ แฟนของบาร์นส์ ถูกฆาตกรตีด้วยของไม่มีคมที่หลังศีรษะ สถานที่เกิดเหตุดูน่าสยดสยองมากเสียจนเจ้าหน้าที่ ต้องเข้ามาเคลียร์พื้นที่ถึง 10 คน และต้องประชุมกันอย่างเคร่งเครียด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์สำหรับทำเรื่องนี้ จากสภาพศพ และบาดแผลของผู้ตายทั้งสองคนที่ค่อนข้างแตกต่างกันทำให้กลุ่มนักสืบเริ่มไม่แน่ใจว่าคนร้ายเป็นมีกี่คนกันแน่??



การแถลงข่าวครั้งแรกของเจ้าหน้าที่ จึงยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก "ในชั้นนี้การสืบสวนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น" โฆษกกล่าว "เรายังไม่ได้ตัวผู้ต้องสงสัย ทั้งยังไม่ทราบถึงมูลเหตุจูงใจหรือวิธีที่ใช้ในการฆาตกรรม" เพื่อร่วมทีมอีกคนหนึ่งออกความเห็นว่าคนที่ฆ่าบาร์นส์จ
ะต้องเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่โตมาก "มาร์ลินเป็นคนตัวโตอยู่แล้ว คนที่จะคว่ำเขาลงได้คงต้องลำบากหน่อย" มหาวิทยาลัยเอกชน อายุ 70 ปีแห่งนี้ได้จัดมาตรการพิเศษเพื่อบรรเทาความหวาดกลัวลงโดยประธราสภามหาวิทยาลัย แทค ฟูท สั่งให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยเป็นสองเท่าทันที ทั่วมหาวิทยาลัยมีตำรวจประตำอยู่ถึง 26 คน และนักศึกษาก็ต้องมีบัตรผ่าน ตำรวจกอรัล เกเบิลส์ต้องทำหน้าที่สายตรวจอีกหน้าที่หนึ่ง และนักศึกษาสามารถขอการคุ้มกันจากอาคารหนึ่งไปยังอีกอาคารหนึ่งได้ในเวลากลางคือ พิธีไว้อาลัยต่อบาร์นส์มีขึ้นอย่างเงียบสงบทั้งที่มีเพื่อนร่วมทีมและญาติสนิทมิตรสหายอื่น ๆ มาร่วมงานถึง 1500 คน แต่แล้วความสงบในพิธีก็ถูกทำลายลงเมื่อตำรวจจู่โจมเข้าไปจับกุมชายสองคนพร้อมอาวุธปืนหนึ่งในนั้นคือโจเซฟ บรินสันอายุ 23 ปี ถูกจับในข้อหาพกหาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมาภายหลังตำรวจพบว่าบรินสันเป็นญาติกับลาแบรนท์ "แอนโธนี่" เดนนิสชายวัยเดียวกันซึ่งเป็นแฟนเก่าของลัมพ์กินส์และมีลูกกับเธอหนึ่งคน ขณะนี้อายุ 3 ขวบแล้ว ขณะที่เดนนิสกับลูกสาวมาร่วมงานศพของลัมพ์กินส์อยู่ในโบสถ์ ตำรวจได้เข้าตรวจค้นรถของเขาและยึดได้ปืนพกอีกกระบอกหนึ่ง เมื่อเดนนิสทราบเขาผลุนผลันออกมาจากโบสถ์และส่งเสียงโวยวาย อย่างโกรธจัดที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์ของเขาโดยไม่มีหมายค้นและไม่ได้รับอนุญาติจากตัวเขาก่อน ข้อหามีอาวุธปืนจึงต้องตกไปเมื่อคดีถึงศาล เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคนใดได้นักสืบเองก็หัวหมุนอยู่กับการติดตามเบาะแสต่าง ๆ อย่างหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องก็คือเหตุการณ์ในไนท์คลับที่ผู้ตายทั้ง 2 ไปร่วมงานเลี้ยงก่อนหน้าที่จะกลับมาถูกฆ่าเพียงครู่เดียว

มีคนเห็นบาร์นส์และลัมพ์กินส์ยังอยู่ด้วยกันในไนท์คลับแห่งหนึ่งที่หาดใต้เมื่อเวลา 5.00 น. เช้าวันเสาร์ ทั้งคู่ได้ไปที่เลาจน์ซัลเวชั่นซึ่งเป็นค็อกเทลเลาจน์ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของหาดไมอามี่ ซึ่งมีนักกีฬาชื่อดังจากทีมดัลลัส คาวบอยและทีมไมอามี่ดอลฟินส์ไปร่วมงานการกุศลอยู่ที่นี่ตลอด พยานหลายคนบอกกับตำรวจว่ามีแขกที่มาร่วมงานคนหนึ่งเกิดต้องใจลัมพ์กินส์ขึ้นมาเหลือประมาณเพราะเธอเป็นคนสวยที่ต้องตาชาย เฉกเดียวกับน้ำหวานที่อยู่ในอกไม้ที่ล่อใจหมู่ภมรกระนั้น บาร์นส์ซึ่งเป็นคนพาเธอไปดูจะไม่ค่อยพึงใจกับท่าทีของหนุ่มนักรักคนนั้นนัก จึงบอกให้เขาถอยออกไปโดยไม่มีเงื่อนไข การปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อนเริ่มขึ้นจากจุดนี้ แล้วทั้งคู่ก็พากันออกไปตะลุมบอกกันต่อข้างนอกไนท์คลับอีกสักครู่ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ของไนท์คลับมาแยกออกจากกัน พยานอย่างน้อยหนึ่งคนให้การกับตำรวจหลังจากทั้งคู่ถูกแยกออกจากกันแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามของบาร์นส์บอกกับเขาอย่างเคียดแค้นว่า "ระวังไว้! มันยังไม่จบง่าย ๆ หรอก" 

ตอนที่บาร์นส์และลัมพ์กินส์ออกจากงานมาเมื่อเวลาตีห้าก็พบว่ายางรถของเขาเกิดแบนอย่างลึกลับ เขาจึงไปเรียกรถมาลากไป "สงสัยผมคงไปวิ่งทับอะไรที่ไหนมาสักแห่ง" บาร์นส์บอกกับคนขับรถยก "ไม่ใช่แน่ครับ"คนขับแย้ง "ยางนั่นมีรอบถูกกรีด ผมว่าคุณอาจมีอริอยู่ข้างนอกนี้มากกว่า" หนุ่มสาวทั้งสองนั่งรถยกกลับไปที่หอพักมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง ลัมพ์กินส์หลับซบไปกับบ่าของบาร์นส์ เมื่อมาถึงหอพักก็ปาเข้าไป 6 โมงเช้าแล้ว บาร์นส์จึงรีบจ่ายเงินให้คนขับแล้วเดินเข้าไปในหอซึ่งเป็นห้องชุด 2 ห้องนอนพร้อมห้องรับแขกและห้องครัว และนั้นคือภาพสุดท้ายที่เห็นคนทั้งคู่มีชีวิตอยู่อย่างไรก็ตาม เมื่อตำรวจทำการสอบสวนคู่อริของผู้ตาย แต่ก็ไม่สามารถจับตัวเขาได้เพราะเขาสามารถให้ที่อยู่ของเขาในช่วงเวลาที่เกิดฆาตกรรมได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบผู้คนรอบข้างของบาร์นส์ไปพร้อม ๆ กันด้วย เผื่อจะพบว่ามีใครแอบแทงเขาข้างหลังบ้างหรือไม่ เบาะแสในการสืบสวนประการที่สองที่นักสืบสนใจคือเครื่องเพชรและรางวัลที่ได้รับจากการเล่นกีฬาซึ่งหายไปจากหอหลังการฆาตกรรม ในบรรดาของที่หายไป มีสร้างทองเส้นใหญ่ราคาแพงที่บาร์นส์จะสวมติดคอไว้เสมอ รวมทั้งแหวนและถ้วยรางวัลต่างๆที่เขาได้รับจากการเป็นนักฟุตบอล ตำรวจต้องไปเฝ้าอยู่ตามโรงรับจำนำและแหล่งค้าของผิดกฎหมายไม่เฉพาะแต่ในฟลอริดาตอนใต้เท่านั้น แต่เป็นทั่วประเทศเลยทีเดียว



สถานการณ์เริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อมีนักทายผลแข่งม้าคนหนึ่งโทรศัพท์เข้าไปแจ้งตำรวจว่าเขาได้ยินการสนทนาที่พูดพาดพิงถึงการฆาตกรรมที่หอพักนักศึกษา และปืนลูกซองกระบอกหนึ่งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ตำรวจเชื่อว่าใช้ยิงเหยื่อฆาตกรรมครั้งนั้น ตำรวจไปพบกับเจ้าของปืนลูกซองกระบอกนั้นอีกต่อหนึ่ง เจ้าของปืนบอกตำรวจว่าเขาให้เพื่อนคนหนึ่งยืมปืนไปก่อนจะมีเหตุฆาตกรรมครั้งนั้น เขาไม่ได้ถามว่าจะเอาไปใช้อะไร และหลังจากนั้นไม่นานเพื่อนคนนั้นก็นำปืนกลับมาคืนให้ "มันชำรุด" ปืนที่กลับมาในสภาพเสียหายแตกหักถูกยัดใส่มาในกระเป๋ากีฬาสีน้ำเงินเปื้อนเลือดเขรอะ พร้อมกับมีดพกเล่มหนึ่งและเสื้อผ้าสีทึบอีกบางชิ้น "ผมรู้สึกกลัวและสับสนมาก และรู้สึกว่าคงต้องมีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นแน่ ๆ" เขาอธิบายต่อถึงเหตุที่ตัดสินใจจะนำปืนและมีดพกเล่มนั้นไปทิ้งในทางน้ำ ส่วนเสื้อผ้าในกระเป๋าเขานำไปทิ้งถังขยะหลังซุปเปอร์มาร์เก็ดแห่งหนึ่ง "ตอนนั้นผมไม่ทราบเรื่องฆาตกรรมที่มหาวิทยาลัยไมอามี่" เขาให้การ "ผมเพียงแต่ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น" ตำรวจพบปืนที่นำทิ้งไปในทางน้ำข้างถนนช่วงระหว่างถนนเชื่อรัฐหมายเลข 95 กับถนนนอร์ธเวสต์ 15 ในไมอามี่ เมื่อตำรวจไปหาปืนกระบอกนี้จนพบ ไม่มีรอยนิ้วมือติดอยู่เลย "มันจมอยู่ในน้ำและรูปร่างบิดเบี้ยวไปหมด" ต่อมาตำรวจก็ทราบคนที่ยืมปืน เขาคือไปคือลาแบรนท์ เดนนิส แฟนเก่าของทิมวานิก้า ลัมพ์กินส์ 

เดนนิสโด่งดังอยู่ในไมอามี่ในฐานะนักร้องเพลงแร็พของวงเดอะด๊อกส์และเคยได้รับความนิยมทั่งประเทศอยู่พักหนึ่ง เขาใช้ชื่อบนเวทีว่า แอนท์ ดี. วงเดอะด๊อกส์เคยออกอัลบั้มเพลงออกมาแล้ว 2 อัลบั้ม เคยติดอันดับ 100 เพลงของ BILLBORD แม๊กกาซีนช่วงปี 1990 แผ่นดิสก์ของเพลงวงนี้เคยขายดีอยู่ในประเทศแถบลาติน อเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป สถานีโทรทัศน์เคยแพร่ภาพเทปการแสดงของวงนี้ ทำให้บรรดาแฟนเพลงแร๊พนับร้อยนับพันคลั่งไคล้ในท่วงทำนองอันหนักหน่วงของเสียงเบสและลีลาการเค้นที่ส่อถึงการแสดงออกอย่างเร่าร้อนทางเพศ สไตล์เพลงของวงเน้นไปทางดุเดือด เข้มข้น ผู้หญิงจะถูกเปรียบเป็นสุนัขเพศเมียหรือเป็นเครื่องเล่นทางเพศเท่านั้น "พวกเขาเกือบจะดังระเบิดแล้วตอนนั้น" บริษัทผู้อัดแผ่นเสียงรายหนึ่งในไมอามี่กล่าว "เด็กพวกนี้สามารถสร้างชีวิตอันเหลือเชื่อขึ้นมาได้อยู่สักพักหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการถีบตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ทำไม่ได้ สมาชิกคนหนึ่งลาออกจากงาน หลังจากนั้นวงก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ" เดนนิสเล่นฟุตบอลอยู่กับทีมเอดิสัน-ไฮย์ของไมอามี่และเคยไปเล่นให้กับทีมดีไฟอันซ์ในรัฐโอไฮโอระยะหนึ่ง แต่เขาเริ่มมีผลงานทางการแสดงที่นี่ก่อนที่จะลาออกมายึดอาชีพทางดนตรีแร็พ เขาทำหน้าที่เป็นนักเต้นนำในการออกแสดงบนเวที เมื่อนักร้องนำของวงแยกออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว เงินทองก็เริ่มหดหาย เดนนิสจึงตกจากสวรรค์หันมารับงานพิเศษในแผนกจัดเลี้ยงที่สโมสรของกอรัล กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์สปา ร่วมกับแม่ของมาร์ลิน บาร์นส์ ขณะเดียวกันก็ยังพยายามกลับสู่วงการเพลงให้ได้อีกครั้ง

เมื่อตำรวจนำตัวเขามาสอบปากคำ เดนนิสอ้างว่าในขณะเกิดเหตุเขาอยู่กับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ซึ่งพวกเพื่อน ๆ ของเขารับรองว่าจริง เพื่อนฝูงและญาติมิตรของลัมพ์กินส์ให้การว่า เธอเคยมีความสัมพันธ์อย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆอยู่กับเดนนิสถึง 4 ปี เพิ่งจะมาเลิกกันเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนที่จะถูกทุบจนตายนี่เอง ทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง แต่ละครั้งอยู่ในขึ้นรุนแรงทั้งนั้น เพื่อนบ้านคนหนึ่งบอก คนใกล้ชิดหลายคนบอกว่าลัมพ์กินส์เคยถูกซ้อมจนตาเขียวมาอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ส่วนญาติอีกคนหนึ่งก็บอกว่าเธอกำลังคิดจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเดนนิส ในข้อหาก่อความรุนแรงในครอบครัว ก่อนเกิดฆาตกรรม ลัมพ์กินส์เริ่มไปไหนมาไหนกับบาร์นส์ที่เคยควงกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น มัธยมปลาย เมื่อเธอตัดสินใจจะเลิกร้างกับเดนนิส เธอมาขอให้บาร์นส์ช่วยย้ายของออกจากบ้านของเดนนิส เข้าบ้านย่าของเธอให้ด้วย ตำรวจคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้น่าจะเกี่ยวพันกับการฆาตกรรมได้ แต่เดนนิสก็อ้างที่อยู่ได้แน่นอนตำรวจจึงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อหักล้าง "พยาน" พวกนั้นให้ได้ และเมื่อเดนนิสถูกจับกุมตัว นักสืบได้ชี้ประเด็นมูลเหตุจูงใจในการฆ่าว่าเป็นเพราะความหึงหวง "ตำรวจไม่มีหลักฐาน" ฝ่ายมารดาของเดนนิสกล่าว "ลูกของดิฉันไม่ได้ทำ ฉันจะเข้าข้างเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับแม่คนอื่น ๆ เหมือนกัน ดิฉันไม่เชื่อว่าเขาเป็นคนทำ และไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด" 

 


ทนายของเดนนิสคือ รอน กูราลนิคบอกว่าเดนนิสบริสุทธิ์ และกำลังจะปฏิเสธข้อกล่าวหาในการพิจารณาคดี เขาไม่ได้ทำ กูรานิคกล่าวและเปรียบเทียบกับคดี โอ.เจ. ซิมป์สันว่า "ความแตกต่างระหว่างคดีนี้กับคดีโอ.เจ. ก็คือซิมป์สันเป็นคนดังกว่าเดนนิสเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ คล้ายกันมาก" "หลักฐานที่รัฐแสดงกับผมนั้น ยังเป็นปัญหาน่าสงสัยอยู่มาก และเป็นไปได้สูงที่ปมจะฟ้องกลับ" ทนายจำเลยชี้นิ้วไปที่เจ้าของปืนที่ใช้ในการฆาตกรรมแล้วกล่าวว่า "เขาควรจะอยู่ในบัญชีผู้ต้องสงสัยอันดับแรกเลย เพราะเป็นเจ้าของปืนและเอาปืนไปซ่อนไว้โดยไม่แจ้งตำรวจจนกระทั่งตำรวจติดต่อไปหา" หลังจากนั้นตำรวจได้ไปพาตัวโจเซฟ บรินสัน ลูกพี่ลูกน้องของลาแบรนท์เดนนิสมา และตั้งข้อหาข่มขู่พยานในคดีฆาตกรรม ทั้งยังถูกตั้งข้อหาละเมิดทัณฑ์บนจากการถูกจับกุมเมื่อปี ค.ศ.1994 ในข้อหาทำร้ายร่างกายหญิงมีครรภ์คนหนึ่ง ลิตเติ้ลเองก็พูดว่า "เเม้ว่ามาร์ลินจะไม่ใช่ไมค์ ไทสัน แต่ไม่มีทางที่คนเพียงคนเดียวจะล้มเขาได้ไม่มีทาง" ในการพิจารณาคดี ชายคนที่ให้ลาแบรนท์ เดนนิส ยืมปืนไปยอมรับว่าเขาซ่อนปืนที่ไม่มีทะเบียนกระบอกนั้นไว้ใต้ที่นอน แต่เขาบอกกับลูกขุนว่าเขาไม่รู้ไม่เห็นกับการฆาตกรรม เขาไม่ทราบว่าเดนนิสต้องการปืนไปทำไม เขาแค่ให้ยืมไปเฉย ๆ เพื่อนหญิงอีกคนหนึ่งของลาแบรนท์ เดนนิส ถูกเชิญตัวมาให้การในศาล เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามจะหักล้างหลักฐานที่อาจมัดตัวเดนนิสอัยการแถลงว่าเดนนิสใช้รถของเธอในคืนวันเกิดเหตุเมื่อตำรวจไปพบกับเธอ เธอกลับบอกว่ารถของเธอถูกขโมย และถูกเผาไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกป้องเดนนิส ในการแถลงปิดคดี หลังจากดำเนินการมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ผู้ช่วยอัยการรัฐปลอร่า เซ็ฟได้กล่าวกับคณะลูกขุนว่ามีข้อพิสูจน์อย่างท่วมท้นว่าเดนนิสทุบเหยื่อทั้งสองคนจนเสียชีวิต เดนนิสเป็นคนขึ้หึงและเคยขู่จะฆ่าลัมพ์กินส์มาก่อนหน้านี้แล้วเธอกล่าว "เขาคอยติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง คอยสอดแนมดูเธอ คอยสอด คอยส่อง และสะสมความโกรธไว้มากขึ้น ๆ มาเป็นเวลากว่า 2 ปี " เซ็ฟแถลง "ทุกท่านคงทราบว่าพยานหลักฐานสามารถชี้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่ออาชญากรรมครั้งนี้" กูรานิคโต้แย้งว่า เดนนิสตกเป็นเหยื่อของการสืบสวนที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้กระทำผิดตัวจริงคือเจ้าของปืน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสิน คณะลูกขุนใช้เวลากว่า 4 ชม. เล็กน้อยก่อนที่จะลงความเห็นว่าลาแบรนท์ เดนนิสมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในวันกำหนดฟังคำพิพากษา ทนายความของเดนนิสยังพยายามที่จะรักษาชีวิตลูกความของเขาไว้ โดยกล่าวว่า เดนนิสไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็นที่จะคิดคำนวณหรือไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า เขาจึงควรถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บนเท่านั้น "นี่ไม่ใช่การฆาตกรรมเพื่อหวังผลตอบแทนอะไร" กูราลนิคกล่าว "เขาเพียงแต่ทำไปด้วยอารมณ์" 


เมื่อคณะลุกขุนลงความเห็นให้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตโดยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า เดนนิสถึงกับเป็นลมล้มพับ ทีแรกเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หลังจากที่ผู้ช่วยนายอำเภอใส่กุญแจมือและเริ่มนำเขาออกมาจากห้องพิจารณาคดี เขาจึงเริ่มเข่าอ่อนและล้มลงไปตรงแถวเก้าอี้ที่ว่างอยู่ ก่อนหน้าที่ผู้พิพากษาแมนนี้ เครสโป จะประกาศคำพิพากษาให้ประหารชีวิตนั้น


บิดามารดาของผู้ตายได้ขึ้นแถลงในศาลว่า "ฉันอยากให้แกต้องตายถึง 22 ครั้ง ให้สาสมกับความโหดร้ายทารุณที่มาร์ลินได้รับ" มารดาของมาร์ลินเป็นผู้กล่าว "มาร์ลินเป็นลูกผู้ชายมากกว่าแกมากนัก แม้แต่ในความตาย แกมันไอ้ขี้ขลาด ไอ้จอมปลิ้นปล้อนไอ้ฆาตกร และไอ้มหาโจร" "บางคนเขาอาจอภัยให้แกได้ แต่สำหรับฉันแล้วไม่มีวัน.." บิดาของลัมพ์กินส์เป็นฝ่ายพูดบ้าง "นายซาตานของแกมันทิ้งแกไปแล้ว แกจะต้องถูกเผาจนมอดไหม้" เดนนิสได้ฟังแล้วเกิดโทสะ ถลันออกจากที่นั่งจนผู้ช่วยนายอำเภอต้องรีบตะครุบตัวไว้ เขาจึงได้แต่ส่งเสียงตะโกนว่า "กูนี่แหละโว้ย..ชายแท้!" พร้อมกับเอามือทุบโต๊ะดังเปรี้ยง..."เราได้แต่จินตนาการว่า ความรู้สึกของลัมพ์กินส์ในขณะที่รู้ตัวว่าคงต้องจบชีวิตแน่นอนแล้วนั้น คงเต็มไปด้วยความกลัว ตื่นตระหนก และสิ้นหวังแต่ตัวเธอเองคงรู้สึกมากกว่านี้มากนัก" ผู้พิพากษาเครสโปกล่าว "ลาแบรนท์ เดนนิส เลือดเย็นเหลือเกินเขาวางแผนที่จะฆ่าเหยื่อทั้งสองโดยปราศจากความเกรงกลัวต่อกฎหมายหรือศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จากกรรมที่เขาก่อไว้ เขาจึงไม่สมควรจะได้รับสิทธิ์ให้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป"

เขาจึงได้แต่ส่งเสียงตะโกนว่า "กูนี่แหละโว้ย..ชายแท้!" พร้อมกับเอามือทุบโต๊ะดังเปรี้ยง..."เราได้แต่จินตนาการว่า ความรู้สึกของลัมพ์กินส์ในขณะที่รู้ตัวว่าคงต้องจบชีวิตแน่นอนแล้วนั้น คงเต็มไปด้วยความกลัว ตื่นตระหนก และสิ้นหวังแต่ตัวเธอเองคงรู้สึกมากกว่านี้มากนัก" ผู้พิพากษาเครสโปกล่าว "ลาแบรนท์ เดนนิส เลือดเย็นเหลือเกินเขาวางแผนที่จะฆ่าเหยื่อทั้งสองโดยปราศจากความเกรงกลัวต่อกฎหมายหรือศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จากกรรมที่เขาก่อไว้ เขาจึงไม่สมควรจะได้รับสิทธิ์ให้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป"




ข้อมูล - ภาพ : Cammy // Writer.Dek-D.com









Create Date : 14 สิงหาคม 2558
Last Update : 14 สิงหาคม 2558 16:19:06 น. 0 comments
Counter : 820 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.