4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
เอช. เอช. โฮล์มส์ : หมอปีศาจ (ตอนที่ 5 จบ)

ที่น่าอัศจรรย์ไปกว่านั้น หมอโฮล์มส์ยังพาลูกของนางแครีอีกสามคนเดินทางไปด้วย โดยบอกพวกเด็ก ๆ ว่าจะพาไปฝากญาติเลี้ยง โดยที่ทั้งสามกลุ่มต่างไม่เห็นกันไม่พบกัน คนทั้งสามกลุ่มถูกหมอโฮล์มส์เล่นละครชักนำไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองเบอร์ลิน รัฐเวอร์มอนต์ ตอนแรกหมอโฮล์มส์คิดกำจัดนางแครีเพื่อลดภาระ แต่นางแครีไหวตัวทัน ทำให้เธอและลูกสองคนรอดตายอย่างหวุดหวิด วันที่ 31 ตุลาคม นักสืบไล่ตามหมอโฮล์มส์ทันที หลังได้ข่าวว่าเขาอยู่ในเมืองกิลแมนตันในรัฐนิวแฮมเชียร์ บ้านเกิดของเขา หมอโฮล์มส์ต้องย้อนกลับบ้านเกิด พ่อแม่ของโฮล์มส์ตกใจมากที่เห็นลูกชายที่ได้ข่าวว่าตายแล้ว กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง หมอโฮล์มส์ใช้ลิ้นสองแฉกแก้ตัวว่าหลายสิบปีมานี้เขาสูญเสียความทรงจำเพราะศีรษะถูกฟาดเพราะโจรปล้น เขาจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร กว่าจะได้ความจำกลับมาก็ไม่นานมานี้เอง และสิ่งแรกที่เขาจำได้คือพ่อแม่ที่เขารักยิ่ง (โกหก) นิยายน้ำเน่านั้นทำให้แม่ของเขาเชื้อสนิทใจ ด้านตำรวจก็เริ่มประสานงานกันเพราะกลัวว่าเขาจะหนีออกนอกประเทศ หมายจับหมอโฮล์มส์ปลิวว่อนโดยของรัฐฟิลาเดลคือฉ้อโกง ส่วนของรัฐเท็กซัสคือคดีปล้นม้า


○ ครอบครัวพิทีเซล
ครอบครัวของเบนพิทีเซลมีสมาชิกในครอบครัว 7 คน สมาชิกนี้ประกอบด้วย เบน พิทีเซล หัวหน้าครอบครัว ภรรยาแครี พีทีเซล และลูก ๆ อีก 5 คน ในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 5 อลิซ พิทีเซล ลูกสาวคนที่ 2 วัย 15 ปี นับว่าโชคร้ายสุด เพราะเธอถูกหมอโฮล์มส์ข่มขืน และใช้เธอเป็นเครื่องมือหลอกเอาเงินประกัน ที่หมอโฮล์มส์เลือกอลิซเพราะเธอไร้เดียงสา หลอกง่าย หากเอานางแครีไปยืนยันศพเบน พีทีเซล เธออาจเห็นพิรุธและโวยวายว่าเบนถูกฆาตกรรม หลังจากกลับมาจากฟิลาเดนเฟีย หมอโฮล์มส์บอกแครีว่าอันที่จริงเบนไม่ตาย เขาพูดจาโน้นน้าวให้นางแครีทิ้งลูกสองคน คือโฮเวิร์ดและเนลลีไว้ให้เป็นเพื่อนกับอลิซ เพื่อให้เธอเดินทางไปพบสามีได้โดยสะดวก และไม่เป็นที่สังเกตของตำรวจ ด้วยคำพูดของหมอโฮล์มส์ฟังดูมีเหตุผลทำให้นางแครีจึงยอมให้อลิซ โฮเวิร์ด และเนลลีอยู่ในการดูแลของหมอโฮล์มส์ ในช่วงเวลาที่เธอลักลอบไปพบสามี หมอโฮล์มส์บอกเธอว่าได้ฝากลูกทั้งสามไว้กับญาติสนิทเพื่อว่าเขาจะสามารถเดินทางร่วมไปกับนางแครีได้ ความจริงสามีของนางแครีถูกฆ่าแล้ว โดยอลิซร่วมเป็นพยานยืนยันศพ ความจริงอีกคืออลิซ โฮเวิร์ด และเนลลี ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับญาติของหมอโฮล์มส์ แต่เด็กทั้งสามเดินทางไปกับแม่ไปยังเมืองต่างๆ โดยรถไฟขบวนเดียวกันแต่เป็นคนละตู้ พักคนละห้อง และด้วยเด็กทั้งสามนั้นเป็นภาระมาก และเป็นการยากในการเล่นละครสลับฉากไปมา หมอโฮล์มส์เลยตัดสินใจฆ่าเด็กทั้งสาม



ตอนที่หมอโฮล์มถูกจับกุม ตำรวจพบกล่องดีบุก บรรจุจดหมายห่อใหญ่จากอลิซและเนลลี เขียนถึงแม่และยายแต่ไม่เคยถูกส่งถึงมือผู้รับเนื้อความในจดหมายนั้นช่วยให้ตำรวจได้หลักฐานพยานประกอบหลายชิ้นหลายคน

หมอโฮล์มส์เช่าห้องให้เด็ก ๆ ทั้งสามอยู่อาศัยระหว่างเดินทางไปพบพ่อ (ซึ่งตายแล้ว) เด็กชายโฮเวิร์ด พีทีเซล ทำให้หมอโฮล์มหงุดหงิดใจมากที่สุด เพราะชอบจู้จี้ขี้บ่นเรื่องที่พักคับแคบ โฮเวิร์ดเลยถูกฆ่าเป็นคนแรก วันที่ 3 ตุลาคม หมอโฮล์มส์วางแผนให้โฮเวิร์ดช่วยเขาถืออุปกรณ์ผ่าตัดบางชิ้น เช่น มีดและเลื่อย นำไปลับให้คมที่ร้านลับมีด แต่หลังจากนั้นโฮเวิร์ดก็หายไป หมอโฮล์มส์บอกเด็กหญิงทั้งสองที่เริ่มขวัญเสียว่า โฮเวิร์ดทนอึดอัดไม่ไหว ขอไปพักอยู่บ้านญาติ อันที่จริงหมอโฮลืมส์พาโฮเวิร์ดไปยังกระท่อมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอินเดียนาโปลิส เขตชนบทชานเมืองเออร์วิงตัน หลังจากเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย โฮเวิร์ดถูกลอบวางยา หมอโฮล์มส์เล่าว่า “ทันทีที่ยาออกฤทธิ์ เด็กน้อยหยุดหายใจ ฉันตัดร่างของเขาออกเป็นชิ้น ยัดลงไปในเตาหุงต้ม โดยมีก๊าซและซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิง ฉันเผาชิ้นส่วนของเขาทีละชิ้นอย่างใจเย็นประดุจว่ามันเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่ง” ตำรวจทำการค้นบ้านหลังนั้นในเวลาต่อมา ตำรวจพบชิ้นส่วนต้นขาสะโพก กะโหลกอยู่ในเตา และยังมีอวัยวะบางส่วนที่ไหม้ไม่หมดแห้งติดอยู่ในเตา เช่น กระเพาะ ตับ และม้าม



นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องแต่งกายของเด็กน้อยอยู่ในกระท่อมด้วยเช่นกัน 25 ตุลาคม หมอโฮล์มส์พาอลิซและเนลลีเดินทางโปโตรโต เช่าบ้านบนถนนวินเซอร์ให้เด็กพักอาศัย เขาเล่าว่า “ฉันบังคับเด็กสองคนเข้าไปในหีบใบใหญ่ๆ ที่มีรูเล็กๆ บนฝาหีบ ฉันปิดฝาและปล่อยเด็กไว้เช่นนั้นขณะออกไปข้างนอกหาความรื่นรมย์จนกว่าจะถึงเวลาที่ฉันนึกอยากจะกลับมาฆ่าเด็ก ห้าโมงเย็น ฉันยืนจอบจากเพื่อนบ้าน และโทรศัพท์คุยกับแครีแม่ของเด็กอย่างสนิทสนม จากนั้นออกไปกินอาหารมื้อเย็น หนึ่งทุ่มฉันกลับไปพบแครีที่โรงแรม ช่วยเธอขนของเดินทางออกจากโตรอนโดกลับไปยังนิวยอร์ก” นางแครีไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่าขณะที่เธอกำลังซึ้งน้ำใจหมอโฮล์มส์อยู่นั้น ลูกสาวสองคนของเธอกำลังอ้าปากพะงาบ ๆ หาอากาศหายใจอย่างทรมานในหีบที่ห่างออกไปไม่ไกล สองทุ่มกว่า ๆ หมอโฮล์มส์กลับมาที่บ้านเช่าอีกครั้ง “ฉันจบชีวิตเด็กทั้งสองโดยแหย่แก๊สเข้าไปในรูเล็ก ๆ บนฝาหีบ ฉันมองดูหน้าเด็ก ๆ ที่เขียวคล้ำเพราะขาดอากาศและพยายามสูดหายใจจนใบหน้าบูดเบี้ยว เมื่อเด็กทั้งสองตายฉันขุดหลุมตื้น ๆ ที่พื้นดินในห้องใต้ดิน ถอดเสื้อผ้าจนศพเปลือยเปล่าอย่างไร้น้ำใจ ฉันโยนร่างทั้งสองลงไปในหลุมให้เนื้อหนังมังสาสัมผัสกับความเย็นเฉียบของพื้นดินโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ฉันรู้สึกปีติที่ได้เห็นภาพเช่นนั้น”

ตำรวจพบศพในอีกหลายเดือนถัดมา ศพของอลิซนอนตะแคงหัวหน้าไปทางทิศตะวันตก เนลสีนอนคว่ำ มีเพียงเปียผมปกปิดแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า ตำรวจยกร่างเนลลีขึ้นก่อนเพราะเธอนอนทับพี่สาว แต่โดยสภาพศพที่อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยมาก น้ำหนักของเปียผมได้ดึงหนังกระโหลกหลุดออกจากศีรษะ ตำรวจจึงค่อย ๆ ใช้ผ้าสอดเข้าไปใต้ศพแล้วยกขึ้นพร้อมกัน ศพของเด็กหญิงทั้งสองถูกตำรวจนำไปฝังที่สุสานเซนต์ เจมส์

จุดจบ
ตั้งแต่หมอโฮล์มถูกจับกุมดำเนินคดี จนถึงวันประหารชีวิต หมอโฮล์มส์ให้การสารภาพครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเปลี่ยนเนื้อหาเรื่อยๆ แม้แต่คำให้การในศาลก็ยังไม่คงเส้นคงวา อีกทั้งหลักฐานที่ตำรวจพบก็ไม่สามารถปะติดปะต่อว่าหมอโฮล์มส์เป็นคนฆ่าจริงเหรอ? จนตำรวจหลายคนยอมรับว่าหมอโฮล์มส์เป็นนักโกหกที่ยิ่งใหญ่ เรื่องเล่าของเขามันมีสีสัน รายละเอียดถูกแต่งเดิมจนหลายคนเชื่อในเรื่องที่เขาเล่า หมอโฮล์มส์ถูกจับกุมในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1894 ที่เมืองบอสตัน โดยฝีมือนักสืบที่ร่วมมือกับตำรวจ ครั้งแรกหมอโฮล์มส์รับสารภาพว่าเขาฉ้อโกงในฟีลาเดลเฟียจริงเพราะไม่อยากเข้าคุกเท็กซัส และเขายังใส่ร้ายป้ายสีนางแครี พิทีเซลจนเธอถูกจับดำเนินคดีด้วย 20 กรกฎาคม 1895 ตำรวจชิคาโกพบเงื่อนงำวัตถุพยานที่นำไปสู่การฆาตกรรมต่อเนื่องใน “ปราสาท” ของหมอโฮล์มส์ สื่อมวลชนประโคมข่าวแบบใหญ่โต และยิ่งค้นหาหลักฐานมากเท่าไหร่ ข้อเท็จจริงยิ่งมากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นว่าหมอโฮล์มส์กลายเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนมากที่สุดในหลายปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนเริ่มเห็นโอกาส ทำหนังสือ ทำพิพิธภัณฑ์ เกี่ยวกับหมอโฮล์มส์ และบางสำนักพิมพ์ก็ทำหนังสือแปลเป็นภาษาต่างๆ เพื่อส่งออกไปขายในต่างประเทศ

ช่างฤดูร้อน 1895 หมอโฮล์มส์ได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ “หมอโฮล์มส์เล่าเอง” โดยมีเจตนาเพื่อให้ภาพลักษณ์ของตนเองดีขึ้น จนสาธารณะชนเกิดความเห็นอกเห็นใจคล้อยตามเนื้อหาหนังสือที่เขาอ้างว่าเขาฆ่าคนเพราะความชอบธรรม หมอโฮลืมส์เล่ารายละเอียดชีวิตความเป็นอยู่ของตน หนังสือสะท้อนว่าตัวตนของเขามีปีศาจสิง ทำให้เขาชอบโกหก กลับกลอกไปเพื่อสร้างภาพตนเอง แน่นอนเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือหลายส่วนโกหกและแต่งขึ้นเอง ในเรื่องแต่งที่โฮล์มส์เขียนขึ้น จะเห็นได้ว่าเขาคือคนที่มีความสามารถที่เก่งกาจ อุดมไปด้วยปัญญา ไหวพริบมากมาย เพื่อช่วงชิงชัยชนะจากเหล่าตำรวจ และศัตรูที่จ้องล้างแค้น เขาต้องสู้อุปสรรค์เหล่าคนร้ายคนเล่า ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย จนนักวิจารณ์กล่าวว่าหมอโฮล์มส์น่าจะเอาดีทางเขียนนิยายมากกว่าจะจับมีดเหมอมากกว่า

ตามเนื้อหาของเขา หมอโฮล์มพยายามเล่าเรื่องที่เขาต้องทนทุกข์ห้องขัง เขาเล่าว่ามีแต่ช่องหน้าต่างแคบๆ ให้แสงแดดส่องเพียงบานเดียว ทางเข้าติดตรึงด้วยลูกกรงเหล็ก ที่นอนเขากระด้างเหมือนยัดด้วยฟาง อีกทั้งเขาโดนจำกัดการเขียนจดหมายซึ่งเขาให้ส่งจดหมายได้เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น นั้นทำให้เขาเครียดมากๆ จนน้ำหนักขึ้น 10 กิโลกรัม จนรู้สึกว่าเขาด้อยค่าไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สุดเหนือความทุกข์ใด ๆ ที่ประสบมา หลังคดีฉัอโกง หมอโฮล์มส์ถูกนำตัวมาขึ้นศาลอีกครั้งในข้อหาฆ่า เบนจามิน พิทีเซล นอกจากนี้ยังมีหลายคดีในท้องที่อื่นๆ เช่น สาลโตรอนโตในคดีสังหารอลิซและเนลลี พีทีเซล ศาลอินเดียนาโปลิสในคดีฆ่าโฮเวิร์ด พิทีเซล ศาลชิคาโกในคดีสังหารเหยื่อมากมายที่ ”ปราสาท”

ตอนแรกหมอโฮล์มส์ว่าจ้างทนายแก้ต่างสองคน และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แม่ของหมอโฮล์มส์เขียนจดหมายถึงหมอโฮล์มส์ว่า “พูดความจริงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” แต่หมอโฮล์มส์ไม่สนใจคำแม่ วันที่ 28 ตุลาคม 1895 คดีของหมอโฮล์มส์เกิดอลวนเมื่อทนายความทั้งสองปฏิเสธการทำหน้าที่เพราะศาลไม่ยืดเวลาออกไปอีกสองเดือนตามที่ทนายความขอเพราะเตรียมคดียังไม่เสร็จ ผู้พิพากษาจะเพิกถอนสิทธิในการทำอาชีพทนายความหากบิดพลิ้วไม่ยอมว่าความ แต่แล้วหมอโฮล์มส์ก็หักเหลี่ยมศาลโดยไล่ทนายความออกโดยอ้างว่าไม่พอใจกับการทำงานและเขาขอจ้างทนายความชุดใหม่เข้ามาแทน แต่ศาลไม่ยอมรับคำแก้ตัว สั่งให้ทนายความชุดเดินทำงานต่อไป กระนั้นทนายความคนหนึ่งก็ประท้วงด้วยการเดินออกจากห้องพิจารณาคดี หมอโฮล์มส์เลยทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ศาลอเมริกา หมอโฮล์มส์ขอต่อศาลขอเป็นทนายแก้ต่างตนเอง แนวคิดของโฮล์มส์ได้กลายเป็นต้นแบบให้ฆาตกรรายอื่น ๆ เลียนแบบในเวลาต่อมา ศาลรับฟังเพราะตามกฎหมายอเมริกาทุกคนมีเสรีภาพ และเมื่อโฮล์มส์กลายเป็นทนายแก้ต่างตนเอง เขาใช้ลีลาว่าความทำให้ทนายมืออาชีพเป็นต้องอาย มีทั้งมุกหลอกล่อที่สะท้อนถึงความเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายของเขาได้เป็นอย่างดี

เมื่อการพิจารณาคดีเริ่มต้น อัยการเปิดเผยเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจแม้แต่หมอโฮล์มส์ต้องอึ้ง เขาพยายามวางแผนแก้ต่างกับทนาย แต่แทบหาทางต่อสู้ไม่ได้เลย อัยการเล่นเกมโดยบอกถึงวิธีการฆ่าเบน พิทีเซลแบบเลือดเย็นเพื่อเอาเงินประกัน พร้อมพิสูจน์ว่าศพที่พบคือเบน พิทีเซลตัวจริง ไม่ใช่ศพคนไข้ที่หมอโฮล์มส์มาสวมรอยตามที่อ้าง และเบน พีทีเซลตายเพราะถูกวางยา ไม่ใช้ฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุ และอธิบายเหตุจึงใจมากมายที่ทำให้หมอโฮล์มส์จงใจฆ่ามือขวาของตน ตรงกันข้ามฝ่ายจำเลยไม่มีหลักฐานพยาน มาหักล้างของฝ่ายโจทก์ หมอโฮล์มส์ใช้วิธีชี้แจงแบบสั้นๆ ว่า “โต้ถียงก็เปลืองพลังงาน เพราะคณะลูกขุนที่ใจเป็นกลางย่อมเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเบน พิทีเซลฆ่าตัวตาย ไม่ใช้ฆาตกรรม” หมอโฮล์มส์พยายามกล่าวโน้มน้าวคณะลูกขุนให้เชื่อว่าเรื่องที่อัยการเล่าเป็นเพียงนวนิยายที่แต่งขึ้นตามจินตนาการของอัยการ อุดมไปด้วยฉากสยองขวัญ

เหมาะที่จะไปสร้างภาพยนต์มากกว่าเรื่องจริงที่จะมาเล่าในศาล แต่ผู้พิพากษากล่าวคณะลูกขุนว่า “บางครั้งเรื่องเจริงที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านิยาย เรื่องราวซะตากรรมของครอบครัวของพิทีเซลนั้นเป็นเรื่องจริง มันแสดงถึงความสามารถและความคิดของคนอย่างเหลือเชื่อเท่าที่ศาลเคยพบ และแปลกประหลาดกว่านิยายเรื่องใดๆ ที่เคยอ่าน” หลังคดีสิ้นสุด คณะลูกขุนใช้เวลาประชุมลับ 3 ชั่วโมง และมีผลเอกฉันท์ว่า หมอโฮล์มส์หรือเฮอร์แมน เว็บสเตอร์ มัดเก็ตต์ มีความผิดจริงในข้อหาฆ่าเบน พีทีเซลโดยเจตนา (ความจริงคณะลูกขุนตั้งสินใจได้ตั้งแต่การซักพยานจบลงแล้ว แต่เพื่อไม่ให้น่าเกลียดเกินไป ศาลเลยเชิญประชุมทานอาหารร่วมกันเป็นการฆ่าเวลาก่อนจะออกมาแถลงผล) วันที่ 18 พฤศจิกายน ทนายความประจำตัวของหมอโฮล์มส์ร้องขอต่อศาลสูงเพนซิลเวเนีย ขอให้มีการพิจารณาคดีอีกครั้ง โดยอ้างว่าผู้พิพากษาคนเดิมปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดถึง 13 ประเด็น ศาลสูงไม่รับฟังและยืนคำพิพากษาเดิมคือโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ แต่ต้องชะลอการประหารเพราะหมอโฮล์มส์ยังมีคดีอื่น ๆ รออีกมากมาย หลังรู้ว่าเรื่องโทษประหาร หมอโฮล์มมีสภาพท่าทีเงียบสงบ เรียบเฉย 9 เมษายน 1896 หมอโฮล์มส์เซ็นรับสารภาพในเอกสารยาวเหยียดซึ่งมีเนื้อความบรรยายว่าเขาเป็นผู้ลงมือเหยื่อทั้งหมด 27 คน และพยายามฆ่าแต่เหยื่อหลบหนีไปได้ 6 คน

แต่ตัวเลขทั้งหมดตำรวจไม่เชื่อ เพราะจากหลักฐานจำนวนเหยื่อที่หมอโฮล์มส์ฆ่ามากกว่านั้น แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เห็นได้จากบันทึกคำรับสารภาพยาวเหยียดฉบับนั้นคือ “ความงก” ของหมอโฮล์มส์ เขาทำมาหากินจนนาทีสุดท้าย เพราะแท้ที่จริงคำรับสารภาพที่บรรยายภาพละเอียดราวนวนิยายเล่มโตนั้น เกิดจากค่าจ้าง 7,500 เหรียญที่เจ้าพ่อวงการหนังสือพิมพ์วิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์สท์จ่ายให้เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของเขา และหมอโฮล์มส์ยังไม่ละเลิกวางแผนการที่สิ้นหวังเพื่อรักษาชีวิตจนนาทีสุดท้าย โดยเขียนจดหมายถึงนางแครี พิทีเซล พยานคนสำคัญที่ปรับปรำเขาว่าเขายินยินดีจ่ายเงินที่โกงไปจากสามีเธอคืนให้หมดหากเธอกลับคำให้การเพื่อให้เขาลดโทษ นอกจากนี้หมอโฮล์มส์ก็เขียนจดหมายทำนองเดียวกันให้กับนายตำรวจเจจ้าของคดีโดยมีสิ่งล่อใจคือรายชื่อของผู้ร่วมทำการฆาตกรรมทั้งหมด แต่ทั้งสองไม่กินเหยื่อล่อ

วันที่ 7 พฤษภาคม 1896 คุกโมยาเมนซิง หมอโฮล์มส์กินอาหารมากเป็นพิเศษ หลังอิ่มหนำสำราญ เขาเขียนพินัยกรรมแบ่งสมบัติแก่ภรรยาและลูกทั้งหลาย ที่เนื้อหาคลุมเครือที่มีความเป็นไปได้สูงที่เกิดศึกชิงมรดกในวันข้างหน้า จากนั้นก็เขียนจดหมายถึงภรรยาทุกคน ญาติสนิท แม้กระทั้งญาติและเพื่อนของเหยื่อที่เขาสังหาร เมื่อเสร็จสิ้นเขาก้าวไปตามทางเดินพร้อมผู้คุมและนายอำเภอ ขึ้นไปตะแลงแกง พระคาทอลิกที่เขานับถือตามขึ้นไปด้วย หมอโฮล์มส์มองดูสักขีพยาน 51 คนอย่างอาการสงบ และกล่าวคำพูดก่อนตายที่ดูสับสน และเป็นการโกหกตลบตะแลงครั้งสุดท้ายของหมอโฮล์มส์ “ถ้ากล่าวถึงการทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ทั้งชีวิตผมเคยทำให้ผู้หญิงเพียงสองคนเสียชีวิตด้วยมือผมเอง ผมอยากจะเน้นย้ำเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีกต่อไปนับจากนี้ว่าผมไม่เคยฆ่าสมาชิกในครอบครัวพีทีเซลแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าเป็นเด็กทั้งสาม หรือผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีผลให้ผมเข้าสู่หลักประหารในวันนี้ และผมไม่เคยลงมือทำฆาตกรรมทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมอยากพูด” เฮอร์แมน เว็บเตอร์ มัดเก็ตต์ สิ้นชีวิตในวัย 35 ปี และความลับอีกมากมายก็ถูกกลบฝังไว้ใต้ดินพร้อมกับร่างของเขา

# นิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนจบ ดูเหมือนว่าหมอโฮล์มส์กังวลมากพอสมควรที่ว่า หลังตนเองตาย และศพที่ถูกฝังจะถูกพวกขโมยศพทั้งหลายมารุมทึ้งศพเขาไปขายในโรงเรียนแพทย์ เนื่องจากมีโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งเสนอเงินให้ทนายความเขาถึง 5,000 ดอลลาร์เพื่อแลกกับศพหมอโฮล์มส์ หมอโฮลืมส์กลัวเรื่องนี้มากๆ จึงได้สั่งเสียไว้ในพินัยกรรมว่าศพของเขาต้องบรรจุลงโลงไม้สน เติมซีเมนต์ให้เต็มโลงให้มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน เททับด้วยซีเมนต์หนา 2 ฟุตอีกชั้น เรียกเทคนิคนี้ว่าซีเมนต์เตชั่น (Cementation) ซี่งวิธีนี้โดยถูกนำไปใช้ในการฝังศพประธานาธิบดีลินคอล์นมาแล้ว ส่วนปราสาทของหมอโฮล์มส์ ภายหลังถูกรื้อถอนเนื่องจากการสำรวจตรวจสอบพบว่าโครงสร้างปราสาทผิดหลักมีสิทธิถล่มได้ ถ้าบ่อยทิ้งไว้ กินเนสส์บุ๊คได้บันทึกสถิติการฆาตกรรมของหมอโฮล์มส์ไว้ว่า “เป็นนักฆ่าที่ลงมือสังหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรม”

และในตอนที่ศาลเบิกตัวพยานสองครั้ง ครั้งแรกเป็นภรรยาของเบน ทิพีเซล พร้อมวัตถุพยานคือจดหมายที่อลิซและเนลลีเขียนถึงแม่โดยให้หมอโฮล์มส์ไปส่ง (แต่หมอโฮล์มส์เก็บเอาไว้) อัยการใช้จดหมายเหล่านี้เปิดอ่านในศาล จนคนในศาลทั้งหมดในศาลร่ำไห้เมื่อได้ฟังเนื้อหาจดหมาย มีแต่หมอโฮล์มส์คนเดียวในศาลเท่านี้ที่เงียบเฉย กำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนอะไรบางอย่างลงกระดาษ วันต่อมา พยานคนที่สองคือภรรยาคนที่สามของหมอโฮล์ม เธอเล่าเรื่องหมอโฮล์มส์เป็นคนใจดี เธอรักหมอโฮล์มส์ ซึ่งมาคราวนี้หมอโฮล์มร่ำไห้ในศาลเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่นงงว่าหมอโฮล์มส์จะร้องไห้ทำไม?










Create Date : 14 กรกฎาคม 2558
Last Update : 14 กรกฎาคม 2558 15:39:56 น. 0 comments
Counter : 626 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.