4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
อุม เซติ : สตรีระลึกชาติแห่งไอยคุปต์


อุม เซติ สตรีปริศนาที่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักบวชหญิง

แห่งไอยคุปต์ กลับชาติมาเกิดใหม่


เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้เป็นนวนิยายที่แต่งขึ้นมา แต่ถึงอยา่งนั้นก็คงต้องขอแนะนำสักหน่อยว่า ยังไงก็ต้องใช้วิจารณญาณในการพินิจพิเคราะห์เรื่องราวประกอบไปด้วยนะคะ


ความพิศวงของเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1908 เมื่อเด็กหญิงอายุ 4 ขวบ ชาวไอริช แต่เกิดในอังกฤษนามว่า โดโรธี หลุยส์ เอดี ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อังกฤษกับครอบครัว แต่ก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นในห้องจัดแสดงโบราณวัตถุของอียิปต์เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยแทนที่จะเกินดูโบราณวัตถุอย่างเงียบ ๆ แต่กลับวิ่งอย่างรื่นเริงไปทั่วโถงจัดแสดง บ้างก็วิ่งไปจูบเท้ารูปปั้น บางทีก็วิ่งไปเกาะกระจกจ้องมองิส่งของที่จัดแสดงอย่างไม่ละสายตา พอพ่อและแม่ของโดโรธีมาเรียก เด็กหญิงตัวน้อยกลับพูเพียงแค่ว่า "ปล่อยหนูไว้ที่นี่เถอะค่ะ พวกนี้คือคนของหนูเอง"


คำพูดแปลกประหลาดของหนูน้อยโดโรธีที่ดูจะหลงใหลในอารยธรรมอียิปต์โบราณเป็นพิเศษมีที่่มาที่ไปที่น่าพิศวงไม่แพ้กัน ตรงนี้โดโรธี เอดีได้เล่าถึงประวัติของตัวเธอเองว่าเมื่อตอนที่เธออายุได้ 3 ขวบ เธอประสบอุบัติเหตุตกบันไดหลายขั้นจนสลบไสลไม่ได้สติ เมื่อนำไปส่งโรงพยาบาลแพทย์ก็ได้ช่วยอย่างเต็มความสามารถ แต่ทว่าก็ไม่สามารถยื้อชีวิตหนูน้อยไว้ได้ สุดท้ายแพทย์ก็ได้ออกใบมรณบัตรให้กับโดโรธีเป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว ทว่าหลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น หนูน้อยฟื้นคืนสติขึ้นมาดังเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สามารถพูดคุย กินอาหาร และมีสติสัมปชัญญะเหมือนเดิมทุกประการ สร้งาความประหลาดใจให้ทั้งแพทย์และครอบครัวเป็นอันมาก ซึ่งการ "ฟื้นคืนชีพ" ในครั้งนี้นอกจากจะได้สติที่สมบูรณ์กลับคืนมาแล้ว โดโรธียังได้ "บางสิ่ง" ที่มากกว่าเดิมติดตัวมาด้วยเช่นกัน




ศิลาจารึกโรเซตต้าที่อุม เซติอ้างว่าเธอเคยอ่านจารึกเหล่านี้

ได้มาก่อนเพียงแต่ลืมไปหมดแล้ว


เธอเล่าว่าหลังจากที่เธอฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วนั้น เธอก็เฝ้าฝันถึงโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่มีโถงเสาเรียงราย นอกจากนั้นยังฝันถึงสวนและแมกไม้นานาพันธุ์ ต่อจากนั้นเธอก็พร่ำบอกกับครอบครัวอยู่ตลอดเวลาว่าเธออยากกลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่ ณ เวลานั้นเธอก็อยู่ที่บ้านของเธอในประเทศอังกฤษกับครอบครัวอยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของเธอก็ซื้อหนังสือสารานุกรมสำหรับเด็กมาให้โดโรธีอ่าน ซึ่งในนั้นก็มีเรื่องราวของอารยธรรมอียิปต์โบราณเช่นกัน เมื่อโดโรธีเปิดไปพบเข้ากับ "ศิลาจารึกโรเซตตา" ซึ่งเป็นศิลาจารึก 3 ภาษา ที่แชมโปลิยง ชาวฝรั่งเศาใช้ถอดความภาษาอียิปต์โบราณได้สำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1822 เธอก็บอกอย่างมั่นใจว่าเธอเคยอ่านอักขระพวกนี้มาก่อนแน่ ๆ เพียงแต่ตอนนี้เธอลืมมันไปหมดแล้ว


เมื่อตอนที่โดโรธีอายุได้ราว 7 ขวบ เธอได้อ่านหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งมีภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายว่า "วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ที่อไบดอส" เมื่อได้เห็นภาพนั้นเด็กน้อยก็ร้องอุทานขึ้นมาทันทีเลยว่า "นี่บ้านของหนูเองค่ะ นี่คือบ้านที่หนูเคยอยู่" นอกจากนั้นแล้วเธอก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า "แล้วทำไมมันพังหมดแล้ว แล้วสวนล่ะอยู่ทีไหน?" ณ เวลานั้นพ่อของเธอได้แต่เพียงปลอบลูกและบอกว่า ในทะเลทรายของอียิปต์แบบนั้นมันไม่มีสวนอย่างที่ลูกว่ามาหรอก แต่สุดท้ายแล้วคนที่เข้าใจผิดไม่ใช่เด็กน้อยโดโรธี แต่เป็นคุณพ่อของเธอเองต่างหาก


ด้วยความคลั่งไคล้ในอียิปต์โบราณ โดโรธีจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าใกล้อียิปต์ เธอใช้เวลาว่างในการศึกษาอียิปต์วิทยา ซึ่งก็ได้นักอียิปต์วิทยาแนวหน้าในสมัยนั้นอย่า เซอร์ เออร์เนส วอลลิส บัดจ์ ช่วยสอนให้ทั้งศาสตร์แห่งอียิปต์วิทยาและวิธีการอ่านอักษรภาพอียิปต์โบราณที่เธอเคยบอกว่าคุ้นตาจากศิลาโรเซตตา จนถือได้ว่าโดโรธีเองก็เป็นหนึ่งในนักวิชาการด้านอียิปต์ที่เก่งกาจคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเธออายุได้ 27 ปี ก็ได้ออกเดินทางไปหางานทำที่ลอนดอน เธอทำงานวาดการ์ตูนการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเอกราชของอียิปต์จากประเทศอังกฤษ ซึ่งที่นี่เองที่โดโรธีได้พบกับหนุ่มชาวอียิปต์ ทั้งคู่แต่งงานกันและย้ายมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่อียิปต์ในปี ค.ศ. 1933 ก่อนที่จะมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน เธอตั้งชื่อลูกขายของตนว่า "เซติ (Seti) ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ "อุม เซติ" ซึ่งหมายความว่า "มารดาแห่งเซติ" ในภาษาอาหรับนั่นเอง


บ่อยครั้งในยามค่ำคืน อุมเซติจะได้ยินเสียงประหลาดคล้ายภาษาอียิปต์โบราณพร่ำเรียกถึงเธอ บางครั้งทำให้เธอตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งเธอก็ได้บันทึกเรื่องราว ณ เวลาที่ตัวเธอเองอยู่ในภวังค์นั้นด้วยเช่นกัน โดยเธอบอกว่า เธอเขียนมันเองโดยอัตโนมัติซึ่งเรื่องราวในนั้นก็ได้บอกถึงว่าในอดีตนั้น เธอเคยเป็นนักบวชหญิงที่มีชื่อว่า "เบนท์เรชีต" ซึ่งในช่วงที่เธอมีอายุได้ 12 ปีก็ได้เข้าไปรัชใช้ฟาโรห์เซติที่ 1 ในพระราชวัง ซึ่งหลังจากนั้นเธอกับเซติที่ 1 ก็ได้นัดพบกันที่สวนในวิหารหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งก็แน่นอนว่าเธอไม่ได้เป็นมเหสีที่ถูกต้อง แต้เป็นเพียงชู้รักลับ ๆ ขององค์ฟาโรห์เท่านั้นเอง


เวลาผ่านไป สามีของอุมเซติต้องมีภารกิจไปสอนหนังสือที่อิรัก ทำให้อุม เซติและลูกชายตัดสินใจย้ายมาตั้งหลักที่พีระมิดแห่งกิซ่า รับงานเป็นช่างเขียนแบบอยู่กับคณะนักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเธอก็ทำได้ดีเสียด้วย 


ในช่วงปี ค.ศ. 1952 และ ค.ศ. 1954 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุมเซติเมื่อเธอตัดสินใจเดินทางไปอไบดอส "บ้าน" ที่เธอใฝ่ฝันจะ "กลับมา" ทั้งชีวิตอุมเซติพยายามหางานทำให้ใกล้วิหารแห่งเซติที่ 1 มากที่สุด แต่ ณ เวลานั้นหมู่บ้านในอไบดอสทั้งไฟฟ้าและน้ำประปายังเข้าไม่ถึง แถมไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษอีกด้วย สุดท้ายในปี ค.ศ. 1956 อุมเซติก็ได้งานที่อไบดอสจนได้ โดยรับหน้าที่เป็นคนคัดลอกภาพจารึกบนผนัง ได้รับเงินวันละสองดอลลาร์ มาถึงเวลานี้เธอไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว เพราะว่าสามีของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่คูเวตพร้อมกับนำลูกชายไปอยู่ด้วย




วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ในนครอไบดอส



ที่อไบดอส อุมเซติพักอาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ ของชาวนาแถวนั้น เธอเข้าออกวิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 เป็นว่าเล่นจนชำนาญทางเป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าเธอรับหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์พิเศษให้กับคนที่เข้ามาชมวิหารซึ่งก็ทำให้เธอมีความสุขมาก เพราะเหมือนกับว่าเธอได้ใช้ชีวิตที่แท้จริงของเธออีกครั้งในฐานะนักบวชหญิงในวิหารแห่งอไบดอส นั่นจึงทำให้อุม เซติมีความสุขกับสิ่งที่ทำเป็นอันมาก


หนึ่งในความน่าทึ่งของอุม เซติที่สร้างความฉงนฉงายให้กับนักอียิปต์วิทยาที่ทำงานกับเธอก็คือความสามารถพิเศษเข้าขั้น "สัมผัสที่หก" ในการระบุตำแหน่งโบราณสถานต่าง ๆ ของอไบดอส อย่างที่เสนอไปแล้วว่าหลังจากที่เธอ "ฟื้นคืนชีพ" ขึ้นมาจากความตาย เธอก็ฝันเห็นโครงสร้างอาคารซึ่งก็คือวิหารแห่งอไบดอสพร้อมทั้งถามถึง "สวนประดับ" ของวิหารมาโดยตลอด ซึ่งตรงนี้ ดร.ฮันนี่ เอล ซีนี นักอียิปต์วิทยาที่เป็นเพื่อนร่วมงานคนสนิทของอุม เซติต้องทึ่งกับความสามารถอันชวนพิศวงตรงนี้เต็ม ๆ เพราะว่าอุม เซติสามารถระบุตำแหน่งของ "สวนประดับ" ในวิหารแห่งอไบดอสซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายได้อย่างแม่ยำ ซึ่งที่ตรงนั้นมีการขุดค้นพบรากไม้และคลองชลประทานที่ถูกทราบทับถมไว้นานนับพันปี เป็นที่น่าพิศวงเป็นอันมากว่า อุม เซติทราบได้อย่างไรว่ามีสวนโบราณอยู่บริเวณนั้นจริง ประหนึ่งว่าภาพนิมิตของอาคารและสวนสวยงามที่เธอเห็นมาตลอดตั้งแต่อายุ 4 ขวบ สะท้อนถึงความจริงบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายของวิหารแห่งอไบดอสจริง ๆ




มัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 ถือเป็นหนึ่งในมัมมี่ที่หล่อเหลา

ที่สุดองค์หนึ่งของไอยคุปต์


อีกหนึ่งความลับสำคัญที่อุม เซติไม่เคยเปิดเผยกับใครเลยนอกจากเพื่อนร่วมงานคนสนิทอย่างดร. ซีนีก็คือเรื่องนิมิตที่เธอ (ในร่างของเบนท์เรชีตในอดีต) เคยเป็นชู้รักของฟาโรห์เซติที่ 1 นั่นล่ะ ตรงนี้เธอได้บอกกับดร.ซีนีว่า ฟาโรห์เซติที่ 1 หลงรักเบนท์เรชึตมาตั้งแต่เธออายุได้เพียงแค่ 14 ปี หลังจากลักลอบมีสัมพันธ์อย่างลับ ๆ มาได้ระยะหนึ่ง เธอก็ตั้งครรภ์ ซึ่งแน่นอนว่าความลับนี้จะถูกเปิดเผยไม่ได้ แต่สุดท้ายความก็แตก ทางวิหารรู้ว่าเธอตั้งครรภ์เพียงแค่ว่ายังไม่ทราบว่าสามีของเธอคือใคร เมื่อจวนตัวมากเข้า เบนท์เรชีตจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสามีลับ ๆ ของเธอก็คือฟาโรห์เซติที่ 1 ซึ่งเมื่อพระองค์ทราบข่าวการเสียชีวิตของเบนท์เรชีตก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก จึงประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันลืมนางได้ลงอย่างแน่นอน


เรื่องในอดีตจบลงเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่อุม เซติเล่าต่อไปเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในปัจจุบัน ซึ่งฟังดูแล้ว เหลือเชื่อ เป็นอย่างยิ่ง เธอบอกว่าหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่ฟาโรห์เซติที่ 1 ได้ลั่นวาจาเอาไว้ก็คือพระองค์จะ "กลับมา" หาเธออย่างแน่นอน อุม เซติเล่าให้ดร.ซีนีฟังว่า ในค่ำคืนหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังหลับใหล พลันก็ต้องตกใจตื่นเพราะมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับที่หน้าอก เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าสิ่งที่กดทับหน้าอกของเธออยู่นั่นก็คือ "ฟาโรห์เซติที่ 1" นั่นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่องค์ฟาโรห์โผล่มาให้อุม เซตได้หายคิดถึง บางครั้งพระองค์ก็มาในรูปร่างของชายวัยห้าสิบปลาย ๆ แต่ยังหล่อเหลา ซึ่งทั้งคู่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดทั้งคืน โดยอุม เซติกล่าวว่าการที่ฟาโรห์เซติที่ 1 จะมาหาเธอนั้นต้องได้รับการอนุญาตจากสภาสูงของโลกใต้พิภพของชาวอียิปต์โบราณเสียก่อน และในอนาคตเมื่ออุม เซติถึงคราวต้องเดินทงไปยังโลกหลังความตายบ้าง พระองค์ก็พร้อมเสมอที่จะอภิเษกกับเธออีกครั้ง


นอกจากเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของอุม เซติ และฟาโรห์แล้ว อีกหนึ่งความน่าทึ่งของเธอก็คือการทำนายถึงห้องโถงลับใต้ดินซึ่งยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้วิหารแห่งอไบดอส เธอกล่าวว่าห้องโถงนี้เปรียบเสมือนห้องสมุดที่เก็บข้อมูลทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศาสนาเอาไว้มากมาย แต่กระนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการค้นพบห้องโถงใต้ดินที่ว่ามานี้แต่อย่างใด ไม่ใช่เพียงแค่ห้องโถงใต้ดินเท่านั้น อุม เซติยังกล่าวต่อไปอีกว่า กลุ่มอาคารโอซีเรียน ที่นักอียิปต์วิทยาในปัจจุบันเสนอกันว่าสร้างโดยฟาโรห์เซติที่ 1 นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นโครงสร้างที่ปรากฏมาก่อนหน้านั้นยาวนานแล้ว ส่วนมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าที่นักอียิปต์วิทยาเสนอว่าอยู่ในรัชสมัยของฟาโรห์คาเฟรนั้น อุม เซติก็บอกว่ามันเก่าแก่ยิ่งกว่านั้นเสียอีก และสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าฮอรัส ซึ่งแท้ที่จริงแล้วประเด็นความเก่าแก่ของสฟิงซ์ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักอียิปต์วิทยาปัจจุบันอยู่เช่นกัน


สิ่งต่าง ๆ ที่อุม เซติได้เสนอเอาไว้จะเป็นความจริงหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วเธอจะเพียงแค่ "เพี้ยน" ไปเท่านั้น ตรงนี้นักวิทยาศาสตร์และนักอียิปต์วิทยาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อย่างไร อุม เซติหรือโดโรธี เอดีจะเป็นนักบวชหญิงเบนท์เรชีตที่กลับชาติมาเกิดใหม่จริงหรือไม ลองมาฟังแนวคิดในเชิงวิชาการกันดูบ้าง


แน่นอนว่า การวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ก็จะโฟกัสไปที่ว่าอุม เซติเคยตกบันไดจนถึงขั้นหมดสติมาแล้ว นั่นแปลว่าถ้าสมองของเธอได้รับการกระทบกระเทือนจริงก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการแปลก ๆ เช่นนี้ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับ อุม เซตินั้นมาจาก "ตัวเธอเอง" ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเล่าว่าเธอตกบันไดจนถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งในบันทึกก็ไม่มีบอกว่าแพทย์คนใดวินิจฉัยเช่นนั้น ไม่สามารถไปสืบเสาะหาเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ นอกจากนั้นที่เธอบอกว่าเธอวิ่งไล่จูบเท้ารูปปั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษนั้นก็เป็นเรื่องที่เธอเล่าให้เราฟังอีกเช่นกัน โดยไม่ได้บอกด้วยว่าเป็นเรื่องที่เธอจำได้เองหรือเป็นเรื่องที่พ่อกับแม่เล่าให้เธอฟังทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นจะถูกต้องตามจริง เพราะแน่นอนว่าความทรงจำของเด็กอายุเพียงแค่ 4 ขวบเมื่อนำมาเล่าใหม่ด้วยตัวเองในอีกหลายปีให้หลังย่อมต้องมีความผิดเพี้ยนไปบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งก็ไม่สามารถไปสืบเสาะหาความจริงจากเรื่องราวเหล่านี้ได้อีกเช่นกัน


ถ้ามองในทางอียิปต์วิทยาบ้าง ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อุม เซติบอกว่าเธอ "กลับชาติมาเกิด" ซึ่งในชาติก่อนนั้นเธอเป็นนักบวชหญิงในวิหารของฟาโรห์เซติที่ 1 ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์จากมโนคติความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณแล้วนั้น พวกเขาไม่เคยคิดที่จะมา "เกิดใหม่" ในโลกนี้อีกเลย อีกทั้งยังไม่มีความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดด้วย ถึงแม้ว่าการทำมัมมี่นั้นจะเป็นการรักษาร่างกายเอาไว้เพื่อให้วิญญาณได้กลับมาอาศัยก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการกลับมาเกิดใหม่ในปัจจุบัน เพราะโลกหน้าของพวกเขาคือ "ทุ่งต้นกก" ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความสุขในโลกหน้า อีกทั้งถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณแล้วนั้น ยังไม่มีนักอียิปต์วิทยาคนใดค้นพบพระนามของนักบวชหญิงที่ชื่อ "เบนท์เรชีต" เลย เพราะนักอียิปต์วิทยาทราบดีว่าฟาโรห์เซติที่ 1 มีมเหสีเพียงแค่องค์เดียว (ผิดวิสัยฟาโรห์อียิปต์โบราณทั่วไปอยู่กันเหมือนกัน) นั่นก็คือสตรีที่มีชื่อว่า "มูต-ทูยา" ไม่มีหลักฐานถึงมเหสีองค์อื่น ๆ และไม่มีหลักฐานถึงเบนท์เรชีตเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น จากการขุดค้นทางโบราณคดีของนักอียิปต์วิทยาที่วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ที่อไบดอสมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะค้นพบห้องสมุดโบราณใต้ดินจริงอย่างที่อุม เซติเคยกล่าวไว้แต่อย่างใด นอกจากนั้นเธอยังเข้าออกวิหารแห่งนี้เป็นว่าเล่น เรียกได้ว่าบ่อยกว่านักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นอยู่ที่นั่นเสียอีก นั่นจึงไม่แปลกที่เธอจะสามารถระบุตำแหน่งของ "สวนประดับ" ได้อย่างแม่นยำ เพราะบางทีเธออาจจะไปแอบสำรวจมาก่อนแล้วด้วยก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น นักอียิปต์วิทยาที่ร่วมทำงานกับเธอไม่มีใครจับได้ถึงความเสแสร้งแกล้งทำของเธอเลย ประหนึ่งว่าสิ่งที่อุม เซติแสดงออกมานั้นมันคือตัวตนที่แท้จริงของเธอก็ไม่ปาน


แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเราคงก็ทำได้เพียงแค่ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ นานาเอาไว้เท่านั้นเอง เนื่องด้วยลมหายใจสุดท้ายของอุม เซติในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1981 ได้ปิดตายประตูสู่ความจริงของประเด็นนี้เอาไว้อย่างไม่มีวันกลับ สิ่งหนึ่งที่เราพอจะคาดเดาได้ก็คือ ถ้าอุม เซติเคยเป็นนักบวชหญิงเบนท์เรชีตแห่งไอยคุปต์จริง ๆ แล้วล่ะก็ ณ เวลานี้เธอคงกำลังมีความสุขอยู่กับฟาโรห์เซติที่ 1 ในดินแดนแห่งทุ่งต้นกกเป็นแน่แท้.



โดย สืบ สิบสาม

ที่มา : ต่วยตูนพิเศษ ปีที่ 43 ฉบับที่ 483 เดือนพฤษภาคม 2558









Create Date : 08 มิถุนายน 2558
Last Update : 11 กรกฎาคม 2558 16:51:55 น. 0 comments
Counter : 1757 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.