Group Blog
 
All Blogs
 

ตังกุย



แม่ : นกๆๆมาดูไรดิ
เรา : ไรเหรอแม่
แม่ : หมาน่ะ สงสารมัน โดนตัวผู้ข่มขื่นไม่รู้กี่ตัวแล้ว
เรา : แล้วแม่ไปมองทำไมเนี่ย ดูเดะเป็นขี้เรื้อนอีก
แม่ : นั้นแหละยิ่งน่าสงสาร

แล้วหลังจากนั้น หลังจากที่ห้ามเราเก็บหมามาเลี้ยง แม่ก็เก็บหมามาเลี้ยงแทนเราอีกแล้ว ครอบครัวเราใหญ่ขึ้นอีกแล้ว




 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 1:56:04 น.  

เจ้านิล



ตัวนี้แม่เป็นคนรับมาอยู่ด้วย ไม่รู้แอบไปเจอกันตอนไหน เราว่าตอนที่แม่มาตรวจดูบ้านใหม่แน่ๆๆเลย แล้วเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันอีกจนได้




 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 1:49:03 น.  

เจ้ามอมแมม



เป็นอย่างไงไม่รู้ชีวิตนี้มีแต่เก็บหมามาเลี้ยง เจ้ามอมแมมเนี่ยเเล้วสบตากันตอนที่ย้ายบ้านแล้ว ตอนนี้ก็เรียนอยู่ปี 4 สินะ ย้ายบ้านทั้งที่ยังงี้ต้องสำรวจบ้านใหม่หน่อยดิ จัดการขี่จักรยานเล่นและเเล้วเราก็เจอกัน ไม่รอช้าคว้าใส่ตะกร้ารถจักรยานปั่นอย่างแรงถึงบ้าน พร้อมกับที่แม่ยืนหน้าบึงรอคอย จึงต้องมีการประท้วง+ยื่นอุธรเพื่อจัดกาสรทำใบอนุญาติให้เจ้าแมมอยู่ด้วยได้ แล้วเราก็อยู่ด้วยกันนับแต่นั้นมา




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2548    
Last Update : 27 สิงหาคม 2548 1:07:20 น.  

หนูฮื๋อ



"เป่าฮื๋อ" ใครจะไปรู้ว่าอยู่ๆจะมีประกายไฟฟ้าสื่อถึงกันและกัน ระหว่างจ้องตาเพียงแว่บเดียวก่อนขึ้นรถไฟกลับบ้าน

เป่าฮื๋อเป็นหมาตัวที่สองในชีวิตเราเลยที่ได้เลี้ยง เราเจอกันครั้งเเรกที่สถานีรถไฟที่ลาดกระบัง ตอนนั้นเราอยู่ปี 2 หนูฮื๋อคงอายุ 3 เดือนมั้ง




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2548    
Last Update : 27 สิงหาคม 2548 1:09:25 น.  

พี่จัมโบ้ ผู้อาวุโสสุด



จัมโบ้เป็นหมาตัวแรกที่ได้เลี้ยงในชีวิตเลย เราพบกันมานานแต่ยังไม่นานขนาดจำไม่ได้ ครั้งเเรกที่เจอเราอยู่ม.6 ส่วนพี่จัมโบ้กี่ขวบเราก็เดาไม่ถูกเหมือนกันแฮะ

แรกพบ
ตอนนั้นกำลังจะเดินไปซื้อขนมก่ะพี่สาวของเรา ก็เดินไปทักเพื่อนบ้านไปตามประสา สักครู่หนึ่งเสียงไรว่ะวิ่งมาจากข้างหลัง จึงตัดสินใจหันหลังไปดู โอ๊ย!!!โครตตกกะใจเลย ยืนตัวแข็งเลย เพราะพ่อพระเอกของเรา จัมโบ้ วิ่งมาหาแถมเห่าด้วย น้าข้างบ้านก็วิ่งตามมาบอกว่าไม่กัดหรอก โบ้มาทักน่ะ เราก็เลยถามน้าว่ามั้ยไม่เคยเห็นเลยล่ะ เพิ่งมาอยู่หรอ น้าเค้าบอกว่ามาอยู่ตั้ง 2 เดือนแล้ว เราก็งงดิ อยู่มา 2 เดือนไงเราไม่เคยเจอกัน เค้าเลยเรว่ามาแรกๆๆขังไว้อยู่บนดาดฟ้า(ตะก่อนเราอยู่ตึกแถวอ่ะ)เพราะกลัวฉี่ไม่เป็นที่ และไม่กล้าปล่อยไว้นอกบ้าน เราเลยถึงบางอ้อเหตุผลฉะนี้เองเลยทำให้ไม่เคยเจอกัน
ก็เลยถามว่าเชาเชาหรอ น้าเค้าเลยบอกว่าลูกครึ่ง 555หมาก็อินเทรนเหมือนกันนะ ต้องเป็นลูกครึ่งด้วย ถามว่าอีกครึ่งเป็นไร เค้าก็บอกว่าไม่แน่ใจว่าบางแก้ว หรือหมาไทยธรรมดา

จัมโบ้ก่ะพยาธิหัวใจ
หลังจากนั้นเราก็รู้จักกับจัมโบ้ ก็เริ่มรักหมาเค้าแล้วทำไงดี พยายามไปเล่นก่ะโบ้ประจำเลย(เผอิญบ้านเราก่ะเค้าสนิทกันมาก)ความสัมพันธ์เราเริ่มพัฒนาก่อตัวเร็วมาก เพราะน้าเค้าชอบกลับบ้านดึก บ้านเราเลยชอบเอาข้าวไปให้ ตอนนั้นสงสารจังเพราะบ้านจะเป็นประตูเหล็กดัดจัมโบ้ก็จะนอนแล้วเอาจมูกยื่นออกมา นั่งรอเจ้าของเค้ากลับมาอย่างนั้นแหละ เพราะเหตุฉะนี้แหละยอดชายของเราเลยเป็นโรคพยาธิหัวใจให้ซะ เพราะต้องพังประตูมุ้งลวดก่อนถึงจะมานั่งทำตาละห้อยได้อ่ะ อ่ะนะเลยต้องเข้าโรงพยาบาลซะ

เมื่อฤดูร้อนมาถึง
เนื่องด้วยหน้าร้อนอันสุดโหดมาถึง จึงทำให้เกิดคราวเคราะห์ของจัมโบ้ เนื่องจากการที่ยาย(แม่ของน้าเค้า) เกิดอยากเป็นช่างตัดขนหมาสะเอง เลยเอาจัมโบ้เป็บหุ่น ผลที่ออกมาอย่าให้พูดถึงเลย เป็นขันบันไดสวยงายมาก เชื่อมั้ยจัมโบ้เป็นหมาที่ชอบเดินเล่นมากๆๆๆๆยังไม่กล้าออกไปเดินเล่นเลยอ่ะ สงสารจิงๆๆเลย จัมโบ้เลยพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวในหน้าร้อนนั้นเพื่อให้ขนขึ้นก่อน ถึงจะออกมาเดินอวดประชาชนได้



จัมโบ้เริ่มเอนเอียง

เวลาที่ผ่านไปความสนิทสนมเพิ่มขึ้นตามลำดับ สมองอันเฉลียวฉลาดของจัมโบ้ก็เริ่มทำงาน เริ่มจากตอนเช้าก่อนที่นาเค้าจะไปทำงาน เค้าจะปล่อยจัมโบ้วิ่งเล่น ทุกๆๆเช้าจัมโบ้ก็เริ่มที่จะมาทักทายเเม่เรา และก็อ้อยอิ่งอยู่คุยก่ะแม่เรา(เอ...แม่เราคุยก่ะโบ้รู้เรื่องด้วย)จนน้าเค้าต้องมาตามกลับบ้านทุกที จนหลังๆๆมาคิดไงก็ไม่รู้เชิญจัมโบ้เข้ามาคุยต่อในบ้าน จัมโบ้ก็ตอบรับสิ(สงสัยจัมโบ้จะวางแผนเก่งอ่ะ) น้าเค้าก็เลยบอกว่าฝากไว้ก็เเล้วกัน แม่เราก็เอาอ่ะดิ เป็นไงล่ะแผนตีซี้แม่เราของจัมโบ้ ตีซี้จนได้เข้ามาในบ้าน แต่เรามีแอบงงเนอะตะก่อนแม่เราเกลียดหมาอ่ะนะ เลยได้รับเหตุผลที่ทำให้ไปถึงบางอ้อเลยว่า จัมโบ้อ่ะตามันมีเนตร(เป็นไงไม่รู้งงอยู่ถึงทุกวันนี้) ใครเห็นใครก็รักอ่ะ จนเชื่อมั้ยว่าน้าเค้าเลยตกลงใจยกจัมโบ้ให้บ้านเราอ่ะ บ้านเราก็เลยมีสมาชิกใหม่มานับแต่นั้นเลย อย่างนี้เค้าเรียกหมาใจง่ายม่ะ

เคราะห์ใหญ่ของจัมโบ้
ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงที่ราบรื่น แม่ของจัมโบ้(ก็น้าเจ้าของเก่า)ก็แต่งงาน เราก็กลายเป็นพี่ของจัมโบ้ แม่เราก็กลายเป็นป้าของจัมโบ้ พ่อเราก็กลายเป็นลุงของจัมโม้ ไปโดยปริยาย เราก็เริ่มเข้ามหาลัย ชีวิตจัมโบ้ก็สุขขีขึ้นเมื่อมาอยู่ที่บ้านเรา เหมือนแม่มีลูกเล็กๆๆเพิ่มมาอีกคนเลย เรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อใกล้สอบปลายภาคของเรา เรากลับมาจากเรียนมหาลัยง่วงนอนมาก กลับมาถึงก็นอนที่โซฟา แม่ก่ะพี่อยู่บนบ้านจัดของอยู่ นอนไปสักพักจัมโบ้เริ่มมาวนเวียนอยู่ข้างๆๆ เลียบางเล็กน้อย เลยตื่นเลย ก็เลยถามจัมโบ้ว่าอยากไปเดินเล่นหรอ จัมโบ้ทำท่าดีใจสุดฤทธิ์กระโดสองขาเลย เราก็เลยปล่อยไปวิ่งตัวเดียว แล้วเราก็กลับมานอนต่อ .........................เหตุการณ์ที่ไม่ขาดคิดก็เกิดขึ้น อยู่ๆๆข้างบ้านก็มาเรียกเรา และบอกว่าจัมโบ้เป็นอะไรไม่รู้ทำไมลากตัวด้วยสองขาหน้ากลับมาบ้านน่ะ เราตกใจมากรีบออกไปดู สิ่งที่เห็นทำให้พูดไม่ออกรีบวิ่งไปหาจัมโบ้ และอุ้มโบ้กลับมาบ้าน เรียกแม่ก่พี่มาดู จัมโบ้เดินด้วยสองขาหลังไม่ได้แถมปากกับจมูกก็มีเลือดไหลออกมา ตาข้างขวาก็ดูบวมๆๆ หลังจากตั้งสติได้สักพักก็จัดแจงพาเข้าไปคลีนิก ระหว่างทางแม่กอดจัมโบ้ตลอดเวลา เราก็คอยเรียกจัมโบ้ทั้งแม่และเราร้องไห้กันตลอดเลย ส่วนตัวจัมโบ้เค้าคงเจ็บมาก เค้าคงจำใครไม่ได้ เลยงับให้ทั้งเราและแม่คนละรอยสองรอยเลย สงสารมาก พอไปถึงคลีนิกบอกหมอว่ารถไฟชน(คือว่าบ้านเก่าเราใกล้ทางรถไฟและมีคนบอกว่าเห็นจัมโบ้โดนเฉียว) หมอตกใจมาก แต่พอหมอมาตรวจหมอบอกว่าโดนตีที่หัวและหลัง เพราะหลังจากดู x-ray แล้วกระดูกหลังเคลื่อนโป่งขึ้นมา คงไม่ใช่โดนรถไฟชนหรอก และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเดินได้หรือไม่ แล้วหมอก็ดามหลังและให้น้ำเกลือ เราก็เฝ้าดูกับแม่ สงสารมากเวลาที่จัมโบ้เจ็บจัมโบ้จะดิ้นทุรนทุรายมาก เรากับแม่ต้องช่วยกันกดเอาไว้ไม่งันเดี๋ยวกระดูกจะยิ่งเคลื่อน แต่ระหว่างที่ช่วยกันกดก็ต้องคอยระวังไม่ให้โดนกัด ร้านหมอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้อีกตกดึกพาโบ้กลับบ้าน มีคนมาบอกว่าให้ไปโรงพยาบาลสัตว์เล็กที่จุฬาสิ ที่บ้านก็ตกลงปลงใจว่าจะพาไปตอนเช้า แต่ระหว่างที่รอให้ถึงเช้าเป็นอะไรที่เจ็บปวดที่สุดเลย เราไม่สามารถช่วยอะไรโบ้ได้เลย โบ้ร้องโบ้ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บตลอดทั้งคืน แม้กระทั่งยาแก้ปวดที่หมอฉีดให้คงช่วยอะไรมากไม่ได้............................

แล้วเวลาเช้าก็มาถึง ตาเรารวมทั้งแม่ก่ะพี่บวมเป่งกันแทบลืมไม่ขึ้น เพราะร้องไห้มากไปหน่อย ก็จัดแจงเอาผ้ามารองใต้ตัวจัมโบ้แล้วช่วยกันเอาใส่รถไปหาหมอที่จุฬา พอไปถึงก็ไปต่อคิวรอ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องและที่รพ.สัตว์ที่จุฬาก็ไม่มีใครบอกว่าให้ไปที่แผนกฉุกเฉิน และที่สำคัญเมื่อมารู้ที่หลังเเละเสียใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมที่คลีนิกที่เราพาไปหาแต่เเรกทำไมไม่แนะนำให้เราพาจัมโบ้มาที่นี้ ทั้งที่เค้าน่าจะรู้ว่าที่นี้ฉุกเฉินเปิด 24 ชม. หลังจากรอคิวจนได้พบหมอๆก็ส่งไปให้ x-ray อีกรอบ เริ่มเหนื่อยเนื่องจากอดนอนและเครียดมาก แล้วยังต้องวิ่งไปแผนกนู่นไปแผนกนี้ เข็นจัมโบ้ไปมา พอไปถึงที่ x-ray เค้าบอกว่าโบ้หายใจแรงจัง x-ray ไม่ได้ตองอย่าให้หายใจถึงจะ x-ray ได้ ตายๆๆๆๆแล้วตรูจะทำไงเนี่ย ก็หมาอิฉันยังไม่ตายนี้ค่ะมันถึงจะไม่หายใจ ก็เลยต้องเอาผ้ามาปิดปากรัดไว้ วันนี้จัมโบ้คงเริ่มหมดเเรงเเล้วค่ะ เพราะโบ้ไม่ได้ดิ้นทุรนทุรายแล้ว เอาแต่หอบหายใจแรงๆๆเลยทำให้ขั้นนี้ผ่านไปแบบง่ายหน่อย พอ x-ray เสร็จหมอใหญ่ก็มาดูฟิล์มและอาการ ก็นัดให้มาผ่าตัดพรุ่งนี้ วันนี้ฉีดยาแก้ปวดแล้วกลับบ้านไปก่อน

วันผ่าตัดมาถึง เราก็พาจัมโบ้ซึ่งนอนนิ่งๆๆมาถึงเผื่อผ่าตัด หมอที่จะผ่าตัดก็มาตรวจดูอาการ เค้าบอกว่าไม่ควรผ่าตัดแล้วทิ้งไว้นานไป ผ่าไปก็ไม่เกิดไรขึ้น.........เกิดอาการไม่เข้าใจ สับสนและงง หมอจะเอาไงฟ่ะ อีกคนให้มาผ่า อีกคนไม่ผ่า แล้วก็คุยกันว่าอาการของจัมโบ้คงจะส่งผลให้จัมโบ้มีอาการอัมพาตตอลดช่วงล่างไปตลอดเวลาที่เหลือ การเลี้ยงดูต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และอาจเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก จะเอาไว้หรือจะให้หมอฉีดยาให้เค้าหลับไปเลยก็ได้น่ะ เราบอกว่าอยากให้หมอทำให้โบ้หลับไปเลย ด้วยความที่สงสารว่าโบ้ต้องเสียใจมากแน่ๆๆถ้าจะไม่มีโอกาสได้เดิน ได้วิ่งอีกต่อไป แต่คนอื่นๆๆไม่เห็นด้วย และเราก็โดนว่าใจดำ ผลสรุปออกมาคือเข้าเฝือกที่หลังเอาไว้ ไม่ให้กระทบกระเทือนมากไปกว่านี้ และก็ให้คอยมาเปลี่ยนเฝือกและดูอาการ ไปสักเดือน หลังจากนั้นให้พามาทำกายภาพ เมื่อได้สรุปอย่างนั้นเราก็กลับบ้านกัน

จัมโบ้พักฟื้น

หลังจากกลับบ้าน ก็มีคนมาเคาะหน้าบ้าน เราก็ไปเปิดประตู โอ้โฮ้เด็กๆๆแถวบ้านมาเยี่ยมจัมโบ้กันเต็มเลย เพราะเด็กๆๆชอบโบ้กันมาก มีของเยี่ยมเป็นนมหมีด้วยนะ โบ้ดูดีใจมากเลย เด็กๆๆก็จะพากันมาเยี่ยมกันอยู่หลายวันเหมือนกัน แล้วก็มีคนบอกว่าเนี่ยซอยถัดไปมีหมอที่รักษาเจ้าไมค์อยู่นะ งงไปสักพักเจ้าไมค์ในฟ่ะ เค้าก็เลยบอกว่าไมค์ก่ะซูซูไง เราก็ถึงบางอ้อเค้าบอกว่าหมอเก่งมากอยู่ที่จุฬาเหมือนกัน ไม่รอช้าเดินไปเคาะประตูบ้านหมอ หมอออกมาเปิดรับแบบงงใครหว่า ไม่เห็นรู้จักเลย เผอิญหมอไม่ได้บอกหรอกค่าแต่หน้าหมอมันฟ้องเลยเดาเอาว่าหมอต้องคิดยังงี้เเน่ๆเลย หมอก็ใจดีนะค่ะมาดูให้ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าหมอจะชื่อ คุณหมอไผ....อะไรสักอย่าง คุณหมอก็บอกว่าคงทำไรไม่ได้เเล้วเหมือนกัน เเต่คอยมาดูให้ เปลี่ยนเฝือก สั่งยาให้ จัมโบ้เท่ม่ะมีหมอมาตรวจถึงบ้าน ระหว่างผัฟื้นจัมโบ้นอนนิ่งๆๆไม่ขยับเลยค่ะ และไม่ยอมกินอะไรด้วยนอกจากน้ำ คุณหมอไผก็สอนวิธีกลับตัวจัมโบ้(เพราะถ้านอนด้านเดียวมากๆๆเดียวเป็นแผลกดทับ)โดยเอาผ้ารองใต้ตัวแล้วก็ให้คนสองคนอยู่คนละด้าน ยกผ้าขึ้นแล้วค่อยตะแคงไปอีกด้านทีจัมโบ้ยังไม่ได้นอนเท่านี้ก็เสร็จ การผลิกตัวโบ้ ระหว่างนั้นไม่พอแม่กลัวว่าจัมโบ้จะเมื่อย แม่เลยให้ป้าเอาเตียงลมของตาที่เสียไปมาให้จัมโบ้ใช้ หุหุแถมระหว่างนั้นแม่ก็ไปซื้อลูกประคบมาคอยประคบหลังให้จัมโบ้ แล้วก็แผ่นรองสำหรับผู้ป่วย ตอนนี้จัมโบ้เริ่มมีตระก้าเด็กอ่อนเป็นชองส่วนตัวแล้ว


ผ่านไป 2 สัปดาห์เริ่มตั้งตัวได้แล้ว



ข้างใต้เป็นเตียงลม


จัมโบ้เค้ากำลังใจดีมากเลย หลังจากเฉียดตายไป และเเล้วการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็มาถึงเราออกจากมหาลัยมาดูจัมโบ้อ่ะ(พูดเเบบเสียสละดีม่ะ แต่จิงๆๆก็ไม่ชอบสาขาที่เรียนเลยเอามารวมก่ะเหตุการณ์นี้เลยออกเลย) ช่วงก่อน 2 สัปดาห์ จัมโบ้ไม่ยอมกินไรเลยนอกจากน้ำ เราต้องคอยเอาสลิงป้อนให้ ต้องคอยให้ทุกๆๆชัวโมง และแม่ก็เอาแบนด์มาคอยบังคับให้กินตลอดด้วยเลยแข็งแรงเร็วมั้ง


กำลังใจดีมาก ยิ้มตลอดเลย




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 1:38:16 น.  

AgRo20
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add AgRo20's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.