สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Maid ในประเทศโลกที่ 1

@ Singapore

เมด หรือ คนทำงานบ้าน ในประเทศนี้ ส่วนใหญ่มาจาก อินโดนีเซียเป็นหลัก รองลงมาก็ฟิลิปปินส์ มีพม่าบ้าง แต่คนไทย มีน้อย ( ไม่นับพวกแม่บ้านคนไทยที่รับจ้างทำความสะอาดบ้านเป็นครั้งๆ )

ค่าแรงของฟิลิปปินส์จะแพงกว่า เนื่องจากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่า

ค่าแรงของคนอินโด จะน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่พูดแต่มลายู อินโด

ความจริง คนสิงคโปร์เอง ไม่ว่าจะเชื้อชาติจีน หรืออินเดีย ก็พอจะฟังภาษามลายูเข้าใจบ้าง เช่น "มากัน" แปลว่า กินข้าว เวลาทักกันก็จะพูดว่า Let's go Magun ( สะกดผิดแน่นอน ขออภัย ) ซึ่งแปลว่า ไปกินข้าวกันเถอะ ดังนั้น เวลาที่สื่อสารกับเมดอินโด ก็จะอังกฤษคำ มลายูคำ เป็นปรกติ แต่สำหรับบ้านที่เป็นเชื้อชาติมลายูอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหามากนัก

เงินเดือน รับที่ 500 - 700 ดอลล่า สำหรับฟิลิปปินส์ และ 400 - 600 ดอลล่า สำหรับอินโด

นอกจากนั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการมีเมดให้รัฐบาลอีก 300 - 500 ดอลล่า ต่างหากต่อเดือน

เท่ากับว่าเดือนๆ นึงนี่ค่าเมดทั้งหมด ร่วมๆ 1000 เหรียญ ต่อคน 

มีข้อกำหนดว่า เมดต้องมีห้องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องมีห้องน้ำในตัว แต่ให้เค้ามีพื้นที่ส่วนตัวได้ จะเล็กใหญ่แค่ไหนนั้น ตามศรัทธาของเจ้าของบ้าน เมดฟิลิปปินส์มักจะขอวันหยุวันอาทิตย์ 1 วัน เพื่อไปโบสถ์ ( ตามหลักแล้ว ) แต่ส่วนใหญ่ แม้นจะไม่ใช่ทุกคน ก็จะไปจับกลุ่มกันที่ ลักกี้พลาซ่า เพื่อหา "บอยเฟรนด์" ชั่วคราว ครั้งละ 30 40 50 เหรียญ แล้วไปต่อกันที่ 81 ( โรงแรมชั่วคราว มีหลายสาขา ) ส่วนมากเป็นชาวบังกลาเทศ แต่เมดอินโดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยไปไหน

การจะมาเป็นเมดในสิงคโปร์ คุณต้องผ่านข้อกำหนดบางประการ เช่น ต้องมีอบรม โน่น นี่ นั่น ว่าไป เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมคร่าวๆ เพราะประชากรจีน คือพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ เรียนทำอาหาร เป็นต้น ค่านายหน้า คิดที่ 2000 - 5000 ดอลล่า แล้วแต่บุญกรรม ( ณ ที่นี้ แปลว่า แล้วแต่ว่าเมดจะต่อรองกับทางเอเย่นต์ เค้าลดให้ ก็ได้ลด เค้าไม่ลดให้ จะย้ายเอเย่นต์ใหม่ หรือจะทำกับเอเย่นต์เดิมก็แล้วแต่ตัวเมด หรือเอเย่นต์ใจดี เห็นว่ากำลังจะไปรอบที่ 2 แล้ว ลดให้เอง ก็มี ) สามารถผ่อนจ่ายได้ หรือ เก็บกับเจ้านายใหม่ของเมดที่จะไปอยู่ด้วย ระยะเวลาทำงานโดยปรกติแล้วคือ 2 ปี

ในกรณีที่เจ้านายออกให้ก่อน เมดอาจจะได้รับเงินเดือนเพียง 50 ดอลล่าต่อเดือน จนกว่าจะครบค่านายหน้า เช่น ค่าเอเย่นต์ 2000 ดอลล่า เงินเดือนตกลงกันที่ 500 ก็หักกันไป 4 เดือน 5 เดือน ระหว่างนั้นก็ให้เมดพอได้ใช้บ้างเท่านั้น ส่วนเจ้านายก็ยังคงต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมเมดให้รัฐบาลทุกเดือน ไม่มีข้อยกเว้น เจ้านายสามารถเปลี่ยนเมดได้ฟรี 1 ครั้ง ภายในระยะเวลาที่เอเย่นต์กำหนด บางทีก็มีบ้าง ที่ว่าเมดเกเร สำหรับเมดชาวพม่า ส่วนมากจะพูดอังกฤษได้ และขี้เกียจกว่าเมดอินโด ( ข้อมูลจากเมดเอเย่นซี่แถวบ้าน )      

( มลายู คือ คนมาเลย์ หรือ ชวา ที่พูดภาษามลายู หลักๆ คือ มาเลย์เซีย และอินโดนีเซีย แต่ความจริงอยู่กระจัดกระจายออกไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเรียกจำแนกตามภาษาปากสำหรับเราคือ มลายูอินโด มลายูสิงคโปร์ มลายูมาเลย์ มลายูบรูไน พวกนี้ ไม่ว่าประเทศใด ภาษาจะคล้ายๆ กัน พูดกันเข้าใจ ฟังกันรู้เรื่อง แต่มีสำเนียงและบางคำต่างกันบ้าง เปรียบเทียบง่ายๆ คือ จีนแผ่นดินใหญ่ จีนใต้หวัน หรือจีนฮ่องกงนั่นเอง )

แน่นอนว่ามันมีทั้งเจ้านายที่ดีแม่ดี ส่วนที่ดีเราคงไม่พูดถึงมาก อย่างไรเสีย ในสายตาคนสิงคโปร์แล้ว เมดทั้งหลายก็เหมือนประชากรชั้น 2 เราเคยเห็นเมดอินโดโดนเจ้านายด่าต่อหน้า เพราะเดินช้า เจ้านายด่าเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน หากเมดฟังเข้าใจเหมือนกันที่เราเข้าใจ เมดคงเอาไม้ไล่ฟาดเจ้านายไปแล้ว

โดยปรกติแล้ว ชาวมลายู จะนับถืออิสลาม แต่บ้านเจ้านายคนจีนในสิงคโปร์กินหมู และ 1 ในหน้าที่หลักของเมดก็คือการทำกับข้าว ท่านคงพอเข้าใจความกระอักกระอ่วนพอประมาณ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงที่บ้านน้องสาวสามีเราเอง ไม่มีอะไรฮาลาลทั้งนั้น แต่เมดมลายูอินโดก็จะยอม เพราะจะเรื่องมากก็ใช่เรื่อง เดี๋ยวเจ้านายจะไล่ออกเอา

มีข่าวเนืองๆ เรื่องการทำร้ายเมด เคสดังของปี 2012 เดือน พฤษจิกายน คือ มีครอบครัวหนึ่ง เป็นชาวมลายูสิงคโปร์ รับเมดมลายูอินโดมาทำงานในบ้าน กดขี่ข่มเหงสารพัด ทั้งแม่และลูกสาว เอาคร่าวๆคือ ตีเมด กระแทกหัวเมดเข้ากำแพง ดึงผมเมด หนักกว่านั้นคือ ถอนฟันเมดซะอย่างนั้น เมดทนไม่ไหว กระโดดจากชั้น 3 ของคอนโดที่พัก แขนหัก ลากสังขารไปขอความช่วยเหลือ ผลคือ เจ้านายโดนจับทั้งบ้าน ติดคุก ติดไปติดมา ออกหนังสิอพิมพ์ว่าสำนึกผิดแล้ว ตอนนี้ขอเป็นตัวแทนเมดทั้งประเทศในการต่อต้านความรุนแรงและการปฏิบัติต่อเมดที่ดี

นี่คือ ครอบครัวนั้น Miss Sarah Schmitzkova. Maselly Abdul Aziz และ Nur Rizan Mohd Sazali

คนเสื้อเหลือง Miss Sarah Schmitzkova ( เพิ่งเปลี่ยนนามสกุล เพราะแต่งงาน ) คือคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์สิงคโปร์เมื่อปลายปีที่แล้ว ( 2012 )

     

อีกเคสหนึ่ง คือ เฆี่ยนเมด เพราะเมดไม่ได้ตรวจการบ้านลูกตัวเองให้ แล้วยัยเมดก็ตั้งนาฬิกาปลุกผิดอีกด้วย น่าโกรธจริงๆ ให้ตายเถอะ เจ้านายเป็นคนจีนสิงคโปร์ ที่สำคัญคือ เป็นครูอีกด้วยแน่ะ

เคสนี้ เมดเข้าใจคำสั่งของเจ้านายผิด อย่างที่บอกว่าเมดอินโดจะไม่เก่งภาษาอังกฤษมากนัก เจ้านายเลยต้องสั่งสอน โดยการลากเมดไปซ้อมซะให้น่วมที่ห้องนอนในบ้าน จะได้จำไว้  

เจ้านายชื่อว่า Chua Hwee Hwa

 

เคสคุณตี๋ อายุ 36 ใช้ไม้นวดแป้งโซโล่เมดเข้าให้ ก่อนจะซัดซ้ำ ด้วยการเตะเข้าที่เข่า

ชื่อของเค้าคือ Xing Likun ติดคุกเบาะๆ ไป 3 อาทิตย์

 

เคสนี้ เพราะเมดลืมเก็บเสื้อผ้าที่วางไว้บนโซฟา เลยต้องใช้น้ำร้อนราดปากเมด หลังจากนั้น ตอนที่เมดเก็บอาหารสุนัข ก็ราดเข้าไปอีก 1 ยก บ้านนี้ ให้เมดนอนกับสุนัข

 

 

ยังมีอีกหลายๆ เคสที่เป็นแบบนี้ บ้างเป็นข่าว บ้างไม่เป็น เหตุใดเมดอินโดส่วนใหญ่จึงทนนักทนหนา สำหรับเราแล้ว เมื่อเทียบกับเมืองไทย คิดว่าเมดพม่า เมดกะเหรี่ยงบ้านเรานี่เป็นนางฟ้าไปเลย เงินเดือนก็ได้พอๆ กัน หากคำนวณเป็นเงินไทยแล้ว ความเป็นอยู่ การปฏิบัติต่อกัน ยังมีความเป็นมนุษย์มากกว่า แม้มันจะมีที่แย่ๆ บ้าง แต่มันก็ยังเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับสิงคโปร์

เมดอินโดเลือกที่จะอดกลั้นเสียมากกว่า หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ คงไม่รายงานเจ้านายต่อ MOM ( เหมือนกระทรวงแรงงาน ) เพราะนั่น แปลว่าเธอจะเสียงาน หรือต้องโดนออกจากประเทศไปด้วย ค่าเอเย่นต์ราคาแพงที่ต้องรับผิดชอบ คนข้างหลังที่รอเงินส่งกลับบ้าน เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยทั้งสิ้น มีการรณรงค์มากมายในสิงคโปร์ถึงความเท่าเทียมและการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาค แต่นั่นเป็นเพียงทางทฤษฎีเท่านั้น

 

รูปประกอบ และเนื้อหาบางส่วนจาก AsiaOne

 




Create Date : 02 มีนาคม 2556
Last Update : 2 มีนาคม 2556 4:56:28 น.
Counter : 714 Pageviews.

1 comment
สินสอดของคนสิงคโปร์ ( จีน )

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยประเทศเดียวที่มีสินสอดนะจ๊ะ แต่ประเทศเพื่อนบ้านรายล้อมของเราเค้าก็มีเหมือนกัน
วันนี้ขอยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์


ก่อนอื่นขอเกริ่นสักนิด หนุ่มสาวสิงคโปร์ตกหลุมรักกัน เมื่อเค้าทั้งสอง ตัดสินใจจะอยู่กินกันด้วยกันตลอดไป สิ่งแรกที่เค้าจะทำก็คือ ROM หรือจดทะเบียนสมรสนั่นเอง ทำไมหน่ะหรือ
ตามกฏของรัฐบาลสิงคโปร์ ไม่อนุญาตให้คนโสด ซื้อคอนโดของรัฐบาลที่มีขนาดหลายๆ ห้อง อาจจะได้แค่ สตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน เท่านั้น ( ในกรณีไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ต่อไป ) แต่ถ้าหากจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็จะสามารถ "จอง" คอนโดของรัฐบาลที่มีหลายๆ ห้องได้ ซึ่งจะใช้เวลาในการสร้าง 2 ปีบ้าง 3 ปีบ้าง ตามระยะเวลาโครงการ

ส่วนราคานั่นหรือ หึหึหึ อย่าไปเทียบเป็นเงินไทยเลยคุณเอ๊ย

หลังจากที่ทั้งสอง ได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ( ค่าใช้จ่ายในการจด 29 สิงคโปร์ดอลล่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนสิงคโปร์ หรือ 128 ดอลล่า หากทั้ง 2 ฝ่ายเป็นชาวต่างชาติ คนไทยก็ไปจดที่นั่นได้จ้า ส่วนค่าใช้จ่ายในการหย่า ต้องมีทนายอย่างเดียว เริ่มต้นที่ 2000 เหรียญ เอิ๊กส์ ) ก็จะสามารถไปจองคอนโดได้ แล้วระยะเวลาที่รอคอนโดสร้างเสร็จ ก็จะช่วยกันเก็บเงิน เพื่อจะดาวน์คอนโดต่อไป ซึ่งก็จะพอประมาณการได้แล้วว่า จะได้เข้าอยู่อาศัยช่วงใด เช่น คอนโดจะเสร็จ เดือน มกราคม ปี 2010 ก็จะรู้เวลาที่ควรจะจัดงานแต่งงานเสียที ซึ่งก็จะประมาณเดือนมกราคม ปี 2010 เช่นเดียวกัน คือแต่งเสร็จแล้ว ย้ายเข้าบ้านใหม่เลยว่างั้น

ก่อนจะถึงวันแต่ง ฝ่ายผู้ชายก็จะเข้าไปทาบทามฝ่ายผู้หญิง ( การอยู่กินกันก่อนจะแต่งงานไม่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะทั้งสองได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ) เนื้อหาหลักๆ ก็จะประมาณ บ้านเธอเป็นฮกเกี้ยนหรือ ต้องใช้อะไร เท่าไหร่ บ้านฉันเป็นแต้จิ๋ว เคยแต่งแล้วใช้ของแบบนี้ๆๆ ก็ว่าไป ถึงตรงนี้ คงงงๆ แต่เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง

ตัว "สินสอด" เอง สามารถเป็นได้ที่จำนวน 88, 688, 888,1688,1888, 4488, 8888 สิงคโปร์ดอลล่า แพงสุดของญาติสามีเจ้าของบลอกคือ 1888 เรตปรกติที่ให้กันคือ 888 สิงคโปร์ดอลล่า ไอ้ 4888 หรือ 8888 ที่ว่ามานั้น คือ เพื่อนคนอื่นห่างๆ ไกลๆ ได้ยินเค้าว่ามาอีกที

ขอเรียนให้ทราบตามตรง ว่าเมื่อญาติทางนั้นทราบ"เรตสินสอด" ของทางบ้านเจ้าของบลอกแล้ว ถึงกับบ่นอุบเลยทีเดียว พร้อมกับค่อนขอดนิดๆ มาว่า ทำไมคนไทยแพงจัง ( เงิน 250000 ทอง 10 บาท เปลี่ยนเป็นมูลค่าดอลล่าสิงคโปร์แล้ว เฉลี่ยประมาณ 20000 ดอลล่าร์ ) ทั้งๆ ที่สำหรับเรามองแล้วมันก็ไม่ได้โอเวอ่ร์แต่ประการใด งอนไปพักใหญ่เลยเรา

เอาล่ะ เมื่อทั้งสองฝ่าย ตกลงสินสอดมาเรียบร้อยแล้ว ว่าเท่าไหร่ดี สมมติว่า ที่ 1888 ดอลล่านะ เราพักตรงนี้ไว้ก่อน

ฝ่ายหญิงและชาย ก็จะเตรียมสิ่งละอันพันละน้อย ตามวัฒนธรรมของแต่ละบ้าน หรือตามออริจินัลเดิม คือ ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว
กวางตุ้ง ไหหลำ ซึ่งเป็น 4 เหล่าเผ่าจีนใหญ่ของประชากรสิงคโปร์ ดังนี้

-  Martell หรือเหล้ามาเตลล์นั่นเอง เอามาแลกกัน เช่นฝ่ายชายให้มา 2 ขวด ฝ่ายหญิงก็เตรียมแลกไว้ 1 ขวด
-  ส้ม ฝ่ายชายอาจจะเตรียมมาเยอะหน่อย เช่น 8 ลูก ฝ่ายหญิงเตรียม 2 ลูกมาแลก
-  เค้ก เช่น ฝ่ายชาย 8 กล่อง ฝ่ายหญิงเตรียมไว้ 6 กล่อง
-  หมู เช่น ขาหมู ( ได้ยินว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของความบริสุทธิ์ของเจ้าสาว ผิดถูกประการใด โปรดแจ้ง )
-  เทียน สีแดง เป็นรูปฟีนิกซ์ หรือ มังกร 1 คู่ หรือ 2 คู่ ว่าไป แต่มาเป็นคู่นะจ๊ะ

ข้างบนนี้คือ เบสิค ส่วนนอกเหนือจากนั้นก็อาจจะมี
-  เซ็ทเย็บปักถักร้อย
-  เซ็ทผ้าปูที่นอน
-  บางบ้านมีอ้อยด้วยนะเออ อ้อยเป็นแท่งๆ เนี่ยแหละ 
-  น้ำส้ม
หาได้บังคับแต่ประการใด เพราะบางบ้านก็จะมี บางบ้านก็จะไม่มี 
ขอเรียนให้ทราบว่า ทั้งหมด คือต่างฝ่ายต่างเตรียมมา แล้วนำมาแลกกันวันงาน ไม่ใช่ว่าฝ่ายชายให้ แล้วฝ่ายหญิงค่อยเอาของที่ฝ่ายชายให้กลับ แต่ว่าแลกกันตรงนั้นเลย

ทีนี้ กลับมาที่สินสอด เมื่อฝ่ายชาย ตกลงจะมาขอแล้วที่ 1888 ดอลล่า ฝ่ายหญิง ก็จะเตรียมอั่งเปาไว้ เตรียมไว้ทำไม?
คือ มันอย่างงี้ ทางนั้นเค้าก็มี "ค่าน้ำนม" เช่นเดียวกับเราทุกประการ แต่เค้าเรียกอีกอย่าง เค้าเรียกว่า Nappy Money & Shit Money แปลง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านร้านตลาดก็คือ ค่าเช็ดขี้ค่าเช็ดเยี่ยว นั่นเอง สินสอด หรือที่เค้าเรียกว่า Pin Jin นี้เป็นคำขอบคุณ จากฝ่ายชาย  ที่คุณแม่ของฝ่ายหญิงอุตส่าห์อบรมเลี้ยงดูจนทั้งคู่ได้มาเจอกัน และเป็นการขอบคุณที่ให้การดูแลว่าที่คุณภรรยามาตั้งแต่ลืมตาดูโลก คอยเช็ดฉี่ คอยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้
ทีนี้ เมื่อฝ่ายชายเอาอั่งเปาสินสอดให้ 1888 ฝ่ายหญิงก็จะให้กลับ ( อั่งเปาที่เตรียมไว้แล้ว ) เช่น อาจจะรับไว้เพียง 888 เท่านั้น แล้วขอคืน 1000 ให้คู่แต่งงานใหม่เป็นขวัญถุง หรืออาจจะรับไว้เพียง 88 เป็นค่า Nappy Money & Shit Money แล้วคืนที่เหลือ ก็มิผิดกติกา

หากรับไว้หมด ไม่คืน จึงจะเป็นที่ติฉินนินทาพอประมาณในบรรดาญาติ แต่ประมาณไหน ไม่ทราบ อิอิ

ส่วนทอง หรือที่ทางนั้นเรียกว่า Si Dian Jin ไม่มีกำหนดชัดเจนที่จะคำนวณราคาได้เหมือนบ้านเราว่า 5 บาท 10 บาท อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าต้องให้ Yellow Gold อย่างเดียว แต่มันอาจจะเป็น Pink gold. White Gold หรือ Purple Gold ก็ได้ เป็นเซ็ทเครื่องประดับ จำนวน 4 ชิ้น หรือ 5 ชิ้น ( บางบ้านให้ 1 ชิ้น )  ซึ่งมูลค่าก็อาจจะเริ่มต้นที่ไม่กี่ร้อยเหรียญ ไปจนถึงหลักพัน ( โดยเฉลี่ยเห็นซื้อกันที่ 2000 ดอลล่า )

การให้ของและสินสอด จะเริ่มจาก ไปยกน้ำชาที่บ้านฝ่ายชาย รับสินสอด แลกของ แล้วพากันไปบ้านฝ่ายหญิง ยกน้ำชาให้ญาติฝ่ายหญิง หากเป็นหนุ่มสิงคโปร์แต่งกับสาวไทย บ้านของฝ่ายหญิงก็อาจจะเปลี่ยนเป็นห้องในโรงแรมแทน รับอั่งเปาจากญาติๆ แล้วก็เข้าบ้านใหม่ ที่ได้จองไว้ตั้งแต่หลังจดทะเบียน โดย ส่วนใหญ่จะมีกฏกติกาว่า ทุกอย่างต้องเสร็จภายใน 9 โมงเช้า หรือไม่ก็ฤกษ์เข้าบ้านใหม่ต้องตรง 9 โมงเช้า
แสดงว่าอาจจะต้องแหกขี้ตาแต่งหน้าแต่งต้วตั้งแต่ตี 2 ตี 3 เลยทีเดียว

จากนั้นแล้ว จะเข้าพิธีแต่งแบบฝรั่ง คือชุดกรุยกรายอย่างที่เราเห็นเจนตาตามสตูดิโอ โรงแรม หรือร้านอาหารทั่วไป ซึ่งก็อาจจะเป็นช่วงบ่าย หรือเย็น ในโรงแรม ซึ่งตรงนี้ เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ลืมบอกไปว่า ตอนที่ฝ่ายชายไปคุยเรื่องสินสอดทั้ง 2 ฝ่าย จะตกลงกันว่าจะจัดกี่โต๊ะ เช่น ฝ่ายหญิงอาจจะขอ 10 โต๊ะ เป็นต้น บ้านเราอาจจะดูเรื่องสินสอดเป็นหลัก แต่ทางสิงคโปร์จะข่มกันด้วยจำนวนโต๊ะ ว่าญาติใคร พวกใครจะเยอะกว่า

งานจัดตอนบ่าย ย่อมถูกกว่างานเย็นเสมอ
เช่น โรงแรม 5 ดาว งานบ่าย โต๊ะละ 1500 ดอลล่าสิงคโปร์ 1 โต๊ะมี 10 คน แต่งานเย็น จะคิด 1800 ดอลล่า ต่อโต๊ะ
ซึ่งก็มีอย่างอื่นที่ต้องบวกเพิ่มอีก เช่น นักดนตรี, ค่าเครื่องดื่ม, ค่าแอลกอฮอลล์, ชุดเจ้าบ่าว เจ้าสาว, เช่ารถ เน้นสปอร์ตเปิดประทุน ( ขับจากเสร็จพิธีเช้าที่คอนโดใหม่ แล้วไปต่อที่โรงแรม ), เค้กโรงแรม ( บางที่ก็มาเป็นแพคเกจ พร้อมห้อง )
ดอกไม้, ซุ้มถ่ายรูป โน่นๆ นี่ๆ จิปาถะ
งานแต่งญาติสามีเจ้าของบลอก โรงแรมแพนแปซิฟิค ปี 2012 เดือน พฤษจิกายน 20 โต๊ะ หมดไป 45000 เหรียญ เฉพาะของโรงแรมเท่านั้น
ไม่รวมค่าจ้างอื่นๆ เช่น วงดนตรี ช่างกล้อง ค่าชุด

มารยาทซองงานแต่ง
ถ้านั่ง 2 คน ต้องให้อั่งเปา 2 คน ไม่มีไปทั้งบ้านแล้วรุมกินโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีเอาถุงไปห่อเพิ่มนะจ๊ะ อิอิ ( ทั้งที่ก็อยาก เป๋าฮื้องี้ หูฉลามงี้ 5555 )
แล้วเค้าจะมีเรตไว้เลย ว่า ถ้างานแต่งโรงแรมนี้ๆ ต้องให้อั่งเปาไม่ต่ำกว่าเท่าไหร่ๆ โดยคิดจากราคาโต๊ะ หาร 10 ที่นั่ง แล้วคูณด้วยจำนวนคนที่ไปด้วย
เช่น โต๊ะราคา 1000 ไปกัน 3 คนพ่อแม่ลูก ก็ควรให้อั่งเปาไม่ต่ำกว่า 300 ดอลล่า
ดังจะเห็นตามรูป ไม่เป็นการผิดมารยาทแต่ประการใด ดังนั้น คู่บ่าวสาวจึงขาดทุนน้อย หรือไม่ขาดทุนเลย ( แต่ถึงไม่ขาดทุนเลยก็ไม่ได้กำไรอยู่ดี เพราะค่าแต่งแพง ) 


ต่อจากนั้น จบพิธี คู่บ่าวสาวก็ได้เริ่มชีวิตคู่อย่างสมบูรณ์ ( จริงหรือ?? )

สรุปคือ ทางสิงคโปร์จะไม่เน้นมูลค่าสินสอด เพราะการจะจัดงานแต่งงานได้ ใช้เงินไม่น้อย หากเทียบเป็นเงินไทย ไม่ต่ำกว่า 1000000 บาทเลยทีเดียว ถ้าจะจัดในโรงแรม แต่ของไทย เน้นทุกเรื่อง 5555

รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต


/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ส่วนนี้ แก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557

สินสอด ของ มาเลย์ จากคำถามของคุณ chérie

ณ ตรงนี้ ต้องถามว่า มาเลย์ จีน หรือเรียกอีกอย่างว่า คนจีน มาเลย์ ( Chinese Malay )
หรือ มาเลย์ มลายู ( Malayu )  คะ
เพราะ ขนบธรรมเนียมไม่เหมือนกันเลย
มาเลย์จีน คือ คนจีนในมาเลย์เซีย ส่วนมลายู คือ คนมาเลย์ หรือ คนมาลายู ที่เป็นมุสลิม

หากเป็น มลายู ดิฉันไม่ทราบอะไรมาก แต่ได้ยินว่า สินสอด อยู่ที่ราวๆ 10000 ริงกิต หรือ หนึ่งแสนบาท ผันแปรไปตามมาตรฐานสังคมและครอบครัว ผิดถูกประการใด โปรดทักท้วงนะคะ

แต่หากเป็น มาเลย์ จีน ซึ่งส่วนมาก จะเป็นกวางตุ้ง ลงมาทางใต้หน่อย หรือทางยะโฮบารู ส่วนมากก็จะเป็นฮกเกี้ยน พิธีแต่งงาน คงไม่ต่างอะไรกับทางจีนสิงคโปร์มากนัก โดยหลักๆ น่าเป็นพิธียกน้ำชา
ส่วนมูลค่าสินสอด น่าจะประมาณเดียวกับสิงคโปร์ค่ะ

หากต้องการแต่งงาน และต้องการประหยัด เนื่องจาก ค่าแต่งงานในสิงคโปร์แพงจริงๆ เราช่วยสามี หรือ ภรรยาของเราได้ ด้วยการ สั่งชุดแต่งงานในเมืองไทยซะ ดิฉันเห็นหลายเว็บ ขายในราคาไม่เกิน 3000 ถึง 4000 บาท นับว่าถูกนะคะ แถมเก็บไว้ได้ ยันชั่วลูกชั่วหลาน

ในพิธี ต้องเปลี่ยน 3 ชุด ก็เอามามันทั้ง 3 ชุดนั่นแหละค่ะ

พรีเว็ดดิ้ง หรือ ถ่ายรูป เมืองไทยถูกกว่าแน่นอน
แต่หากต้องการได้ภาพบรรยากาศฉากหลังของสิงคโปร์ ก็ต้องเลือกสตูดิโอที่ดี ไม่เอาเปรียบเรา 

แต่งหน้า ทำผม บางที จ้างช่างจากเมืองไทย จองตั๋วล่วงหน้า ช่วงโปรโมชั่นแรงๆ คิดสะระตะแล้ว ยังจะถูกกว่า จ้างช่างในสิงคโปร์ 

การ์ด หากพิมพ์ไปจากที่เมืองไทยได้ ก็จะประหยัดไปได้หลักร้อยเหรียญเลยทีเดียว

ของชำร่วย เล็กๆ น้อยๆ ตอบแทนแขกเหรื่อ ซื้อจตุจักรก็ได้ค่ะ

สิ่งเหล่านี้เหมือนจะไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก แต่หากเราประหยัดได้ในส่วนที่เหลือที่ควร มันก็หลักพันเหรียญเลยทีเดียว เก็บเงินไปฮันนีมูนไกลๆ ดีกว่าค่ะ


ดิฉันเจอ น้องคนไทยคนหนึ่ง วีนบ้านแทบแตกเมื่อได้รับรู้ว่า สินสอดเค้าให้กันแค่ 1888 เหรียญ และทางฝ่ายชาย ไม่ยินดีจะให้เพิ่ม เนื่องจาก ทางบ้านเค้าเองก็ไม่ Well - Off และค่าใช้จ่ายในงานแต่งก็สูง ส่วนทอง ซื้อเป็น พิ้งค์ โกลด์ ซึ่งมูลค่าไม่ได้สูงมาก หากจะต้องขายคืน เล่นเอาน้องคนนี้ Call - Off หรือ ยกเลิกงานแต่งเลยทีเดียว ไอ้เจ้าฝ่ายชายก็งงๆ ว่าฉันผิดอะไร ในเมื่อเค้า ( ในสิงคโปร์ ) ก็ให้กันเท่านี้ แล้วว่าที่แม่ยายจะขนทองมามอบให้อีก รู้ไหม ว่าบ้านผมเสียหน้า เพราะหาสินสอดมูลค่าเท่าเทียมไม่ได้

ไอ้เจ้าฝ่ายหญิงก็เคือง ให้ 1888 มันน้อยกว่า 50000 บาทอีกนะ แถมแม่ชั้น ยังต้องคืนเธออีก 1000 เหรียญ เท่ากับสินสอดจริงๆ 888 เอง ไม่ถึง 20000 บาทด้วยซ้ำ แถมทองที่เธอจะให้มูลค่าไม่ถึง 30000 บาทเลยนะ ชั้นไม่ได้ราคาถูกอย่างนั้น แม่ชั้นตั้งใจจะขนทองแท่งไปสัก 20 บาทเลยด้วยซ้ำ มูลค่ามากกว่าเธอตั้งเยอะ บ้านฉันก็ไม่ได้รวย แต่ลูกสาวจะแต่งทั้งที ทุ่มขนาดนี้ เธอยังไม่ใส่ใจจะเพิ่มให้ฉันเลย

อธิบายอย่างไรก็ไม่ช่วย แผลมันหมางกันแล้วทั้งสองบ้าน

กลายเป็นไม่เข้าใจกันไป เลิกกัน กลับเมืองไทยเรียบร้อย โลกนี้มันไม่ได้สวยอย่างที่คิดจริงๆ

ไม่อยากให้คู่ใดมีปัญหานะคะ หากเข้าใจกัน หาข้อตกลงกันได้ร่วมกัน มันก็จะดีมาก ดิฉันเอง เข้าใจว่าข้อมูลแบบนี้ สำหรับคนที่จะแต่งงานกับคนสิงคโปร์ มีน้อย และบางคนก็ไม่กล้าถามแฟน บางคนก็ไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน อย่างไรเสีย รักกันแล้ว จะยากดีมีจนก็คนของเรา หากมีปัญหา ต้องอธิบายให้ทางฝ่ายเราเข้าใจ ก็จะได้มีข้อมูลล่วงหน้า คุณแม่บางท่านก็อยากได้สินสอดเป็นหน้าเป็นตา แม้จะคืนทั้งหมด ให้ลูกสาวก็ตาม ดิฉันก็เข้าใจ เพราะดิฉันคนไทย เรื่องแบบนี้ มันไม่ต้องอธิบาย แต่หากเราบอกคุณแม่ของเราก่อน ท่านก็จะได้มีข้อมูล หากอีกฝ่าย เสนอมาในจำนวนที่ท่านอาจจะคิดว่าน้อยไป ท่านก็จะได้เตรียมใจ 


อันนี้เป็นตัวอย่าง จากข้อความในเว็บบอร์ด ของสิงคโปร์นะคะ


แปลคร่าวๆ ว่า มูลค่าสินสอด มันไม่เหมือนกันหรอกจ้ะ บางบ้าน นิดๆ หน่อยก็ได้ เช่นอาจจะ 188 เหรียญ แล้วค่อยคืนให้สามี 100 เหรียญ บางบ้านก็ 1888 เหรียญ 8888 เหรียญ แล้วแต่นะ ส่วนของฉัน ฉันจองโต๊ะสำหรับบ้านฉันไว้ 10 โต๊ะ ก็ราวๆ 15000 เหรียญ ฉันก็เลยจะขอสินสอดแค่ 1888 แล้วก็ค่อยให้คุณสามีคืนไป 1688 หวังว่าแม่ฉันคงจะเข้าใจนะ 


เห็นไหม ว่าเค้าไม่ได้เน้นที่สินสอด เค้าเน้นกันจริงๆ ว่าบ้านไหนจะแขกเยอะ โต๊ะเยอะ ครอบครัวใหญ่กว่าอีกฝ่าย เท่านั้นเอง

ส่วนที่ว่า ธรรมเนียมนีี้เหมือนกันการขายลูกกินหรือไม่ เหตุใดจึงไม่เหมือนกับวัฒนธรรมอินเดีย ที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายไปขอผู้ชาย

ดิฉันเองมีลูกสาว ตัวดิฉันเองก็เป็นลูกสาว แม้ว่าการเรียกสินสอดจะเป็นสิ่งที่ทำสืบๆ ต่อกับมา โดยที่ไม่มีเหตุผลรองรับชัดเจน ว่า เป็นค่าน้ำนม ค่าประกันหากฝ่ายชายตีจาก หรือเป็นเพราะคุณแม่อยากจะข่มข้างบ้าน แต่ดิฉันก็ไม่ได้เห็นว่าจะเป็นข้อเสียแต่ประการใด ในเมื่อ แม่ฝ่ายหญิง ทั้งของเพื่อนๆ คนรู้จัก ต่างก็คืนสินสอดนี้ไปเป็นทุนให้คู่บ่าวสาวทั้งหมด แถมทบกลับให้เพิ่มอีก ให้มา 100 เพิ่มไปอีก 100 มีมากให้มาก มีน้อยทบน้อย แต่เท่าที่เห็นคือ เงินนี้ จะเป็นทุนให้บ่าวสาว ได้ก่อร่างสร้างตัวด้วยกันทั้งนั้น ดิฉันจึงมองไม่เห็นข้อเสียใดๆ ด้วยประการฉะนี้ ในเมื่อทั้งสองฝ่าย ต่างก็อยากให้ลูกของตนมีพื้นฐานที่ดี เท่าที่คนเป็นพ่อแม่จะให้ได้ครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกเรือน อีกฝ่ายก็ได้ดูด้วย ว่าที่ขอสินสอดไป แม้ว่าฝ่ายชายอาจจะหาไม่ได้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียกร้อง แต่หากได้เห็นความพยายาม ความตั้งใจจริง มีพ่อแม่ที่ไหนบ้างจะปฏิเสธ

แน่หล่ะ ย่อมมีแม่บางประเภท ซึ่งก็เคยเจอบ้าง นานๆ ที ต้องการเรียกสินสอดในจำนวนที่มากเกินกำลังทรัพย์ หากฝ่ายชายหาไม่ได้ แม้จะพยายามเต็มที่แล้ว ก็จะถูกค่อนขอดว่าไม่มีปัญญา  โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายชายอาจจะเป็นชาวต่างชาติ ทำงานออฟฟิสกินเงินเดือนธรรมดา จ่ายภาษี ฮอลิเดย์ปีละครั้ง แม่ฝ่ายหญิงประเภทนี้ก็มักจะมีความหวังมากเป็นพิเศษ หวังว่าฝ่ายชายจะออกให้ทั้งหมดตามจำนวนที่ตนต้องการ โดยไม่สนใจว่า อีกฝ่ายมีวัฒนธรรมอย่างไร คิดแต่เพียงฉันต้องได้ตามนั้น และไม่คิดจะคืนให้ หรือทบให้บ่าวสาวไปทำทุน ดิฉันว่าแม่ประเภทนี้ต่างหาก ที่น่าตำหนิ ไม่ใช่ประเพณีเลย ที่ล้าหลัง 






Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 12:31:49 น.
Counter : 16247 Pageviews.

8 comment

ทิโมธี
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Hola! Hello! สวัสดีค่ะ


Group Blog