Walk in the dark! 12


เธอจัดแจงให้หลานชายไปพักบ้านพ่อซึ่งปกติในวันเสาร์อาทิตย์ไม่พ่อก็แม่ของเขาจะรับไปอยู่ด้วย และพามาส่งในเย็นวันอาทิตย์เธอจึงดำเนินตามแผนที่คิดไว้ได้สะดวกหน่อย เธอไปถึงที่นั่นก่อนตอนบ่ายจัด ๆ นั่งบนโขดหินรอให้พระอาทิตย์ตกดินสายตาก็จ้องจับไปที่ปากถ้ำคุ้งห้วยน้ำดำที่น้ำนิ่งมองดูเหมือนแผ่นหินสีดำก้อนใหญ่มีเพียงต้นหญ้าหลากหลายสายพันธุที่ลอยอยู่ริมขอบคุ้ง บริเวณรอบข้างเงียบกริบเธอพยายามทบทวนเรื่องที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง ตอนนั้นเธออายุราว ๆ สิบขวบนอนป่วยโดยหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูทำนา ในสมัยโน้นไปไหนมาไหนต้องเดินด้วยเท้าไม่มีรถเครื่อง ไม่มีรถยนต์ แม้แต่จักรยานก็ไม่มีพอหลังฤดูเก็บเกี่ยวไปไหนมาไหนยังพอได้นั่งเกวียนบ้าง เธอป่วยเดินกลับบ้านไม่ได้จำต้องนอนพักอยู่กับพ่อที่กระท่อมปลายนาที่ชาวบ้านเรียกว่าเถียงนายาที่แม่ให้พี่ชายเอาไปให้คือยาทันใจซองสีชมพูอมม่วง เป็นชนิดผงห่ออยู่ในกระดาษสีขาวรสออกหวานสำหรับเด็ก ถ้าเป็นชนิดสำหรับผู้ใหญ่เรียกว่ายาปวดหายซองสีเขียว รสขมแต่เธอทานยาเข้าไปแล้วก็ยังไม่หาย ยังปวดหัว ตัวร้อนจี๋ เจ้าของนาที่อยู่ใกล้ ๆเป็นคนมาจากหมู่บ้านอื่นชื่อน้าเส เขาอาศัยอยู่กันทั้งครอบครัว ยังไม่ขนครัวกลับบ้านเย็นวันหนึ่งเขาเอาของกินมาฝาก

“ได้ข่าวว่าลูกสาวลุงไม่สบายเหรอผมเอาปิ้งกบน้อยมาฝาก เมื่อคืนไอ้เทิดมันไต้ได้เยอะพอสมควร” จากนั้นพ่อกับน้าเสก็พูดคุยกันสองสามประโยค

“ข้ายังสำนึกในบุญคุณลุงอยู่เสมอที่ช่วยไอ้เทิดลูกชายคนโตข้าขอให้ลูกสาวลุงหายเร็วไวนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก มีอะไรก็ช่วยกันไปขอบใจที่มีน้ำใจมาเยี่ยม” พอน้าเสกลับไปพ่อก็ยกกล่องข้าวเหนียวกับกบน้อยคลุกเกลือที่หนีบมากับไม้ไผ่ผ่าซีกปิ้งสุกส่งกลิ่นหอมมาวางตรงหน้าเธอ “ เอ้า วันนี้ทานกบปิ้งนะกินเยอะ ๆ จะได้หายไวๆ ”

“มันฝืดคอ คงกลืนไม่ลง” พ่อจึงไปเอาน้ำต้มจากกามาให้ดื่ม

“เอ้า ดื่มน้ำอุ่นนี่ก่อนจะได้ล่องคอ”เธอทำตาม และทานข้าวได้สามสี่คำ “กินอีกนิดสิ น้าเสเขาอุตส่าห์เอามาฝาก” แล้วพ่อก็พูดพร่ำไปคงจงใจจะเล่าเรื่องให้เธอฟัง “ถ้าเป็นเมื่อก่อน พ่อไม่อยากเอ่ยถึงพวกเขาเลยจนกระทั่งมีเรื่อง” เรื่องที่พ่อเล่ามีอยู่ว่าไอ้เทิดลูกชายคนโตของน้าเส กำลังย่างเข้าวัยรุ่น ในขณะที่พ่อกับแม่และลูกคนอื่น ๆลงแปลงนา ปักดำไอ้เทิดมีหน้าที่ต้อนฝูงวัว ควายไปเลี้ยงตามชายป่าชายเขาทุกครั้งที่ไปก็จะถือหนังสะติ๊กไปหายิงกิ้งก่า ยิงนก กระรอกกระแต หรืออะไรก็ได้ที่บังเอิญผ่านมา เมื่อหญ้าริมชายป่าเริ่มเบาบางไอ้เทิดก็ต้อนวัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปากถ้ำคุ้งห้วยน้ำดำแล้วตะโกนโหวกเหวกทำเสียงดังหรืออาจจะทำอะไรมากไปกว่านั้นจนบังเอิญไปรบกวนเจ้าที่เข้าพอกลับมาถึงบ้านตอนบ่าย ๆ ไอ้เทิดก็ล้มตึงลง ชักกระตุก ลำตัวแข็งทื่อ ปากอ้าตาค้าง พ่อ แม่ไอ้เทิดทั้งนวดทั้งให้ดมยา พัดวีให้สารพัด แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นตัวแข็งทื่อ ความชืดเย็นเริ่มก่อตัวจากที่ปลายเท้าเริ่มไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ผ่านแข้งหัวเข่า ขา น้าเสกระโดดลงเถียงนาร้องไห้โฮมาหาพ่อ บอกให้ไปดูลูกชายให้ด้วยพ่อรีบไปเอามือจับไอ้เทิดไว้และทำปากขมุบขมิบไม่นาน ไอ้เทิดเริ่มอ่อนตัวลงความเย็นแล่นหายกลับไปทางเดิม ไอ้เทิดลืมตาขึ้นทำหน้างง ๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พ่อถามไอ้เทิดว่าไปที่ไหนมา พอไอ้เทิดบอกพ่อบอกว่าเดาไว้แล้วไม่ผิดทั้งน้าเสและภรรยาต่างก้มกราบพ่อขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า

“ตกกลางคืน พอพ่อนอนหลับมันก็มาหาพ่อมันเป็นคลื่นไหลมายิก ๆ แล้วปรากฏร่างเป็นผู้เฒ่าแต่งชุดขาว หนวดเครายาวเฟื้อยผมขาวโพลนยาวถึงน่อง มันพูดกับพ่อว่า ‘มึงช่วยมันทำไม เกเรนัก ปากไม่มีหูรูดกูกะจะเอาให้มันตาย’

“เอาละเด็กมันไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ท่านปล่อยมันไปเถอะมันคงไม่กล้าย่างกรายไปแถวนั้นอีกแล้ว”

‘เอ้า เพื่อเห็นแก่มึงที่อยู่แถวนี้มานานและเป็นคนดี คนซื่อ’ พูดจบร่างนั้นก็หายแว๊บไป แล้วต่อ ๆ มาพ่อก็เล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกเธอยิ่งโตก็ยิ่งไม่เชื่อ และเห็นว่าเรื่องที่พ่อเล่ามันนิทานหลอกเด็กจนกระทั่งได้ดูสารคดีหัวข้อ วิญญาณมีจริงหรือไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งออกมานำเสนอว่าวิญญาณมีจริงจากการทดลองกับคนใกล้จะตายจะพบว่าวิญญาณเคลื่อนที่ไปในลักษณะคลื่น ได้ฟังดังนั้นทำให้เธอต้องคิดทบทวนเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟังพ่อเป็นคนรุ่นเก่าการศึกษาน้อย แต่พ่อบอกว่ามันเป็นคลื่นไหลมายิก ๆ การมาเยือนคุ้งน้ำดำครั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ว่าเรื่องที่พ่อเล่านั้นมีจริงหรือไม่

พอพระอาทิตย์ตกดินความวังเวงเคลือบคลานเข้ามาแทนที่ เธอตั้งสติไม่ให้จิตใจวอกแวก ควานหาธูปและไฟแซ็กที่นำติดตัวมาด้วย จากนั้นจุดธูป ตั้งจิตอธิษฐาน นึกแปลกใจตัวเองในตำราเรียนไม่เคยสอนแต่ก็จำเอามาจากที่ต่าง ๆ ในชีวิตไม่เคยติดต่อกับจิตวิญญาณหรือพลังลึกลับมาก่อนแต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำด้วยวิธีไหนเพราะไม่มีสูตรตายตัว เธอพึมพำอธิษฐาน ปักธูปลงใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้โขดหินที่อยู่ใกล้ปากถ้ำมากที่สุดจากนั้นเดินฝ่าความมืดลงเขา ขี่รถเครื่องไปนอนรอฟังผลที่บ้าน อาบน้ำเสร็จรีบเข้านอนฟังหัวใจที่เต้นไม่เป็นปกติ เพราะรอลุ้น แต่ข่มตาให้หลับยากเหลือเกิน มองดูนาฬิกา4 ทุ่ม 5 ทุ่มผ่านไป 6 ทุ่มกำลังจะผ่านเลยไป เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก็นึกขำตัวเองที่ทำอะไรตลก ๆ ลงไป เลิกคิดถึง เลิกสนใจมัน สักพักก็เผลอหลับไปแล้วก็ฝันเห็นตัวเองกำลังเดินผ่านสุมทุมพุ่มไม้เท้าเหยียบกิ่งไม้ใบต้องแห้งเสียงดับกรอบแกรบ เดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าเดินไปไหน แต่ดูเหมือนว่าต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาสังเกตเส้นทางเบื้องหน้ามารู้ตัวก็ตอนที่ร่วงตกลอยละลิ่วดิ่งลงหน้าผาสูงชันปากเผลอตะโกนเรียกหาพ่อให้ช่วยสุดเสียง พลันทุกอย่างก็หยุดนิ่ง ตัวเธอเองอยู่ในท่าตัวงุ้มงอแต่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศรอบๆ ลำตัวแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้ รอบกายมืดมิด ไม่นานก็มีลำแสงเล็ก ๆ สีขาวนวลส่องเล็ดลอดแทรกความมืดออกมาแล้วแผ่รัศมีกว้างขึ้น ๆ ลำแสงนั้นพุ่งมากระแทกร่างของเธอจนสะดุ้งเฮือกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วเรือนร่างมันไม่ใช่แสงอย่างที่เธอคิดแต่มันเป็นละอองน้ำเหมือนเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะกันเป็นกลุ่มก้อน สายตาของเธอพร่ามัวเหมือนมองผ่านหมอกควันหนา ๆ มองอะไรไม่เห็นจากนั้นความเย็นยะเยือกประดุจน้ำแข็งก็ลอยมาปะทะร่างของเธออีกเป็นครั้งที่สองคราวนี้เธอหนาวรู้สึกหนาวจี๊ดเข้าไปถึงกระดูก เหมือนลำตัวถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งกลุ่มไอน้ำที่ลอยอยู่ตรงหน้าหมุนเป็นเกลียวแนวตั้งจากหมุนไปช้า ๆ เป็นเร็วขึ้น ๆ แล้วเกรียวนั่นก็หยุดไอน้ำแตกกระจาย ปรากฏเงาเลือนรางอยู่กลางเกรียวแล้วเงานั่นก็เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพผู้เฒ่าถือไม้เท้ายืนหลับตารูปร่างหน้าตาตรงกับที่พ่อเล่าให้ฟังทุกประการ มีเสียงสะท้อนก้องดังมาเหมือนเสียงเอคโคทั้งๆ ที่ผู้เฒ่ามิได้ขยับริมฝีปาก

“ลูกสาวเจ้าทองไทบ้าบิ่นเหมือนพ่อของมันจริง ๆ บังอาจริมาพร่ำเรียกหาข้า รบกวนเวลาอันสุขสงบของข้า”เสียงนั้นเกรี้ยวกราด เนื้อตัวของเธอสั่นงันงกอยากจะพูดขอโทษแต่กลับขยับริมฝีปากไม่ได้

“ตอนนี้เจ้าอยู่ตรงกลางระหว่างเป็นกับตายเพียงแค่ข้ากระดกนิ้วเท่านั้น เจ้าก็จะร่วงลงสู่เหวลึก” เธอกลัวจนตัวสั่นแต่ลำตัวยังคงลอยนิ่งอยู่ที่เดิม “เฮอะ พ่อของเจ้ากับเดรัจฉานชั้นต่ำที่เขาบูชานั้นเหรอ เดรัจฉานก็คือเดรัจฉานวันยังค่ำมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” ผู้เฒ่าเหมือนรู้ว่าเธอต้องการถามอะไร “เขาได้มันมาก็แค่มีคนเล่นไสยเวทออกล่าหาสมบัติพ่อเจ้าก็ไปหลงเชื่อ กลับมองว่าเป็นสิ่งดี ไม่มองถึงภัยในอนาคต”น้ำเสียงกราดเกรี้ยวจนแสบแก้วหู “ ฟังนะ มันจะเคลื่อนไหวตามจิตเจ้าถ้าเจ้าเฆี่ยนมันไม่ได้ มันจะครอบงำเจ้า อารมณ์ของเจ้าจะเพิ่มพลังให้มัน ไป๊ ไปซะ” พอผู้เฒ่าพูดจบเธอตกใจสะดุ้งตื่นคำพูดผู้เฒ่ายังก้องอยู่ในหัว

‘มันจะเคลื่อนไหวตามจิตถ้าเฆี่ยนมันไม่ได้มันจะครอบงำเจ้า อารมณ์ของเจ้าจะเพิ่มพลังให้มัน’ เธอทบทวนคำพูดของท่านผู้เฒ่ากลับไปกลับมา ถ้างั้นก็อย่าเพิ่มพลังให้มันเธอสรุปเอาง่าย ๆ

ชีวิตของเธออยู่แบบปกติสุขไปเรื่อยๆ ไปได้อีก 5 ปี เธอยังคงทำงานที่เดิม หลานชายก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วเธอจึงอยู่บ้านคนเดียว ขณะเดินซื้อของที่ตลาดนัดวันอาทิตย์มีเสียงทักมาจากข้างหลัง เป็นเสียงที่ทำให้เธอสะดุ้งโหยง

“หวัดดีนายมาซื้อของเหรอ” มีคนเดียวที่เรียกเธอว่านาย เธอหันขวับไปตามเสียงนั้นเห็นเขายืนยิ้มที่มุมปาก ในมือหิ้วถุงพะลุงพะลัง

“อ้าวพี่มาทำอะไรที่นี่”เธอเปล่งเสียงให้ฟังดูตื่นเต้นและดีใจ ยังงง ๆ กับฟ้าที่เล่นตลกเข้าให้

“นายดูผอมไป” เขายืนจ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

“พี่ดูตัวโตขึ้นสงสัยโตตามยศ” เขาหัวเราะชอบใจ

“นายรู้ไหมสวรรค์มันแกล้งฉันหรือเปล่า ฉันได้มาเป็นหัวหน้าสถานี ตำบลใกล้ ๆ นิ”

“อ้าวเหรอ สารวัตรใหญ่ละสิ” เขายิ้มกรุ้มกริ่ม เดินเข้ามาก้มกระซิบใกล้ ๆ

“ฉันยังคิดถึงนายมาคราวนี้ฉันมาคนเดียว ทะบงทะเบียนสมรสฉันถอนแล้ว นายจะเชื่อฉันไหม”

“พี่ไม่เคยพูดความจริง”

“แต่ฉันเสี่ยงตายช่วยนายขนไม้นั่นนะเรื่องจริงยังไม่คิดว่าฉันจริงใจอีกเหรอ”

“ทวงบุญคุณละสิทำไมไม่ถามหนูแต่งงานรึยัง”

“ลูกน้องรายงานหมดแล้วมีแต่คนอยากเล่าเรื่องนายให้ฟัง”

“ฮื่อรู้หมดแล้วก็ไม่มีอะไรจะคุย ขอตัวนะคะ”

“คนเคยรักกันเจอกันพูดแค่นี้เหรอ” เธอโบกมือให้แล้วเดินจากมาหัวใจเต้นโครมคราม โลกใบนี้ตั้งกว้างใหญ่ทำไมต้องเจอ เขาครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องมันน่าจะจบลงตรงที่เธอเดินจากแล้วแต่มันก็ปิดฉากไม่ลง เมื่อจู่ ๆ มีผู้ปกครองนักเรียนสองคนที่เธอรู้จักดีมาหาเธอที่บ้าน มาทำหน้าที่เป็นแม่สื่อ

“อาจารย์ทะเบียนสมรสน่ะเขาถอนจริงๆ เขาประกาศในที่ประชุมเลยว่า เขาโสด ต้องการรับสมัครแม่บ้าน พวกเรารู้มาว่าเขาเคยรักใคร่ชอบพอกับอาจารย์มานาน นับยี่สิบกว่าปี คนเราแก่เฒ่ามาก็ต้องการคนดูแลถ้าอาจารย์แต่งงานกับเขาก็ได้เป็นคุณนายสารวัตรใหญ่” และ จุด จุด จุด สารพันจะสรรหามาพูดแล้วเธอกับเขาก็ได้เจอกันบ่อยขึ้น ๆ เสียงเชียร์เสียงสนับสนุนก็มากขึ้นจนเธอเกิดความคิดเห็นคล้อยตาม และคบกันถึงขนาดเป็นแฟนกัน เขาออกปากถึงจะขอจะแต่ง

“หนูเคยโดนพี่หลอกมาหลายครั้งแล้วถ้าหลอกครั้งนี้ หนูขอเอาปืนยิงที่ขาพี่นะ แล้วจะนำส่งโรงพยาบาล และให้บอกหมอไปว่าพี่ทำปืนลั่นใส่ขาตัวเอง”

“ได้เลยคราวนี้จะให้ฉันสาบานที่ไหน ปืนขนาดไหนก็เอามาเลย ฉันพูดความจริง”

โบราณว่าเอาไว้ความรักทำให้คนตาบอด เธอเองก็หนีคำกล่าวนี้ไม่พ้น จากไปไหนมาไหนด้วยกัน ทานข้าวด้วยกันโทรหากันทุกวัน ทุกคืน ทุกเช้าทุกเย็น เหตุการณ์นี้เป็นเพียงสองอาทิตย์พลันโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่มีสัญญาณ ให้ฝากข้อความ โทรเข้าสถานีก็ไม่อยู่ใจเธอร้อนรุ่มเหมือนตั้งอยู่บนเตาไฟ ขับรถตะลอน ๆ ตามหาก็ไม่เจอถามลูกน้องก็บอกกลับบ้าน ถามว่าจะมาเมื่อไหร่ ก็ตอบไม่ได้ วัน ๆ เธอก็ได้แต่นั่งกดโทรศัพท์ แล้วจู่ ๆเธอก็นึกอยากลองไปดูที่บ้านพักของเขา แล้วก็ต้องใจเต้นโครมครามที่เห็นรถประจำตำแหน่งของเขาจอดอยู่หน้าบ้านไฟข้างในส่องสว่าง เธอจึงลองเดินไปเคาะประตู คนที่เปิดประตูออกมาเป็นเขาดูท่าทางตกใจจนหน้าซีด แต่เขาก็เอามือจุ๊ปากเป็นสัญญาณไม่ให้ส่งเสียงดัง เธอมองผ่านไหล่เขาเข้าไปดูข้างในห้องสาวรุ่นสวมใส่เสื้อสายเดี่ยวคอกว้าง เว้าลึกโชว์ร่องอกอวบอิ่ม เข้ารูปกับกางเกงขาสั้นรัดติ้วโชว์เนื้อหนังที่อวบอั๋นพลันหล่อนก็หันมาเห็นเธอพอดี

“มาอ่อยผัวชั้นถึงบ้านหรือเชอะ นังนี่” หล่อนพูดพร้อมกับวิ่งมาหาเธอ ซึ่งกำลังหันหลังเดินลิ่วกลับไปที่รถส่วนเขาวิ่งหลบไปทางอื่น เธอยืนเผชิญหน้ากับหล่อน

“ฉันมาเพื่อตอกย้ำความโง่ของตัวเอง”พูดจบเธอก้าวขึ้นรถขับบึ่งออกไป พอพ้นสถานี เธอร้องไห้โฮสุดเสียง ต่อว่าตัวเอง

“เราน่ะมันโง่มันโง่ที่หลงเชื่อเขา นังโง่ นังโง่” เธอเหยียบคันเร่งจนเข็มไมล์หมุนติ้วจากร้องไห้กลายเป็นหัวเราะกับตัวเองเสียงหัวเราะของเธอดังเป็นเสียงเอ็คโคก้องไปก้องมาในรถ กลับมาถึงบ้านน้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว แต่เพลิงแค้นเข้ามาแทนที่ สำหรับเธอแล้วนี่มันหยามกันชัด ๆสำหรับเธอกับเขาต้องเอากันให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย วันต่อมาเธอเข้าพบนายอำเภอบอกเหตุผลต้องการปืนพกสั้นไว้ป้องกันตัว

“ตายแล้วสวย ห้าวจนหนุ่ม ๆ ไม่กล้าจีบ แล้วยังจะมาเป็นสวยดุอีก คิดทบทวนใหม่นะครู”

“โธ่นายอำเภอก็เห็นว่าบ้านของหนูอยู่ชายป่ากลางคืนมักมีเด็กวัยรุ่น หายิงนก ยิงหนูป่ารอบ ๆ ริมรั้วหนูจะได้ยิงขู่พวกมันบ้าง” นายอำเภอก็แสนใจดี เว็นอนุมัติให้ไม่พอโทรสายตรงไปหาลูกน้องเก่าด้วย พอวางสายก็หันมาทางเธอ

“ศุกร์เช้าเข้าไปรับได้เลย ไปหาคนชื่อนี้” นายอำเภอพูดพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ “บอกว่ากระบอกที่นายอำเภอโทรมาจอง”เธอไหว้รับอย่างสวยงาม จ่ายเงินผ่านธนาคารแล้วถือสลิปไปเอาตามนัดวันถัดมาเธอไปติดต่อลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจน้ำให้หาปืนไม่มีทะเบียนให้อีกกระบอกหนึ่ง

“อาจารย์จะเอาไปทำอะไร”

“ไว้ล่าหนูพุก”

“มันมีของจีนแดงกับของโซเวียตนะ ของจีนแดงหมื่นเจ็ด ของโซเวียตใหม่เอี่ยมก็แพงหน่อยสามหมื่นห้าครับ อาจารย์สนใจอันไหน”

“อันที่ยิงแล้วโยนทิ้งได้เลย”

“โธ่อาจารย์จะเอาไปยิงอะไร จะเป็นสาวบู้ไปถึงไหน หวังว่าคงไม่ไล่ยิงหนุ่ม ๆ นะ”

ตอนนี้อาวุธพร้อม ใจพร้อม รอวันได้ลุย ปิดบัญชีกันไปข้างหนึ่งเลย




Create Date : 01 มีนาคม 2560
Last Update : 1 มีนาคม 2560 16:58:57 น.
Counter : 232 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Maya_II
Location :
มุกดาหาร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



Star sign : Gemini
Hobby : Reading & Writing
Interest : variety