ฟุ้งซ่านยามดึก
วันนี้ทำไมไม่รู้จู่ๆนอนดึกซะอย่างนั้น ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆเลยมาเขียนไดอารี่เล่นๆ จริงๆอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เวลาไม่อำนวย พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ตื่นสายได้+ไม่ง่วง โอกาสมาถึงแล้วๆๆๆ

ประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมาเราได้ถกเถียงกับเพื่อนมุสลิมสองคน เออ ก็ได้แง่มุมเกี่ยวกับศาสนาอิสลามมาไม่น้อย ตอบคำถามที่อยู่ในใจมาสิบกว่าปีของเราได้ด้วย ในระหว่างที่เราถกเถียงกับเพื่อนมุสลิมอยู่นั้น เราสังเกตได้อย่างนึงคือพวกเขาบอกว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีความละเอียด เคร่งครัด ทั้งๆที่ใจจริงแล้วเราว่าพุทธละเอียดกว่า

ข้อแตกต่างคืออะไร??? ดูเหมือนอิสลามจะบัญญัติไว้หมดว่าอะไรห้าม อะไรไม่ห้าม ถ้าทำสิ่งที่ห้ามจะบาป จะถูกพิจารณาลงโทษ ส่วนของพุทธ จะไม่มีการบอกว่ามีใครมาพิจารณาโทษ แต่กรรมจะทำหน้าที่ของมันเอง

ของพุทธจะเน้นที่การรู้ความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นความจริงและปล่อยวางทุกข์ เท่าที่อ่านๆฟังๆพระท่านมา ดูเหมือนทุกข์จะมีคุณสมบัติไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป ถ้าในภาษาเราก็คืออะไรก็ได้ที่ต้องประคับประคอง ถ้าหากเรียนธรรมะแล้วคุณจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ปล่อยช่องว่างให้กิเลสเลย แม้เพียงเสี้ยววินาทีท่านก็สามารถสอนได้ บอกได้ว่าในขณะนั้น เมื่อเกิดอะไรขึ้นเราควรทำเช่นไร ทำเช่นไรเราจึงมีปัจจัย สามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดดับอย่างรวดเร็วนั้นได้

เราเสียดายนักที่เห็นชาวพุทธบนบัตรประชาชนมากมายไม่สนใจคำสอนของพระองค์ ทั้งๆที่มีประโยชน์มาก เราเสียดายนักที่เราไม่เริ่มศึกษาคำสอนของพระองค์ก่อนหน้านี้ ด้วยความเสียดายต่างๆเหล่านี้ ผนวกกับเพื่อนๆมุสลิม เพื่อนๆชาวคริสต์ในเฟสบุ๊คโพสคำสอนศาสนาของพวกเขา ทำให้เราเพิ่มความพยายามเรียนรู้ขึ้นมาทีละเล็ก ทีละน้อย ถ้าไม่มีพวกเขา โดยเฉพาะเพื่อนมุสลิมสองคนมาถก มาเถียงแบบจนเกือบจะทะเลาะกัน ไม่ทำให้เราต้องพยายามเค้นสมองก้อนน้อยๆตอบคำถาม มองแง่มุมต่างๆของศาสนาพุทธผ่านความรู้ที่รู้มาน้อยนิดกับ สิ่งที่พวกเขาเอามาให้อ่าน หรืออุตส่าห์พิมพ์ให้อ่าน ป่านนี้เราคงมีแต่ฟังธรรมะอย่างเดียวเป็นแน่

ถามว่าตอนนี้เราอาศัยธรรมะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องอะไรแล้วบ้าง? เรื่องแรกที่ทำได้เลยนะ คือลดความใจร้อน เรื่องที่สองก็ลดความกลัวความมืด เรื่องที่สามก็ลดความมือบอน เสนอหน้าตอบกระทู้เยอะไป จนมีเวลาให้ตัวเองน้อยลง ลดความต้องการอันน่ารังเกียจบางอย่าง ลดโทสะเวลาเห็นอะไรไม่พอใจก็เอาไปแชร์ในเฟสบุ๊ค+เขียนประชดประชัน ตอนนี้เรากำลังทำสงครามกับสองปัญหาหลัง ซึ่งเราคิดว่ามีผลกระทบต่อเรามากที่สุดในเวลานี้ ด้วยความที่เราทำสำเร็จไปบ้างแล้ว พอนึกถึงชาวพุทธหลายๆคนที่ไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองมาเราก็เริ่มทุกข์ เริ่มเสียดายแทนรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

อ้อ เมื่อก่อนเราเอาการเรียนภาษาไปเปรียบเทียบกับการลงทุน ช่วงหลังๆเราว่าการปฏิบัติธรรมก็มีอะไรที่เหมือนกับการลงทุนเช่นกัน

คือพระท่านสอนว่าเราต้องใจกล้าปล่อยให้เผลอ พอเผลอก็ให้สติระลึกรู้เอง ถ้าหากสติระลึกรู้เองได้ สิ่งที่ถูกระลึกรู้ก็จะดับ ยิ่งเกิดสติบ่อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากสติระลึกรู้จนเห็นความจริงเราก็จะปล่อยวางทุกข์เอง
หรือถ้าใช้สามคำก็คงจะได้ประมาณว่า
เผลอ รู้ ดับ
เราต้องมีความกล้าที่จะเผลอ ไม่ไปจ้องไว้ ไม่ตั้งใจเกินไป ไม่หย่อนเกินไปเพื่อให้รู้ความเป็นจริงมากที่สุด

ส่วนการลงทุน เซียนก็บอกว่ามีความเสี่ยง เมื่อเราพบกับความเสี่ยงแล้วเราก็เรียนรู้ ประยุกต์ประสบการณ์ สมสมประสบการณ์ สุดท้ายค่อยจัดการความเสี่ยง ถ้าย่อลงมาเหลือสามคำก็ประมาณว่า
เสี่ยง เรียนรู้ จัดการ

ทั้งผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์กับผู้แสวงหาความร่ำรวยต่างชอบตัดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเสมอ นักปฏิบัติมักไม่ชอบเผลอ ผู้ไม่สนใจธรรมมักไม่ชอบระลึกรู้ นักลงทุนมักไม่ชอบเรียนรู้วิธีจัดการความเสี่ยง

นักปฏิบัติยึดติดกับความนิ่ง บางรายยึดความนิ่งเป็นสรณะก็เลยไปไม่ได้สุดทาง ผู้ไม่สนใจธรรมยึดความสุขแบบโลกๆ ได้สิ่งนั้นมาก็อยากได้สิ่งนู้นเพิ่มไม่รู้จักหยุด นักลงทุนเชื่อว่ายิ่งลงทุนบ่อยโอกาสได้กำไรยิ่งเยอะ หารู้ไม่ว่าถ้าหากเขาลงทุนผิดที่ ผิดเวลา ยิ่งลงทุนเยอะยิ่งเจ็บตัว

เอาล่ะ เพ้อจนง่วงได้ที่พอสมควร ไปนอนดีกว่า



Create Date : 02 กันยายน 2555
Last Update : 2 กันยายน 2555 0:11:30 น.
Counter : 344 Pageviews.

1 comments
  
สาธุ---

โดย: เสี่ยวเฟย วันที่: 2 กันยายน 2555 เวลา:11:42:08 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
นางสาวคานทอง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]