ปาฏิหารย์จากการขอพร พระแก้วมรกต



ในชีวิตเรา มีหลายเหตุการณ์ที่เรามักเผชิญปัญหาหรือรับมือกับสถานการณ์ลำบาก หรือมีความปราถนาต่างๆกันไป แม้ว่าจะใช้ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาแล้ว แต่นั่นแหละ เราอาจจ...ะยังไม่สมปราถนาหรือแก้ไขวิกฤตชีวิตได้ ผู้คนมักขอพรจากพระหรือเทพต่างๆ เพราะเชื่อว่าท่านสามารถดลบันดาลให้สมประสงค์

สำหรับข้าพเจ้า ได้ประสบกับความมหัศจรรย์ ของการขอปาฏิหาริย์จากองค์พระแก้วมรกต โดยเหตุการณ์ที่พบนั้นมีความเป็นรูปธรรม และเป็นแม้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่ข้าพเจ้ายังเด็กแต่ข้าพเจ้าไม่มีวันลืม

ในช่วงที่ข้าพเจ้าอายุ 13 ปี ครอบครัวข้าพเจ้าย้ายไปอาศัยอยู่แถวบางแค ดังนั้น ในทุกเย็น เวลาประมาณหกโมงเย็น ข้าพเจ้ากับน้องชายซึ่งในขณะนั้นอายุประมาณ 9 ขวบ ต้องไปขึ้นรถเมล์สาย 91 ที่มีอู่จอดอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อกลับบ้าน
เป็นกิจวัตรที่เราสองคนพี่น้องต้องซื้อของกินบริเวณป้ายรถเมล์ก่อนขึ้นรถเมล์ วันหนึ่ง หลังจากรับประทานเสร็จ เราขึ้นไปนั่งบนรถเมล์เพื่อรอเวลารถออก ข้าพเจ้าเตรียมหาสตางค์เพื่อจ่ายค่ารถ แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินในกระเป๋าแม้แต่สลึงเดียว! เราซื้อของกินจนหมด ข้าพเจ้าและน้องชายตกใจมาก เราลงจากรถเมล์มานั่งกลุ้มใจที่ป้ายรถเมล์ เราช่วยกันเทกระเป๋าสองสามรอบเพื่อค้นหาเศษเงินในกระเป๋า แต่ไม่มีเลยแม้แต่สลึง เวลาล่วงเลยจนเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว ฟ้าเริ่มมืด ข้าพเจ้าและน้องชายยังไม่ทราบว่าจะกลับบ้านอย่างไร ที่สุด ข้าพเจ้าจนปัญญาจึงบอกน้องชายว่า เรามีทางเดียวคือขอพระแก้วมรกต ให้ท่านช่วย ในขณะนั้นข้าพเจ้าและน้องชายก็ไม่ทราบว่าท่านจะช่วยเรายังไง แต่ท่านเป็นที่พึ่งสุดท้าย เราสองคนจึงพนมมือหันหน้าไปทางวิหารพระแก้วมรกตและขอให้พระแก้วท่านช่วยให้เรามีเงินกลับบ้านด้วยเถิด เมื่อไหว้เสร็จเราสองคนก็นั่งนิ่งไปอีกเป็นสิบนาที เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรทั้งกังวล รถเมล์น่าจะหมดประมาณสองทุ่ม
และทันใดนั้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงบอกว่า"เปิดกระเป๋า" ข้าพเจ้าหันซ้ายขวาไม่มีใครที่นั่งยืนใกล้เรา แต่ก็บอกน้องชายด้วยความสิ้นหวังว่า "ลองเปิดกระเป๋าดูอีกทีซิ เผื่อมีเงิน" น้องชายข้าพเจ้าก็บอกว่า"ไม่มีทาง เงินจะลอยมาจากไหน" แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่มีทางเลือกเปิดกระเป๋าดูเผื่อมีปาฏิหารย์
และแล้ว เราต้องพบความประหลาดใจจนแทบจะกระโดด เมื่อเปิดกระเป๋าเราเห็นเหรียญห้าบาทวางอยู่ในกระเป๋า ในความรู้สึกของข้าพเจ้า เหรียญนั้นส่องแสงแวววาวเลยทีเดียว!
เมื่อหายตื่นเต้น สองคนพี่น้องพนมมือ ขอบคุณพระแก้วมรกตที่ท่านช่วยเหลือ
เมื่อได้ขึ้นรถเมล์ เราพี่น้องต่างพูดถึงเหตุการณ์นั้นด้วยความกังขา
"เป็นไปได้ยังไง หาหลายรอบแล้วไม่มี กระเป๋าก็มีช่องเดียว เหรียญห้านี้หลุดรอดสายตาหรืออย่างไร" และเราสรุปกันว่า นี่เป็นปาฏิหารย์ ที่พระแก้วมรกตช่วยเหลือเรา

สำหรับปาฏิหารย์ครั้งนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเหตุการ์ที่มหัศจรรย์เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต เหรียญห้าบาทเป็นรูปธรรมจริงและจับต้องได้ แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มาก สำหรับคนที่อยู่ในภาวะลำบากเงินห้าบาทนี้มีความหมายมากและในวันนั้นเงินเท่านี้เพียงพอสำหรับค่ารถพาเราสองคนพี่น้องกลับบ้านโดยปลอดภัย
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเคารพนับถือองค์พระแก้วมรกตเสมอมา และระลึกถึงพระคุณท่าน นอกจากนั้นในหกปีต่อมายังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าที่สถานที่เดิมคือฝั่งหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากรอีกสองเหตุการณ์ ซึ่งข้าพเจ้าจะเล่าในตอนหน้า เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่าปาฏิหารย์สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง และช่วยเหลือผู้คนที่ทำความดีเสมอ

 

credit ภาพ:
http://www.dhammathai.org/thailand/bi01.php




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2559 17:06:36 น.
Counter : 652 Pageviews.  

หนทางแห่งปัญญา ฤาปฎิหารย์





ท่านที่เคยฝึกปฏิบัติธรรมมาแล้ว จะทราบว่าเมื่อนั่งสมาธิหรือวิปัสสนาเป็นเวลานานๆ จะเกิดเหน็บชาและปวดขา ข้าพเจ้าเองปวดขาทุกครั้งปวดจนเรียกได้ว่าเหมือนกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แถมบางครั้งข้าพเจ้ายังปวดหลังเพิ่มเข้าไปอีกด้วย

ข้าพเจ้าหวังที่จะหายจากอาการเจ็บปวดนี้เป็นอย่างมาก จึงพยายามค้นคว้าอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการปฎิบัติธรรม เผื่อจะได้กลเม็ดเคล็ดลับมาใช้บ้าง มีหลายท่านว่าเมื่อปวดที่สุดแล้ว ขาจะชาวาบแล้วเบาสบาย หายปลิดทิ้ง บ้างก็ว่าความปวดจะค่อยๆลดลงแล้วเบาสบาย ขอเพียงอดทนอย่าขยับตัว เมื่ออ่านแล้ว ข้าพเจ้าก็มีความหวังอยากได้ปรากฏการณ์ชาวาบแล้วเบาสบายกับเค้าบ้าง แต่ปรากฏว่าตลอดการฝึกนั่งปฎิบัติธรรมหลายปีที่ผ่านมา ความเจ็บปวดยังคงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยลดลง ไม่เคยชาวาบ แต่ที่นั่งได้นานเพราะรู้ว่ามันจะเจ็บเหมือนกระดูกจะแตกแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็มีความหวังมาตลอด บางคราวถึงขั้นอธิษฐานขอพร"ขอให้นั่งแล้วหายปวดเถิดจะได้มีกำลังใจ"ก็มี

เมื่อล่วงเข้าวันที่ 7 ของการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดมเหยงคณ์ ข้าพเจ้าไปนั่งบริเวณลานธรรม ลมพัดมาสบายๆ ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า วันนี้ขาและหลังคงปวดตลอดเวลาตามเคย ก็ช่างเถอะ จะปวดก็ปวดไป ไม่หวังอะไรแล้ว ขณะนั่งวิปัสสนา เกิดความเจ็บปวดแบบกระดูกจะแตกเช่นเคย ข้าพเจ้ารับรู้แล้วปล่อยใจ ไม่คาดหวัง พลันข้าพเจ้าได้ยินเสียงเบาๆที่น่องข้างขวา "โปะ" เสียงเหมือนลูกโป่งเล็กๆในน่องแตก และตามมาด้วย "โปะ" ที่น่องด้านซ้าย ความเจ็บปวดก็หายเป็นปลิดทิ้ง ในเวลานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ปิติ เพียงกำหนดรับรู้ เมื่อนั่งต่อไปอีกระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินเสียง "กร๊อบ กร๊อบ" ที่สะบักหลังอีกสองครั้ง และอาการปวดหลังก็หายสนิท
ในกาลต่อมาหลังจากวันนั้น เมื่อข้าพเจ้านั่งวิปัสสนาอาการปวดขา ปวดหลังจะหายไปในรูปแบบต่างๆกันไป

ในเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ ข้าพเจ้าอาบน้ำสระผม ซึ่งเป็นห้องน้ำรวม ในขณะนั้นก็มีผู้ปฎิบัติธรรมอีกสองท่าน ซักผ้าอยู่ด้วย เมื่อข้าพเจ้าเดินออกมาจากห้องอาบน้ำเพื่อหวีผม ข้าพเจ้าเห็นแม่ชีรูปหนึ่ง ยืนอยู่หน้ากระจก ท่านเป็นคนสวยมากแม้ไม่มีผม ข้าพเจ้าจึงยกมือไหว้ท่าน แล้วคิดว่า "อยากเป็นแม่ชีบ้าง คงสบายดีไม่ต้องคิดเรื่องแต่งตัว ไม่ต้องหวีผมด้วย" ก่อนแม่ชีเดินจากไปท่านส่งยิ้มให้ข้าพเจ้าด้วย

ในวันที่ 8 ข้าพเจ้าไปฝึกวิปัสสนาในบริเวณอาคาร เมื่อนั่งไปซักพัก ใจสงบ เป็นสมาธิ น้ำตาก็ไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง ไหลออกมาเรื่อยๆ ข้าพเจ้าพิจารณาจิต เราปิติหรือ "ไม่" เราเศร้าใจหรือ "ไม่" ข้าพเจ้ารับรู้และบอกให้ตัวเองหยุดน้ำตาไว้ แต่ไม่สามารถบังคับร่างกายได้ จึงนั่งต่อไป เมื่อรู้สึกว่าน้ำตาไหลหยดลงมาจนเปียกเสื้อไปหมด ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรม ได้ผลน้ำตาหยุดไหล เมื่อเดินจงกรมประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงนั่งลงเพื่อนั่งวิปัสสนาต่อ ทันทีที่นั่งลง น้ำตาก็ไหลออกมาทันทีเหมือนเปิดก็อก ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ควบคุมแล้ว ปล่อยร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อไม่ได้สนใจน้ำตา ข้าพเจ้าพลันรับรู้ว่าคันที่เท้าจิตไปเกิดอยู่ที่เท้า แล้วเมื่อได้ยินเสียงลมจิตดับที่เท้ามาเกิดที่ในหู เมื่อมีแมลงวันตอมแขนจิตดับที่หูเกิดที่ผิวแขน ข้าพเจ้ารับรู้การเกิดดับแบบนั้น ไปตลอดวันนั้น มันเกิดดับรวดเร็ว คุมไม่ได้แค่ตามดูเท่านั้น

ประสบการณ์นี้ให้ปัญญากับข้าพเจ้าว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราโดยแท้ เราไม่สามารถบังคับร่างกายได้ ไม่มีอะไรเที่ยง เป็นอนิจจัง ส่วนเรื่องจิตข้าพเจ้าต้องถามพระอาจารย์อีกครั้ง

เมื่อถึงวันที่เก้า พระอาจารย์เรียกทุกคนไปสอบอารมณ์ ท่านซักถามแต่ละคนและให้คำแนะนำ เมื่อท่านถามข้าพเจ้าว่าจิตเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบสั้นๆว่า"ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ แต่ที่เห็นจิตไวมาก มันเกิดดับตลอดเวลา" พระอาจารย์ยิ้ม และท่านแนะนำให้ข้าพเจ้ามาอบรมอีกในคอร์สเข้มข้น เพื่อพัฒนาการพิจารณาและกำหนดจิต ท่านกล่าวว่า "การพิจารณาเห็นจิตเป็นเรื่องที่ยาก ผู้ปฏิบัติอาจจะติดอยู่ในเรื่องการใช้จิตพิจารณากาย และอาจจะยังไม่สามารถไปขั้นตอนที่พิจารณาเห็นจิตได้ ก็ต้องพยายามฝึกกันต่อไป"

หลังจากที่ลาศีลก็เป็นเวลาที่ทุกคนจะได้คุยกันเพราะเห็นหน้ากันมาเก้าวันแต่ไม่ได้คุยกันเลย บางคนก็บอกว่ากว่าจะได้มาอบรมรอคิวเป็นปีเลย ซึ่งข้าพเจ้าโชคดีมากรอไม่ถึงหนึ่งเดือน ข้าพเจ้าได้คุยกับเพื่อนๆว่า "วันก่อนเห็นแม่ชีสวยๆหน้ากระจกห้องอาบน้ำ อยากบวชมั่งเลย" พลางถามความเห็นกับเพื่อนที่ซักผ้าทั้งสองคนในวันนั้นว่า "แม่ชีสวยเนอะ" ทั้งสองคนตกใจมาก ต่างยืนยันว่าไม่มีใคร พวกเค้าไม่เห็นแม่ชีเลย เห็นข้าพเจ้ายืนหวีผมอยู่คนเดียวเท่านั้น !

การมีโอกาสได้ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ข้าพเจ้าได้ปัญญาหลายประการ ก่อนกลับบ้านข้าพเจ้ายังนึกอาลัยอาวรณ์ เต๊นท์ที่พัก ที่ไม่มีไฟ ไม่มีพัดลม มีเพียงแคร่และชั้นพลาสติกวางของเล็กๆ ชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่นี้ก็อยู่ได้และสบายด้วย

ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานอีกซักครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ได้คุย ดู เรียนรู้ตัวเอง เพื่อพัฒนาปัญญาให้สว่างไสวในธรรม

โพสหน้าข้าพเจ้าจะขอย้อนเวลาไปราวๆปี 2529 เพื่อเล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับที่หน้าวัดพระแก้ว




 

Create Date : 05 เมษายน 2559    
Last Update : 5 เมษายน 2559 17:25:37 น.
Counter : 177 Pageviews.  

เมื่อข้าพเจ้าไปกรรมฐาน









ในบางครั้ง ท่านอาจจะตั้งคำถามสำหรับคำสอนบางเรื่องในทางศาสนา หรือเมื่อได้ฟังคนเล่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดที่ท่านสงสัย ใช่หรือไม่ เป็นไปได้หรือ ท่านจะค้นพบคำตอบด้วยตัวท่านเองโดยมาฝึกปฏิบัติธรรม
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ข้าพเจ้าประสบ ในช่วงที่เข้าอบรมกรรมฐาน แบบปิดวาจา 9 วัน ที่วัดมเหยงคณ์ สำหรับข้าพเจ้า แต่ละบุคคลจะได้รับประสบการณ์ต่างไปจากการปฏิบัติธรรมขึ้นกับจริตและภูมิหลัง เรื่องราวเหล่านี้ ท่านอาจจะไม่ต้องเชื่อทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังรอท่านไปลงมือพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง….
หลังจากวันมาฆบูชาแล้ว วันที่ 16-24 เมษายน 2548 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเข้าอบรมวิปัสสนากรรมฐาน 9 วัน อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนสมัครอบรมเยอะ แต่รับเพียงครั้งละ 35 คน ทางวัดแจ้งว่าอาจจะต้องรอเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี พระอาจารย์ท่านจะเป็นผู้สอนและคัดเลือกลูกศิษย์ด้วยตัวท่านเอง ด้วยการพิจารณาจากใบสมัครที่กรอกไว้
ข้อปฏิบัติในการอบรมคือการปิดวาจา ไม่ต้องทำวัตรเช้าเย็น สามารถฝึกด้วยการกำหนดแบบใดก็ได้ จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาลมหายใจ หรืออื่นๆ ก็ไม่ได้หวงห้ามใดๆ พระอาจารย์ท่านสอนวิปัสสนาด้วยตัวเองในรุ่งเช้าของทุกๆวัน นอกจากนั้น เราก็ฝึกปฏิบัติและกำหนดตารางกิจกรรมของตัวเอง
เมื่อปิดปาก ใจก็เปิด ! ในวันแรกของการอบรมนั้น เวลาช่างเหลือเฟือ ตอนปฎิบัติข้าพเจ้าคิดไปทุกเรื่องที่สามารถคิดได้ รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง วันที่สองและสาม ข้าพเจ้าก็ยังคงคิดฟุ้งซ่าน แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือมีสติบ่อยขึ้นและเห็นว่าตัวเองกำลังคิดแล้วดึงสติกลับมาได้บ่อยครั้งขึ้น และเห็นข้อดีของการปิดวาจาคือเรามีเวลาคุย ดู ยอมรับตัวเอง ข้าพเจ้าจึงเพียรพยายามฝึกดูรู้จิตอยู่ทุกขณะ อย่างที่พระอาจารย์สอน
ข้าพเจ้ามักเปลี่ยนสถานที่ฝึกปฏิบัติทุกวัน ส่วนหนึ่งหาที่เย็นกายนั่งแพราะอากาศในเดือนเมษายนร้อนมาก อีกส่วนหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นการผจญภัยเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันด้วย ในวันที่ 6 ของการอบรม ข้าพเจ้าได้หอบเสื่อไปวิปัสสนาอยู่ในป่าท้ายวัด ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าร่มรื่นและห่างไกลผู้คน มีช่วงหนึ่งในตอนบ่าย ข้าพเจ้านั่งวิปัสสนาอยู่สัมผัสได้ถึงลมพัดค่อนข้างแรง รู้สึกเย็นสบายดี จึงนั่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้เวลานานเท่าใด ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนกฝูงหนึ่งพากันบินกลับรัง เสียงนกคุยกันจ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก ข้าพเจ้ารับรู้ว่าเสียงนกในขณะนั้นก็รับรู้ความหมายด้วย มีนกตัวผู้สองตัวคุยกันอยู่ว่า “ไปไหนมา” “ไปวัดราชาธิวาส” “คนเยอะมั้ย” “โอ๊ย เยอะ เค้าทำพระเศรษฐี..” พลันข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่า นกคุยกัน! การรับรู้ตรงนั้นก็ “แว่บ”หายไปทันที เป็นเสียงนกจ้อกแจ้กตามเดิม ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นทันที แล้วมองสำรวจไปรอบๆว่ามีคนอื่นคุยกันแถวบริเวณนั้นหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่มีผู้คนเลย แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ากึ่งตกใจคือ มีกิ่งไม้ที่ตกเกลื่อนอยู่ในป่าจำนวนมาก ตอนนั้นใกล้เวลาพลบค่ำแล้วข้าพเจ้าจึงเก็บข้าวของกลับที่พัก เมื่อถึงที่พักพี่เลี้ยงจึงบอกข้าพเจ้าว่าตอนบ่ายมีพายุฤดูร้อนมาลมพัดแรงมาก จนกิ่งไม้หักมากมาย พี่เลี้ยงตามไปเห็นข้าพเจ้านั่งอยู่ในป่าขณะที่พายุแรง แต่แต่ตัดสินใจไม่เรียก ยืนเฝ้าจนพายุสงบลง และบอกให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนสถานที่ฝึกปฏิบัติเพราะเกรงว่าจะอันตราย
เป็นธรรมดาเมื่อเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติธรรม เราจะได้ปัญญาที่สว่างแจ่มแจ้งโดยที่ไม่ต้องคิด มันส่องสว่างและเข้าใจได้ในตัวเราเอง เมื่อเรานิ่งพอความเคลื่อนไหวเช่นพายุที่เกิดภายนอก ก็ไม่อาจจะเข้ามารบกวนภายในใจเราได้ ในเรื่องของนกข้าพเจ้าได้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่อง เมื่อเราปล่อยใจว่าง เปิดใจฟัง เราจะเข้าใจคู่สนทนา แม้แต่ภาษาของสัตว์เราเองยังเข้าใจ และ นั่นเป็นประสบการณ์เพียงครั้งเดียวที่ข้าพเจ้าได้เข้าใจภาษาสัตว์ ข้าพเจ้าเองไม่เคยได้ยินชื่อวัดราชธิวาสและพระเศรษฐีมาก่อน เพื่อตรวจสอบการปรุงแต่งในขณะกรรมฐาน ข้าพเจ้าเองยังจดชื่อวัดที่นกพูดถึง แล้วไปค้นข้อมูลภายหลังว่ามีวัดและกิจกรรมตามที่นกคุยกันหรือไม่ด้วย
ในวันที่ 7-9 ยังมีประสบการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าและก่อให้เกิดปัญญา ข้าพเจ้าจะอนุญาตเขียนเล่าในโพสถัดไป

รูปนี้บรรยากาศคล้ายๆกันในเวลาเกือบพลบค่ำแล้ว




 

Create Date : 03 เมษายน 2559    
Last Update : 3 เมษายน 2559 17:00:18 น.
Counter : 326 Pageviews.  

ประสบการณ์จริง เรื่องมหัศจรรย์วันมาฆบูชา



ข้าพเจ้ามีโอกาสไปที่วัดมเหยงคณ์ จังหวัดอยุธยา ครั้งแรกคือ ในราวๆปี พ.ศ. 2547 เพื่อร่วมงานบวชเพื่อน เมื่อได้เข้าไปภายในบริเวณวัด ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจเพราะในวัดมีต้นไม้เยอะ เงียบสงบ นอกจากนี้ คนรักประวัติศาสตร์อย่างข้าพเจ้า ก็ชื่นชอบที่ได้เห็นวิหาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆในบริเวณเขตวัดเก่า ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า วัดมเหยงคณ์น่าจะสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาอย่างน้อย ๔๐ ปี โดยพระนางกัลยาณี มเหสีของพระเจ้าธรรมราชา
เพื่อนได้ให้ข้อมูลว่าพระในวัดนี้ ปฏิบัติ รักษาศีลอย่างเคร่งครัด และเราสามารถมาบวชเนกขัมและอบรมปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานได้ ในช่วงวันสำคัญทางศาสนาหรือวันสำคัญๆต่างๆ โดยเจ้าอาวาสท่านจะสอนวิปัสสนาด้วยตนเอง แค่ได้ฟังข้าพเจ้าก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาพระคุณเจ้า พระภาวนาเขมคุณ (สุรศักดิ์ เขมรังสี) เป็นอย่างมาก
หลังจากวันนั้นข้าพเจ้าได้ไปอบรมปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานหลายครั้ง ครั้งละสามถึงสี่วันตามที่วัดกำหนดจัดเช่นในช่วงวันวิสาขบูชา เข้าพรรษา วันเฉลิมพระชนมพรรษา ทุกครั้งจะมีผู้คนหลั่งไหลมาปฏิบัติธรรมมากมาย บางครั้งมีเป็นแปดร้อยถึงพันคน เรียกได้ว่าเวลานอนกางมุ้งนี่มุ้งเกยกันเลยทีเดียว แม้ว่าทุกครั้งที่ไป ข้าพเจ้าจะเห็นพระอาจารย์อยู่ไกลๆ ข้าพเจ้าก็ดีใจและตั้งใจฟัง พยายามปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านสอน


ในวันที่ 19-24 ก.พ. 2548 ทางวัดจัดอบรมวิปัสสนาเนื่องในวันมาฆบูชา ครั้งนั้นน่าจะมีผู้ร่วมปฏิบัติธรรมเจ็ดร้อยกว่าคน ประมาณหกโมงเย็นของวันมาฆบูชา พระอาจารย์ (พระภาวนาเขมคุณ) ได้พาผู้ปฎิบัติธรรมสวดมนต์และนั่งสมาธิที่ลานวัดโบราณ ญาติโยมต่างปูเสื่อหรือปูผ้ายางกันแน่นลาน ข้าพเจ้าไปช้าจึงได้ที่นั่งหลังๆ ปูผ้ายางบริเวณฐานเจดีย์เก่าซึ่งไกลจากพระอาจารย์มาก



พระอาจารย์พาสวดมนต์และเทศนา ตอนท่านเริ่มเทศน์ข้าพเจ้าดูเวลาคือประมาณทุ่มกว่าๆ ข้าพเจ้าก็นั่งสมาธิหลับตาฟังพระอาจารย์ เมื่อท่านเทศน์จบ ท่านบอกให้เจริญวิปัสสนาต่อไป ตอนนั้นรู้สึกใจสงบ อากาศเย็นสบาย ซักพักเดียว ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดว่าสมควรแก่เวลา เมื่อลืมตา ข้าพเจ้าตกใจมาก! ใกล้ๆตัวข้าพเจ้าไม่มีใครเหลืออยู่ แสงเทียนก็ดับไปแล้ว รอบตัวมืด เงียบ ทั้งลานนั้นเหลือเพียงสิบกว่าคน และนั่งกระจายอยู่ไกลกันมาก ข้าพเจ้าเห็นพระอาจารย์นั่งอยู่ไกลๆ กับแสงเทียนด้านหน้าท่าน ท่านเรียกทุกคนไปใกล้ๆ บอกว่าตอนนี้เที่ยงคืนกว่าแล้ว ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “เรานั่งวิปัสสนามาเกือบสี่ชั่วโมง ทำไมรู้สึกว่านั่งเพียงพักเดียว” พระอาจารย์กล่าวว่า “ไหนๆก็เลยเที่ยงคืนแล้วขอชวนทุกคนที่เหลือไปสวดมนต์กันที่วัดข้างๆ ท่านจะนำไป ก่อนไปให้นับจำนวนกันก่อน” เราจึงนับได้สิบหกคน ให้เดินเป็นแถวแบบคู่ ข้าพเจ้ากับจับคู่กับคุณยายท่านนึง และเป็นคู่เดินหลังสุด จัดขบวนเรียบร้อยแล้วพวกเราเดินตามพระอาจารย์ไปเดินตัดทุ่งไปยังวัดช้างที่อยู่ข้างๆกัน ระหว่างเดินคุณยายชวนข้าพเจ้าคุย ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณยายฟันเกและฟันดำ จึงถามคุณยายว่า “ยังกินหมากอยู่เหรอคะ” คุณยายพยักหน้า แล้วพูดว่า ”อย่าทิ้งการวิปัสสนา วิปัสสนาได้บุญมาก” และทำนายอนาคตข้าพเจ้าสองสามประโยค ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงพูดเพื่อชมและให้กำลังใจ นอกจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกัน


“วัดช้าง”เป็นวัดร้าง ข้าพเจ้าเคยมองไปในตอนกลางวัน เห็นเพียงซากเจดีย์องค์เดียวท่ามกลางหญ้ารก ระหว่างเดินพระอาจารย์บอกว่า “ไม่ได้ใช้ไฟฉายเราใช้แสงจันทร์กัน” ท่านเล่าว่า “วัดนี้เป็นวัดที่ควาญช้างนำช้างทรงของกษัตริย์และพระมเหสีมาพักรอ ระหว่างพระองค์ท่านไปทำบุญ ” เมื่อไปถึงวัดก็มีเพียงซากเจดีย์ที่ยังไม่ได้บูรณะรกเรื้อไปด้วยป่าหญ้า ฐานเจดีย์นั้นสูงใหญ่กว่าที่ข้าพเจ้าคิดไว้มาก พระอาจารย์พาขึ้นไปยังฐานเจดีย์นั้น บอกว่า ให้ค่อยๆเดินตามขึ้นมา ไม่ต้องออกนอกทาง และให้นั่งรอบเจดีย์ฝั่งนั่งซ้ายขวาของท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอากาศที่วัดช้างเย็นมากผิดปกติ บรรยากาศช่างมืด เงียบ วังเวง ท่านจุดเทียนหนึ่งเล่มและพาสวดมนต์ นั่งวิปัสสนา แล้วอุทิศส่วนบุญให้เปรต ในระหว่างแผ่ส่วนบุญ มีลมพัดมาแรงวูบหนึ่ง แต่เย็นเยือกจนข้าพเจ้าขนลุก พลันข้าพเจ้าได้ยินเสียงวี้ดยาวนาน “วี้ดดด” เสียงช่างแหลมและโหยหวน ดังแล้วหยุด แล้ว ” วี้ดดดดด” อีกอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ามองไปรอบข้าง หรือพูดถามใคร ว่าได้ยินอะไรหรือไม่ เห็นทุกคนดูสงบดี จึงพยายามนั่งนิ่งๆ
เมื่อแผ่ส่วนบุญแล้ว พระอาจารย์พาพวกเราเดินตัดทุ่งและข้ามถนนไปยัง ”วัดกุฎีดาว” ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม วัดมเหยงคณ์ คุณยายไม่ได้มาเดินกับข้าพเจ้าแล้ว แต่เดินตามใกล้พระอาจารย์ พระอาจารย์เล่าว่า “วัดนี้เป็นวัดฝาแฝดกับวัดมเหยงคณ์ เพราะเจดีย์และอุโบสถสร้างลักษณะคล้ายกันและยุคเดียวกัน” เมื่อถึงวัด ข้าพเจ้าประทับใจทันที ตั้งแต่ซุ้มประตูวัด สีขาวงดงามและสภาพสมบูรณ์ เมื่อเดินเข้าบริเวณวัดยิ่งเห็นว่า “วัดกุฎีดาว ช่างสวยงามสมกับชื่อวัด นับแต่พื้นวัด ซากเจดีย์ ตลอดจน อุโบสถ มีสีขาวสะอาด แลดูงดงามท่ามกลางแสงจันทร์ พระอาจารย์พาเดินรอบอุโบสถและเจดีย์สามรอบ ให้ทำพวกเราจิตใจสงบเป็นกุศล ระหว่างเดินข้าพเจ้าสุขใจพลางคิดว่า “ช่างสะอาดและงดงามจริงๆ วัดสวยงามขนาดนี้ก่อนกลับบ้านต้องมาเที่ยวให้ได้” เมื่อเดินครบสามรอบแล้วพระอาจารย์พาเข้าไปนั่งสวดมนต์และเจริญวิปัสสนาภายในอุโบสถร้าง โดยให้สวดมนต์บทบูชาเทวดา ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่น่าจะสวดไม่ได้ (ส่วนข้าพเจ้าถือเป็นครั้งแรกที่ได้ยิน) แต่คุณยายสองท่านนั่งแถวทางด้านหน้าๆสวดได้ และสวดเสียงไพเราะมาก จากนั้นแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญอุทิศให้เทวดา ที่วัดนี้พระอาจารย์บอกให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร
เมื่อเดินกลับถึงวัด พระอาทิตย์เริ่มขึ้นพอดี ก่อนแยกไปพระอาจารย์พูดยิ้มๆว่า “นับดูซิว่ากลับมากี่คน ลืมใครไว้บ้าง” เราจึงช่วยกันนับจำนวน ได้สิบสี่คน!!! หายไปจริงๆ !! ทุกคนต่างซักถามและพยายามนึกหน้าว่าใครหายไป เมื่อทบทวนได้คุณป้าคนนึง พูดออกมาว่า “ก็คุณยายสองคนนั้น ที่สวดมนต์ดังๆนั่นแหละ กินหมากฟันดำทั้งสองคน” คุณป้าจำได้เพราะนั่งติดๆกัน ข้าพเจ้าขนลุกซู่ พยายามไม่กลัวหรือคิดมาก และแผ่กุศลให้คุณยาย เมื่อข้าพเจ้าแยกออกมาก็ยังเห็นคนในกลุ่มพูดคุยกันอยู่ด้วยความตื่นเต้น
ประมาณสิบโมงเช้า ข้าพเจ้าลาศีลเก็บข้าวของเรียบร้อย ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปนั่งเล่นวัดกุฎีดาวสุดสวยให้นานๆเลย เมื่อขับรถออกไปถึงถนนด้านหน้าวัดมเหยงคณ์ ข้าพเจ้ามองหาวัดกุฎีดาว “เอ…เราจำได้ว่าวัดอยู่ตรงกันข้ามกัน น่าจะเห็นชัดเพราะวัดมีสีขาว ทำไมเราหาไม่เจอ” จึงจอดรถเดินข้ามถนนไป เมื่อข้ามถนนไปเห็นประตูวัดเก่าๆรกๆ ต้นหญ้าคาสูงเท่าเอวอยู่ข้างซุ้มประตูวัดหนึ่ง “สงสัยเรามาผิดที่” จึงเดินไปวัดข้างๆ ก็ไม่ใช่อีก ป้ายบอกเป็นวัดจักรวรรดิ ข้าพเจ้าเดินกลับมาซุ้มประตูรกๆอีกครั้ง เหลือบไปเห็นป้ายวัดกุฎีดาว ข้าพเจ้าตะลึง นอกจากซุ้มประตูมีต้นหญ้าและวัชพืชรกเต็ม ซุ้มประตูยังเก่าและสกปรก แต่จำลักษณะบริเวณทางเข้าได้ ข้าพเจ้าตัดใจเดินลอดซุ้มประตูเข้าไป ภาพที่เห็น ยังจำติดตาถึงวันนี้ พื้นวัดไม่ใช่สีขาวแต่สีน้ำตาล พื้นแตกร้าว สกปรกด้วยขยะ มีมูลของสุนัขหลายกอง เห็นได้ชัดว่าอุโบสถยังไม่มีการบูรณะและสภาพเจดีย์หักดูมอมแมม ข้าพเจ้าเดินวนรอบเหมือนเส้นทางเมื่อใกล้เช้า จึงเห็นว่ามีเศษขวดเศษแก้ว เกลื่อนพื้นไปหมด แล้วเมื่อคืนพวกเราเดินเท้าเปล่าทุกคนและเดินวนสามรอบ น่าแปลกที่ไม่มีใครเหยียบเศษแก้วแม้แต่นิดเดียว! เมื่อขึ้นไปในอุโบสถที่นั่งสวดมนต์ก็เห็นบริเวณพื้นอุโบสถสกปรกและดำ มีเศษข้าวกล่อง จานสังกะสี กระป๋องน้ำอัดลม วางอยู่บนแท่นที่น่าจะเคยประดิษฐานพระประธานของวัด ไม่ได้สะอาดเหมือนเมื่อคืนเลย
ข้าพเจ้าออกจากวัดกุฎีดาวด้วยความกังขา และระลึกถึงคุณพระอาจารย์ที่ท่านได้พามาสวดมนต์ และได้พบประสบการณ์มหัศจรรย์ นั่นเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่ข้าพเจ้าได้เดินตามและฟังท่านพูดคุยอย่างใกล้ๆ ในตลอดการสอนวิปัสสนาของท่าน พระอาจารย์ไม่เคยพูดถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัตตัง ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านได้สอนเราด้วยการแสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งธรรมะ เพื่อให้เราได้รับรู้ ไตร่ตรอง และทำสิ่งที่เป็นกุศล
แม้ผ่านมาสิบ ข้าพเจ้าไม่เคยลืมประสบการณ์ของการไปปฎิบัติธรรมครั้งนั้น ได้ยินเสียงเปรตที่น่าสงสาร ได้คุยกับคุณยาย ได้เห็นภาพวัดกุฎีดาวที่งดงามท่ามกลางแสงจันทร์ และคิดว่าเทวดาที่รักษาวัดทุกวัด ท่านยังอยู่และรักษาวัด ตลอดมาขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทำแล้วตั้งใจแล้วจงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายและเปรตทั้งหลายที่วัดมเยงคณ์ วัดช้างและวัดกุฎีดาวด้วยเทอญ
บรรยากาศคล้ายกับการสวดมนต์และฟังธรรมในคืนวันมาฆบูชา ข้าพเจ้านั่งบริเวณฐานเจดีย์ ไกลจากพระอาจารย์มากๆ

วัดช้าง เห็น

เจดีย์อยู่ไกลๆ ในตอนนั้นหญ้ายังไม่ได้ตัดเรียบแบบนี้ แม้ตอนกลางวันยังดูวังเวง

บริเวณซุ้มประตูวัดกุฏีดาว ดูแบบนี้ยังค่อนข้างรก ในตอนนั้นหญ้าขึ้นสูงกว่านี้




 

Create Date : 27 มีนาคม 2559    
Last Update : 3 เมษายน 2559 16:38:58 น.
Counter : 1098 Pageviews.  


สมาชิกหมายเลข 3082029
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนด้วยใจ ไม่ใส่ไข่ เพื่อแบ่งปันเรื่องดีๆ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3082029's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.