All Blog
ลิขิตฟ้าชะตาดิน ตอนที่ 1




ใบหน้ารูปปั้นเทพเจ้าองค์หลักของศาลเจ้าแห่งนี้ ดูช่างเปี่ยมเมตตา สง่างาม เข้มขลังและน่าเกรงขามอยู่ในที ระหว่างนั้นเทียนเล่มใหญ่สุดถูกจุดสว่างขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบสงัดในยามค่อนรุ่ง เป็น กู๋เหลียง ชายสูงวัยผมสั้นเกรียน แต่งตัวสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อสีขาวสุดเนี้ยบนั่นเอง ที่กำลังไล่จุดเทียนทีละเล่มๆ ไปตามแท่นบูชาหน้าเทพแต่ละองค์

ไม่นานหลังจากนั้น กู๋เหลียงก็เดินจุดเทียนไปตามจุดสำคัญต่างๆ ภายในศาลเจ้า ในขณะที่นักบวชตง หรือเซียนตง ก็เดินออกมาจากห้องด้านหลังศาลเจ้า นักบวชผู้ไว้เครายาว ผมยาวรวบตึงใส่เสื้อคลุมจีนสีน้ำเงินทับชุดปกติมุ่งไปที่เทพเจ้าประจำศาล กำลังเริ่มทำพิธีกราบไหว้ และสวดมนตร์เช้าประจำวัน

ในครัวของศาลเจ้าเวลานั้นมีแสงสลัวจากหลอดไฟแบบไส้สว่างขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นเตาถ่านถูกติดขึ้นด้วยมืออาหึ่ง
อาหึ่งเป็นชายอ้วนๆ สวมเสื้อยืดตราปุ๋ยที่มีคนบริจาคให้เป็นนิจ นุ่งกางเกงสามส่วนหลวมๆ หน้าตาเห็นชัดว่า เป็นคนปัญญาอ่อนนิดๆ อาหึ่งยกหม้อข้าวต้มขึ้นตั้งไฟ พัดเร่งไฟจนโหมแรงขึ้น
ท่ามกลางแสงฟ้าระเรื่อที่ค่อยๆ สว่างมากขึ้นจนเป็นสีเทา แสงไฟจากภายในตัวศาลเจ้าสว่างไสวไปทั้งบริเวณ กู๋เหลียงจุดเทียนเสร็จครู่หนึ่งแล้ว และเวลานั้นกำลังกวาดพื้นศาลอยู่

อาหึ่งคลุกข้าวโดยมีแมวจำนวนหนึ่งมามุงรอเหมือนรู้เวลา อาหึ่งวางข้าวให้แมวมารุมกิน ส่วนกู๋เหลียงจัดเตรียมข้าวของสำหรับพิธีทำบุญเดือน 5
ครู่ต่อมาอาหึ่งวางชามน้ำข้าวให้หมาที่อีกมุมหนึ่ง หมามารุมกิน
นักบวชตงสวดมนตร์ออกเสียงรวดเร็ว ท่วงทำนองเสียงสูงต่ำฟังเพราะ และขลัง หน้าตาจริงจัง
ใบหน้าเทพเจ้าดูเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี
อาหึ่งเริ่มลงมือผัดผัก ทุบกระเทียมด้วยมีดปังตออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะสาดกระเทียมลงกระทะ ที่ตั้งไฟจนน้ำมันร้อนฉ่าได้ที่ ไฟลุกพรึ่บควันโขมง อาหึ่งเทผักที่หั่นแล้ว ลงไปเสียงดับฟึ่บ
ทุกคนในศาลเจ้าแห่งนี้ ต่างทำหน้าที่ของตัวเองไปเหมือนเช่นวันอื่นๆ ในชีวิต จากเวลาค่อนรุ่งจวบจนพระอาทิตย์ลอยขึ้นมาเหนือแผ่นน้ำฉายส่องแสงแรกไปทั่วบริเวณศาลเจ้าแห้งนั้น

เวลาในขณะนั้น ตี 5 กว่าๆ แล้ว รถสามล้อถีบซึ่งมีสาลี่นั่งประคองตะกร้าขนมที่ตั้งใจเอามาทำบุญบนตัก ข้างๆ คือเสี้ยวท้อ เด็กหญิงวัย 5 ขวบลูกสาวของสาลี่ ที่สวมชุดสีสันสดใสเกล้าจุก 2 จุกน่ารัก แก้มเด็กหญิงตัวน้อยสวยเหมือนผิวลูกท้อจริงๆ
รถสามล้อถีบส่งผู้โดยสารถึงจุดหมาย ชายคนขับรับค่าจ้างแล้วปั่นรถแล่นออกไปจากหน้าศาลเจ้า สาลี่เดินหิ้วตะกร้าหนักอึ้ง ในตะกร้าใบนั้นมีขนมจ้างเต็มพูน ขณะที่อีกมือหนึ่งจูงเสี้ยวท้อ
“เดินดีๆ อาเสี้ยวท้อ ระวังสะดุดบันได อ้าว ก้าวยาวๆ” มือด้านที่จูงลูกดึงเหนี่ยวแขนลุกขึ้น “อึ๊บ!
พอสาลี่เงยหน้าขึ้นจากการลุ้นเสียวท้อ ก็ชะงัก ขมวดคิ้ว
“เฮ้ย อะไร้” สาลี่ร้องขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
เสี้ยวท้อ เห็นเหมือนกัน ชี้ตรงไปยังเบื้องหน้า ปากร้องเรียก “น้อง..น้อง…”
ไวเท่าความคิดสาลี่วางตะกร้าทุกอย่าง วิ่งพรวดพราดเข้าไปดูตรงบริเวณชานเหนือบันได ก่อนถึงประตูหน้าศาลเจ้า แสงจากโคมไฟฟ้าหน้าประตูสาดแสงสีเหลืองนวลเรืองรอง สาลี่มองเห็นตะกร้าหวายทรงสี่เหลี่ยมแบน บรรจุทารกที่นอนหลับพริ้มอยูในเบาะ และมีผ้าห่มหนาคลุมถึงคอ ทารกดิ้นไปมายุกยิกๆ
สาลี่และเสี้ยวท้อปราดเข้าไปทรุดตัวลง นั่งดูใกล้ๆ
ทารกน้อยลืมตาตื่นหันไปหันมา แล้วลืมตาแป๋ว ใบหน้าเด็กอวบกลมผิวสีแดง โหงวเฮ้งสมดุลสวยงามแข็งแรง และหน้าตาดูเป็นเด็กอารมณ์ดี
สาลี่กลืนน้ำลาย พูดไม่ออก อยู่ในอาการตื่นเต้นๆ
“น้องๆๆ” เสี้ยวท้อพูดคำเดิมออกมาอีกครั้ง
ที่มุมหนึ่งไกลออกไป ดารากานต์ แอบมองมาจากด้านข้างศาลาเล็กๆ ที่อยู่ในลานหน้าศาลเจ้า เห็นสองแม่ลูกที่มุงทารกอยู่
ดารากานต์เด็กสาวสวยวัย17 ปี รูปร่างผอมซูบ ขาวซีด ใบหน้าฉายชัดว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักจนตาบวมแดง เธอสวมชุดสีเทากลืนกับความมืด เสื้อมีฮู้ด เพื่อช่วยปิดบังอำพรางใบหน้าไว้บางส่วน
สาลี่เอะอะเสียงดังขึ้นๆ จนเรียกคนในศาลเจ้า ทั้งกู๋เหลียง และนักบวชตงตกใจต่างเรียกชื่อกันไปมา
“กู๋เหลียงๆๆ” / “ตงเซียนเซิงๆๆ”
ดารากานต์อึ้งๆ ทำหน้าเหมือนพยายามหักใจ แล้วรีบแฝงตัว หลบเร้นหนีฝ่าดงไม้ด้านข้าง ออกไปแบบซมซานสุดชีวิต จังหวะนั้น ฮู้ดที่คลุมหัวได้หลุดเปิดออก เผยให้เห็นหน้าตาสวยงาม รับกับผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย

ในซอยข้างศาลเจ้ายามรุ่งสาง ระหว่างที่หญิงชาวบ้านเกล้ามวย นุ่งซิ่นแบบคนเหนือ กำลังถวายข้าวเหนียวนึ่งใส่บาตร พระเดินเรียงแถวกันมา 4-5 รูป เป็นเวลาเดียวกับที่ดารากานต์วิ่งเอามือรวบฮู้ดให้คลุมหน้ามากขึ้น จังหวะหนึ่งร่างที่วิ่งมาเซนิดๆ ค่อยๆ โผล่มาจากตรอกข้างบ้านหลังหนึ่ง มายืนตั้งหลัก ดารกาเกาะเสาไฟฟ้าพยุงตัวไว้ กวาดสายตามองซ้าย แลขวา ดูทางหนีทีไล่
ใบหน้าดารากานต์ที่ต้องแสงไฟจากเสาไฟฟ้าต้นนั้น เป็นใบหน้าของเด็กสาวสวย ที่มีความเซ็กซี่เร้าใจแฝงเร้นในความอ่อนล้า อาการดารากานต์เวลานี้เหมือนคนจะเป็นลม แต่ยังกัดฟันอดทนอย่างคนใจคอเด็ดเดี่ยวสู้ไม่ถอย และพยายามสูดลมหายใจลึก มองตรงไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
พอดีกับที่มีสามล้อคันหนึ่ง ถีบมาส่งชาวบ้านคนหนึ่งที่ถือตะกร้ากับข้าวเหมือนเพิ่งกลับมาจากตลาด
ดารากานต์ฮึดสู้ รีบวิ่งโซซัดโซเล็กน้อย ออกไปขวางหน้าสามล้อคันนั้น โบกมือเรียก
สามล้อจอด ดารากานต์เซเข้าไปยึดเกาะรถไว้เพื่อทรงตัว
“ไปสถานีรถไฟค่ะ”
ดารากานต์บอกจุดหมายแล้วปีนขึ้นรถสามล้ออย่างทุลักทุเล พอขึ้นมานั่งได้ก็ทิ้งตัวพิงพนักอย่างอ่อนแรง แต่เหมือนนึกขึ้นได้ดารากานต์รีบขืนตัวชันคอขึ้น เพื่อมองสำรวจดูว่ามีใครสนใจ สังเกต หรือตามมาหรือไม่ แต่ไม่มีใครเลย
“ช่วยรีบด้วยนะคะ ต้องขึ้นรถด่วนไปกรุงเทพฯ เที่ยว 8 โมง เดี๋ยวจะตกรถ” ดารกาบอกกำชับด้วยน้ำเสียงโรยแรง
คนขับสามล้อทำหน้ารับทราบ แล้วเร่งฝีเท้าปั่นเร็วขึ้นอีก
ดารากานต์เอนตัวพิงที่นั่ง แล้วรู้สึกแปลกๆ ที่เสื้อบริเวณหน้าอก จึงก้มลงดู เห็นที่อกมีน้ำนมไหลออกมาจนเลอะเสื้ออย่างเห็นได้ชัด
ดารากานต์สะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพราก ก่อนจะรู้ตัวรีบเอาเสื้อฮู้ดมากระชับปิดหน้าเอาไว้ ใช้มือปาดป้ายน้ำตาเหมือนเด็กๆ ระหว่างทาง

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นแนวทิวไม้ลอยตัวขึ้นมาส่องแสงสว่างเหนือหลังคาศาลเจ้า พร้อมกับที่ทารกน้อยในอ้อมกอดสาลี่ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ทุกคนเข้ามามุงดู อาหึ่งเบียดเข้ามาดูเป็นคนสุดท้าย
“โอ้โห ห่อมาซะแน่นยังกะขนมจ้างเลย” อาหึ่งว่า
“ห่อมาแบบนี้ คงกลัวว่าเด็กจะหนาว เด็กเพิ่งเกิดใช่ไหม อาสาลี่” เซียนตงถามขณะมองหน้าสาลี่
“จ้ะ น่าจะเกิดมายังไม่ถึงวันหรอก แต่เด็กอิ่มสบายดีนะ สงสัยจะเพิ่งกินนมมา” สาลี่บอกอย่างเชี่ยวชาญเรื่องแม่และเด็ก
“แม่ใจร้าย ทิ้งลูกได้ลงคอ นี่มันเด็กผู้หญิงรึผู้ชายล่ะ” กู๋เหลียงบอกออกมาพลางถาม
สาลี่จัดแจงคลี่ผ้าดู ทุกคนมอง แล้วหันมองหน้ากัน
“อาตี๋อ่า ไม่ใช่อาหมวยน่อ” อาหึ่งบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นนิดๆ
“ขวดนมพวกนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย ดูเสื้อผ้า ข้าวของพวกนี้สิ ต้องมีเงินเยอะนา ถึงจะซื้อได้ ไม่ใช่ชาวบ้านจนๆ แน่” เซียนตงพูดพลางรื้อข้าวของในตะกร้าออกมาวางเรียงราย
อาหึ่งเพ่งมองทารกน้อยเพศชายซักพัก แล้วน้ำตารื้นออกมาจนคลอเต็มหน่วย
“นี่มันอาตี๋น้อยของอั๊ว.. อาฮั้ว ..อาฮั้วชัดๆ นี่มันอาฮั้วกลับมาเกิดชัดๆ”
กู๋เหลียงยังจดจ่ออยู่เรื่องแม่ใจร้าย
แบบนี้รับรองว่าตามตัวไม่ยาก นังแม่มันคงเพิ่งคลอดเมื่อคืน ที่โรงพยาบาล แล้วห้างที่ขายของพวกนี้ให้ใคร คนขายน่าจะยังพอจำรูปพรรณสัณฐานได้ ต้องรีบแจ้งตำรวจ” กู๋เหลียงว่า
“แจ้งตำรวจ แจ้งทำไม ไม่เอา ไม่แจ้งๆๆ” อาหึ่งโวยวาย รีบเอาผ้าห่อเด็กไว้ตามเดิม แล้วคว้าเด็กมาอุ้มกอดแน่น
“อาหึ่ง ลื้อจะทำอะไรของลื้อ” กู๋เหลียงถาม
“อั๊วไม่ให้แจ้งตำรวจ อั๊วไม่ให้เอาอาฮั้ว อาตี๋น้อยของอั๊วไปไหน อาตี๋ของอั๊วกลับมาแล้ว อาตี๋กลับชาติมาเกิด ในวันศาสตร์ขนมจ้าง เหมือนวันที่มันตกน้ำตายไป” อาหึ่งพร่ำรำพันถึงอาฮั้วน้องชายที่ตายไปแล้ว ซึ่งทุกคนในศาลเจ้าได้ยินจนชาชิน
“อาหึ่ง ใจเย็นๆ นี่มันไม่ใช่อาฮั้วน้องชายลื้อป่านนี้พ่อแม่ญาติพี่น้องของเด็กอาจจะกำลังห่วงมันแย่แล้ว” เซียนตงปลอบ
“ไม่..อาตี๋ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ไหนทั้งนั้น นอกจากอาหึ่งคนนี้ ไม่มีๆๆ” อาหึ่งรีบอุ้มเด็ก วิ่งหนีไป
“อาหึ่งบ้าไปแล้วๆ” สาลี่ว่า
“อาหึ่งกลับมาก่อนๆ”
ทุกคนเรียกขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วพากันวิ่งตาม ในขณะที่อาหึ่งอุ้มเด็กทารกวิ่งหนีสุดชีวิต

บริเวณสถานีรถไฟเช้าวันนี้คลาคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารแบบเอคโค่ เร่งให้คนขึ้นรถด่วนไปกรุงเทพฯ
ดารากานต์เดินซมซานปะปนอยู่กับผู้คน โดนชนโดนเบียดจนเซไปเซมา แล้วมีอาการเป็นลม หน้ามืด ตาลาย มองไปรอบๆ ตัว
ความรู้สึกสุดท้ายดารากานต์เห็นเป็นสายตาหน้าตาผู้คนมากมายซ้อนไปซ้อนมา ดูหลอนๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ทรุดกายล้มลง
เสียงผู้คนเอะอะ จนนายสถานีหันมาดูและรู้สึกตกใจ
ผู้คนเข้ามามุงดูดารากานต์มากขึ้นๆ

เวลาเดียวกันนั้นอาหึ่งยังคงอุ้มทารกน้อยวิ่งไปรอบๆ ศาลเจ้า กู๋เหลียงตามติดเข้าใกล้กว่าคนอื่นๆ
“ไอ้หึ่ง ลื้อต้องเอาเด็กไปให้ตำรวจ เด็กเค้าเป็นลูกมีพ่อมีแม่” กู๋เหลียงตะโกน
“ก็พ่อแม่เค้าไม่เอาแล้ว เค้าถึงเอามาทิ้ง เหมือนหมาเหมือนแมวทุกตัวที่นี่” อาหึ่งหาเหตุมาแย้ง
“แต่นี่มันลูกคนนะ ไม่ใช่หมาแมว ไม่เหมือนกัน” กู๋เหลียงไม่ละความพยายาม
“ทำไมจะไม่เหมือน ใครอยู่ที่นี่ อั๊วก็เลี้ยงจนอ้วนพีแข็งแรงทั้งนั้น ลื้อเองก็เหมือนกัน แล้วทำไมอั๊วจะเลี้ยงอาตี๋อีกคนไม่ได้” อาหึ่งโต้กลับมา
“ไอ้หึ่ง ลูกคนมันต้องมีนมกิน ไม่ใช่ลูกหมา ลื้อจะได้เอาน้ำข้าวให้มันกินได้ ขืนลื้อทำมันตายไปจะว่าไง” สาลี่ชักฉุน
“ไม่ตาย อาตี๋ต้องไม่ตาย อั๊วทำอาตี๋ฮั้วน้องอั๊วตกน้ำตายไปคนนึงแล้ว มันอุตส่าห์กลับชาติมาเกิด มาอยู่กะอั๊วอีก ถ้าอั๊วทำมันตายซ้ำๆๆๆ อั๊วก็ปัญญาอ่อนแล้ว” อาหึ่งเถียงคำไม่ตกฟาก
“ลื้อไม่ปัญญาอ่อนหรอก อาหึ่ง ลื้อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนา แล้วก็ฉลาดพอๆ กะอั๊ว ทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนอั๊วเปี๊ยบ อาหึ่ง ลื้อต้องมีเหตุมีผลสิ” เซียนตงพยายามอวย
“อั๊วมีเหตุผล เทพเจ้าส่งอาฮั้วที่ตกน้ำตายคืนมาให้แล้ว ไม่เชื่อเซียนตงก็ไปถามเทพเจ้าเลย” อาหึ่งว่าไปโน่น

ชาวบ้านเริ่มทะยอยกันเข้ามา บ้างถือถาด ถือตะกร้าใส่ขนมจ้าง และของไหว้สารทจีนต่างๆ มากัน เห็นเหตุการณ์ที่อาหึ่งวิ่งเอาเถิดเจ้าล่อพลางเถียงกับทุกคน ต่างตามไปมุงดู
“อาไลๆๆ อาหึ่งมันเล่นอะไรของมันแต่เช้า แล้วใครจะทำกับข้าวเลี้ยงคนกันล่ะ” อาซิ้มวิตก
“ไม่รู้มัน แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะได้ไหว้เจ้ากันล่ะ สายแล้วนา” อาแปะบ่นพึมพำ
“เฮ้ยๆ อาหึ่ง ลื้อไปขโมยลูกใครมาเล่นวะนี่ เดี๋ยวก็ไปแจ้งตำรวจมาจับซะเลย” อาเฮียว่า
อาหึ่งหันมาได้ยินพอดี ถึงกับผงะ หน้าซีด
“ตำรวจเหรอ ไม่ให้แจ้งตำรวจนะ ไม่ให้แจ้ง นี่อาฮั้ว อาตี๋ของอั๊วมันกลับชาติมาเกิดเป็นลูกอั๊ว อั๊วไม่ได้ขโมย เทพเจ้าส่งลูกมาให้อั๊วเอง ถ้าพวกลื้อขัดขวาง อั๊วจะไปตายกันทั้งสองคน” อาหึ่งวิ่งหนีออกประตูศาลเจ้าไปทางแม่น้ำ
“อาหึ่ง อย่านะ อาหึ่ง” สาลี่ร้องตะโกนเรียกไว้
ทุกคนวิ่งตามไปอีก

เหตุการณ์ด้านสถานีรถไฟ นายสถานีกำลังตีระฆัง มีเสียงประกาศเตือนครั้งสุดท้าย ว่ารถด่วนกำลังจะออกจากชานชลาในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว
ดารากานต์ที่นอนอยู่กับม้านั่งยาวหน้าสถานี โดยมีหญิงชาวบ้านกับนายสถานีอีกคน กำลังช่วยกันพัดวี เอายาดมให้ดม
“เอาไปส่งโรงพยาบาลดีกว่า ช่วยกันหน่อยครับๆ” นายสถานีบอก
ทุกคนมาช่วยพยุงดารากานต์คนละไม้คนละมือ เสียงระฆังดังเร่งขึ้นอีก ดารากานต์สะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นมา พูดอย่างร้อนรน
“รถด่วน รถด่วนจะออกแล้ว ๆ ชั้นจะไปกรุงเทพฯๆ”
“อ้าว แต่ว่า คุณไม่สบาย น่าจะไปโรงพยาบาลก่อน” หญิงคนหนึ่งทักท้วง
“ไม่ๆๆ ชั้นจะขึ้นรถไฟ ชั้นต้องขึ้นรถไฟๆ เดี๋ยวนี้”
ดารากานต์รวบรวมกำลัง สะบัดตัวหนีจากทุกคน วิ่งไปที่รถไฟ รถไฟกำลังออก
ดารากานต์ใช้แรงที่มีตะเกียกตะกายขึ้นไปได้อย่างเฉียดฉิว นายสถานีรีบวิ่งตามไปช่วยดันขึ้น และคนบนรถช่วยฉุดช่วยกันอย่างทุลักทุเล
รถไฟแล่นเร็วขึ้นๆ ภาพจากสถานีเห็นดารากานต์ไกลออกไปๆ เช่นเดียวกับดารากานต์มองมา เห็นสถานีห่างออกไปทุกทีๆ
ดารากานต์ ร้องไห้ฮือๆๆ เหมือนเด็กๆ น้ำตาไหลไม่ขาดสาย

อาหึ่งอุ้มเด็กไปที่ริมแม่น้ำ ยืนบนท่าน้ำเล็กๆ ของศาลเจ้า ในขณะที่เด็กทารกร้องจ้า ทุกคนยืนโวยวายอยู่บนฝั่ง
“อาหึ่ง ลื้ออย่าทำบ้าๆ นา” กู๋เหลียงตะโกนบอก
“ถ้าลื้อจะเอาอาตี๋ไปให้ตำรวจ อั๊วจะพาอาตี๋กลับไปอยู่ก้นแม่น้ำเหมือนเดิม เหมือนตอนชาติก่อนที่มันตายเพราะมันลงไปเล่นน้ำกะอั๊วตอนเล็กๆ” อาหึ่งท้า
“พวกลื้อจะเอายังไงกัน ตกลงวันนี้อั๊วจะได้ไหว้เจ้ามั้ย กะเด็กคนเดียวพ่อแม่เอามาทิ้ง พวกลื้อก็ให้อาหึ่งมันเลี้ยงๆ ไปเถอะ” เจ๊ช่วยสรุป เพราะอยากไหว้เจ้าเต็มแก่
“นั่นสิ ไม่ต้องไปแจ้งความอะไรหรอกได้เด็กผู้ชายมาช่วยอาหึ่งหุงข้าวอีกคนฟรีๆ ไม่ดีหรอกเรอะวะ” เฮียเห็นงามตามเจ๊
“อาหึ่งๆๆ ลื้อฟังอั๊ว ลื้อกลับขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครไปบอกตำรวจทั้งนั้น อั๊วให้ลื้อเลี้ยงอาตี๋ได้ มา กลับขึ้นมาได้แล้ว” เซียนตงบอก
“โกหก” อาหึ่งไม่เชื่อใจเซียนตง
“อ้าวๆ อาหึ่งลื้อว่าเซียนตงแบบนี้ได้ไง ตงเซียนเซิงเป็นนักบวช พูดแต่ความจริงนะเว้ย” สาลี่บอก
“น้องชายอั๊วกลับชาติมาเกิดแล้ว ทุกคนรู้เอาไว้ด้วยว่าพ่อแม่อีในชาตินี้ไม่เอาอีแล้ว เทพเจ้าถึงดลใจให้มันเอาอีมาวางทิ้งที่นี่ เพราะเทพเจ้ารับรู้ว่าอั๊วอธิษฐานอยู่ทุกวัน ว่าให้วิญญานอาฮั้วะมาเกิดใหม่เป็นลูกชายอั๊ว” อาหึ่งยืนยันอีกครั้ง
“แล้วลื้อจะมีลูกได้ไงไอ้หึ่งในเมื่อลื้อยังไม่มีเมีย” กู๋เหลียงว่า
“ก็เทพเจ้าประทานมา ไม่ต้องมีเมียอั๊วก็มีลูกได้ ไม่เหมือนลื้อไง ถูกเทพเจ้าลงโทษไม่ให้มีเมียมีลูกตลอดไป”
คำพูดซื่อๆ ของชายผู้ไม่เต็มเต็งที่โต้กู๋เหลียง ทำเอาผู้คนต่างฮากัน อาหึ่งหัวเราะชอบใจ
“เฮ้ย สายแล้วนา ขึ้นมาเถอะอาหึ่ง พวกอั๊วไหว้เจ้าเสร็จก็ต้องกลับไปทำอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่บ้านนา” แปะว่า
“ใช่ เดี๋ยวมีคนจะมาอีกเยอะแยะ ลื้อกลับไปทำกับข้าวต่อเถอะอาหึ่งเร้ว…” เซียนตงบอก
กู๋เหลียงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“อานักบวชตง ตามใจลื้อ ถ้าลื้อเข้าข้างไอ้ปัญญาอ่อนหึ่ง อั๊วก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว อั๊วจะรีบไปทำพิธี ไม่มีเวลาจะมาสนใจไอ้คนไม่มีหัวคิดหรอก” กู๋เหลียงเดินงอนจากไป
อาหึ่งมองวัดปฏิกริยาทุกคนแล้ว เห็นทุกคนต่างดูอวยๆ จึงค่อยวางใจ กอดเด็กอย่างถนอมแล้วเดินกลับมา คนอื่นๆ กรูเข้ามารุมมุงดูเด็ก ชื่นชมยินดี และให้ความสนใจ

ขนมจ้าง ที่พวกญาติโยมนำมาไหว้เจ้าวางเรียงรายอยู่มากมาย เซียนตงและกู๋เหลียง ช่วยกันทำพิธีไหว้เจ้าให้ญาติโยมอยู่บริเวณศาลเจ้า ส่วน ในครัวเวลานั้น อาหึ่งวุ่ยวายอุ้มทารกที่กำลงร้องไห้จ้า
“อย่าร้องๆ อาตี๋เอ๊ย” อาหึ่งเอานมขวดให้กิน
ทารกส่ายหน้าไปมาเอาแต่ร้องจ้า
“เอานมให้กินก็ไม่กิน ชู่ๆๆ ลื้อเป็นอะไรไปวะ อาตี๋เอ๊ย..หยุดๆๆ ร้องซะทีซี่ อั๊วจะทำไงดี” อาหึ่งหันมองรอบๆ อย่างระแวง “เดี๋ยวไอ้กู๋เหลียงก็เข้ามาจับไปส่งตำรวจหรอก”
สาลี่จูงเสี้ยวท้อเข้ามา
“เอ้าอาหึ่งกับข้าวกับปลาไปถึงไหนแล้ว อั๊วได้กลิ่นอะไรไหม้ๆ นะ” สาลี่บอก
อาหึ่งทำจมูกฟุดฟิดๆ “ว้ากก จริงด้วย”
ทุกคนหันไป เห็นควันขึ้นในกระทะใหญ่ แล้วเปลวไฟก็ลุกพรึ่บขึ้น อาหึ่งตกใจเต้นไปมา
“ผัดหมี่ของอั๊วๆๆๆ”
สารภี หญิงใบ้ เข็นรถเข็นใส่เข่งอาหารสดเข้ามา มองเห็น ร้องเอะอะขึ้น
“ไอไอ้ๆๆๆๆ” สารภีหมายถึงไฟไหม้
อาหึ่งลังเลลนลาน ไม่รู้จะทำไง ในที่สุด ส่งเด็กให้สาลี่ แล้วตัวเองไปคว้าน้ำในถังมาสาดลงบนกระทะจนเนืองนอง ไฟมอดดับลง มีควันโขมงตามมา
“อาอึ่งๆๆอำอัดอี่ไอ้ อาอึ่งอำอัดอี่ได้ อะอ๊องอู๋เอี๋ยงๆๆๆ - อาหึ่งทำผัดหมี่ไหม้ จะฟ้องกู๋เหลียง” สารภีว่า
“อย่านะ อีใบ้” อาหึ่งวิ่งมาดึงสารภีไปแล้วเอามือปิดปาก “อีขี้ฟ้อง พูดไม่ได้แล้วยังปากมากอีก เดี๋ยวก็เอาถ่านแดงๆ ยัดปากซะเลย” อาหึ่งขู่
สาลี่อุ้มทารก โอ๋ไปมาสักพัก เสี้ยวท้อเข้าไปช่วยดมๆ แล้วถอยมา ทำหน้าเหยเก เอามืออุดจมูก และชี้เด็ก
“น้องอึ๊ๆๆ” เสี้ยวท้อ
“โธ่ๆๆ เด็กมันร้องเพราะมันถ่ายออกมานี่เอง” สาลี่ถึงบางอ้อ
“เอามาๆ” อาหึ่งวิ่งเข้ามา
“ว้ายๆๆ ลื้อไปทำกับข้าวของลื้อเลย อย่ามายุ่งกะเด็ก เดี๋ยวคนที่มาไหว้เจ้าก็ได้กินผัดหมี่คลุกอึอาตี๋ขนมจ้างนี่กันหมด เดี๋ยวชั้นจัดการเอง มานางสารภี มาช่วยอั๊วหน่อย” สาลี่บอกแล้วเรียกสารภีมาช่วย
สารภีทำหน้าขยะแขยง อุดจมูก
“แหมๆๆ นังนี่ ทีขยะเน่าลื้อยังคุ้ยได้ มาทำรังเกียจอึเด็กที่กินแต่นม มานี่ๆๆ มาช่วยกัน เดี๋ยวให้ตังค์”
“ไอ้อัง..อี่อาท?” สารภีถาม
“สิบบาทเลย เอ้า มาๆๆ ไปห้องน้ำกันเร้วๆๆ” สาลี่เร่ง
สาลี่อุ้มทารก มีเสี้ยวท้อวิ่งตาม สารภีลังเล แล้วตามไป
“อิบอาด..อิบอาด…” สารภีท่องสิบบาทๆ ไปมา
อาหึ่งงงๆ อยากตามไป แล้วห่วงกับข้าว หันมาแก้ไขปัญหาเรื่องผัดหมี่ต่อ

ค่ำแล้วรถไฟวิ่งทะยานมาในความมืด ใต้แสงจันทร์ ดารากานต์นั่งเอนพิงเก้าที่นั่งผู้โดยสาร ตาลอย น้ำตาซึม คอยซับน้ำตาที่เอ่อล้นดวงตา เหตุการณ์ต่างๆ หวนย้อนเข้ามาในความคิดคำนึงของดารากานต์

เงาของเรือยอชท์ที่ทาบทับสะท้อนอยู่ในน้ำทะเลสวยงามราวกับภาพวาด ฝูงปลาเล็กๆ กำลังไล่ตอดกินเศษขนมปังที่ถูกโรยลงมา
บริเวณสะพานสำหรับทอดให้ไปขึ้นเรือ ดารากานต์อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีขาว นั่งห้อยขา โรยเศษขนมลงในน้ำ ใบหน้าดารากานต์สวยใส อยู่ในอารมณ์สนุกสนาน
จังหวะนั้นเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังลอดเข้ามา
“The fishes are very friendly,right?”
ดารากานต์เงยขึ้นมองไปตามเสียง
ปีเตอร์ โจว ที่สวมหมวกเท่ๆ ยืนก้มลงดูปลา และแบมือมา
“Can I have a little cake?”
ดารากานต์มองอย่างฉงน ที่อยู่ดีๆ ชายคนนี้ถือดีมาตีสนิท
ปีเตอร์ยิ้มให้ ร้องทักขึ้นอีกอังกฤษปนไทย “Hi! สวัสดีครับ, I’d like to feed the fish too, would you mind.”
ดารากานต์ทำหน้าเบื่อที่จะฟัง แล้วส่งขนมให้ “Yes, here you are!”
“Thank you.” ปีเตอร์ยิ้มรับขนมไป
ดารากานต์กลับส่งให้ทั้งหมด แล้วปัดมือไปมา “Have a good time.” ขยับตัวทำท่าจะลุก
“Hey! Don’t leave me alone…please, I need a friend to talk to. can you give me a favor?” ปีเตอร์อ้อน
“What’s your problem?” ดารากานต์มองไปรอบๆ “You are alone here?”
“My dad is talking with their business partner, a Chinese thai business man , they speak thai that I don’t understand not at all, it ‘s so boring.”
ดารากานต์ฟังแล้วถึงกับหัวเราะออกมา
“Are you kidding? My dad is talking with a Chinese family, I think it’s boring too.”
ปีเตอร์หัวเราะไปด้วย พร้อมกับยื่นมือมาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ “I’ m Peter.”
ดารากานต์มีท่าทีลังเลนิดนึง แล้วจับมือด้วย “I’m darakan.”
“Darakan…it represents something beautiful, doesn’t it?” ปีเตอร์ว่า
สองคนยังคงจับมือกันอยู่ จนเมื่อป้าบัวโผล่มาเห็น
“คุณหนู..คุณหนู” ป้าบัวตกใจ “นั่น..ใครคะ ตายจริง คุณป๋าตามหาแล้วค่ะ มานั่นแล้ว”
ดารากานต์รีบดึงมือออก ป้าบัวรีบเข้ามาแทรกกลาง ดึงมือดารากานต์อย่างปกป้อง
พ่อแม่ของทั้งคู่เดินกันมาพอดี
“อ้าว ดารา..อยู่นี่พอดี เราจะไปลงเรือของมิสเตอร์โจวกันแล้ว” โกเม้งผู้เป็นพ่อบอก
“เด็กคนนี้..ชอบหนีไปอยู่คนเดียวเรื่อย พ่อแม่ใจหายหมด” คุณนายดาวผู้เป็นแม่เอ็ดลูกสาว
มิสเตอร์โจวพูดไทยขึ้นมาแบบไม่ชัด สำเนียงสไตล์คนจีนพูดไทย “น่านงายๆๆ คับ เรือของเราอยู่ตรงโน้ง” หันไปเห็นปีเตอร์ “อ้าว อาปีต่า” มิสเตอร์โจวเรียกชื่อลูก และพูดกับลูกชายด้วยสำเนียงจีนกลาง “ทำไมยังไม่ไปเตรียมตัว เราจะออกเรือเดี๋ยวนี้ มัวไถลทำอะไรอยู่”
ปีเตอร์ตอบกลับเป็นภาษาจีนกลาง “ทุกอย่างพร้อมแล้ว ผมก็กำลังรอพ่อแม่อยู่”
มาดามโจว ผู้เป็นแม่พูดภาษาจีนกลางถามลูกชาย
“อาปีต่า นั่นลูกกับลูกสาวมิสเตอร์โจว..??”
ปีเตอร์ตอบกลับด้วยภาษาจีนกลาง
“พวกเราคุยกัน..สนุกดีครับ พ่อแม่”
ดารากานต์มองหน้าปีเตอร์ งงสุดๆ ปีเตอร์ยิ้มให้ ชิลล์ๆ

เรือแล่นออกไปในทะเล พวกผู้ใหญ่ต่างมีกิจกรรม พูดคุย ชี้ชวน ชมความสวยงามของท้องทะเล บ้างส่องกล้องชมวิว บ้างเล่นเกม
ปีเตอร์กับสกิปเป้อร์กำลังช่วยกันขับเรืออยู่ ส่วนดารากานต์กับป้าบัวถ่ายรูปกันสนุกสนานอยู่อีกด้านหนึ่ง หัวเราะสดใสร่าเริง
ปีเตอร์หันไปมอง บอกขอตัวกับสกิ๊ปเป้อร์ แล้วลุกไปหาดารากานต์ อาสาเป็นคนถ่ายรูปให้ ป้าบัวและดารากานต์โพสต์ท่าถ่ายรูปกัน
ปีเตอร์ยิ้ม สบตาดารากานต์ ต่างชอบกันและกัน มองกันและกันไปมา แล้วก็หลบตากันไปกันมา ดารากานต์อายๆ

กองไฟปิ้งย่างอาหารทะเลอย่างหรู โคมไฟตกแต่งอย่างสวยงามไปทั่วบริเวณปาร์ตี้ของค่ำคืนนั้น มีเก้าอี้ปิกนิกสีขาวอย่างดีไว้รับรอง พวกพ่อแม่และแขกเหรื่อ รวมทั้งคนเรือ ต่างพากันนั่งกิน ดื่มและคุยเล่นกันอย่างสำราญใจ
ป้าบัวง่วนอยู่กับการบริการอาหารทะเลปิ้งย่าง
ส่วนที่โขดหินริมหาดดารากานต์ในชุดสีขาวยาว กำลังปีนขึ้นไปสู่ก้อนที่สูงที่สุด แต่แล้วกรวดก้อนหนึ่งเกิดพลิก ดารากานต์เสียหลัก เกือบล้มตะครุบกบ
“ว้าย...” ดารากานต์ร้องอย่างตกใจ
พอดีมีมือปีเตอร์มาฉวยแขนไว้ทัน ดารากานต์หันมาเห็น ทำหน้าตื่นๆ
“Naughty girl, where are you going to?” ปีเตอร์ถามอย่างสงสัย
“I’m going to the top.” ดารากานต์ตอบ
“For what?” ปีเตอร์งง
“For nothing.”
คำตอบของดารากานต์ ทำให้ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วต่างหัวเราะออกมา ปีเตอร์มองดูหน้าดารากานต์ด้วยความประทับใจ ดารากานต์มองตอบแววตามีแววคำถาม
ปีเตอร์ดึงดารากานต์นั่งลง พ้นจากสายตาคนอื่น มีก้อนหินใหญ่บัง แล้วโน้มตัวมาจูบ ดารากานต์โอนอ่อนตามอย่างเต็มใจ

พระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลต่ำๆ เรือยอชท์จอดทอดสมอริมเกาะ คนเรือนั่งทำงานอยู่ ปีเตอร์อยู่ในกางเกงว่ายน้ำ ดำผุดดำว่ายไปมา
ดารากานต์ในชุดนอนปิจาม่า สีขาว ผมยาวยุ่ง เปิดห้องออกมา แล้วมายืนดูปีเตอร์เล่นน้ำ ปีเตอร์โผล่จากน้ำ เห็นดารากานต์ที่ขอบเรือ มองมาเหมือนสะกด ดารากานต์ก้าวเข้าไปหาเหมือนโดนสะกด ปีเตอร์ยื่นมือออกไป เป็นเชิงเชิญชวน
ดารากานต์ทิ้งตัวลงมาในน้ำทั้งชุดนั้น ชุดนอนขาวเปียกน้ำดูบางใส เห็นร่างกายไหวๆ ในทะเล ทั้งสองร่างเริ่มพันพัวกัน
เรือที่ทอดสมออยู่ถูกโยนไหวสูงต่ำไปตามแรงคลื่นลม พระอาทิตย์ยังลอยอยู่เหนือขอบทะเลไม่มาก บนเรือนิ่งสงบ บอกให้รู้ว่าทุกคนยังหลับใหล

คืนนั้นทั้งหมดนั่งล้อมโต๊ะจีนกันอย่างพร้อมหน้า กลางโต๊ะ มีอาหารจีนจานออเดิร์ฟวางอยู่ ทุกคนกินด้วยตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ดารากานต์ ปีเตอร์ นั่งตรงข้ามกัน ต่างแอบมองตากันไปมา
“มิสเตอร์โจว์ เดือนเมษา เมื่อผมเปิดสาขาใหม่ ผมหวังว่าคุณและครอบครัวของคุณทุกคน..จะมาร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วยนะครับ” โกเม้งบอก
มิสเตอร์โจวหันมองมาดามโจว “เดือนเมษาหรือ”
“เดือนเมษา?? วันที่เท่าไหร่คะ” มาดามโจวถาม
“มีอะไรหรือคะ” คุณนายดาวสงสัย
“ปีเตอร์จะแต่งงานเดือนเมษาค่ะ” มาดามโจวบอกอย่างปลื้มๆ
ดารากานต์กำลังคีบถั่วอยู่ ถั่วหล่นกราวลงจาน ตวัดสายตาดูปีเตอร์นิดหนึ่ง เธอเห็นปีเตอร์เอาแต่ก้มหน้า ง่วนอยู่กับการเขี่ยอาหารในจาน
“เรากำลังจะเชิญครอบครัวคุณ..เดือนเมษา ปีเตอร์กับลูกสาวคนเดียวของมิสเตอร์ลี ชุง ประธานบริษัทก่อสร้างที่เกาะมาเก๊า จะมีพิธีแต่งงานที่มาเก๊า พิธีของเราจะเป็นต้นเดือน เราอยากให้พวกคุณมาให้ได้ งานจะเป็นวันที่ 8 ค่ะ มาได้ไหมคะ แล้วโรงงานสาขาใหม่ของพวกคุณ..จะมีงานเปิดวันไหนคะ” มาดามโจวร่ายยาว
ดารากานต์มองจ้องปีเตอร์ ขณะที่ปีเตอร์เหลือบมาสบตาแว่บหนึ่ง ใบหน้าซีดๆ แล้วเสไปจิบชา
ดารากานต์ลุกขึ้น
“ขอโทษนะคะ..ขออนุญาต..ไปห้องน้ำค่ะ”

ดารากานต์เดินลุกจากมาน้ำตาไหลรินโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ส่วนปีเตอร์ได้แต่มองตามในอาการเงียบงัน

ใบหน้าดารากานต์เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ขณะมองดูตู้โทรศัพท์สาธารณะสีแดง เธอล้วงหยิบเหรียญขึ้นมาหยอดและกดเบอร์

เสียงโทรศัพท์ภายในบ้านโกเม้ง ซึ่งเป็นคฤหาสน์สไตล์ภูเก็ตโบราณดั้งเดิม ส่วนผสมของสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกิส ก็ดังขึ้น บัวอยู่แถวนั้นรีบลนลานมารับ หน้าตาร้อนใจ มองซ้ายขวา อย่างมีพิรุธ
“ฮัลโหล..บ้านโกเม้งค่ะ” บัวพูดรับสาย
สีหน้าดารากานต์ มีแววคั่งแค้นใจ กัดฟันบอกไป
“ป้าบัว นี่ฉันเอง ขอพูดกับอาป๊า”
“คุณหนู” บัวทำท่าจะร้องไห้ “คุณหนูทำไมหนีออกมาจากโรงพยาบาล...แล้วนี่คุณหนูอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง...”
“หยุดพูดมากเดี๋ยวนี้ ชั้นบอกว่าจะพูดกับอาป๊า” ดารากานต์พูดเสียงขุ่น
บัวปิดปาก กลั้นก้อนสะอื้น พอดี โกเม้งเดินออกมา มองด้วยความตกใจ
“อะไร ป้าบัว...” โกเม้งหน้าผงะ “ดารากานต์...ดารากานต์ใช่ไหม” รีบปรี่เข้ามามาแย่งหูโทรศัพท์ไป “ดารากานต์ลูก..ลูกไปไหน ลูกอยู่ไหน”
บัวถอยออกไปร้องไห้อยู่อีกด้านหนึ่ง
“อาป๊าคะ” ดารากานต์พูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “หนูอยู่กรุงเทพฯค่ะ”
“ลูกไปทำไมที่กรุงเทพฯ ไปทำอะไร อยู่กับใครตั้ง 3 เดือนกว่าๆ พ่อแม่เป็นห่วงมาก ลูกรู้ไหม”
“หนูก็แค่ มาเที่ยวค่ะ มาเที่ยวกรุงเทพฯกับเพื่อน..ชุติมาไงคะ ที่พ่อแม่เค้าเป็นร้านขายยา..ที่อยู่พระราม 4 คือ...หนูกลัว...ว่าอาป๊าจะไม่ยอมให้หนูมา หนูก็เลย...ไม่ได้บอก แต่ว่าตอนนี้ หนูอยากกลับบ้านแล้ว แล้วหนูก็เงินหมดแล้ว หนูขอโทษ ที่หนีมาเฉยๆ ขอโทษที่ทำให้อาป๊าอาม้าเป็นห่วง อาป๊ามารับหนูหน่อย ได้ไหมคะ” ดารากานต์บอกออกมา
“ได้สิ ๆ ลูก” โกเม้งพูดไม่ออกระล่ำระลักออกมา
ระหว่างนั้นคุณนายดาวออกมาได้ยินพอดี แย่งหูโทรศัพท์มา ตะโกนใส่ “ดารากานต์ ดารากานต์เหรอ แกอยู่ไหน ไอ้เด็กบ้า หนีไปตั้ง 3 เดือน นึกว่าตายแล้วซะอีก” คุณนายดาวร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น “ฮือๆๆๆ คอยดูนะ คอยดู กลับมาอาม้าจะตีแกให้ตายเลย ฮือๆๆ”
ดารากานต์ฟังอยู่ กัดฟัน กลั้นน้ำตา ยืนอย่างโดดเดี่ยว อยู่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง ท่ามกลางผู้คนเดินกันขวักไขว่ผ่านไปมา และรถราวุ่นวาย

ดารากานต์กับมาบ้านได้ไม่นาน คุณนายดาวและโกเม้งก็จับแต่งานกับบัญชา นายหัวเจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของภูเก็ต วันนี้เป็นวันประกอบพิธีแต่งงานซึ่งจัดขึ้นที่คฤหาสถ์ฝ่ายเจ้าสาว
บัญชาแต่งชุดสากล ดูขึงขัง ทุกก้าวย่างงามสง่า มีบุรีน้องชายร่วมสายเลือดกับเพื่อนเจ้าบ่าว 2 คน ต่างถือซองสีชมพูแจ๊ด ก้าวเดินเข้ามาด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และมีขบวนญาติผู้ใหญ่ เชิญพานขันหมากอลังการตามเข้ามา
ญาติๆ ฝ่ายหญิงอยู่ในชุดย่าหยา พากันใช้เข็มขัดเงิน ทอง นาก กั้นประตูมาเป็นลำดับๆ
“ไม่ให้ผ่านๆ ลูกสาวบ้านนี้สวยมาก แล้วก็เป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือน จะเข้าไปหา ต้องจ่ายค่าผ่านประตูมาก่อนนะคะ” ญาติฝ่ายเจ้าสาวร้องบอก
มีเสียงหัวเราะ หยอกเย้า พร้อมกับเสียงแซวเจ้าบ่าวดังเข้ามาเป็นระยะ บรรยากาศรื่นเริง ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส
“ผมมีแค่นี้ ไม่ทราบว่าจะพอไหมครับ” บัญชาอยู่ในอาการเขินๆ
“พอค่า เอ้า ได้เงินแล้วก็เปิดทางค่ะ” ญาติฝ่ายเจ้าสาวเสียงระรื่น
ที่ประตูทองชั้นในสุด บัญชาจ่ายซอง แล้วประตูทองที่สาวสวย 2 คน กั้นไว้ก็เปิดออก ญาติผู้ใหญ่ยกพานขันหมากต่างๆ เข้ามา ฝ่ายเจ้าสาวจัดที่วางขันหมากบนพรมสีสวยตรงกลางห้อง
โกเม้ง คุณนายดาวออกมาต้อนรับ ไหว้ทักทาย พร้อมเชิญทุกคน
“นั่งๆๆ”
บัญชาไหว้ทุกคน ยิ้มสุขุม ท่วงทีสง่า นั่งลงตามคำเชิญ พวกญาติผู้ใหญ่นั่งลงกับโซฟา
“เอ้า เจ้าสาวออกมา พาเจ้าสาวออกมาได้แล้วจ้า” ญาติเจ้าสาวร้องตะโกนขึ้น
บัวในวันนี้แต่งตัวสวยสุดชีวิต และสาวใหญ่หน้าตาดีอีกคน พากันประคองดารากานต์ออกมา

ดารากานต์เดินออกมาจากหลังม่าน ในชุดเจ้าสาวแบบย่าหยาที่สวยงามชวนตะลึงพรึงเพริศ
บัญชาเห็น ถึงกับลืมตัว ลุกขึ้นยืนรับ มองดารากานต์แบบหลงเคลิ้มไปเลย
ดารากานต์เข้ามาทรุดตัวลงไหว้บัญชาที่พื้น ไหว้พวกญาติๆ บัญชาลงไปนั่งเคียงข้าง
พิธีเริ่มขึ้น
เถ้าแก่ฝ่ายชาย (พูดแบบตามธรรมเนียม)โกเม้งครับ คุณนายดาวครับ ผม ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายชาย อยากจะมาสู่ขอหนูดารากานต์ ลูกสาวคนเดียวของคุณ ให้มาแต่งงานกับนายหัวบัญชา ญาติผู้น้องที่ผมรักและนับถือมาก หวังว่าท่านทั้งสองคงจะยินดียกลูกสาวให้นะครับ
โกเม้ง (พูดแบบท่องมาตามธรรมเนียมเช่นกัน)ยินดีสิครับ..แต่ก่อนอื่น ผมขอดูสินสอดทองหมั้นที่ผมเรียกไป ไม่ทราบว่า..ท่านเถ้าแก่ จะมีมาให้ตามที่ได้ตกลงกันหรือเปล่า
มีเสียงหัวเราะคิกคักขำๆเบาๆ
มีการเปิดขันหมาก เห็นเงิน ทองมากมาย พร้อมกับเสียงฮือฮาเบาๆ
บัญชบรรจงสวมแหวนให้ดารากานต์ ทั้งสองกราบพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่
ดารากานต์ดูสงบเสงี่ยม สำรวม และคอยหลบหน้าหลบตา ในขณะที่บัญชาเอาแต่มองจ้อง เพราะลุ่มหลงความสวยของเจ้าสาว

รถจี๊ปคันนึงฝ่าแดดเปรี้ยงช่วงตอนกลางวัน ขับลุยมาตามทางดินลูกรัง ตรงเข้ามายังไซด์งานก่อสร้างถนน พวกคนงานเห็นรถ ก็จำได้ หลีกทางให้ และเมื่อรถแล่นผ่านก็เหลียวมองตามกันเป็นแถว
คนขับรถจี๊ปคันดังกล่าว คือดารากานต์ ที่แต่งตัวรัดกุม ดูทะมัดทะแมงส่วนคนนั่งข้างๆ คือบัว บัญชาที่กำลังคุมงานอยู่กลางแดดจ้า เห็นรถเข้ามา ก็หยุดทำงาน มองไปด้วยสีหน้าดีใจ
“เมียนายหัวมาตรงเวลา ยังกับนาฬิกาทุกวัน” บุรีผู้เป็นน้องชายพูดเย้า
บัญชายิ้มปลื้ม
“คุณหนู..แค่อาหารกลางวัน ต้องบุกป่าฝ่าดงมาขนาดนี้ ทำไม ใช้ให้เด็กๆ มันเอามาให้ก็ได้” บัวบ่นอุบ
“ชั้นต้องทำดีกับนายหัวบัญชาให้มากที่สุด..เพราะเขาเป็นคนดีจริง แต่..ชั้นสิ ที่ไม่ใช่…”
บัวหน้าซีดลง ส่วนดารากานต์พูดจบก็หามุมจอดรถ ป้าบัวลดเสียงพูดแบบดุๆ
“หยุดพูดแบบนี้เสียที คุณหนูของป้าบัวดีจริงค่ะ ป้าบัวรู้ดี”
“ชั้นรู้ตัวหรอกน่าป้าบัว ว่าตัวเองเป็นยังไง”
ดารากานต์ลงจากรถ แล้วเดินหิ้วปิ่นโตไปหาบัญชา บัวมองอย่างเศร้าใจ บัญชาเดินลิ่วมารับ
“กำลังหิวพอดี วันนี้คุณทำอะไรมาเลี้ยงผมนี่”
“วันนี้มีปูผัดพริกไทยดำ กับแกงส้มค่ะ” ดารากานต์ยิ้ม
“เป็นบุญของผมจริงๆ เลย” บัญชามองอย่างซึ้งใจ
ดารากานต์ยิ้มจริงจังให้
“นายหัวทำงานหนักหาเลี้ยงฉันขนาดนี้..ฉันก็ต้องตอบแทนบุญคุณ..เท่าที่จะทำได้สิคะ”
บัญชาช้อนตามองอย่างปลื้มสุดๆ

คืนนั้นดารากานต์นอนหลับหูหลับตา ในสภาพตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้บัญชานัวเนียๆ พักหนึ่ง แล้วกลิ้งตัวลงมากอดไว้ ดารากานต์หันหน้าไปอีกทาง บัญชาพลิกตัว หลับไปในเวลารวดเร็ว
ดารากานต์มองเหม่อ ตาลอย สักพัก บัญชากรนคร่อกๆๆๆ ดารากานต์ น้ำตาไหล

วันเวลาเคลื่อนคล้อย จากวันเป็นเดือน เวลาหมุนผ่านไปหนึ่งปีแล้วที่ดารากานต์ครองชีวิตคู่กับสามีแสนดีอย่างบัญชา
พระอาทิตย์โผล่ขึ้นเหนือภูเขา ฝูงนกบินร่อนออกหากิน เมื่อคืนฝนตก เช้านี้ต้นไม้จึงดูงอกงามยิ่งขึ้น เหมือนจะร่วมยินดีต่อชีวิตใหม่...ทารกเพศชายที่ลืมตาดูโลก ที่โรงพยาบาลภูเก็ต แห่งนี้
โกเม้ง คุณนายดาว และบัว พร้อมใจกันใส่ชุดสีสันสดใส หน้าตาสดชื่นเดินเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยกัน และมาหยุดเคาะประตูหน้าห้องที่มีเสียงเด็กทารกร้องลั่นอยู่ด้านใน
ประตูห้องนั้นเปิดออก มีนางพยาบาลสวนออกมาพอดี
“ขออนุญาตเยี่ยมคนไข้ตอนนี้ ได้ไหมคะ ทำไมน้องร้องดังจัง” คุณนายดาวถามพยาบาล
“เชิญค่ะๆ กำลังให้นมพอดี แต่ดูเหมือนจะมีปัญหานิดหน่อยค่ะ” นางพยาบาลตอบด้วยท่าทีร้อนใจ
ทุกคนฟังแล้วมีสีหน้าวิตก รีบเข้าไปในห้อง บัญชากำลังกระวนกระวายอยู่ ท่าทางสุขก็สุข กลุ้มก็กลุ้ม
“โอ๊ย..อาป๊า อาม้า เชิญๆๆ ครับ” บัญชาทักทาย
ทุกคนเข้ามาแล้วมองไปที่เตียงอย่างตื่นเต้น
เห็นดารากานต์กำลังให้นมอยู่ พยายามจริงจัง แต่เด็กก็ดิ้นพราดๆๆ ร้องดังลั่น
“อ้าวๆๆ อาตี๋เป็นอะไรไป” คุณนายดาวตื่นเต้นปนตกใจ
“หนูไม่มีน้ำนมเลยค่ะ ทำยังไงดีล่ะคะ ม้า ป้าบัว” ดารากานต์สีหน้าเครียดๆ เสียงอ่อย
“เอ๊ะ ทำไมล่ะคะ..ทีตอนนั้น…” บัวเผลอหลุดปาก
ดารากานต์ กับบัวสบตากัน แล้วต่างเงียบไป พอดีเสียงเด็กร้องดังจนไม่มีใครสนใจ
“โอ๊ย..หลานของอากง..ทำไมร้องดังยังกะแตรวงมาทั้งวงเลย” โกเม้งว่า
พยาบาลพาหมอเข้ามา ถือขวดนมที่อุ่นแล้วเข้ามาด้วย
“เป็นยังไงบ้างคะ..น้ำนมยังไม่ไหลเลยหรือคะ” หมอถาม
“ไม่มีเลยค่ะ” ดารากานต์
“งั้นก็คงต้องให้นมผงชงนี่แทนแล้วล่ะค่ะ คุณคงไม่มีน้ำนมจริงๆ ลองดูนะคะ ให้เป็นหรือเปล่า” หมอว่า
“เป็นค่ะๆ” ดารากานต์รีบรับขวดนมมา ป้อนลูก
ทารกน้อยดูดสุดตัวอย่างหิวโหย
“โถๆๆ อาตี๋..หิวเกือบตายแล้ว..น่าสงสารจิง อาตี๋ของม่า..ผอมเหลือเกิน”คุณนายดาวโอดครวญสงสารหลานชาย
บัญชาเดินเข้ามาหา สีหน้ายิ้มแย้ม
“เอ้อ..ม้าครับ..อย่าเรียกอาตี๋เลยนะครับ แกชื่อเกียรติบดินทร์ครับ เกียรติบดินทร์ เกียรติถลาง ครับ”
“เกียรติบดินทร์..โอ้โห ชื่อเหมือนคนใหญ่คนโต แต่มันยาวนะนายหัว พูดแล้วมันเรียกยากๆ ไม่มีชื่อเรียกเล่นๆ หรือไง” โกเม้งบ่น
“เรียกว่าน้องดินก็ได้ครับ” บัญชาบอก
“น้องดิน..ดิน หิน ทรายนี่เหรอ นายหัว” คุณนายดาวขัดใจ
บัญชาหัวเราะพลางอธิบาย
“ก็ผมก็ทำมาหากินกับดิน หิน ทราย นี่แหละครับ ถึงรวยขึ้นมาได้ ตั้งแต่ต้นตระกูลที่ทำเหมืองแร่กันมา ผมว่า ดินนี่แหละ ที่ยิ่งใหญ่ อย่างแผ่นดินที่เราอาศัยเกิดมานี่..เป็นสิ่งที่มีพระคุณแก่เรานะครับ”
“ชื่อดีออกค่ะ ดิน น้องดิน...ดินมาจากบดินทร์ ภาษาไทยแปลว่าผู้ยิ่งใหญ่นะคะ อาโก” บัวเสริมอีกแรง
“บะดิน แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่หรือ” โกเม้งเออออ
“นายหัวคะ..ดูสิ น้องดินกินนมสบายใจ ยิ้มใหญ่เลยค่ะ” ดารากานต์หัวเราะออกมาอย่างดีใจ
ทุกคนไปมุงดูกัน ต่างดีใจ และมีความสุข ส่วนดารากานต์มองหน้าลูกชายตัวน้อย แล้วกลับมีสีหน้าเศร้าลงๆ

10 ปีผ่านไป...

เสียงประทัดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณศาลเจ้าปฐมปาเก๊งเต๊ง ตามมาด้วยการเชิดสิงโตเสียงดังโฉ่งฉ่างตามมา เป็นคณะสิงโตขนาดเล็ก ไม่ใหญ่อลังการมาก และเวลานั้นพวกเด็กๆ กำลังแสดงกันอยู่ในงานฉลองศาลเจ้า
หนึ่งในนักเชิดคือ อาจ้างเด็กชายวัย 10 ขวบ ที่เติบโตตามไว หน้าตาน่ารัก ผิวขาวดูมีสง่าราศี ซึ่งโผล่หน้าออกมาจากหัวมังกร ออกท่าทำหน้าทะเล้นต่างๆ นานา
ที่เสาสูงหน้าศาลเจ้าต้นหนึ่ง มีการแขวนเงินรางวัล เป็นแบงค์ห้าร้อย และหนึ่งร้อยเป็นพวงอยู่ในตะกร้า
สาลี่ยืนเคียงเสี้ยวท้อ ที่เวลานี้โตเป็นสาวสวย และแต่งตัวเปรี้ยวทันสมัยราวกับนักร้องซุป’ ตาร์ ทำผมสีๆ ด้วย เสียงท้อตบมือเชียร์เสียงดังอย่างออกนอกหน้า
“อาจ้างๆ ขึ้นไปอีกๆๆ เอามาให้ได้ๆ อาจ้าง เอารางวัลมาให้ได้”
นักบวชตง กู๋เหลียง อาหึ่ง ยืนลุ้นสุดๆ ทุกคนประสานเสียงเชียร์ อย่างไม่รู้เหนื่อย
“อาจ้างๆๆๆๆๆ”
สารภีตบมือ กรี๊ดๆๆ ทำเสียงเหมือนนกร้อง
คณะสิงโต เชิดสูงขึ้นๆๆ เน้นการต่อตัว แล้วอาจ้างขึ้นบนสุด เชิดสิงโตไปงับพวงเงินนั้นมาสำเร็จ
ทุกคนกรี๊ด ตบมือดีใจ
อาจ้างร่อนลงมา ในท่วงท่าที่สวยงาม ทุกคนเข้าไปมุงตบหลังตบไหล่พัลวัน
“เก่งจิงๆๆ อาจ้างลูกรักของเตี่ย” อาหึ่งพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อาอ้างอาอ้าง..เอ่งอี้อุด อ๋ออังแอ้อ้วย แอ้อ๋ออ๊อยอาด แอ้อะเอาอังไปอื๊ออะอ๋ม - อาจ้างๆ เก่งที่สุด ขอตังแม่ด้วย แม่ขอร้อยบาท แม่จะเอาตังไปซื้อขนม” สารภีแบมือออกไป
อาจ้างหัวเราะ ยิ้มสดใส หยิบให้สารภีร้อยนึง พูดสำเนียงเดียวกัน “อ่า อั๊วไอ้แอ้ แอ่อ้ามแอ้อื๊อแอ่อ๊อฟอี้อ๊ะอั๊บ เอี๋ยวอันอ๋ออดอาก - อ่ะ อั๊วให้แม่ แต่ห้ามแม่ซื้อแต่ท๊อฟฟี่นะคับ เดี๋ยวฟันหลอหมดปาก”
สารภีคว้าแบงค์ร้อยหมับ ยิ้มอายๆ เห็นฟันหลอ แล้วรีบปิดปาก
“เอ้าๆๆ การแสดงเชิดสิงโตจบแล้ว ต่อไปขอเชิญทุกคนไปกินขนมน้ำชากันได้แล้วค้าบ เชิญๆๆๆ” กู๋เหลียงเชิญทุกคนเข้าด้านใน
อาจ้างรีบส่งเงินแบ่งให้ทุกคน แล้วหันไปหากู๋เหลียง
“กู๋เหลียงครับ งั้นเดี๋ยวผมรีบไปเอายาที่ร้านเฮียอ๋าให้กู๋นะครับ”
“อะไร ยาอั๊วต้องกินก่อนอาหารนะ บอกลื้อแล้วตั้งแต่มะวาน ว่ายาอั๊วหมด” กู๋เหลียง บ่นอุบ
“ขอโทษครับ ที่จริงต้องไปเอาเมื่อเช้า แต่ผมไปไม่ทัน” อาจ้างบอก
“ลื้อต้องรีบไปส่งพัสดุให้อั๊วที่ไปรษณีย์ด้วย หมดเขตวันนี้นะ” นักบวชตงหันมากำชับ
“ครับๆๆ แปะตง เดี๋ยวผมส่งแบบอีเอ็มเอสเลยครับ” อาจ้างยิ้มรับ
“ไม่ได้ๆๆ นะ อาจ้าง ลื้อต้องช่วยอั๊วจัดขนมก่อน” อาหึ่งบอก
กู๋เหลียงฟังอยู่จึงเปิดฉากการบ่น
“ลื้อมันทำหลายอย่างนักหนิ อาจ้าง อั๊วเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าคนเราทำอะไรพร้อมๆ กัน มันจะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้น..ไม่มีทางที่จะ...”
เสี้ยวท้อ รีบเข้ามาช่วยพูดขัดจังหวะกู๋เหลียง
“อาจ้างจะรีบไปไหนก็รีบไป เดี๋ยวอั๊วช่วยอาหึ่งจัดขนมเอง”
“ขอบคุณครับ พี่เสี้ยวท้อ”
อาจ้างยิ้มร่าถอดชุดสิงโต แล้ววิ่งไปที่จักรยาน รีบปั่นๆๆ ออกไป เกือบชนผู้หญิงแต่งตัวดีที่เดินกางร่มถือของมาเต็มมือ
“อุ๊ย...”

“ขอโทษครับเจ้ๆ” อาจ้างไหว้ แล้วรีบปั่นจักรยานต่อไปอย่างรีบเร่ง
ผู้หญิงแต่งตัวสวยงามคนนั้นมองตามอาจ้างไป ถอดแว่นดำเผยให้เห็นว่าที่แท้คือดารากานต์นั่นเอง!!! แววตาตื่นๆ สาลี่หันมาเห็น รีบเดินเข้ามาหา
“อ้าว..เจ้...นึกว่าไหว้เจ้าสารทขนมจ้างปีนี้ เจ้จะไม่มาแล้วซะอีก” สาลี่ทักมายอย่างคุ้นเคยกัน
“นั่น..อาจ้าง..ใช่ไหมคะ โตขึ้นมากเลย..สูง..จำแทบไม่ได้” ดารากานต์ถามติดๆขัดๆ รู้สึกสะท้อนในใจ
“10 ขวบแล้วค่ะ” สาลี่ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “เข้าไปข้างในดีกว่าค่ะ ไปชิมบะจ่างเจของชั้น..ชั้นทำเอง..ลองทำแบบเจดู เจ้ลองมาติชมหน่อย ว่าอร่อยรึเปล่า”
“ค่ะๆๆ” ดารากานต์ยิ้มรับ
สาลี่พาดารากานต์เข้าไปด้านใน

เวลาเดียวกันนั้น บัญชา บุรี และโกเม้ง ต่างลุกขั้นเฮ ลุ้นๆๆนั่งไม่ติดที่เชียร์ เด็กชาย เกียรติบดินทร์ในวัย 9 ขวบ ที่กำลังแข่งขันบาสเก็ตบอลอยู่ในสนาม
“ดินสู้ๆๆๆ” ทุกคนประสานเสียง
เกียรติบดินทร์ วัย 9 ขวบ ดูแข็งแร็ง แกร่ง และรูปร่างสูง กำลังเลี้ยงบาสฝ่าทีมตรงข้ามเข้าไปหาแป้นย่างดุดัน จังหวะหนึ่งเกียรติบดินทร์ใช้ทริก และความรวดเร็ว รุนแรง ผลัก เล่นคนจนเด็กทีมคู่แข่งล้มลงเจ็บตัวไปตามๆ กัน
เกียรติบดินทร์ ชู้ตลงห่วงลูกแล้วลูกเล่า กลุ่มกองเชียร์กรี๊ดๆๆ ลั่นสนาม พอๆ กับ บัญชา บุรี และโกเม้งเฮตามทุกลูกที่เกียรติบดินทร์ ชู้ตลงห่วง
กรรมการเป่านกหวีดพักครึ่ง บัญชารีบลงไปแจมกับครูพละซึ่งทำหน้าที่โค้ชทีมของเกียรติบดินทร์
“ครูเดช..ครูเยี่ยมมาก..เกียรติบดินทร์เล่นเก่งขึ้นทุกทีๆ เพราะฝีมือครูแท้ๆ” บัญชาจับมือครูเขย่า
“เป็นเพราะลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นมากกว่าครับ นายหัว คืนนี้เราขอเชิญนายหัวที่งานเลี้ยงฉลองที่โรงเรียนด้วยนะครับ ฝากเรียนเชิญคุณนายดารากานต์ด้วย เพราะคืนนี้ เราจะมีพิธีมอบโล่ห์นักกีฬาดีเด่นของโรงเรียนให้เกียรติบดินทร์ด้วย” ครูพละบอกยิ้มๆ
เกียรติบดินทร์เข้ามาแทรกทันที พูดแบบไม่ยี่หระ
“แม่ไม่อยู่หรอกครับ ครู แม่ผมไปทัวร์ไหว้เจ้าต่างจังหวัด ผมจะได้โล่ได้อะไร แม่ก็ไม่สนใจเท่าไปอยู่ตามศาลเจ้าหรอกครับ” เกียรติบดินทร์หัวเราะแบบไม่แคร์ แล้ววิ่งไป รับน้ำมาดื่ม
บัญชาอึ้ง หน้าเจื่อน ถอยออกไปจากวง
“เอ้า ประชุมๆ” ครูพละเรียกรวมตัว
พวกเด็กๆ นักกีฬา รีบเข้าไปตั้งวง กอดคอกัน
“เดี๋ยวครึ่งหลัง เกียรติบดินทร์ใช้แผนเดิม...” ครูพละกระซิบแผนให้เกียรติบดินทร์ฟัง
บัญชาถอยห่างออกมา กรรมการเป่านกหวีดปรี๊ด เริ่มการแข่งขันครึ่งหลัง พวกนักบาสวิ่งกรูลงสู่สนามการแข่งขันในครึ่งหลังเริ่มขึ้น
ก้าวขยับจากรองเท้าบาส แสดงให้เห็นการเล่นของเด็กชายเกียรติบดินทร์ ที่รุนแรงและดุดันตลอดเวลา

พริบตาเดียวรองเท้ากลายกลับเป็นรองเท้าบาสขนาดของผู้ใหญ่ และการแข่งขันระดับประถมกลายเป็นทีมบาสหนุ่มน้อย เกียรติบดินทร์กลายเป็นหนุ่ม หล่อ เข้ม วัย 19 ปี ที่เล่นบาสแบบโหดๆ รุนแรง ดุดัน เหมือนตอนเด็กๆ และเวลานั้นชู้ตลงห่วงบนแป้นอย่างสวยงาม กองเชียร์ลีดเดอร์สาวกรี๊ดๆๆ ในความหล่อและเท่ของเกียรติบดินทร์

บัญชา บุรี และโก้เม้ง ที่แต่ละคนแก่ขึ้นอีก 10 ปี พากันเฮกัน เกียรติบดินทร์หันมา ชู 2 นิ้วให้พ่อ อาและตาอย่างภาคภูมิใจ บัญชาชูนิ้วตอบ เกียรติบดินทร์ขึ้นรับถ้วยรางวัล บัญชาวิ่งถ่ายรูปด้วยตัวเอง

รถสปอร์ตหรูของภายในบ้าน แล่นปราดเข้ามาจอดหน้าบ้าน ในขณะที่ทรายทองวิ่งร่าเริงลงมา
เกียรติบดินทร์ยังอยู่ในชุดเล่นบาส ก้าวลงมา แล้วไปเปิดเอากระเป๋ากีฬาลงมา
“พี่ดิน..ทีมพี่ดินชนะกี่แต้มคะ”
เกียรติบดินทร์มองทรายทองอย่างรำคาญๆ “ไม่เห็นต้องถาม ก็ต้องชนะถล่มทะลายอยู่แล้ว” แล้วเดินเชิดๆ เข้าบ้านไป
ทรายทองมองตาม แล้วค้อนให้หนึ่งวงพร้อมกับนิ่วหน้าใส่
เกียรติบดินทร์เดินเข้ามาภายในบ้าน พอดีกับที่ดารากานต์เดินออกมาจากในครัว เกียรติบดินทร์เห็นแม่ ทำหน้างงๆ แล้วยกมือไหว้
“อ้าว..แม่กลับมาแล้วหรือครับ”
“ดิน..หิวไหมลูก แม่มีขนม...”
ดารากานต์พูดไม่ทันจบคำ เกียรติบดินทร์ก็เบ้หน้าพูดขัดจังหวะขึ้นมา ด้วยท่าทีที่ดูออกว่าเบื่อหน่าย
“ไม่เอานะครับ ขนมจ้าง ขนมบะจ่างอะไร ที่แม่ชอบเที่ยวไปเก็บมาจากตามศาลเจ้าต่างจังหวัดน่ะ”
ดารากานต์อึ้ง สีหน้าเจื่อนไป
ส่วนที่บริเวณหน้าบ้าน ทรายทองเดินหน้างออยู่ พอดีกับที่รถตู้มาจอด บัญชากับบุรีก้าวลงมา ทรายทองเข้าไปกอดแขนบุรีฟ้องขึ้นทันที
“อาป๊า..ทรายโกรธพี่ดินแล้ว วันนี้ทรายขอนั่งรถไปสนามด้วยก็ไม่ให้ไป แล้วทรายพูดกะเค้าดีๆ เค้าก็มากวนทราย”
บัญชาเข้ามาลูบผมอย่างรักและเอ็นดู
“ทรายก็อย่าไปยุ่งกะมันสิลูก ทรายชอบไปตอแยมัน มันก็เล่นตัว ทรายต้องหัดไม่สนใจมันบ้าง”
ทรายทองเกาะแขนบัญชาฉอเลาะ
“คุณลุงขา..คอยดูนะ ทรายจะไม่พูดกะพี่ดินแล้ว ใครพูดก่อน คนนั้นเป็นลูกหมา”
“อ้าวๆๆ ไอ้ลูกคนนี้” บุรีปรามลูกสาว
“อ้อ คุณลุง ป้าดารากานต์กลับมาแล้วนะคะ มีขนมเปี๊ยะนครสวรรค์ที่คุณลุงชอบเยอะเลยค่ะ” ทรายทองพูดน้ำเสียงอ้อนๆ
“เหรอ”
บัญชาตอบแล้วเดินนำเข้าบ้านไป
ภายในบ้านเวลานั้นเกียรติบดินทร์นั่ง โดยมีป้าบัวกำลังเสิร์ฟน้ำโค้กเย็นๆ
เกียรติบดินทร์จิบเข้าไป ชะงักหันมาถามบัว
“อ้าว..ป้าบัว!”
“ขา...”
“นี่ป้าเปิดทิ้งไว้นานแล้วรึเปล่าเนี่ย มันไม่ซ่าเลยเนี่ย โห แบบนี้ใครจะไปกินลง” เกียรติบดินทร์โวยใส่
“เปล่านะคะ ป้าเพิ่งเปิดเดี๋ยวนี้เลย”
“โกหก..” เกียรติบดินทร์ ลุกพรวดขึ้น “ป้าก็รู้ ว่าถ้าไม่ซ่าจริง ผมก็กินไม่ลงหรอก ไม่กงไม่กินมันแล้ว อะไรเนี่ย กลับมาเหนื่อยๆ ไม่มีคนสนใจ” คว้ากระเป๋ากีฬา เดินกระทืบเท้าเสียงดังปังๆๆ ขึ้นบ้านไป
ป้าบัวซีด หันมามองดารากานต์
ดารากานต์เหลียวมองตามเกียรติบดินทร์ แล้วหันมาสบตาบัญชา กับบุรี ทุกคนถอนใจกัน ทรายทองค้อนแล้วตามดินไป

ค่ำนั้นทุกคนของศาลเจ้าปฐมปาเก๊งเต๊งมารวมตัวกันที่ลานหน้าศาลาริมน้ำ ข้างศาลเจ้า เพื่อนๆ กับรุ่นพี่ที่ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ ต่างมีกีตาร์แบบป๋องแป๋งบ้านๆ 2-3 ตัว และมีกลองคู่แบบพวกฉิ่งฉาบทัวร์ ขวด กาละมัง เคาะให้จังหวะ เริ่มอินโทรเพลง “ลูกแก้ว” ของวงคาราบาวอย่างเมามัน
อาหึ่ง กู๋เหลียง นักบวชตง สารภี สาลี่ และเสี้ยวท้อในวัย 27 ปี สวยเต็มสาว นั่งทำหน้าที่คนดูอย่างลุ้นๆ
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เท้าของอาจ้างที่ก้าวอาดๆ เข้ามาตามจังหวะ ในฐานะนักร้องนำ
อาจ้างวันนี้โตเป็นหนุ่มวัย 21 ปี ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดอ้าน เริ่มร้องเพลงรับกับดนตรี ทำท่าถือไม้กวาดแทนไมค์ พร้อมกันนั้นอาจ้างใส่ลีลาเกินร้อย พยายามเลียนแบบพี่แอ๊ด คาราบาวสุดๆ อย่างจริงใจ
“เกิดเป็นลูกคนเดียว พ่อรักดังดวงใจ อยากจะได้อะไรแม่คอยตามใจ ตามใจ ตามใจ ตามใจ ตามใจ ตามใจ ปรารถนาสิ่งใดพ่อแม่ตามใจ...” อาจ้างเหวี่ยงหัวไปมาแบบนักร้องขาร็อก
สารภีและสาลี่กรี๊ดกันสุดๆ อาหึ่งมันไปกับเขาด้วย ส่วนกู๋เหลียง และนักบวชตงทำหน้าชอบกล อาจ้างร้องต่อ
“ฐานะค่อนข้างรวย หาเงินตัวเป็นเกลียว ทำเพื่อหวังสิ่งเดียว นั้นคือเงินตรา เงินตรา เงินตรา เงินตรา เงินตรา เงินตรา ไม่ค่อยมีเวลาสั่งสอน อบรมตักเตือน ลูกชายกําลังโต ขาดที่พึ่งทางใจ ใช้กําลังทุน ให้ความอบอุ่นไม่ได้ คบเพื่อนพากันเพลิน...เดินลงขวดสุรา เดินลงบ้องกัญชา เดินลงเข็มฉีดยาโอยๆๆๆ”
กู๋เหลียง ลุกพรวดสั่งให้หยุดร้อง
“อาจ้างๆๆๆ หยุดๆๆ พอๆๆๆ อั๊วไม่ไหวแระ เนี่ยเหรอ การแสดงจากวงดนตรีประจำศาลเจ้าปฐมปาเก๊งเต๊ง ลื้อร้องเพลงบ้าอะไรวะ ยังกะคนเมายา”
“อ้าว..อากู๋..นี่มันคือการใส่อารมณ์ให้เข้ากะเพลงนะครับ วงดนตรีเพื่อชีวิตคณะศาลเจ้า--- เป็นตัวเก็งในงานประกวดที่ทุกวงกลัวนะครับกู๋ ถึงผมร้องไม่เด่น แต่แอ๊คติ้งเต็มสิบ” อาจ้างบอก
“นั่นดิครับ กู๋..อาจ้างมันใส่วิญญาณพี่แอ๊ดคาราบาวเต็มๆ แบบนี้ รับรอง ว่าเราฟันรางวัลชนะเลิศแน่ๆ” สมหมายบอกขำๆ
“เพลงเพื่อชีวิตที่เพราะๆ กว่านี้ ไม่มีหรือไง” กู๋เหลียงว่า
“กู๋ครับ เราจะเล่นดนตรีเพื่อต่อต้านยาเสพติด ดึงดูดให้วัยรุ่นมาสนใจกิจกรรมของเรา ถ้าเพลงเราไม่แรง วัยรุ่นจะมาสนเหรอครับ” หมีใหญ่บอก
“อั๊วว่า เพลงแรงๆ แบบนี้แหละ ที่ยั่วยุให้เด็กๆ มันอยากตีกัน ไม่รู้แหละ ถ้าจะเล่นเพลงเพื่อชีวิต ก็ควรจะเล่นเพลงที่ทำให้รู้สึกสงบ เยือกเย็น มีสติ..อย่างเพลง เดือนเพ็ญ..ไรงิ” กู๋เหลียงออกความเห็น
“โห กู๋อ่า..ไม่มันเลยอ่า ร้องเพลงช้าๆ คนดูก็หลับหมดดิครับ” ปักเป้าโวย
“กู๋คะ เสี้ยวท้อว่า...เรื่องแบบนี้...กู๋ให้พวกเด็กๆ คิดกันเอง ทำกันเองไม่ดีกว่าหรือคะ” เสียวท้อแนะ
“นั่นสิ แก่ไม่อยู่ส่วนแก่” อาหึ่งแขวะ
“ไอ้ๆๆ แอ่ไอ้อู่อ่วนแอ่ อาอ้างอูกแอ้ร้องเอ๊าะอะอาย แอ้อ๊อบบบ..อ้อบบบ - ใช่ๆๆ แก่ไม่อยู่ส่วนแก่ อาจ้างลูกแม่ร้องเพราะจะตาย แม่ช้อบ..ชอบ” สารภีว่ากระทบอาเหลียง
“อาจ้าง..ลื้อจะเชื่อไอ้พวกนี้ หรือเชื่ออั๊ว” กู๋เหลียงพูดอย่างฉุนๆ หน้าดำหน้าแดง
“กู๋เหลียง..ไม่เอาน่า..กิจกรรมของพวกมัน ก็ให้พวกมันทำกันไป..มันเป็นวัยรุ่น ก็ต้องรู้ใจวัยรุ่นด้วยกันสิ
กู๋เหลียง อาจ้าง..ตอบมา…” นักบวชตงปราม
“คือ..กู๋ครับ..งั้น..กู๋ลองฟังอีกเพลงก่อนนะครับ..นะๆๆ..เพลงแบบอื่นพวกเราก็มีนะ” อาจ้างว่าพลางหันไปพยักเพยิดให้คนอื่นๆ “อ่ะ..เอาเพลงนี้ๆๆ..เจียมเพราะจน..เป็นคนอย่างข้า..เกิดเป็นราชาเงินผ่อนเมืองไทย...”
วงดนตรีเริ่มเล่นเพลงโจ๊ะ จังหวะ 3 ช่าชวนคึก ทันใดนั้น เสียงว.ของรุ่นพี่ชายฉกรรจ์ที่ตีกลองดังขึ้น ทุกคนหยุดเพลงทันที
รุ่นพี่คนที่เล่นกลอง กดรับ พูดว. สีหน้าแววตาระหว่างพูด บอกให้ทุกคนรู้ว่า ขณะนี้ เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ที่ 4 แยกหน้าตลาด ทุกคนเงียบกริบ มองหน้ากัน แล้วพวกหนุ่มๆ ทุกคนวิ่งทันที

เสียงรถของมูลนิธิ 2 คัน ที่จอดอยู่หน้าศาลเจ้าสตาร์ทเครื่อง พวกรุ่นพี่ชายฉกรรจ์ สวมเครื่องแบบมูลนิธิปฐมปาเก๊งเต๊ง เรียบร้อยแล้วต่างวิ่งขึ้นรถประจำที่ทางของตัวเอง
อาจ้างกับเพื่อนๆ วิ่งใส่เครื่องแบบพลาง กระโดดตามขึ้นท้ายกระบะพรึ่บพรั่บ
คนขับรถเปิดไฟ หวอหมุน แล้วแล่นทะยานเอี๊ยดๆๆ ออกไป พวกผู้ใหญ่ตามออกมายืนมองส่งอย่างห่วงใยและเอาใจช่วย

รถมูลนิธิแล่นแหวกรถราทั่วไปมาในตลาด ภายในรถอาจ้างและพวกพ้องเตรียมพร้อมสุดๆ
บริเวณที่สถานที่เกิดเหตุ มีรถกระบะและมอเตอร์ไซค์อยู่ในลักษณะชนกันอย่างจัง ไม่ไกลนักมีร่างคนเจ็บนอนกองอยู่บนถนนสองคน และภายในกระบะคันนั้นเองก็ดูเหมือนจะมีคนเจ็บอีกสอง ใกล้ๆ รถสองคันมีคนของมูลนิธิที่ขี่มอเตอร์ไซค์ และเป็นคนว.มาบอก ยืนคุมเชิงอยู่
รถของอาจ้างมาถึงก่อนรถคันอื่นๆ คนที่ยืนคุมสถานที่อยู่รีบโบกมือทำสัญญาณให้รถจอดชิด สื่อสารกันด้วยภาษาแบบคนทำงานด้านนี้ต่างเข้าใจตรงกัน
อาจ้างกระโดดลงมาเปิดรถ ยกเปลมาก่อน การทำงานกู้ชีพของอาจ้างเป็นไปอย่างคนที่รู้งาน คล่องตัว รวดเร็ว ตัดสินใจเด็ดขาดสุดๆ และมีความเป็นผู้นำ บอกสั่งเพื่อนๆ ด้วย อาจ้างพาคนเจ็บอาการหนักสุด ขึ้นรถไปได้ในที่สุด

คบขับรีบขับรถเคลื่อนออกไป อาจ้างตรวจจับชีพจร จับเวลา ช่วยเหลือคนเจ็บอย่างอย่างคล่องแคล่วและถูกวิธีอยู่ในรถคันนั้น









Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2555 9:38:22 น.
Counter : 359 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]