บอกลาคัพ A ชะนีเฮ! ยิ้มรับเต้าใหม่คัพ C







บอกลาคัพ A  ชะนีเฮ! ยิ้มรับเต้าใหม่คัพ C




 สวัสดีค้า :) จากชื่อหัวกระทู้ ก็น่าจะพอเดากันออกแหละเนอะ
ว่าวันนี้เราจะมารีวิวเกี่ยวกับเรื่องอะไรกัน ... 

ใช่ค่ะ ... วันนี้เมย์จะมารีวิว และพูดถึงการทำศัลยกรรม "เสริมหน้าอก"
ที่เมย์เพิ่งไปทำมาสดๆร้อนๆ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ก็ครบ 2 เดือนพอดี กับหน้าอกใหม่
ก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมารีวิว มาแชร์ประสบการณ์
ให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ที่กำลังคิดจะเสริมหน้าอกกัน 


ก่อนอื่นเลย ... จริงๆแล้ว เมย์คิดที่จะเสริมหน้าอกมานานนนนนนมากแล้ว 
เพราะความอกไข่ดาวของเรานั้น มันแบนมากจริงๆ
เมย์ก็ได้มีการศึกษา มีการดูรายละเอียด ทั้งคลินิก ทั้ง โรงพยาบาล มาพอสมควร
แต่ก็ด้วยงานที่ค่อนข้างยุ่ง และไม่มีเวลาได้หยุดยาว ก็เลยปล่อยผ่านเลยมานาน
จนมาเมื่อปลายๆปีที่แล้ว ได้เห็นรีวิวเสริมหน้าอกของคลินิกหนึ่ง 
เมย์ก็เลยเริ่มกลับมาหาข้อมมูลอีกครั้ง เพราะอายุ อานามตัวเองก็ปาเข้าไปจะ 30
ในอีกปีสองปีข้างหน้าแล้ว ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเกิน 30 ก็ไม่อยากทำแล้วอะ
เลย ฮึบ!!!   เอาวะ.... 555 ต้องจัดแล้วหนะปีนี้ 
พอกำลังใจมา ก็เริ่มเลยค่ะ หาข้อมูลเปรียบเทียบหลายๆที่
เมย์มีคุณหมอที่หามูลและ เลือกมาอยู่  3 คน
ก็ค่อยๆหารายละเอียด ดูรีวิว โทร ไลน์ไปสอบถามต่างๆ
อันนี้เวลาดูรีวิว ดูรายละเอียด เมย์แนะนำให้ดูประวัติของแพท์
ว่าเป็นแพท์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จริงหรือเปล่า สถานที่ คลินิก
มีความสะอาด ปลอดภัยไหม? รวมถึงรีวิวก็ควรดูแบบที่มีรีวิวระยะยาวด้วยก็ดีค่ะ
เพราะของแบบนี้ มันต้องอยูาในร่างกสยเราไปนาน ยังไงก็ต้องศึกษา
ต้องหารายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนตัดสินใจเลือกนะคะ สุดท้ายก็มาจบที่ 
เสริมหน้าอกกับคุณหมอทรงยศ จันทจิตน์ ที่ Dream Clinic ค่ะ





วันเข้าพบปรึกษาคุณหมอ

จริงๆเมย์เป็นคน ชินกับเรื่องความสวยความงามแบบนี้มากๆนะ
แต่พอมาถึงคลินิกตอน 10:30 ตามเวลานัด
คือแบบ .. ใจมัน ตุบๆๆๆ 5555 วัดความดันมา ความดันสูงไปอิ้ก
ไหนบอกไม่ตื่นเต้นไง!!! ก็อย่างว่าแหละค่ะ เดี๋ยวจะต้องเปิดหน้าอกให้คุณหมอดู
ก็คงมีตื่นเต้นเป็นธรรมดาแหละเนอะ อิอิ 
พอเมย์มาถึงคลินิก ก็จะมีพนักงานมาสอบถามรายละเอียดเราค่ะ
ว่าอยากทำขนาดเท่าไหร่ มี หรือดูรุ่นไหนมาไหม
ด้วยความที่เมย์ศึกษารายละเอียดของที่นี่มาประมาณนึงแล้ว
ก่อนจะมาเสริมหน้าอกที่ Dream Clinic
ก็เลยรู้ว่า ด้วยขนาดและฐานหน้าอกของเราแล้ว
น่าจะเหมาะกับรุ่น Mentor รุ่น Ultra High
และก็อยากได้แบบ ใหญ่พอดีตัว แต่ไม่อยากได้ใหญ่ขนาดพริตตี้อะไรแบบนี้
เพราะส่วนตัวเราก็เป็นคนไม่ได้แต่งตัวอะไรสายนั้นอยู่แล้ว 
พอนั่งรอสักพักก็ถึงคิวพบคุณหมอ...... 
ก็จะมีพนักงานมาเรียกเราให้เข้าไปในห้องพบคุณหมอ
จากนั้นก็ให้เปลี่ยนชุด ถอดเสื้อผ้าช่วงบนออก และนั่งรอคุณหมอค่ะ
พอคุณหมอมาถึง ก็ถามอยากได้รุ่นไหนอะไร ยังไง เหมือนที่พนักงานเราก่อนเข้าห้องแหละ
หลังจากนั้นคุณหมอก็ให้เราถอดผ้าคลุมออก แล้วก็มาจับๆ วัดๆที่หน้าอก
คือเขิลมากกก.... 555 คุณหมอก็วัดแบบระเอียดมาก วัดแล้ววัดอีก
วัดจนเราจากที่เขิล จนหายเขิลอะ และคุณหมอก็บอกว่า กระดูกเราไม่เท่ากันเล็กน้อย
แต่ไม่มีปัญหากับการทำหน้าอกนะ เนื้อหน้าอกไม่เท่ากัน 2 ข้าง แต่แค่เล็กน้อย
คุณหมอก็อธิบายไป จนให้เราเลือกขนาด ตอนแรกก็ลองใส่อยู่ที่
320 กับ 350 ของ Mentor Ultra High จริงๆที่เราดูรีวิวมา
มีคนตัวขนาดเท่าเมย์เป๊ะ ส่วนสูง น้ำหนัก เท่ากันเลย หน้าอกก็แบนพอๆกันเลย
ละเค้าทำอยู่ที่ 320 แล้วมันออกมาโอเคมาก เราก็เลย คิดว่า 320 ก็น่าจะพอหน่า
แต่พี่คุณหมอก็แนะนำว่า จริงๆแล้ว เราจะไปวัดจากคนอื่นไม่ได้
ว่าออกมาแล้วจะได้เท่าไหน เพราะต่อให้หน้าอกดูแบนเท่ากัน แต่ขนาดของฐานต่างกัน
เวลาใส่ได้มาก ได้น้อย มันก็ขึ้นอยู่กับฐานด้วย ไม่ใช่แค่เนื้อหน้าอกอย่างเดียว
เพราะอย่างนั้น ฐานหน้าอกเมย์ข่อนข้างเล็ก ต่อให้มีเนื้อหน้าอกอยู่ ก็ใส่ได้ไม่เยอะ
ถึงใช้รุ่น Ultra High ถ้าอยากได้ใหญ่หน่อย ก็ต้องเลาะฐาน
คุยกันไปสักพัก คุณหมอก็บอกว่าเราทำได้ใหญ่สุดคือ 375
ใจเมย์ตอนแรกก็ อยากทำอยู่ที่ 350 นะ กลัว 375 ใหญ่ไป กลัวมันเกินตัวอะ
แต่พี่ๆพนักงานก็ช่วยแนะนำว่า ถ้าชอบที่ 350 ก็ใส่ไปเลย 375 
คือมันต่างกันนิดเดียวเอง ทำทั้งทีก็เอาใหญ่ไปเลย เพราะมันก็ไม่ใหญ่กว่า 350 มาก
ขนาดนี้น่าจะดูเซ็กซี่กว่า คือเมย์ลังเลหลายรอบมากกับขนาด 
แหม... ก็ผ่าตัดใหญ่ทั้งทีเนอะ ไอ้ใหญ่ก็อยากได้ใหญ่อยู่หรอก
แต่แค่กลัวมันใหญ่เกินไป กลัวคลำเจอขอบ กลัวดูโป๊ะไรงี้ บลาๆ 
แต่ด้วยเชื่อใจคุณหมอและพี่พนักงานที่แนะนำ
ก็เลยได้ข้อสรุปกันว่า เป็นขนาด 375 ของ Mentor Ultra High
มีการเลาะฐาน เพราะเมย์เลือกขนาดใหญ่กว่าฐานเดิม
เป็น Dual Plane ซิลิโคนวางใต้กล้ามเนื้อเฉพาะส่วนบน




ข้ออธิบายเพิ่มเติมเรื่อง ซิลิโคนรุ่น Mentor Ultra High

หลายๆคนอาจคุ้นหูกับ ซิลิโคน Mentor กันอยู่แล้ว
แต่รุ่น Ultra High นี้จะเป็นรุ่นพิเศษ ที่วัสดุออกแบบมาให้มีปริมาณมากขึ้น
กว่าซิลิโคนรุ่นธรรมดาถึง 150% โดยที่ความกว้างของฐานเท่าเดิม
เป็นทรงพุ่ง ทำให้หน้าอกดูชิด และไม่ล้นขอบจนเกินไป (ถ้าเลือกทำไม่เกินฐานเดิม)
ลดโอกาสการเป็นผังผืด เหมาะสำหรับสาวๆที่หน้าอกเล็ก ตัวเล็ก ฐานหน้าอกเล็กแบบเมย์
มันถูกสร้างมาเพื่อเราจริงๆ 555555


(ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต)







การวางซิลิโคน แบบ  DPM อยู่ระหว่างผิวหนังและใต้กล้ามเนื้อ


เป็นการวางแบบ ระหว่างผิวหนังและใต้กล้ามเนื้อ
ซึ่งจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า หน้าอกไม่เป็นบล็อค ไม่เกินขอบข้าง
เป็นเทคนิคที่ดีที่สุด ที่แพทย์ให้การยอมรับในปัจจุบัน

ข้อดี : ช่วยให้หน้าอกส่วนบนลาดลงดูเป็นธรรมชาติ  
เหมาะกับคนที่มีความหย่อนของหัวนมและเนื้อเต้านมในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

ข้อเสีย : เจ็บกว่า เพราะต้องมีการตัดกล้ามเนื้อ 
จึงต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ




( ภาพประกอบ จากเว็บ Dream Clinic )






หลังจากได้ปรึกษากับคุณหมอและคุยเรื่องขนาด
เมย์ก็ตกลงที่จะทำการเสริมหน้าอกกับที่นี่ เพราะได้คุยกับคุณหมอแล้วเราว่าโอเค
คุณหมอเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเลเซอร์และศัลยกรรมตกแต่ง
โดยตรงจากสถาบันในไทยและเกาหลี และก็เป็นคุณหมอที่โด่งดังเรื่องเสริมหน้าอก  
ติด 1 ใน 5 ของหมอเสริมหน้าอกในไทยด้วย 
อีกทั้งคุณหมอดูใส่ใจรายละเอียดกับคนไข้มาก คือ หมออาจไม่ได้อธิอบายยืดยาวนะ
เพราะการเข้าพบทีนึงต้องทำเวลา เพราะคิวข่อนข้างเยอะ
แต่คุณหมอจะตอบตรงคำถาม อธิบายในส่วนที่เราต้องทำความเข้าใจ 
ส่วนเรื่องการเตรียมตัวอื่นๆ พนักงานจะเป็นคนแจ้งให้เราทราบอีกที
หลังจากคุยเสร็จก็ มีการตรวจเลือด เพื่อดูผลเลือดก่อนผ่าตัดค่ะ
เมย์ได้จองคิวทำอีกทีคือ 1 เดือนหลังจากนั้น ช่วงสิ้นปีพอดี เพราะออฟฟิศหยุดปีใหม่
และอีกอย่างเมย์เป็นคนทานวิตามินและฉีดผิวมาต่อเนื่องหลายปี
ทำให้ต้องหยุดพวกวิตามินต่างๆ อย่างน้อย 1 เดือนก่อนทำอยู่แล้ว 
ต่อจากนั้นก็ ..... เตรียมตัว เตรียมใจ ทำร่างกายให้พร้อมค่ะ 





การเตรียมตัวก่อนเสริมหน้าอก

1. งดพวกวิตามินต่างๆ อย่างน้อย 1 เดือน 
2. ออกกำลังกาย เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เพราะวันผ่าตัด
เราต้องห้ามป่วยเด็ดขาด ถ้าป่วยก็ต้องเลื่อนไปก่อน จนกว่าจะหายดี
3. ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผัก ผลไม้เยอะๆ 
อันนี้เมย์เคยสอบถามเพื่อนที่เคยทำหน้าอกมา เห็นบอกว่าหลังผ่าตัดจะท้องผูกกัน
1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดเมย์จะทานอาหารที่เน้นผัก ทุกมื้อ ทานผลไม้เยอะๆ
หลังผ่านี่คือ ถ่ายท้องดีมาก สบายตัว อิอิ
4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เมย์งดส้มตำด้วย 555
เพราะอาหารรสเค็มและรสจัด อาจทำให้แผลหายบวมช้า )
5. เตรียมอุปกร์ที่จะต้องใช้หลังผ่าตัดให้พร้อม เพื่อความสะดวกหลังผ่าตัด
เช่น Support Bra , เจลเย็นสำหรับประคบ , ยาต่างๆ เป็นต้น
6. ทำใจให้สบายค่ะ อย่ากังวล ทุกอย่างผ่านไปไวมากกกก แล้วเราจะมีน้องนมใหม่ที่สวยงามค่ะ
7. สำหรับคนที่กังวลว่าผิวจะแตกลาย ให้ทาพวก ครีมบำรุงผิวบริเวณหน้าอก ก่อนเสริมหน้าอก
อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น




วันผ่าตัด

และแล้ววันผ่าตัดก็มาถึง จริงๆเมย์มีนัดผ่าตัดวันที่ 26 ธันวา แต่ด้วยงานที่เสร็จไม่ทัน
ทำให้ต้องเลื่อนคิวเป็น 29 ธันวา งืออออ ...คือ เกือบไม่ได้คิวแล้ว
ต้องขอชมพนักงานที่นี่มากๆ อันนี้จริงๆ เพราะเราวึ่นวือกับทางคลินิกมาก
โทรบ่อยมาก ปรึกษาทุกอย่าง ทั้งทางโทรศัพท์และไลน์ แต่พนักงานก็ให้คำแนะนำ
และช่วยเหลือสุดๆ คือถ้าเป็นนี่ นี่เหวี่ยงไปแล้ว 5555
ด้วยเลื่อนคิวเป็น 29 แฟนก็ไม่ว่างมาดูแลเพราะติดงาน เมย์เลยได้น้องสาว
มาช่วยคอยรับคอยส่ง วันผ่าคุณหมอนัด บ่าย 2 โมง พนักงานบอกมา 2 โมงได้เลยค้า
เผื่อเวลาไว้ให้แล้ว ไม่ต้องมาก่อน ..... พอเกือบๆบ่าย 2 ที่คลินิก็โทรมา ตุ๊ดๆ
"คุณเมย์คะ ใกล้ถึงหรือยังค้า พอดีคุณหมอเสร็จคิวสองแล้วค่ะ ถ้าคุณเมย์มาแล้ว
จะได้ทำต่อเลยค้า" พ่างงงงงง!!!! โอ้ยยย อะไรจะไวปานนั้น 
ไม่ทันได้เตรียมใจ.....เพลงลอยมาเลย o_O!
เมย์มาถึงคลินิกตอน บ่าย 2 พอดีเป๊ะ พอมาถึงพี่ๆพนักงานก็ให้เรา วัดความดัน
และกรอกเอกสารก่อนการทำผ่าตัดค่ะ ตรงนี้ก็จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัดของเรา
อาจหลายแผ่นหน่อยแต่อยากให้อ่านรายละเอียดให้เข้าใจกันนะคะ
อย่าแค่เซ็น ผ่านๆ .... เพราะทุกอย่างคือความสมัครใจของเราค่ะ
รายละเอียดจะเป็นพวก รุ่นซิลิโคน ขนาด วิธีการผ่าตัด และผลข้างเคียงต่างๆ
หลังการผ่าตัด ที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับกรณีผ่าตัดของเรา
พออ่านจบ เซ็นปุ๊ป... พนักงานก็เรียกเราขึ้นไปชั้นบนเลย 
น้องที่มาเฝ้าก็ให้ไปเดินเที่ยวแถวนี้ก่อน เพราะหน้าคลินิกมี MRT รัชดาเลยแก
เดินทางสะดวกไปอีก พอขึ้นมาชั้นบน พยาบาลก็ให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้า
และไปรอที่ห้องพัก เพื่อให้คุณหมอมาตรวจวัดหน้าอกโดยละเอียด
ก่อนเข้าผ่าตัดอีกที ...ตอนนั้นคือ ใจเต้น ตุ้บๆมาก คือมันไวมากกกกกก
ไหนบอกให้น้องมีเวลาเตรียมใจไง คือทุกอย่างไวมากจริงๆ เปลี่ยนชุดเสร็จ
เดินเข้าห้องพัก ไม่ถึง 5 นาที หมอก็มา ตรวจวัดหน้าอก บอกถึงโครงร่างเรานะ
ทำแล้วจะเป็นอย่างๆนี้ๆนะ และก็อธิบายอาการที่อาจเกิดหลังผ่าตัด 
พอเสร็จปุ๊ป ....ก็โดนเข้าห้องผ่าตัดเลย !!!!!!!
คือหรือมันเป็นเทคนิคของทางคลินิกเพื่อไม่ให้คนไข้ตื่นเต้น 
แบบ ทุกอย่างไว แบบไม่ทันได้ตื่นเต้นอะ พอเดินเข้าห้องผ่าตัดสีขาวๆ
และก็มี วิสัญญีแพทย์ รอเราอยู่ คือเมย์เลือกวิธีควบคุมการดมยาโดยวิสัญญีแพทย์ 
ไม่ใช่การให้ยาสลบขณะทำที่ไม่ใช่ยาชา เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองอะคะ 
อาจจ่ายแพงกว่าการให้ยาสลบนิดนึง แต่เผื่อความสบายใจเนอะ
พอเดินไปขึ้นเตียงผ่าตัด มองไฟขาวด้านบน
ห้องเย็นมากกกก หนาว 555 แปปเดียว วิสัญญีแพทย์ก็พูดทักทาย 
สวัสดีค้า พี่ชื่อนี้ๆนะคะ (เป็นผู้ชายแต่ออกสาว ใจดีมาก) ชื่ออะไรค่ะ? ...เรา : เมย์ค่ะ
วิสัญญีแพทย์ : ค่ะน้องเมย์ เดี๋ยวกางแขนออกมานะคะ เดี๋ยวจะเย็นๆที่แขนเล็กน้อยน้า
และต่อสายน้ำเกลือเข้าที่แขน เราก็ ค่ะๆ แปปนึงก็รู้สึกเย็นตามเส้นเข้ามาเลย 
เท่านั้นแหละ ....... จำอะไรไม่ได้แล้ว หลับ z z Z Z
คือไวมากกกก เข้าห้องผ่าตัดได้ไม่ถึง 5 นาทีเลยมั้ง 555


ตื่นมาอีกทีคือ มีหน้าอกแล้ววว.... แม่หนูเป็นสาวแล้วววว 555
ตอนนั้นคือ ได้ยินเสียง ติ๊ด ติ๊ด ของเครื่องวัดชีพจร แล้วเราก็ค่อยๆลืมตาขึ้นลางๆ
เหมือนตัดมาจากในละครยังไงยังงั้น  พอเริ่มรู้สึกตัว พร้อมความเพียร 
แต่มือก็คลำไปที่หน้าอก ... ว้าวววว มีหน้าอกแล้ว แต่ผ้าพันไว้ อิอิ
ตอนนั้นไม่เจ็บเลยนะ ไม่เจ็บจริงๆ มันเพียรๆ และเจ็บคอมากกว่า
จำได้ว่าตอนตื่นพอกลืนน้ำลายนี่ เจ็บคอมาก แต่...ไม่กังวลค่ะ
เพราะก่อนเข้าผ่า เราให้น้องซื้อยาอม กับมะม่วงเปรี้ยวมาให้แล้ว
เพราะอ่านรีวิวมาแล้วจ้า มะม่วงเปรี้ยวก็เอาไว้กินเล่นๆ แก้เคลื่อนไส้ อาเจียร
ต่อๆ ... พอคลำหน้าอกเสร็จ ก็รู้สึกเหมือนมีสายอะไรอยู่ข้างตัว เอามือควานๆ
ก็เจอกับกระบอกพลาสติก คือในใจ รู้อยู่แล้วแหละว่าต้องเป็นกระบอกเดรนเลือดแน่นอน
แต่เพื่อความแน่ใจ .... เลยพูดกับพยาบาลที่เฝ้าเราอยู่ว่า นี่อะไรค่ะ (ด้วยเสียงห้วนๆ 
ไม่ได้อะไรนะ แต่หนูไม่มีแรงพูด คือมันอยากพูดนะ แต่เปล่งเสียงได้ไม่ครบอะ
พอเริ่มพูดเยอะ มันสะเทือนถึงหน้าอกและเริ่มเจ็บอะ )
พยาบาลพอได้ยินเราถาม ก็ตอบว่า : สายเดรนเลือดค่ะ !!! เท่านั้นแหละ 
ฮือออ จะร้องไห้ คือไม่อยากใส่สายเดรนอะ มันเกะกะ และต้องแบกไปตลอด
แต่ก็พอคิดไว้บ้างแล้ว ว่าต้องโดนใส่แน่ๆ เพราะเป็นคนฉ๊ดและทานวิตามินมาเยอะมาก
เลือดก็คงต้องออกมากอยู่แล้ว และการใส่สายเดรนเลือดเนี๊ย จะช่วยระบายเลือดได้ดีกว่า
และทำให้อาการบวมช้ำ หายไวกว่าให้ร่างกายขับเลือดเสียออกมาเองด้วย 

อย่างที่บอกค่ะ... ตื่นมาไม่เจ็บเลยจริงๆ พอนอนพักไปจนเกือบจะครบเวลาพักฟื้น 
ก็เริ่มอยากอาเจียร แต่มันอ้วกก็มาก็ไม่มีอะไร เพราะเรางดอาหารไปก่อนผ่าตัดอยู่แล้ว
ตอนจะอาเจียรนี่แหละพีคสุด คือมันอยากอาเจียรไง เลยจะลุก o_O!
พอลุกก็เอามือเท้าข้างเตียง เท่านั้นแหละ ความเจ็บปวดมาเลยยยย
มันเจ็บ แบบเจ็บ ไม่โกหกว่าไม่เจ็บ มันเจ็บจริงจริ้งงง
แต่ถ้าอยู่เฉยๆ มันก็ไม่เจ็บนะ จะเจ็บตอนเราขยับตัวแหละ ที่ปวดและเจ็บมาก
พอครบเวลา ต้องเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ก็มีพยาบาลมาคอยดูแลเรา 
ตอนนั้นเมย์เพียรมาก คือลุกแล้วเจ็บไปหมด มันสะเทือนไปหมด เวลาเดิน เวลาขยับ
น้ำตาจะไหลจริงๆ แต่ก็ผ่านมาได้ ..... พอลงมาถึงชั้นล่าง น้องสาวก็รออยู่แล้ว
พยาบาลก็จัดแจง ยา มาไว้ให้ และแจ้งให้มาถอดผ้าพันออกอีก 3 วันค่ะ










หลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัด ต้องบอกว่า เจ็บสุดๆ ก็แค่ วันสองวันแรกจริงๆ 
และอาการก็จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับค่ะ เจ็บมันก็เจ็บอะแหละ 
แต่ต้องอดทนเพื่อความสวยเนอะ 555
คืนแรกกลับมาบ้าน คือ พอแอนตัวนอน แบบเจ็บมาก
ตอนนั้นกลับมาคือหิว และต้องทานข้าว เพื่อจะได้กินยา 
นี่หิวมาก กินข้าวต้มจนเกลี้ยง และกินยานอน นอนไปได้สักพัก
ก็รู้สึกอยากอาเจียร คือต้องปลุกน้องมาช่วยพยุงตังขึ้น เจ็บก็เจ็บ แต่ต้องลุกอะ
คือเมย์แพ้ยาสลบหนักมาก อ้วกอยู่ 2 วันเลย อ้วกจนไม่กล้ากินยา 
เพราะกินละก็อ้วก .... พอวันที่ 2 อาการเจ็บคอเริ่มดีขึ้น เวลาพูดไม่เจ็บคอแล้ว
และก็ไม่เพียรแบบวันแรก ช่วงบ่ายๆ เริ่มอยากลุก อยากเดิน ก็พอเดินได้ช้าๆ
คือนอนนานๆมันก็เมื่อยอะ พูดถึงเมย์ฟื้นตัวง่ายอยู่นะ ถ้าไม่นับอาการแพ้ยาสลบ
นี่คือดีมาก ... บวกกับสายเดรนที่ต้องถือไว้ตลอด เลยรำคาญนิดๆ
วันที่ 3 ไปเอาผ้าพันหน้าอกออก ... จริงๆถ้าเรามีคนคอยดูแล ไม่ลุก นั่ง เดินบ่อย
เมย์ว่าก็จะไม่ค่อยเจ็บหน้าอกเท่าไหร่นะ วันที่ 2-3 นี่ดีขึ้นเยอะมาก
มาถึงคลินิกก็ดีใจได้ถอดผ้าออก และคิดว่าจะได้เห็นน้องนมครั้งแรก 
บวกกับเอาสายเดรนออกแล้ว เย้........
แต่.... พอคุณหมอเอาผ้าออกและบอกว่า ยังอยากให้ใส่สายเดรนต่อไปอีกนิด
เพราะเลือดยังออกไม่เยอะเลย ฮือออ หนูรำคาญ แต่ก็ต้องเชื่อฟังคุณหมอค่ะ
ไม่งั้นถ้าดื้อที่จะเอาออก ก็เอาออกได้ แต่ถ้าบวมขึ้นมา ก็ต้องมาเจาะเลือด เจาะน้ำเหลืองออก
เจ็บตัวซ้ำสองไปอีก เลยดื้อดีกว่า วันนี้เห็นน้องนมครั้งแรก แวปแรกก็ เอ้อ ไม่ใหญ่มากหนิ
เรามองแบบ ก้มหน้ามอง แต่พอกลับมาดูกระจกหน้าตรงที่บ้าน 
ป๊าดดดด........ ใหญ่มากกกกก สำหรับคนตัวเล็กแบบเรา
มันอาจจะยังบวมอยู่ด้วยแหละหน่า ของเมย์แทบไม่มีรอยช้ำเลย
ทุกอย่างโอเคมาก หลังจากนี้หมอก็แนะนำให้ ประคบเย็นบ่อบๆค่ะ 
และอย่าเพิ่งอาบน้ำจนกว่าจะตัดไหม ( สะอาดกันไป 555)










พอครบ 7 วันก็มาตัดไหมและเอาสายเดรนออกค่ะ
คุณหมอบอกหน้าอกสวยกำลังดี ไม่บวมมาก ถือว่าดีแล้ว
แต่ให้ประคบเย็นบ่อยๆและพันผ้าเพื่อไม่ให้ซิลิโคนดันสูงขึ้น ให้ใส่ไปอีก 1 เดือน 
และเพื่อให้หน้าอกสวย ได้รูปค่ะ หลังจากนั้น เราเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น
ประคบเย็นบ่อยๆ แต่ด้วยต้องออกไปทำงานทุกวัน เมย์เลยประคบเฉพาะตอนเช้ากับเย็น
และทานน้ำใบบัวบกบ่อยๆ










วิธีดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอก

1. อันนี้ควรใช้ทั้งก่อนและหลังเสริมหน้าอก Bio Oil ใช้ทาบริเวณหน้าอก 
เพื่อไม่ให้ผิวแตกลายหรือคัน เมย์ให้ตัวนี้ทาต้นขาอยู่แล้ว
 เลยเอามาทาหน้าอกด้วยก่อนผ่าตัด 1 เดือน เพราะผิวเราต้องขยายตัวค่อนข้างมาก 
ก็กลัวผิวแตกลายและคัน จริงๆใช้พวก เบบี้ออย หรือครีมที่ให้ความชุ่มชื้นตัวอื่นได้ค่ะ
แต่เมย์มีตัวนี้อยู่พอดี ก็เลยใช้ตัวนี้ไปเลย
2. เจลประคบเย็น อันนี้ ซื้อเตรียมมาก่อนผ่าตัดเลยก็ดีค่ะ ประคบที่เนินหน้าอกบ่อยๆ
เพื่อลดบวม แต่เมย์แนะนำให้ลองหาซื้อแบบแผ่นเล็กมาประคบดูนะคะ
เพราะเมย์เอาแผ่นเล็กไว้ประคบข้างๆ เวลาใส่ Support Bra ใช้แผ่นเล็กเหน็บไว้ข้างเสื้อใน
สะดวกดีค่ะ เดินไปไหนมาไหนก็เหน็บไปได้ 555 ส่วนแผ่นใหญ่ก็ไว้ประคบเนินหน้าอกตอนนอนเอา
( เทคนิคเล็กน้อยนะคะ เมย์จะชอบเอาน้ำแข็งก้อน ใส่ถุง แล้วห่อผ้ามาประคบมากกว่า
เพราะมันเย็นนานกว่า และเย็นกว่าเจลเยอะ แต่อาจต้องคอยเช็ดไม่ให้น้ำแข็งละลาย
ไหลมาเปียกแผลแค่นั้น )
3. แคปซูลใบบัวบก หรือ น้ำใบบัวบกคั้นสด ให้ทานช่วง 1-2 อาทิตย์แรกก็พอค่ะ
ถ้าหาน้ำใบบัวบกคั้นสดไม่ได้ ก็ให้ซื้อแบบแคปซูลมาทานดู จะข่วยลดบวมได้อีกทาง
ส่วนตัวเมย์ชอบดื่มน้ำใบบัวบกแบบคั้นสดมากกว่า มันสดชื่นดี เย็นๆ ไม่ขมอย่างที่คิดค่ะ
4. ยาทาลดแผลเป็น อันนี้ทางคลินิกให้มา ใช้ทารอยแผลผ่าตัด ทุก เช้า-เย็น 
ตอนทาคุณหมอแนะนะให้นวดๆ คลึงๆที่แผลเบาๆ เพื่อไม่ให้แผลเป็นนูนค่ะ
5. แผ่นแปะลดรอยแผลเป็นนูน ตัวนี้ใช้แปะบริเวณแผลเป็นหลังจาก ทายาเสร็จ
มันจะมาเป็นแผ่นใหญ่ๆ ให้ตัดขนาดพอปิดแผลได้ตามรูปค่ะ 
แผ่นนึงใช้ได้ 3-5 ครั้ง จนกว่าจะหายเหนียว 
6. วิตามิน E อันนี้คุณหมอให้เริ่มทานตอนครบ 1 เดือน 
ให้ทานวันละ 800 มิลลิกรัม ถ้าเป็นแบบ 400 ก็ทานวันละ 2 เม็ด เวลาไหนก็ได้
7. งดพวกเครื่องดื่มแแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1-2 เดือน
8. งดออกกำลังกายหนัก หรือยกของหนัก อย่างน้อย 1-2 เดือน
9. งดทานของแสลง อันนี้เป็นที่ถกเถียงกันหลายต่อหลายที่
ว่ากินได้กินไม่ได้ อันนี้เราก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้นะ แต่ส่วนตัวงดค่ะ
เพื่อความสบายใจ ส้มตำ ปลาร้าเจ้าโปรด อาหารทะเล ของหมักดอง 1 เดือน งดหมด








ตอนนี้ก็ครบ 2 เดือนแล้ว 
หลังจาก 1 เดือนที่เข้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็สอนนวดหน้าอก
และให้ทานวิตามิน E นาน 6 เดือน และก็ให้ขยันนวดและทายาลดรอยแผลเป็นอย่างสม่ำเสมอ
แผลโดยรวม และน้องนมถือว่าโอเคเลยค่ะ แผลเล็กและสวยมากกกก กราบคุณหมอ :D
ส่วนหลังจากนี้เมย์ว่า แผลจะสวยไม่สวย ก็อยู่ที่เราดูแลตัวเองแล้วค่ะ
เพราะคุณหมอทำมาให้สวยแล้ว แผลเล็ก สวยแล้ว
จากนี้ก็ดูแลหน้าอก ไม่ให้บวมช้ำ หมั่นทายาอย่างสม่ำเสมอ
และทานยาตามที่คุณหมอสสั่ง  อย่างแผลของเมย์ จริงๆกลัวคล้ำมาก
เพราะปกติเวลาเป็นแผล ผิวเมย์คล้ำง่ายมาก และแรกๆ เวลาทายาก็มีจุดแข็งๆบริเวณแผล
พอช่วงหลังขยันทาและนวดเบาๆ บริเวณแผลตอนทา ก็ดีขึ้นนะ
จุดที่เคยจับแล้วแข็งก็เหมือนจะนิ่มลงค่ะ 
ส่วนเรื่องหน้าอก นิ่มไม่นิ่ม แรกๆคือแข็ง และตึงมาก
ตอนนี้ก็นิ่มขึ้นเยอะมาก มันจะค่อยๆนิ่มเอง และจะค่อยๆดูคล้อยเป็นธรรมชาติ
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวลา และการขยันนวดของเราด้วย












อ่านมาจนถึงตอนนี้ คงอยากเห็นผลลัพธ์กันแล้วเนอะ 555
จริงๆก็ไม่ใช่คนถ่ายเซ็กซี่ออะไรอยู่แล้ว เลยไม่ขอลงรูป X มากเนอะ 5555
เอาเป็นว่า ทำออกมา สวย สมใจจริงค่ะ ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่มาก 
แบบใหญ่พอดีตัว ถ้าวันไหนใส่รัดรูปคือแบบ ผู้ชายหันมองแหละค้า 
โดยรวมก็ จากอกไข่ดาว คัพ -A ตอนนี้ก็ ได้คัพ C ต้นๆ ใหญ่สมใจค่ะ
ต้องกราบบบบขอบคุณคุณหมอและพี่ๆพนักงานมากๆ
ไม่ผิดจริงๆที่เลือก คุณหมอทรงยศ Dream Clinic กราบบบ
วันนี้หนูโตเป็นสาวแล้ววว แม่ 5555








( รูปก่อนทำ อกไข่ดาวจริง ไม่ใช้สแตนอิน ไม่ใช้ตัวแสดงแทน เนินอะไร ไม่เคยมี )





( รูปปัจจุบัน แกกกก ดูเอาเองละกัน เนินมา หน้าอกมี มันดีอย่างนี้นี่เอง )






วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน หวังว่าข้อมูล และการแชร์ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์
กับสาวๆหลายคนที่กำลังอยากจะเสริมหน้าอกนะคะ
ใครมีข้อสงสัยอะไรยังไงเพิ่มเติม ก็ถามมาได้เลย ยินดีตอบค้า 
วันนี้ขอบคุณมากๆที่อุส่าอ่านกันยืดยาวจนจบ ขอบคุณนะคะ :)





Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 มีนาคม 2560 22:34:16 น.
Counter : 24055 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
REVIEW : HIFU นวัตกรรมใหม่ ยกกระชับใบหน้าโดยไม่เจ็บตัว















REVIEW : HIFU นวัตกรรมใหม่ ยกกระชับใบหน้าโดยไม่เจ็บตัว





ฮัลโหลลล ลล สวัสดีนะคะทุกคน

สำหรับกระทู้วันนี้ วันนี้เมย์ก็จะมาพูดถึงนวัตกรรมใหม่

ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมาก ในคลินิกเสริมความงามต่างๆเลยก็ว่าได้

โดยนวัตกรรมตัวนี้เนี๊ย มีชื่อว่า HIFU นั่นเองค่ะ



HIFU เอาแบบกันเอง เข้าใจง่ายๆภาษาชาวบ้านทั่วไปก่อนก็แล้วกัน 555

มันก็คือ โปรแกรมที่จะช่วย ยกกระชับใบหน้าให้หน้า ตึงขึ้น กระชับขึ้น ใบหน้าไม่หย่อนคล้อย ดูเรียวและก็วีเชพขึ้น โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว …



เจ็บตัว? ทำไมต้องเจ็บตัว ?

ก่อนหน้านี้ ถ้าเราอยากที่จะให้หน้าเรียวขึ้น เล็กลง เราก็ต้องฉีดโบท็อก

อยากให้แก้มหาย ไขมันสลายไป หน้าเล็กลง ก็ต้องฉีด เมโสแฟต

ละถ้าหน้าหย่อนคล้อย ไม่ตึง มีเหนียง กรอบหน้าไม่ชัด ก็ต้องร้อยไหม

ซึ่งการร้อยไหมเนี๊ย หลายๆคนก็กังวล ไม่กล้าทำ เพราะคิดว่ามันเจ็บ และก็ต้องพักฟื้นหลังทำเนื่องจากหน้าบวม บ้างก็กลัวเข็มไม่กล้าทำ บลาๆก็ว่ากันไป

เจ้าตัว HIFU เนี๊ย ก็จะมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง …

ให้สำหรับคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ให้ใบหน้ากระชับเต่งตึงขึ้น

กรอบหน้าชัดขึ้น ดูเรียวขึ้น โดยไม่ต้องศัลยกรรมหรือเจ็บตัวนั่นเอง





การทำงานของ HIFU

นวัตกรรม HIFU ตัวที่เมย์ทำ เป็นการปล่อยพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์

ด้วยความเข้มข้นสูง จึงทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ผิวหนังเราจึงเกิดการยกกระชับ

ขณะทำก็จะรู้สึกอุ่นๆบริเวณที่ทำ คล้ายๆการทำเลเซอร์ค่ะ จะจี๊ดๆนิดๆ

แต่ไม่เจ็บเลยค่ะ ระยะเวลาในการทำก็ 30-45 นาที



ของเมย์หลังจากมาปรึกษาเรื่องปัญหารูปหน้า

ละช่วงแก้มด้านล่างที่ดูจะเยอะขึ้น 555 กับคุณหมอฝ้าย

ที่ เอยาคลินิก คุณหมอเลยแนะนำให้เมย์ทำ เป็นตัว HIFU

ในส่วนของการยกกระชับแก้ม กรอบหน้า และเหนียง พร้อมกับฉีดโบท็อกลดกราม ไปด้วยเลย หลังครบกำหนด หรือเลยกำหนดมา 7 เดือนกว่าแล้วค่ะ อิอิ




ขั้นตอนการทำ HIFU

อย่างที่บอกค่ะ ว่าคล้ายๆการทำเลเซอร์เลยยยย

นอนสบายๆเลยค่ะ คุณหมอจะลงเจลเย็นๆบริเวณที่จะทำ

หลังจากนั้นก็ยิงโลดด ดด จิ๊ดๆ รู้สึกไปยันกระดูก 55555









มาดูผลที่ได้หลังจากการทำกันดีกว่า

อันนี้คุณหมอฝ้ายทำไปให้ ข้างนึง คือข้างซ้าย ให้เห็นความแตกต่างนะค่ะ

คุณหมอบอกว่าหลังทำ HIFU หน้าจะยกกระชับขึ้น เห็นผลทันที 30%






สังเกต วงรี ที่เมย์วงไว้ให้ฝั่งขวาที่ยังไม่ได้ทำนะค่ะ

จะเห็นเลยว่ามีเนื้อแก้มที่เลยเส้นประมาอย่างชัดเจน แต่ฝั่งซ้าย ไม่มีละค้า

>____________<




HIFU เหมาะสำหรับ

• ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับหน้าเรียว โดยไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น

• ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ

• ผู้ที่มีปัญหาแนวคิ้วตก ใบหน้าไม่ได้สัดส่วนที่ดี กรอบหน้าไม่ชัดเจน

• ผู้ที่มีปัญหาหน้าใหญ่ เนื่องจากไขมันสะสมบริเวณแก้ม

• ผู้ที่มีปัญหาคาง 2 ชั้น และมีไขมันสะสมส่วนเกิน

• ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใส

*ที่สำคัญไม่ต้องพักฟื้น สามารถแต่งหน้า ไปปฏิบัติงานได้ตามปกติ


(ข้อมูลบางส่วนจาก : SonoQueen)



เรามาดูผลที่ได้หลังจาก 1 เดือนกันดีกว่า

ภาพแรกเมย์ถ่ายที่คลินิกวันที่ทำ HIFU เลยค่ะ

ภาพที่สองคือภาพตอนปัจจุบัน ที่กำลังเขียนรีวิวนี้อยู่

เอาเป็นว่า ภาพตอบทุกอย่าง 55555

สังเกตได้เลยว่ากรอบหน้าชัดขึ้น หน้าดูเล็กลง

โอเคส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เมย์ฉีดโบท็อกไปด้วยหลังทำ HIFU

แต่ในส่วนของแก้มด้านหน้า และกรอบเหนียง ส่วนนี้ที่เล็กลงเพราะ การทำ HIFU

ยิ่งตรงช่วงคางชัดสุด คือหน้าดูวีเชฟขึ้นมาก

จริงๆที่รอนานมาก กว่าจะมารีวิวให้ดูกัน ก็เพราะอย่างนี้ คืออยากให้ได้เห็น

ความแตกกต่างกันอย่างชัดเจนเลย เพราะของพวกนี้มันต้องใช้เวลา

คุณหมอฝ้ายบอกว่า หน้าเราจะค่อยๆได้รูปขึ้น

จะเริ่มเห็นชัดเลยก็คือ 1 เดือนหลังทำ

วันนี้เมย์ก็ เอามารีวิว และให้ชมกันแล้วน้า

สำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลอยู่ ก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์

สำหรับใครที่กำลังสนใจทำ HIFU อยู่นะค่ะ




ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากปรึกษาคุณหมอ

ก็เข้าไปปรึกษาก่อนได้เลยที่ AYA CLINIC

ทั้งสาขายูเนี่ยนมอล ชั้น F2 และสาขาซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์ ชั้น 3

หรือทาง FB และ IG : AYA CLINIC ได้เลยค้า










Create Date : 18 ธันวาคม 2559
Last Update : 23 ธันวาคม 2559 15:29:57 น.
Counter : 974 Pageviews.

3 comment
BOTOX เมโสแฟต ทำหน้าเรียว ไม่ต้องบินไปทุบหน้าไกลถึงเกาหลี!









สวัสดีค่ะทุกคนนนนน ^^ วันนี้เมย์จะขอมารีวิว การฉีดโบท็อกซ์กรามของเมย์กัน

หลังจากที่เราเองถูกถามเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งจริงๆก็เคยรีวิวเอาไว้ในเพจและก็ตอบไปบ้างแล้ว

แต่ก็นานนนนนมากแล้ว ที่เคยเขียนไว้ ตอนนี้ก็น่าจะประมาณ 2 ปีละ ที่เคยฉีดโบท็อกซ์มา

อย่าถามค่ะว่ากี่ครั้ง!!! 5555 เพราะก็หลายอยู่ เอาเป็นว่า มาลุยกันเลย ... ไปโลดค่ะ




ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับโบท็อกซ์กันก่อนเนอะ

เพราะก่อนเมย์เลือกทำโบท็อกซ์เนี๊ย ก็ศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจอยู่พักนึงเลยเหมือนกัน

เพราะเมื่อก่อน โบท็อกซ์มันก็ยังไม่บูมหรือแพร่หลายมากเท่าตอนนี้

คลินิกที่จะทำก็ต้องเลือกที่ดี ไว้ใจได้ และได้มาตรฐาน งั้นเรามาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับ

 โบทอกซ์กันก่อน จากที่เมย์ได้สอบถามความรู้มาจากคุณหมอนะคะ







โบท็อกซ์ คืออะไร?

"โบท็อกซ์" (BOTOX) เป็นชื่อทางการค้าหรือยี่ห้อของสาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A)

ของบริษัท Allergan อเมริกา ซึ่งสารนี้เป็นโปรตีน ชนิดหนึ่ง ที่สร้างจาก แบคทีเรีย

ชื่อ Clostridium botulinum โดยคุณหมอบอกว่า ยี่ห้อจากอังกฤษก็จะใช้ชื่อ Dysport 

ยี่ห้อจากเกาหลีก็มีหลายยี่ห้อเช่น Neuronox ,Botulax หรือ Nabota เป็นต้น

แต่ด้วยความที่ BOTOX เป็นยี่ห้อแรกของอเมริกาที่มีการศึกษาวิจัยมานาน

จนใช้กันอย่างแพร่หลาย คนจึงเรียกเหมารวมและติดปากชื่อยี่ห้อนี้

ซึ่งตัวเมย์เองก็เคยฉีดมาหลายยี่ห้อ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ



โบท๊อกซ์ ออกฤทธิ์ อย่างไร?

โบทูลินั่ม ท็อกซิน ออกฤทธิ์ที่ส่วนปลายของเซลล์ประสาท จึงออกฤทธิ์ให้กล้ามเนื้อ

บริเวณที่เราฉีดนั้นมีการคลายตัวจึงทำให้เกิดการลดเลือนริ้วรอยที่หดเกร็งอยู่และถ้าฉีดที่กล้ามเนื้อกราม 

ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดเล็กลง จึงทำให้หน้าเรียวเล็กลงนั่นเองค่ะ 

โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 5-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ 7-14 วัน



ผลของการฉีด โบท๊อกซ์ อยู่นานเท่าใด?

ผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งตัวเลขไม่ตายตัวในแต่ละบุคคล

ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพผิว การแสดงสีหน้าบนใบหน้า หรือสภาวะการใช้ชีวิตประจำวัน 

จากนั้นก็ต้องทำการฉีดซ้ำซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละบุคคล




อย่างที่บอกไปว่า ปัจจุบันการฉีดโบท็อกซ์มีความนิยมอย่างแพร่หลายมาก 

ซึ่งปริมาณในการฉีด  หรือ ราคา ก็ต่างกันไปแล้วแต่คลินิก บางคนฉีดแล้วได้ผล

บางคนไม่ได้ผล ทำไม? และเพราะอะไร

เอาเป็นว่า เมย์ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่จากประสบการณ์ 2 ปี

กับรูเข็มที่นับไม่ถ้วนนี้ 555 เมย์จะยกเอาคำถามที่คนส่วนใหญ่ถามเมย์มาตอบ 

เป็นข้อเป็นข้อไป ตามประสบการณ์ที่เมย์ได้ทำมาละกันนะคะ




1. ทำไมถึงเลือกการฉีดโบท็อกซ์มากกว่าการทำศัลยกรรมตัดกราม

ตอบ : ก่อนหน้าเราหาข้อมูลมาพอสมควร ทั้งเรื่องการตัดกรามและโบท็อกซ์

สรุปคือ การตัดกรามถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ เจ็บตัวมากกว่าและต้องใช้ระยะเวลา

ในการพักฟื้นนาน ซึ่งเราไม่มีเวลาพักนานขนาดนั้น เพราะต้องทำงาน

และราคาก็ค่อนข้างสูง ดีที่ตัดครั้งเดียวแล้วเรียวเลยแหละ 5555

แต่กับการฉีดโบท็อกซ์นั้น มันไม่ต้องใช้เวลาในการฟักฟื้น เห็นผลรวดเร็วไม่ต่างกัน

เจ็บน้อยกว่า แถมราคาก็ไม่สูงมาก (ยิ่งราคาโปรนี่ รีบวิ่งไปรอเลยค่ะ)

แต่ข้อเสียก็อาจจะต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ แค่นั้นเอง



2. โบท็อกซ์กรามต้องฉีดกี่ยูนิต ?

ตอบ : คำถามนี้มีคนถามมาบ่อยมาก (ตอบ ไปถามหมอค่ะ 5555 ล้อเล่น!)

โดยปกติที่เมย์ฉีดโบท๊อกซ์อเมริกาหรือเกาหลี ก็จะอยู่ที่ 50-70 ยูนิต ซึ่งแล้วแต่ขนาดกล้ามเนื้อ

ของแต่ละคน บางคนกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ บางคนขนาดกล้ามเนื้อเล็กกว่า 

ซึ่งคุณหมอก็จะเป็นคนประเมินให้เราเอง โดยการให้เรากัดฟันแล้วปล่อย กัดแล้วปล่อย

มันก็จะมีก้อนกล้ามเนื้อปูดๆขึ้นมาตรงกรามข้างเวลาเรากัด (ลองทำดูสิๆๆๆ อิอิ)

ซึ่งบางคนก็ขึ้นมาน้อย ก็ฉีดน้อย บางคนก็ขึ้นมาเป็นลูกเลยจ้า นั่นคือฉันเอง

ก็ฉีดไป 50-60 ยู แต่.... ปริมาณในการฉีด ก็ขึ้นอยู่กับอีกปัจจัยด้วย นั่นก็คือ

ยี่ห้อที่เราเลือก เพราะคุณหมอบอกว่ายี่ห้ออเมริกาและอังกฤษก็มีความเข้มข้นของตัวยา

แตกต่างกันในหน่วยวัดยูนิต จึงต้องใช้เทคนิคการผสมยาและจำนวนยูนิตที่แตกต่างกัน



3. ฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดีกว่ากัน ?

ตอบ : จริงๆ อันนี้ตอบอยากนะ ว่าอันไหนดีกว่าอันไหน

ตัวเมย์เองก็ลองฉีดมาแล้วหลากหลายยี่ห้อ 5555

ไม่ว่าเป็น ยี่ห้ออเมริกา Botox Allergan ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงกว่าตัวอื่น

ถัดลงมาหน่อยก็เป็นพวกยี่ห้อเกาหลี Neuronox , Botulax ซึ่งราคาจะเบาลงหน่อย 

หรือจะเป็น Nabota ที่เค้าว่ากันว่า เห็นผลชัดเจนรวดเร็วในสองสัปดาห์ก็ลองมาแล้ว ส่วนตัวแล้ว 

เราว่า ถ้าเป็นของแท้ ก็ให้ผลเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกันหมดนะ อย่างที่บอก 

ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีดในแต่ละครั้ง ความเหมาะสม 

ในการฉีด และการผสมตัวยาของแต่ละคลินิกค่ะ



4. ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน?

ตอบ : ฉีดย้ำทุกๆ 4-6 เดือนค่ะ แล้วแต่คน สังเกตได้เลยนะ ว่าเมย์ย้ำคำว่าแล้วแต่คนบ่อยมาก

เพราะของพวกนี้มันจะมากำหนดตายตัวไม่ได้จริงๆ ถ้าคุณเลือกจะทำแล้ว ก็ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง

 และดูแลตัวเองหลังการรักษาด้วย ที่บอกว่า 4-6 ก็คือ เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว

 เราจะเริ่มเห็นผลชัดเจนใน 2 สัปดาห์ - 1 เดือน หลังจากนั้น ตัวยาจะยังคงอยู่และค่อยๆสลายไปเอง

แต่กราม ไม่ใช่สิ่งที่จะฉีดแล้วหายไปเลยตลอดชีวิต บ๊ายบาย ลาแล้วลาเลยไม่ใช่

กล้ามเนื้อกรามจะกลับมาอีกแน่นอน ช้าเร็วขึ้นอยู่กับการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณส่วนนั้น

ยกตัวอย่าง อย่างเมย์ ที่กรามใหญ่เพราะเป็นคนชอบกินเนื้อมาก กกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งเนื้อเนี๊ยมันเคี้ยวยากอยู่แล้ว ทั้งเหนียวทั้งแข็ง เนื้อย่างเอย ข้าวเหนียวเอย ส้มตำเอย 555 หิว

พวกนี้ที่ว่ามา หรือจะเป็นอาหารที่ต้องใช้แรงในการเคี้ยวมากๆ  เป็นเป็นจัยหลักอย่างนึง

ที่ทำให้กล้ามเนื้อกรามเรา กลับมาเร็วค่ะ แต่ถ้าบางคน ทานอาการง่ายๆ 

เคี้ยวง่าย ใช้กล้ามเนื้อน้อย กรามก็กลับมาช้า หน้าก็เรียวอยู่ได้นานนั่นเอง



5. ทำไมบางคนฉีดแล้วลง บางคนไม่ลง

ตอบ : จริงๆแล้ว ลงไม่ลงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะ สำหรับเมย์

เพราะบางคนดูจากหน้าตัวเอง ว่าหน้าเราใหญ่ ก็เลยไม่ฉีด โบท็อกซ์

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้าใหญ่เกิดจากลายสาเหตุนะทุกคน

บางคนหน้าใหญ่จากโครงกระดูกตัวเอง อันนี้โบท็อกซ์คงช่วยไม่ได้

บางคนหน้าใหญ่เพราะไขมันแก้มเยอะ เพราะเป็นคนเจ้าเนื้อ อันนี้ฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียว

ก็ช่วยได้แค่ในระดับนึงเท่านั้น ฉีดให้ตายก็ไม่เล็กค่ะ ถ้าไม่ฉีดสลายไขมันออกไปด้วย 

อย่างที่บอกว่า ต้องให้คุณหมอดูให้จริงๆ บางคนมีกรามนะ ไม่เยอะมาก แต่แก้มนี่แบบเยอะเลย 

พอฉีดโบไป บอกหน้าไม่ลดๆ แต่พอให้ลองกัดฟันดู อ้าว!!! กรามไม่มีละหนิ 

ละจะมาบอกว่า ฉีดโบไม่ลง อันนี้ก็ไม่ได้ เพราะเหตุผลหลักที่หน้าไม่เล็กลงคือยังมีไขมันอยู่นั้นเอง

ส่วนคนที่ฉีดลงและเห็นผลชัดเจน อย่างเมย์ เป็นตัวอย่าง เพราะ… เมย์มีกรามที่ใหญ่มาก

และไม่ค่อยมีไขมันแก้มเลย พอฉีดกรามปุ๊ป มันเลยลงปั๊ปชัดเจนอย่างที่เห็นค่ะ





อะ … ยืดยาวมาก พยายามอธิบายสุดๆ เพื่อคนที่กำลังหาข้อมูลนะค่ะ

ตอนนี้ เรามาดูรีวิวกันดีกว่า ว่าที่เมย์ฉีดโบท็อกซ์ที่ผ่านมา เห็นผลยังไงกันบ้าง

ส่วนตัวแล้ว เมย์จะฉีดโบท็อกซ์ย้ำทุกๆ 5 เดือนนะค่ะ เป็นระยะเวลาคร่าวๆ ที่กรามจะกลับมาเต็มที่ของเมย์

 แต่รอบล่าสุดเนี๊ย ไม่ได้ฉีดกรามมาประมาณ 10 เดือนเต็มละ เพราะในครั้งแรก 

คุณหมอแนะนำเมย์ว่า อยากให้มาฉีดย้ำอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ 4-6 เดือน

 ประมาณ 4-5 ครั้ง หลังจากนั้น ก็ค่อยทิ้งระยะห่างออกไปได้เรื่อยๆ ค่ะ










เมย์ทำที่ไหน ทำมานานหรือยัง ?

อันนี้เมย์ฉีดที่ เอยา คลินิก ( AYA Clinic ) นะคะ เป็นคลินิกที่เมย์ฉีดอยู่ประจำมา 2 ปีแล้วค่ะ

คุณหมอชื่อคุณหมอฝ้าย คุณหมอจะคอยให้คำแนะนำทุกครั้งที่เมย์มาทำหน้า

อันไหนควรทำก่อน หลัง ยังไงคุณหมอแนะนำหมด เพราะรูปหน้าคนเราต่างกันเนอะ

บางคนอยากได้แบบนั้นแบบนี้ แต่มันจะเหมาะกับเราไหม หรือส่วนอื่นของใบหน้าไหม

คุณหมอจะช่วยดูความต้องการของเรา และปรับให้เข้ากับรูปหน้าเราค่ะ

 ใครสนใจก็เข้ามาปรึกษาคุณหมอที่คลินิกก่อนได้เลย ^^

คุณหมอสวยและใจดีมาก ก กก ก ก ที่สำคัญมือเบาสุดๆ อันนี้คอนเฟิร์ม อิอิ

พิกัด : ยูเนี่ยนมอล ชั้น F2 ฝั่งหน้าห้างค่ะ




มาค่ะ มาดูล่าสุด 10 เดือนที่ห่างหายจากเข็มไปนั้น + น้ำหนักขึ้นด้วย 3 โล

กรามจึงมา แก้มจึงมี ดังรูปค้าาาาาาาา






Befor : หลังไม่ได้ฉีดมา 10 เดือน + แก้มออก After : หลังครบ 1 เดือน + ฉีด Fat ลดแก้ม 1 ครั้ง

       ฉีดไปวันที่ 11 เมษายน ปัจจุบันฉันกลับมาหน้าเรียว





จะเห็นได้เลยว่า แก้มหาย กรามหดกันเลยทีเดียว 1 เดือน เป๊ะ หน้าเป๊ะตามตรงการค้า ^^

ที่เหลือก็อยู่ที่การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์ นั้นก็คือ หลังฉีด 

ให้เคี้ยวหมากฝรั่งหรือบริหารกล้ามเนื้อกราม บ่อยๆ ประมาณ 30 นาที

เพื่อให้ตัวยากระจายตัว งดโดนความร้อนจัด พวกอบซาวน่า นวดหน้า 

หรืออะไรที่ต้องโดนความร้อนจัดๆ และงดดื่มแอลกอฮอลก่อนสัก 1-2 อาทิตย์ ค่ะ

เพื่อให้ตัวยาทำงานอย่างเต็มที่และไม่สลายไปกับความร้อนหรือแอลกอฮอล์นะค่ะ

นอกนั้นก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย ถ้าใครกลัวกรามกลับมาไวก็พยายามลด 

หรืองดการเคี้ยวอาหารแข็งๆลงก็จะช่วยได้ในระดับนึงน้า




และไหนๆจะไหนแล้ว มีหลายคนที่อาจไม่ได้รู้จักเรามาก่อนหน้า

เราจะพามาชมหน้าสวยๆของเค้าก่อนรู้จักคำว่า Botox กัน พรีชีพอีกแล้ว วววว ไปค่ะ !!!!








เห็นได้ชัดถึงกรามก้อนใหญ่บนใบหน้า 555



ปัจจุบัน โบท็อกกราม + ฉีดฟิลเลอร์คาง 1 cc.

(คาง ไว้จะมารีวิวให้อีกทีน้า วันนี้ยาวมากละ เดี๋ยวหลับกัน 555)

ปัจจุบันเวลาทำหน้านิ่งๆ หน้าจะดูเรียวมาก แต่เวลายิ้ม ก็จะมีลูกแก้มหน่อยๆ

 อันนี้เราชอบมาก เวลาฉีดแก้มพวกนี้ก็จะบอกคุณหมอว่าเราอยากได้แบบมีแก้มลูกส้มไว้ 

ฉีดลดแค่ช่วงแก้มล่างที่มันคล้อยๆพอ จ้า
















โอเคน้าาา หวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังอยากฉีดโบท็อกซ์ไม่มากก็น้อยนะค่ะ 

( พูดเหมือนเขียนคำนำส่งคุณครู 555) ปล. ตัวเท่าฝาบ้าน กระทู้นี้เป็นเพียงอีกหนึ่งรีวิว 

เพื่อให้คนที่สนใจอยากฉีดโบท็อกซ์ให้เป็นอีกตัวเลือกในการศึกษาก่อนการตัดสินใจทำเท่านั้น

เมย์ไม่ได้มีเจตนาให้คนนิยมเสพติดความหน้าเรียว หน้าวีเชฟแต่อย่างใด

การตัดสินใจในการทำก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและความชอบส่วนบุคคลเนอะ ^__^

ใครที่สวยธรรมชาติก็ดีอยู่แล้วค่ะ ใครๆก็อิจฉา แต่ถ้ามีโอกาส อยากลองทำ 

อยากปรับเปลี่ยนรูปหน้าตัวเอง ก็ขอให้เลือกศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจนะค่ะ

วันนี้ไปแล้ว ขอบคุณที่ติดตามกันมาอย่างยืดยาวค้า ^________^




ติดตามกันได้ที่

IG : maybedong


หรือเฟสบุ๊คติดตามกันได้ที่

www.facebook.com/maybefc


ไปละจ้า จุ๊บๆ





Create Date : 21 พฤษภาคม 2559
Last Update : 21 พฤษภาคม 2559 20:04:20 น.
Counter : 654 Pageviews.

1 comment
REVIEW : Calza C นวัตกรรมใหม่เพื่อคนมีสไตล์
ฮัลโหลลล ล สวัสดี ^___^

วันนี้เมย์มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบำรุงร่างกาย มารีวิวและแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จักกันค่ะ

ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า ช่วงที่ผ่านมา เมย์มีอาการปวดขา บริเวณข้อเข่า มาสักระยะนึงละ

อาจจะเนื่องด้วย ใส่กางเกงยีนส์ขาเดฟบ่อย บวกกับเป็นคนที่ชอบทำงานแล้วนั่งไขว่ห้างตลอดทั้งวัน

ทำให้เวลาเมย์นอนหรือเหยียดขาตรง จะรู้สึกมีอาการเมื่อยๆ ชา และปวดที่เข่าตลอดเวลา






จนมาได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ของ “แคลซ่า ซี” ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นแคลเซียมนวัตกรรมใหม่เพื่อคนมีสไตล์

ส่วนประกอบหลักๆคือแคลเซียม แอล-ทรีโอเนต 1500 มก. 

+ Calcium Ascorbate หรือ วิตามินซี ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ซึ่งสาร L-threonate (สารแอล ทรีโอเนต) จะช่วยยับยั้งกระบวนการสลายกระดูกในร่างกาย

ช่วยสร้างคอลลาเจนในกระดูก เพื่อการยึดเกาะของแคลเซียมในโครงกระดูกที่ดี 

รวมถึงช่วยยับยั้งการสลายของกระดูกอีกด้วย

Vitamin C ก็จะช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการทำงานของ Procollagen และเร่งการสร้าง Collagen 

ซึ่งสำคัญกับการสร้างและการทำงานของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูก

ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นหวัดง่าย

และจากการศึกษา ยังพบว่าการให้ Vitamin C ในรูป Calcium Ascorbate

คู่กับ L-threonate จะช่วยเสริมกระบวนการ

สร้างโปรตีนที่เกี่ยวกับการสร้างคอลลาเจน และช่วยเพิ่มการสะสมตัว ของแคลเซียมในกระดูก

มากกว่าการได้รับ Calcium ascorbate เดี่ยวๆ ถึงร้อยละ 85 อีกด้วย 







ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ จะมาในรูปแบบ ผง ไว้ชงละลายน้ำเย็น หรืออุณหภูมิปกติเพื่อดื่ม 

โดยใช้ปริมาณน้ำ 100 มล. หรือหากเพื่อนๆ ชอบรสชาติเข้มข้นหรือเจือจางกว่านี้

ก็สามารถปรับลด-เพิ่มน้ำตามชอบได้

แพคเกจของ Calza C จะเป็น1 กล่องใหญ่สีส้ม ที่บรรจุกล่องเล็กข้างใน 3 กล่อง 

และมีซองเล็กกระทัดรัดขนาดพกพา อยู่ 10 ซอง สามารถนำติดตัว เวลาไปไหนมาไหนได้

เมย์ว่าเป็นการเสริมแคลเซียมที่สะดวกมากๆเลยล่ะค่ะ






Calza C เป็นแคลเซียมแอลทรีโอเนต ที่สามารถแตกตัว และละลายในน้ำได้ดี 

ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากถึง 95% โดยไม่ต้องพึ่งวิตามินดี ไม่ทำให้ท้องผูก 

ที่สำคัญไม่มีสารตกค้างในร่างกาย จึงทำให้ไม่เป็นนิ่วในไต (เนื่องจากมีการดูดซึมสูงด้วย)

ต่างจากพวก แคลเซียมคาร์บอเนตโดยทั่วไป ที่ละลายน้ำค่อนข้างยาก

ดูดซึมสู่ร่างกายได้เพียง 10 – 15% เท่านั้น และต้องพึ่งวิตามินดี ในการดูดซึม


Calza C ยังเป็นแคลเซียมแอลทรีโอเนต ที่ปราศจากเกลือโซเดียมและน้ำตาล 

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานก็ที่ต้องการเสริมแคลเซียมสามารถทานได้

 ในส่วนของรสชาติตัวนี้ จะออกเป็นรสส้ม กลิ่นหอม ทานง่าย อร่อย

สามารถทานเวลาไหนก็ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ กรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัว

แต่ในการทานแต่ละครั้งเนี๊ย เค้าก็แนะนำว่า เราควรจะทานให้เป็นเวลา

อย่างเมย์ จะทานช่วงตอนเช้า หลังอาหารเช้า หรือสักช่วง 8 - 10 โมงเช้า จะทานเวลานี้ประจำ เพราะจะช่วยให้ได้ผลที่ดีกว่า และก็ไม่จำเป็นต้องทานคู่กับวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมด้วย

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า เพราะ Calza C แคลเซียมแอลทรีโอเนต เค้าสามารถดูดซึมแคลเซียมได้เอง

และได้มากถึง 95%(เทียบเท่ากับการดื่มนมถึง 3 แก้ว!!!)








*** รู้มั้ยคะว่าเหตุใดการดูแลกระดูก ให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ ความแข็งแรงของกระดูกนั้นเป็นหลักสคัญในการเคลื่อนไหว และทกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน

เมย์เชื่อนะคะว่า ถ้าหากกระดูกของเราขาดความแข็งแรงแล้ว เราคงพบกับความลำบาก

ในการดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมอื่นๆอย่างแน่นอน



เมย์ลองคิดดูเล่นๆนะคะว่า ถ้าตัวเมย์เองประสบกับปัญหากระดูกพรุน 

เมย์คงไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันแน่ๆเลยค่ะ แล้วไหนจะสถานที่ต่างๆที่อยากจะไป 

หรือแม้แต่การเดินชอปปิ้ง อัพเดทเรื่องความสวยงามที่ตัวเมย์เองชื่นชอบ ก็คงจะทำไม่ได้

เหมือนอย่างที่เคย แค่คิดก็เศร้าแล้วล่ะค่ะ ฮือออ:T^T:เพราะฉะนั้น เมย์ว่าเราควรป้องกัน 

และดูแลกระดูกของเราตั้งแต่วันนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมากๆ แล้วค่อยใส่ใจหรอกค่ะ 

ตามธรรมชาติแล้วร่างกายจะสะสมแคลเซียม เพื่อทำให้มวลกระดูกแข็งแรงได้สูงสุด

(ธนาคารแคลเซียม) จนถึงอายุ 30 ปีหลังจากนั้นร่างกายจะไม่มีการสะสมแล้ว 

หากร่างกายได้รับแคลเซียมมา ก็จะเป็นเพียงการใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนเกินก็จะถูกขับออก

ไม่สามารถเอาไปสะสมในธนาคารแคลเซียมได้เหมือนเดิมแล้ว




หลังจากลองทาน 1 เดือน : ผลที่ได้รับ





อย่างที่บอกว่าก่อนหน้านี้เมย์มีอาการ ปวดบริเวณเข่า มาสักระยะนึงอยู่แล้ว

พอได้ลองทานตัว CALZA C ตัวนี้ อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาประจำ ก็รู้สึกว่า

อาการปวดบริเวณข้อเข่าลดลง แต่ก็อาจจะไม่ถึงกับหายขาดไปเลย

แต่อย่างปกติ เวลาเมย์นอน หรือเหยียดขาตรง จะรู้สึกชา และปวดเข่าบ่อยในหลายๆคืน

จนต้องนอนเปลี่ยนท่านอนตลอดเวลา แต่ตอนนี้อาการชา ปวด หายไปพอสมควร

ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไงก็คงต้อง ทานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อดูผลในระยะยาวกันต่อไป

และก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย รวมถึงหาสาเหตุหลักของอาการปวดที่เกิดขึ้น

เพื่อแก้ให้ตรงจุดต่อไป อย่างที่เมย์บอกตลอดๆๆๆ เรื่องการทานอาหารเสริมว่า

ทุกอย่าง จะเห็นผล มาก น้อย ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย การทานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองหลังการทาน ทุกอย่างจะส่งผลดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับวินัย

และความเอาใจใส่ของตัวเราเองนะค่ะ








ยังไงก็ให้รีวิวนี้เป็นอีกตัวเลือกนึง สำหรับคนที่กำลังมองหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องของการเสริมสร้าง

กระดูกและฟันให้แข็งแรง หรือคนที่ต้องการป้องกันโรคกระดูกพรุน คนที่มีความเสี่ยง

อย่างยืนนานๆ ต้องเดินบ่อยๆหรือคนที่ชอบนั่งทำงาน แล้วนั่งไขว่ห้าง

ใส่กางเกงขาเดฟบ่อยๆแบบเมย์ ได้ลองรับประทานดูกันค่ะ








Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2559 21:20:20 น.
Counter : 274 Pageviews.

1 comment
REVIEW : อาหารเสริมเพื่อสุขภาพสำหรับสาวๆที่ชอบดูแลตัวเอง
REVIEW : อาหารเสริมเพื่อสุขภาพสำหรับสาวๆที่ชอบดูแลตัวเอง



สวัสดีค่ะ วันนี้เมย์มาพร้อมกับอาหารเสริมหลายตัวเลย ซึ่งไม่ได้พูดถึงกันมานานแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่ ซึ่งน่าสนใจมากสำหรับคนที่รักสุขภาพและความสวยความงาม
ตัวผลิตภัณฑ์จะเน้นไปที่เรื่องของสุขภาพล้วนๆค่ะ ซึ่งเหมาะกับทุกคนในครอบครัว
ด้วยส่วนผสมที่ใส่เต็มมาก (เม็ดก็ใหญ่มาก 555 ) ไม่ต้องทานเยอะเหมือนแบรนด์ท้องตลาดทั่วไป
แต่เน้นที่ส่วนผสมที่ครบถ้วน สารอาหารแบบจัดเต็ม แพคเกจก็ดูดีเหมือนของนอกน่าสนใจมากๆค่ะ













มาที่ตัวแรกกันเลยดีกว่า
BewelEvening Primrose Oil 1000 mg
บีเวล นํ้ามันพริมโรสออย 1000 มก.









ตัวนี้ส่วนประกอบหลักคือ อีฟนิ่งพริมโรสจากเนเธอแลนด์
EPO มีสารที่เป็นส่วนประกอบหลักของเยี่อหุ้มเซลล์
เหมาะกับคนที่ต้องการตัวช่วยในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงเป็นหลัก 
สำหรับใครที่ชอบปวดท้องประจำเดือน ปรับฮอร์โมนตัวนี้ช่วยได้เลยค่ะ
และได้ในเรื่องของความชุ่มชื้น เพิ่มวิตตามินอี ดูแลผิวให้ผิวสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย





ตัวที่สอง BewelRice Bran Oil & Rice Germ Oil plus Wheat Germ Oil1000 mg
บีเวล นํ้ามันรำข้าวและนํ้ามันจมูกข้าว ผสมนำมันจมูกข้าวสาลี 1000 มก.










ตัวนี้จุดเด่นคือประโยชน์จากน้ำมันรำข้าว ที่มี โอเมก้า 6 และ 9 วิตามินอี
ช่วยให้ผิวแข็งแรง พร้อมทั้งเก็บกักความชุ่มชื้นให้ผิวได้เป็นอย่างดี
บวกกับมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันเซลล์ผิวของเราจากการถูกทำลาย
ด้วยแสงแดดได้ และยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตได้อีกด้วย









ตัวสุดท้าย BewelWhite Kidney Beanบีเวล ไวน์ คิดนี บีนพลัส
ควบคุมนํ้าหนักด้วย 4 กลไก จากสารสกัดจากธรรมชาติ










ตัวนี้จะเป็นอาหารเสริมลดน้ำหนัก สกัดจากธรรมชาติ แบบไม่ใช่ยา
ที่เป็นยาลดความอ้วนทั่วไป มันเป็นเหมือนคล้ายๆเราเลือกทานอาหารคลีนมากกว่า
เพราะเชื่อว่าสาวๆหลายคนคง เป็นกังวลกับการเลือกทานอาหาร การห้ามปากไม่ให้กิน
หรือใครที่มีปัญหาน้ำหนักลดยาก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย เมย์ว่าตัวนี้น่าจะเป็น
ทางเลือกที่ดีให้กับสาวๆกลุ่มนี้ได้เลย ปลอดภัยไม่โยโย้ด้วย


ตัวนี้จะสกัดจากถั่วขาวและแอล-คาร์นิทีนซึ่งเป็นสารสกัดหลักที่ช่วยควบคุมแป้ง
และเร่งการเผาผลาญไขมัน มีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและช่วยในการ
สร้างเนื้อเยื่อเอ็นกระดูกอ่อนด้วย ตัวนี้ทานแล้วเมย์ว่ามันช่วยทำให้เราอิ่มเร็วขึ้นด้วยนะ
ดีงามสุดๆ 555

^_____________^








ยังไงใครชอบหรือเหมาะกับอาหารเสริมตัวไหนก็ลองไปหาทานกันดูได้นะค่ะ
สุขภาพที่ดีของเรา เริ่มที่ตัวเราดูแลตัวเองนะ ^___^



 ตอนนี้แบรนด์เปิดตลาดออนไลน์ก่อน และจะมีขายตามร้านค้าชั้นนำเร็วๆนี้แน่นอน
สามารถหาสั่งซื้อได้ที่
www.bewel-life.com   https://www.facebook.com/BewelLife 


**ใครอยากทดลอง จัดเลยค่ะแบรนด์ขอแนะนำช่องทางซื้อที่นี่เลย
โปรโมชั่นพิเศษ(โค๊ดส่วนลดพิเศษ) ซื้อ  1แถม1 + แถมส่งฟรีทุก order สั่งซื้อคลิกเลย 
www.108tohome.com/supplements/by-brand/bewel







Create Date : 22 กันยายน 2558
Last Update : 22 กันยายน 2558 9:49:21 น.
Counter : 461 Pageviews.

0 comment
1  2  

maybedong
Location :
ปทุมธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]