นางฟ้าของผม # 3

...หลังจากเราจัดแจงเอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องบังกะโลเรียบร้อยแล้ว เจ้าของบังกะโลได้เดินมาบอกกับเราว่า ตอนนี้จะไปเดินเล่นหรือเล่นน้ำก่อนก็ได้ เวลาอาหาร 1 ทุ่มตรง ถ้าจะกลับมาทานที่นี่ ก็ขอให้กลับมาให้ทันด้วย

ทำไมเจ้าของถึงต้องมาบอกเราด้วย กำลังคิดอยู่ใช่มั้ยครับ

จำโต๊ะไม้ยาว 3ตัว ที่อยู่ตรงกลางลานได้มั้ยครับ ที่บังกะโลนี้ แขกที่เข้ามาพัก จะมาทานอาหารพร้อมกันที่โต๊ะนี้นี่เองครับ โดยเจ้าของที่นี่จะเป็นคนลงมือทำครัวเองเลย

ผมกับส้มออกไปเดินเล่นที่หาดทรายแก้ว หาดที่เราเพิ่งเดินผ่านมาในตอนแรก แต่ตอนนั้นเรามัวแต่รีบที่จะหาที่พักให้เจอไวๆ เลยยังไม่ทันมีเวลาได้ชม และซึมซับบรรยากาศของหาดนี้ให้เต็มที่ ระหว่างทาง เราหยอกล้อ ผลักกันลงน้ำกันพอสนุกสนาน หอมปากหอมคือ

เราเดินจูงมือกันกลับที่พักทันเวลาอาหารเย็นพอดี

นี่คือครั้งแรกครับ ที่ผมจับมือส้มเดิน นอกเหนือไปจากจูงมือเธอข้ามถนนหรือขึ้นลงรถ



อาหารเย็นอร่อยมาก ทางบังกะโลเน้นอาหารทะเลมาเลย แหงล่ะ ก็อยู่เกาะนี่นา เมนูอาหารเย็นนี้ มีปลาหมึกสดย่างพอสุก หอมนุ่มกำลังพอดี ไข่ปลาหมึกนึ่งมะนาว กุ้งตัวโตๆผัดผงกะหรี่ ปูขนนึ่ง ข้าวผัดต้มยำทะเล และที่ขาดไม่ได้ ต้มยำกุ้ง

จากที่ผมลองมองดู แขกที่มานั่งรวมกันทานข้าวนั้น ส่วนมากจะมีแต่ชาวต่างชาติ อาจะเป็นเพราะเค้าต้องการมาเที่ยวแบบธรรมชาติล่ะมั้ง ผิดกับคนไทย ที่ขอที่พักหรูๆดีๆไว้ก่อน แขกก็มีไม่เยอะ ถามพี่เจ้าของดู ได้ความว่า แขกต่างชาติที่มาพัก ส่วนมากจะมาคนเดียวหรือมาเป็นคู่สองคนเท่านั้น จึงดูว่ามีคนน้อย

อ้าว ทำไมผมถึงเล่าเรื่องยังกะรีวิวการไปเที่ยวเสม็ดยังกะรายการนำเที่ยวซะอย่างนั้น

ใจเย็นๆสิครับ เพราะยังไงซะ เรื่องของผมกับส้ม ก็ยังเป็นเรื่องหลักที่ผมอยากจะเล่าอยู่นะครับ



คืนนี้ เรานอนด้วยกันในห้อง ห้องเป็นห้องเตียงเดี่ยว ผมให้เกียรติเธอนอนบนเตียงครับ โดยผมบอกเธอว่า จะไปขอผ้าปูหรือฟูกมาปูนอนเพิ่มกับทางเจ้าของ แต่เธอบอกอย่าดีกว่า เกรงใจเจ้าของเค้า มานอนบนเตียงกับเธอก็ได้

บนเตียง ผมพยายามนอนชิดขอบเตียงให้ห่างเธอมากที่สุด นอนทำตัวลีบทั้งคืน ได้ยินเสียงคลื่นลอดผ่านมุ้งลวดเข้ามา เสียงนั้นกล่อมผมจะหลับไป

ผมตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะว่าปวดฉี่ แต่แล้วผมก็รู้สึกแปลกใจที่มีมือมาพาดกอดอยู่บนอกผม ผมหันไปเห็นว่า ส้มเธอนอนหันหน้ามากอดผมอยู่ครับ ผมค่อยๆยกมือเธอออกจากอกผม พยายามลุกให้เบาที่สุด เดินไปเข้าห้องน้ำโดยไม่เปิดไฟเพราะเกรงใจ ไม่อยากให้เธอตื่น

ในห้องน้ำ ผมยืนจ้องกระจกที่อ่างล้างหน้า เธอตั้งใจกอดเราหรือเปล่า ไม่หรอกน่า เธอคงพลิกตัวและเผลอกอดด้วยความเคยชินเพราะคิดว่าผมเป็นหมอนข้างก็ได้ ก็เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นา ถึงแม้ว่าที่เราเป็นอยู่อย่างนี้จะเหมือนว่าเราเป็นแฟนกันแล้วก็ตาม

ผมยืนคิดอะไรอยู่คนเดียวซักพักใหญ่ จึงค่อยๆเปิดประตูห้องน้ำออกมา ตอนนี้ตาผมชินกับความมืดแล้ว จึงสังเกตได้ว่า ตอนนี้เธอพลิกตัวกลับไปนอนหงายตรงที่เดิมของเธอแล้ว ผมค่อยๆหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงมองดูเธอ ถ้าได้เป็นแฟนกับเธอจริงๆก็ดีสิ ผมคิดในใจ ก่อนจะเอนตัวลงไปนอน

“เข้าห้องน้ำนานจัง อาหารเมื่อตอนเย็นทำท้องเสียเหรอ”

ผมสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่าเธอจะตื่นอยู่ เธอตื่นมานานแค่ไหนแล้ว ตื่นเพราะผมลุกไปเข้าห้องน้ำ หรือตื่นเพราะรู้สึกตัวว่าไม่ได้กอดผมแล้ว หรือ เธอตื่นก่อนหน้าผมลุกไปเข้าห้องน้ำซะอีก

“อ้าว ผมนึกว่าคุณหลับอยู่ พอดีผมว่าผมน่าจะท้องเสียน่ะ เลยได้ลุกไปเข้าห้องน้ำดึกๆ ไม่นึกว่าจะทำให้คุณตื่น”

“เปล่าหรอก ชั้นไม่ได้ตื่นเพราะคุณไปเข้าห้องน้ำหรอก”

อ้าว แล้วเธอตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ

“ไม่มีอะไรแล้ว คุณนอนต่อเถอะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปเที่ยวรอบๆเกาะกัน” ผมพยายามอดกลั้นความตื่นเต้นด้วยการบอกให้เธอนอนต่อ

“ชั้นนอนไม่หลับ” เธอตอบผม ในขณะเดียวกันกับที่เธอพลิกตัวมากอดผมอีกครั้ง

“เอ่อ ส้ม ... คือ ส้มนอนเถอะ พยายามหลับตานอน เดี๋ยวก็หลับเองแหละ” ผมบอกเธอ พลางจับมือเธอออกจากอกผมอย่างช้าๆ

“ทำไมต้องเอามือส้มออกด้วย”

“ก็มันดูไม่ดีน่ะสิ เราไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย”

“ก็ส้มอยากนอนกอดอย่างนี้นี่นา ไม่ได้เป็นแฟนกัน แล้วทำไมเราไม่เป็นแฟนกันไปซะเลยล่ะ ส้มจะได้กอดอย่างสบายใจทั้งสองฝ่าย”

“ไม่ต้องฝืนอายตัวเองหรอก ส้มรู้ว่าเธอพูดน้อย เธอขี้อาย เธอนิสัยดีมากนะ ทำดีกับส้มทุกอย่าง ทะนุถนอมส้ม ไม่พยายามฉวยโอกาส นี่ขนาดส้มเป็นคนกอดเอง ยังหาว่าส้มทำไม่ดีอีกเนี่ย”

อะ ... อะ ... อะไรกัน ...... นี่เธอกำลังขอผมเป็นแฟนเหรอ

คงเพราะเห็นผมนิ่งเงียบไปมั้ง เธอจึงชันศอกขึ้นมามองหน้าผม ก้มลงมาจูบที่ริมฝีปากผมช้าๆ ก่อนค่อยๆถอนริมฝีปากออกมา แล้วพูดขึ้นว่า

“เรามาเป็นแฟนกันนะ”

ผมยังอึ้งอยู่ ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ถูก ใจผมเต้นรัว ผมเฝ้ารอวันนี้มานานแค่ไหน ผมแน่ใจตั้งแต่แรกรู้จักกับเธอแล้วว่า เธอนี่แหละคือคนที่ผมคิดที่จะรักคิดที่จะคบ และคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วย

“เอ้า ยังเงียบอยู่อีก นี่ส้มอุตส่าห์ขอเป็นแฟนแล้วนะ จะรับไม่รับ ถ้าไม่รับก็ลงไปนอนข้างล่างนู่นเลย” เธอเริ่มขู่ผม

“อื้อ” ผมตอบเธอได้แค่นี้

“อื้อ อะไร อื้อ อะไร พูดออกมาดีๆหน่อย ให้มันเป็นประโยคหน่อย ส้มไม่รู้เรื่อง”

“ก็อื้อไง”

“ฮิฮิ ยังจะมาเขินอะไรอีก คนเขินน่ะควรเป็นส้มนะ คนอะไรเนี่ย จนถึงป่านนี้ยังพูดน้อยอยู่อีก นี่ถ้าส้มไม่พูดขอเป็นแฟนเอง เราจะได้เป็นแฟนกันมั้ยเนี่ย จะกล้ามาพูดขอส้มเป็นแฟนมั้ย”

“ก็ กะว่า กลับจากเสม็ดก็คิดจะขออยู่น่ะ แฮ่ะๆ”

“เชอะ!! .... ตกลงว่าตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อื้อ” ผมยังตอบเธอได้แค่นี้จริงๆ ผมทำอะไรไม่ถูกแล้ว

แต่ผมก็ต้องตะลึงยิ่งกว่า เมื่อเธอก้มมาจูบผมอีกรอบ พร้อมกับพลิกตัวขึ้นมานอนทับผม กลิ่นแชมพูอ่อนๆจากผมเธอ กลิ่นตัวของเธอ ปลุกผมขึ้นจากอาการตะลึง ลิ้นที่พัวพันกันของเราในปากที่ประกบกันอยู่ ผมโอบกอดเธอ กอดเธอแน่นๆ เพราะผมรู้ว่า ผมรอวันที่จะได้กอดเธออย่างนี้มาตลอด

ผมพลิกตัวเธอลงมานอนข้างล่าง เรายังคงประกบปากกันอยู่ มือไม้ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กอด และพยายามลูบไล้เนื้อตัวเธอ ผมเริ่มไซร้เธอมาที่แก้ม หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ๆ ก่อนที่จะย้ายมาไซร้ที่ใบหู ต้นคอ เรื่อยลงมาถึงหน้าอกเธอ ผมพยายามทำอย่างแผ่วเบา ทะนุถนอมเธอ

ใช่ ถึงแม้ตอนนี้ เราจะเป็นแฟนกันแล้ว และเธอจะเต็มใจยอมให้ผมควบคุม ทำอะไรได้ตามใจแล้ว แต่ความคิดของผมก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เธอมีค่ากับผม เธอสมควรที่ผมจะกระทำอย่างทะนุถนอมมากกว่าหื่นกระหาย

ผมค่อยๆถอดเสื้อเธอออกอย่างช้าๆ ปลดตะขอบราเธอออกอย่างแผ่วเบา เธอสะดุ้งนิดนึง เธอมาบอกผมภายหลังว่าสะดุ้งเพราะไม่รู้สึกว่าถอดออกไปตอนไหน

ผมยังวนเวียนอยู่บริเวณหน้าอกของเธอซักพัก ไม่กล้าบีบมันแรง ก่อนที่จะเริ่มเลื่อนลงมาใช้ปากกับเธอ

คืนนั้น ผมมอบความรักของทางกายผมให้กับเธออย่างนุ่มนวล ส่วนทางใจน่ะเหรอ ผมมอบให้เธอไปตั้งแต่แรกที่ได้เจอแล้ว



วันต่อมา จากโปรแกรมที่คิดไว้ว่า เราจะไปเที่ยวรอบๆเกาะกันเป็นอันต้องยกเลิก ทั้งวันทั้งคืนเราขลุกกันอยู่แต่ในห้อง มอบความรักให้กันและกัน

เช้าวันที่เราต้องกลับ เธอบอกให้ผมเป็นคนไปเช็คเอาท์ ส่วนเธอจะเป็นคนเก็บของให้เอง ผมออกไปเช็คเอาท์ โดนเจ้าของบังกะโลแซวเล็กน้อยว่าเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามัน ขลุกกันอยู่ในห้องทั้งวันเลย ผมได้แต่ยิ้มอายๆ

เรากลับมาถึงกรุงเทพ แยกย้ายกันกลับห้อง เพราะพรุ่งนี้เรายังคงต้องมีหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปรับผิดชอบ เรานอนคุยโทรศัพท์กันพอประมาณ ก่อนที่ผมจะนอนหลับไปพร้อมกับฝันว่า ฝันของผมเป็นจริง



วันต่อมา ข่าวไปไวมาก วันทั้งวันผมโดนเพื่อนๆพี่ๆที่ออฟฟิศแซวบ้าง ล้อบ้าง ทั้งวัน เรื่องที่ผมไปเสม็ดกับส้ม แล้วเราเป็นแฟนกันที่นั่น

“เป็นไงล่ะ อาถรรพ์มันมีจริง ไปเสม็ดน่ะ เสร็จทุกราย” พี่ต้น หัวหน้าแผนกผมแซว

หลังจากนั้นมา ผมกับส้มเป็นแฟนกันดังผมฝัน เมื่อถึงเวลาบ่าย ผมพยายามตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อที่จะได้ไม่คิดถึงเธอ ก่อนที่จะรีบออกจากออฟฟิศเมื่อหมดเวลางานเป๊ะ เพื่อที่จะได้นั่งรถไปรอเธอที่ออฟฟิศ ผมรับเธอไปทานข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน บ้างไปทานที่ตลาดสามย่านแถวห้องของเธอ บ้างมาทานที่ตลาดสวนพลูแถวห้องผม บางทีเธอก็จะแวะมานอนที่ห้องผม ผมก็อปปี้กุญแจสำรองของผมให้เธอไว้ชุดหนึ่ง ทุกครั้งที่มา ก็จะมาพร้อมกับเสียงบ่นว่า มาทีไร รกกว่าเดิมทุกที เธอต้องมาช่วยผมเก็บกวดห้องตลอด

แต่แปลก ถึงผมจะไปหาเธอ ไปทานข้าวด้วยกันแถวห้องเธอ แต่ผมไม่เคยได้เข้าไปที่ห้องเธอเลย

สามเดือนผ่านไป ผมกับเธอยังหวานหยด ผมยังไปรอรับเธอทุกวันเหมือนเคย เสาร์อาทิตย์บ้างไปเที่ยว บ้างก็ขลุกกันอยู่ที่ห้องของผม เราคบกันราบเรียบ ไม่เคยมีทะเลาะกันเลย จนผมรู้สึกว่ามันราบรื่นจนเกินไป จนมาถึงวันหนึ่ง

หลังจากที่เมื่อคืน เราคุยโทรศัพท์ก่อนนอนกันตามปรกติ แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม ส้มไม่ค่อยพูดค่อยจา ถามคำตอบคำ ผมถามเธอก็บอกว่าไม่ค่อยสบาย ก่อนที่จะตัดบทขอวางสายนอนพักผ่อน ผมขอไปหาเธอ ไปดูแลเธอที่ห้อง เธอบอกไม่เป็นไร ก่อนจะวางสายไป ผมยอมวางแต่โดยดี...




 

Create Date : 20 เมษายน 2552   
Last Update : 20 เมษายน 2552 0:19:41 น.   
Counter : 194 Pageviews.  

นางฟ้าของผม # 2

...หลังจากเรากินดื่ม ร้องเพลง เป็นที่เฮฮากันพอสมควร ห้าทุ่มกว่าแล้ว ได้เวลากลับกันแล้ว เพราะหลายคนต้องนั่ง BTS กลับบ้าน พวกเราจึงแยกย้ายกันกลับ โดยแบ่งกันสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันกลับ และอีกกลุ่มหนึ่งนัดแนะกันไปเที่ยวต่อ แต่ผมไม่ได้อยู่ในสองกลุ่มนี้ ผมชวนหยาง เพื่อนผู้หญิงที่ออฟฟิศอีกสองคน แล้วก็ส้ม ไปหาร้านอาหารนั่งฟังเพลง พูดคุย หาอะไรกินก่อนกลับกัน



ผมโบกแท็กซี่เพื่อพาไปที่ร้านอาหารร้านประจำ ที่ผมมักจะไปกินทุกครั้งที่มีโอกาสและเวลาว่าง โดยผมขึ้นนั่งไปกับหยาง ส่วนผู้หญิงนั่งรถของส้ม และขับตามมา โดยมีผมบอกทางแท็กซี่นำไป



ไม่กี่นาทีต่อมา เราก็มาถึงร้าน ร้านอาหารร้านนี้ เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ สูงสองชั้น โดยจะแบ่งที่นั่งเป็นหลายโซน โซนข้างในห้องกระจกของร้าน จะเป็นที่นั่งแอร์ มีวงดนตรีโฟล์คซองนั่งเล่นเพลงสบายๆให้ฟัง อีกโซนจะอยู่ที่บริเวณสวนรอบๆร้าน ผมเลือกนั่งโซนสุดท้าย คือระเบียงชั้นสองของร้าน



จะด้วยความที่ ผมเป็นคนเงียบๆด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้เวลาที่ผมอยู่ที่ออฟฟิศ พอผมได้มีแอลกฮอลล์เข้าปากหน่อย จึงเริ่มพูดเยอะ เพื่อนสองคนจึงแปลกใจ พยายามจะมอมผม เผื่อผมจะได้ทำอะไรแปลกๆให้พวกเค้าเห็นกันอีก โดยในเมื่อคืนนั้นเท่าที่ผมจำได้ หยางเรียกเช็คบิล ผมลุกไปเข้าห้องน้ำ ผมอ้วกที่หน้าห้องน้ำ ปั๊ดโธ่ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว มารู้ตัวอีกครั้ง ตอนหยางหิ้วปีกผมขึ้นลืฟท์มาส่งผมที่หน้าห้องนี่เอง และผมคงจะมาถอดเสื้อผ้านอนหลับไปเลย โดยลืมเปิดแอร์ไว้



แต่ทำไมผมรู้สึกเอะใจยังไงชอบกล อย่างกับเรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้น



คืนนี้ทั้งคืน ผมนอนไม่หลับ มันตะหงิดๆใจพิกล เหมือนว่าผมลืมเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างไป



ผมนอนดูบอล จนเผลอหลับไปตอนตีห้า



อา อะไรกันเนี่ย คนกำลังจะหลับจะนอน เสียงโทรศัพท์เจ้ากรรมดันมาดังรบกวนผมซะได้นี่ ผมเหลือบดูนาฬิกา ตอนนี้เวลาเที่ยงพอดี ใครวะโทรมาไม่รู้จักเวร่ำเวลา แต่ผมก็ต้องสะดุ้งโหยง ลุกขึ้นมานั่งคุยดีๆ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเสียงปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง เสียงคนที่ผมอยากคุยต่อด้วย อยากรู้จักกันเพิ่มขึ้นอีก หลังจากคืนนั้น



ใช่ ส้มโทรมาหาผม



หลังจากเธอบ่นแกมหยอกนิดหน่อยว่า ผมเมามาก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คุยเยอะมากๆ เธอก็ต่อว่าผมนิดหน่อยที่ขอเบอร์เธอไป ทำไมไม่โทรหา ปล่อยให้รอตั้งวันเต็มๆ ผมงงว่าผมไปขอเบอร์เธอมาตอนไหน ผมพยายามถามเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมตอบ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็อาศัยโอกาสนี้นี่แหละ จะได้เริ่มคุยกับเธอซักที เพราะถ้าเธอไม่โทรมา ผมก็คงจำไม่ได้ว่าขอเบอร์เธอไป และถึงผมจะจำได้ว่าขอเบอร์เธอมา ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดี ว่าจะหาข้ออ้างโทรไปหาเธอ หรือเริ่มคุยกะเธอยังไง



ส้มคุยเก่งมาก เป็นกันเอง จนผมที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะพูดแทรกเธอตอนไหนดี ผมแซวเธอว่า ไม่ให้ผมพูดมั่งเลยเหรอครับ เธอแซวผมกลับว่า ก็เห็นว่าคืนนั้นผมพูดไปเยอะแล้วนี่นา ครับ ผมเถียงไม่ได้ คืนนั้นผมเมามากจริงๆ



เราคุยกันเกือบสามชั่วโมง ผมมีความรู้สึกดีๆที่ได้คุยกับเธอ ผมนอนยิ้มไปคุยไป ผมได้รู้เรื่องของเธอว่า เธอเป็นคนพิษณุโลก เรียนจบปวส. แล้วมาต่อปริญญาตรีที่เดียวกันกับกิ๊ก เพื่อนที่ทำงานของผม เธอเป็นลูกคนที่สอง มีพี่ชายทำงานโรงแรมอยู่ที่โน่น พ่อกับแม่เธอแยกทางกันตั้งแต่เธออยู่ป.1 แต่ตอนมาเรียนที่กรุงเทพ เธอแวะไปเยี่ยมพ่อเธอที่มหาชัยบ่อยๆ เธอเรียนจบแล้วได้งานทำเลย เธอทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเธอเป็นฝ่าย IT คอยดูแล content ต่างๆให้กับเว็บไซท์ที่เธอทำงานอยู่ ตอนนี้เธอพักอยู่คนเดียวที่อพาร์ทเมนท์แถวๆสามย่าน ดีจริง ไม่ไกลกันเท่าไหร่



หลังจากนั้นพอถึงวันจันทร์ที่ผมไปทำงาน เพื่อนๆในออฟฟิศต่างแซวเรื่องที่ผมเมาแล้วรั่วในคืนนั้น แล้วก็แซวเรื่องที่ผมหมดสภาพขนาดนั้น แต่ยังอุตส่าห์ขอเบอร์ส้ม ในตอนที่คนอื่นๆเค้าช่วยกันหามผมขึ้นรถแท็กซี่กลับห้อง



ผมยังคุยกับส้มต่อ เราคุยกันทุกวัน วันละหลายชั่วโมง จนผ่านมาได้อาทิตย์นึง ผมชวนเธอไปเที่ยววัด ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิดหรอก ผมชวนเธอไปเที่ยววัดจริงๆ หลายๆคนหรือหลายๆคู่อาจจะเริ่มจากชวนกันไปกินข้าว ไปดูหนัง หรือไปเที่ยวที่ไหนยังไงก็ตามแต่ แต่ผมกลับอยากชวนเธอไปวัด ผมมีความรู้สึกถูกชะตา ชอบเธอมาก เมื่อมานึกถึงคำเก่าๆว่า ทำบุญร่มชาติตักบาตรร่วมขันแล้ว ผมอยากชวนเธอไปวัดทำบุญด้วยกัน ผมอยากเจอเธออีกตลอดทุกชาติไป



ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง กลับยินดีซะอีกที่ผมชวนเธอไปวัด เพราะตั้งแต่เธอมาอยู่ที่กรุงเทพ เธอไม่เคยเข้าวัดเลย จะได้เข้าวัดก็ตอนที่กลับไปบ้าน แล้วแม่เธอพาไปทำบุญเท่านั้นเธอถึงจะได้เข้าวัด



วันเสาร์ถัดมา ผมนัดเธอที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมพาเธอนั่งรถเมล์ไปสนามหลวง เราเดินเที่ยวกันที่วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ แล้วก็ไปจบลงที่มิวเซียมสยาม ผมพาเธอไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารริมเจ้าพระยาร้านหนึ่ง เธอบอกว่าเธอประทับใจในการเที่ยววันนี้มาก ว่างๆอยากให้ผมพาไปเที่ยวที่อื่นๆในกรุงเทพอีก ผมรับปากว่าจะพาเธอไปบ่อยๆ



หลัง จากวันนั้น ตลอดสองเดือนที่เราคุยกัน ผมพาเธอไปเที่ยวทุกอาทิตย์จนแทบจะทั่วกรุงเทพแล้วก็ว่าได้ ผมลองถามเธอดูว่าไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ้างดีไหม แรกๆเริ่มจากจังหวัดใกล้ๆกรุงเทพก่อน จะได้ไปกลับง่ายๆไม่ต้องค้าคืน เธอชอบใจและเห็นดีด้วย เราเริ่มจากไปเที่ยวนครปฐม อยุทธยา เพชรบุรี บางแสน แต่เมื่อได้ออกต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายมันก็ต้องเพิ่มขึ้น เราเลยตกลงกันว่าเราจะไปเที่ยวอาทิตย์เว้นอาทิตย์กัน แล้วอาทิตย์ไหนที่ไม่ได้ไปเที่ยว เราก็นัดกินข้าว ดูหนังกัน ผมไปรับเธอที่ทำงานทุกคั้งถ้าเลิกงานเร็วและมีเวลาว่าง ซึ่งเธอก็ยินดีและชอบชวนผมไปเดินไปหาอะไรกินที่ตลาดสามย่านหรือมาบุญ ครองอยู่บ่อยๆ



นี่ๆ ส้มอยากไปเสม็ดน่ะ เคยไปตอนเด็กๆกะแม่ ตอนนั้นจำได้ว่ามันสวยมาก อยากไปอีก ไปกันได้มั้ย ส้มพยายามอ้อนผม ขอให้ผมพาไปเสม็ด แต่ผมก็บอกเธอไปว่ามันไกล คงจะไปกลับไม่ได้นะ ถ้าจะไปจริงๆก็ต้องนอนค้างด้วย แล้วก็ต้องให้เวลาผมอีกอาทิตย์นึงเผื่อจะได้เก็บตังค์ไปเพิ่ม เพราะถ้าค้างคงต้องเพิ่มเงินค่าที่พักเข้าไปอีก เธอห้องนึง ผมห้องนึง



ไม่เห็นเป็นไร นอนห้องเดียวกันก็ได้ คำตอบของเธอทำให้ผมคิดมาก เธอไว้ใจผมขนาดนี้เลยเหรอ ผมพยายามทะนุถนอมเธอ ให้เกียรติเธอ เป็นสุภาพบุรุษกับเธอ ไม่ใช่ว่าอยากให้เธอตายใจ แต่เพราะเธอคือคนสำคัญของผมแล้ว และผมคงไม่ทนทำตัวแบบนี้มาสามเดือนกว่าแน่ๆหากผมหวังอย่างอื่นในตัวเธอจริงๆ เพราะถึงตอนนี้ ผมก็ได้แค่เดินจูงมือเธอเวลาข้ามถนนหรือขึ้นลงรถเท่านั้น



เมื่อถึงวันที่ไปเสม็ด ด้วยความที่ผมชะล่าใจไปเองว่าช่วงนี้เป็น low season แต่ลืมไปว่าเป็นลองวีคเอนด์ เป็นวันหยุดยาวสามวัน ห้องพักคงว่างเหลือเฟือ ผมกับเธอจึงไม่รีบ เราออกจากกรุงเทพตอนสิบเอ็ดโมง ถึงท่าเรือบ้านเพเกือบบ่ายสอง กว่าเราจะไปถึงโรงแรมที่เสม็ดก็ใกล้จะสี่โมงเย็นแล้ว ปรากฎว่าที่โรงแรมหรือบังกะโลที่ไหนๆก็เต็ม แต่ผมเคยจำได้จากคราวที่เคยมากับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยว่า ที่สุดปลายหาดทรายแก้ว จะมีบังกะโลซ่อนอยู่



ผมพาเธอเดินไปจนสุดปลายหาดแล้ว เจอกับโขดหินสูงที่สุดปลายหาด อะไรกัน ไม่จริงน่า ผมจำได้ว่ามันมีนี่นา ผมบอกให้เธอนั่งรอที่ร่มไม้แถวนั้นก่อนที่จะลองปีนโขดหินข้ามไปดู อา เจอแล้ว ผมรีบปีนกลับมายกกระเป๋าของเราสองคน แล้วพาเธอปีนข้ามไป เมื่อข้ามไปถึง ในขณะที่ผมกำลังจะติดต่อที่พัก ผมสังเกตเห็นเธอยืนนิ่ง ตาโตอ้าปากค้าง เดินช้าๆ มองไปยังพื้นที่โดยรอบ แต่ตอนนี้ผมต้องรีบไปถามเรื่องที่พักก่อนล่ะ เหลือบังกะโลสุดท้ายพอดี ที่จิรงก็มีคนจองไว้แล้ว แต่เค้าโทรมายกเลิกไปเมื่อห้านาทีที่แล้วนี่เอง ผมกับเธอจึงโชคดี ได้พักบังกะโลหลังนี้ไป



พูดถึงบริเวณบังกะโลนี้สักหน่อย บังกะโลนี้เป็นบังกะโลเล็กๆ มีปลูกอยู่ประมาณหกเจ็ดหลัง เป็นบังกะโลไม้ยกพื้นสูงมีใต้ถุนตามมาตรฐานบังกะโลทั่วไป สภาพภายนอกดูเก่าหน่อย แต่ไม่ใช่เก่าแบบโทรมหรือซอมซ่อ แต่เป็นความเก่าแบบที่ดูคลาสสิค เก่าเองตามสภาพ ไม่ได้มาทำให้เก่า ที่นี่ตั้งอยู่หลังโขดหินที่ริมหาด ถ้าจะมาที่นี่ต้องปีนข้ามมาอย่างเดียวหรือเปล่าไม่แน่ใจเพราะผมเองยังไม่ได้เดินสำรวจเท่าใดนัก บังกะโลแต่ละหลังจะปลูกเรียงกันเป็นรูปตัว U โดยหันหลายตัว U ด้านที่ปลายเปิดออกไปทางทะเล มีหาดเล็กๆเป็นส่วนตัวอยู่ทางด้านนั้น มีลานทรายตรงกลางพื้นที่ กลางลานนั้นมีโต๊ะไม้ยาวตั้งเรียงกันอยู่สามตัวพร้อมเก้าอี้ยาว ต้นไม้บริเวณนั้นหากตรงไหนมีระยะห่างระหว่างต้นพอดีกัน ก็จะมีแปลญวนหรือชิงช้าผูกเอาไว้ ฝรั่งสามสี่คน บ้างนอนอ่านหนังสือบนเปล บ้างนอนจนหลับไป อีกอย่างตอนนี้พระอาทิตย์กำลังจะตกดินด้วย จึงไม่แปลกที่เธอจะตะลึงกับบรรยากาศสวยงามที่ได้เห็นตรงหน้า…




 

Create Date : 19 เมษายน 2552   
Last Update : 19 เมษายน 2552 17:41:20 น.   
Counter : 127 Pageviews.  

นางฟ้าของผม # 1

…ผมลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆในบ่ายวันหนึ่ง ทำไมอากาศมันร้อนอบอ้าวอย่างนี้ ขนาดผมนอนถอดเสื้อผ้าใส่แต่บ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว ยังร้อนจนเหงื่อผมเปียกชื้นเต็มผ้าปูที่นอน ผมค่อยๆลุกขึ้นมานั่งบนที่นอน เสื้อผ้ายังกองระเกะระกะอยู่ปลายเตียง กระเป๋าทำงานวางไว้ ไม่ใช่สิ ใช้คำว่า โยนกองไว้ที่โต๊ะคอมจะดีกว่า หัวผมปวดตุ๊บ หนักหัวมาก นั่งอย่นาน ไม่รู้จะไปไหน จะทำอะไรต่อ แต่ตอนนี้เริ่มคิดอะไรได้อย่าง ผมนอนลืมเปิดแอร์หรือพัดลมนี่เอง มันถึงได้ร้อนบัดซบอย่างนี้

ผมเดินเข้าไปเปิดฝักบัวอาบน้ำอาบท่า อากาศร้อนอบอ้าวอย่างนี้ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องทำน้ำอุ่น อาบน้ำเย็นๆอย่างนี้สิ ถึงจะค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย ที่จริงแล้ว ไม่เปิดแอร์น่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผมยังไม่ได้เปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างด้วยนี่สิ ไม่แปลกที่เหงื่อจะเต็มเตียง ขนาดนี้

อาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นเสร็จ หลังจากเดินไปเปิดหน้าต่างให้อากาศมันระบาย และมาเปิดพัดลมนั่งเป่าหัวอยู่บนเตียง ผมก็พยายามคิดทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนว่า ทำไมผมถึงได้มาอยู่ในสภาพนี้

ผมคิดย้อนกลับไปเมื่อวาน ตื่นแต่เช้า นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากห้องพักที่ซอยสวนพลู ออกไปทำงานที่ตึกแห่งหนึ่งย่านสาทร ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ ทั้งวันผมก็ใช้ชีวิต ทำงาน กินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน ตกบ่ายก็แอบอู้บ้างนิดหน่อย ผมก็ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน แล้วก็กลับห้อง

ใช่แล้ว ก่อนกลับนี่เอง ผมนึกออกแล้ว ไอ้หยาง มาชวนผมไปฉลอง ฉลองวันเกิดของมัน ไม่ใช่ว่าผมลืมวันเกิดมันนะ แต่ช่วงนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ กับงานบริษัทเอกชน ก็เป็นธรรมดาที่ผมจะต้องกังวลกับความมั่นคงของหน้าที่การงานของตัวเองบ้าง จนไม่ค่อยจะได้สนใจเรื่องราวต่างๆรอบตัวซักเท่าไหร่

หยางเป็นชายหนุ่ม อายุเด็กกว่าผมไม่กี่เดือน พูดง่ายๆก็คือ รุ่นราวคราวเดียวกันกับผมนั่นแหละ เราเข้ามาทำงานที่นี่พร้อมกัน ด้วยความที่ออฟฟิศมีแต่ผู้หญิง ผู้ชายที่เหลือส่วนมากก็เป็นเกย์ ออฟฟิศเราจึงเหลือชายแท้เพียงห้าคน แต่ถ้านับเฉพาะแผนกผมแล้ว ชายแท้เหลือเพียงสามคน ผม หยาง แล้วก็รุ่นพี่อีกคนที่ท่าทางเงียบๆ ผมจึงสนิทกับหยางที่สุดในออฟฟิศ อีกอย่าง หยางเพิ่งถูกแฟนทิ้งไปคบกับไอ้หนุ่มนักเรียนนอก มีรถสปอร์ต Audi TT ขับไปรับไปส่งทุกวัน คงจะไม่กลับมาหาคนที่เพิ่งทำงานไม่กี่เดือน นั่งรถเมล์พัดลมมาทำงานทุกวันอย่างเขาอีกแล้ว หยางชอบเอาเรื่องแฟน เรื่องหัวใจมาปรึกษาผม เรื่องนี้เองมั้งที่ทำให้ผมกับหยางสนิทกันอย่างรวดเร็ว เพราะผมก็เคยเป็นแบบหยางมาก่อน

หลังจากนัดแนะเวลา สถานที่ และส่งเมล์เวียนเชิญชวนคนในออฟฟิศไปร่วมฉลองกันแทบจะทั้งช่วงบ่าย หลังเลิกงานพวกเราทั้งหมดสิบสองคนก็ตรงดิ่งไปยังร้านคาราโอเกะแถวนั้นทันที เราเลือกที่จะเดินไปกันเพราะว่าร้านนั้นอยู่ห่างไปไม่ถึงสี่ร้อยเมตร ระหว่างทางผ่านไซท์งานที่มีการก่อสร้างคอนโดใหม่อยู่ ด้านหน้าจะมีแผงร้านลาบ ร้านส้มตำที่มาขายให้คนงาน ก็มีแซวกันเล็กๆน้อยๆว่า จริงๆแล้วหยางจะมาเลี้ยงที่ร้านลาบ ไม่ใช่คาราโอเกะ

เมื่อไปถึงคาราโอเกะ คนเยอะมาก ผมพอจะเข้าใจ ก็วันนี้วันที่ 29 แล้ว ปลายเดือนอย่างนี้หลายบริษัทเงินเดือนออกแล้ว ไม่แปลกที่คนจะมาฉลองกันเยอะจนห้องแทบไม่ว่าง แต่หยางเองก็รอบคอบ โทรจองห้องล่วงหน้าไว้แล้วห้องนึง เป็นห้องขนาด 20 คน เพราะเพื่อนที่ทำงานคนอื่น บอกว่าอาจจะชวนเพื่อน ชวนแฟนมาอีกด้วย เครื่องดื่มและอาหารก็ค่อยๆทยอยมา พร้อมๆกับเพื่อนและแฟนของเพื่อนก็ทยอยกันมา ในจำนวนห้าคนที่มาใหม่นั้น ผมสังเกตเห็นสาวคนนึง เธอชื่อส้ม เป็นเพื่อนของกิ๊ก พนักงานในออฟฟิศผม เธอดูดีมาก

ส้มมาในชุดทำงาน เสื้อแขนกุดคอเต่าสีชมพูอ่อน สวมทับด้วยเสื้อสูทรัดรูปสีเทาเข้มซึ่งเธอถอดออกภายหลัง สวมกระโปรงรัดรูปนิดๆสีเดียวกับเสื้อสูทยาวแค่เข่า ผ่าข่างเล็กน้อยแต่พอดูดี เธอไว้ผมบ๊อบสั้นเสมอคอ ที่จริงเธอเองก็ไม่ได้หน้าตาน่ารัก หรือสวยแบบดาราเท่าไหร่นักหรอก เพียงแต่บุคลิกและการวางตัวเธอ ดูดี ชวนให้ผมแอบมองเธอบ่อยๆ เธอเองก็คงจะรู้ว่าผมแอบมองเธออยู่ และถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง ผมว่า เธอเองก็คงแอบมองผมอยู่เหมือนกันนะ ฮ่าๆ …




 

Create Date : 18 เมษายน 2552   
Last Update : 19 เมษายน 2552 13:29:43 น.   
Counter : 131 Pageviews.  


Don Malarkey
Location :
Ibaraki Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Don Malarkey's blog to your web]