หากวันนี้คือกรวดทรายที่ไร้ค่า แต่วันข้างหน้าจะเจียระไนให้ได้มาซึ่งเพชรแก้ว
ให้แวววาวกระจ่างตา พร่างพราวกระจ่างใจ และแข็งแกร่งยากนักจะทำลาย

ตามรอยพระพุทธบาท.. จากเมืองกรุงถึงเขาคิชฌกูฎ ด้วยแรงศรัทธาหรือความบ้าบิ่น..(เล่าเรื่องประสบการณ์)

ตามรอยพระพุทธบาท.. จากเมืองกรุงถึงเขาคิชฌกูฎ
ด้วยแรงศรัทธาหรือความบ้าบิ่น..





“หนู.. ไปไหว้พระที่เขาคิชฌกูฎกับแม่นะลูก..”


หลายวันก่อนที่คนเป็นแม่เอ่ยชวน ฉันยังไม่ได้นึกรู้เลยว่าการเดินทางไปไหว้พระกับที่บ้านครั้งนี้ จะไม่เหมือนเช่นการไปไหว้พระกับครอบครัวทุกๆ ครั้งไป

บ้านฉันเป็นพุทธศาสนิกชน พ่อแม่จึงชอบที่จะพาลูกไปทำบุญไหว้พระตามวัดวาอาราม สถานที่ทางศาสนาหลายแห่งที่ชาวพุทธเรามักไปกราบไหว้บูชา กันบ่อยๆ อยู่แล้ว ฉันก็ไม่ได้แปลกใจกับการชวนไปไหว้พระครั้งนี้ของแม่ฉันหรอก ฉันคิดว่ามันก็คงเหมือนกับการไปทำบุญไหว้พระเหมือนวัดอื่นๆ ที่เคยไปกับที่บ้านนั่นแหละ ดังนั้นก็เลยรับปากว่าจะไป เพราะเมื่อดูตารางตัวเอง ก็เห็นว่าไม่ได้ติดอะไรสักนิด ก็แหม.. เด็กเพิ่งจบ แถมเอื่อยเฉื่อย การงานไม่ได้กระตือรือร้นจะหา มันก็เป็นคนว่างงานดีๆ นี่แหละ จะให้ไปติดธุระอะไรกับเขาได้ แล้วกับแค่การเดินทางไปทัวร์ไหว้พระแค่สองวัน ทำไมฉันจะไปไม่ได้กันเล่า


รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ พ่อกับแม่ก็จัดแจงให้น้องจองตั๋ว ซึ่งบ้านฉันจองไว้ห้าใบสำหรับพ่อ แม่ ฉัน และเพื่อนพ่อแม่อีกสองคน น้องชายน้องสาวฉันไม่ได้ไปด้วยเนื่องจากติดสอบทั้งคู่ จึงสรุปได้ว่าบ้านเราไปกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก(คนโต)


แล้วจากคนที่ว่างมาโดยตลอด เพียงอาทิตย์เดียวก่อนการเดินทาง ฉันกลับติดธุระเรื่องต่างๆ ติดๆ กันหลายวันซะอย่างนั้น แล้วการที่ต้องนั่งรถไปทำธุระในกรุงเทพฯ ใครก็รู้ว่ามันสมบุกสมบันแค่ไหน ไปทำธุระอย่างหนึ่งก็ใช้เวลาทั้งวัน การจราจรที่เข้าขั้นวิกฤตของกรุงเทพมหานคร คนที่ใช้ชีวิตชานเมืองมาทั้งชีวิต แถมช่วงเรียน มหาวิทยาลัยยังอยู่ต่างจังหวัดอีก นั่งรถทั้งวันมันก็เหนื่อยก็เพลีย ความตั้งใจก่อนหน้าว่าจะสะสางงานเขียนที่ติดค้างก่อนจะไปทัวร์จึงมีอันต้องพับไปโดยปริยาย (สรุปแล้ว ก็คือไม่ได้อัพนิยายตามระเบียบนั่นแหละหน่า)


อืม.. ที่เล่ามาถึงตรงนี้ก็เพราะอยากจะบอกว่า ความคิดเรื่องการไปไหว้พระทำบุญชักเริ่มลดน้อยถอยลงไป ไม่อยากไปกับพ่อแม่ซะดื้อๆ อย่างนั้น แล้วคนเรานะ ถ้าเกิดความคิดแย้งอะไรขึ้นมาในใจ มันก็มักหาข้ออ้างใส่เหตุผลให้ตัวเองทั้งๆ ที่บางทีมันก็คิดเหตุผลข้างๆ คูๆ ซึ่งก็เหมือนที่ฉันใช้นะแหละ .. ฉันเกิดความคิดไม่อยากไปไหว้พระเพียงเพราะว่ามันเสียเวลาในการเดินทางถึงสองวันเต็ม เวลาที่จะมาใช้ในการทำงานเขียนก็หมดไปอีก แถมหลังจากกลับมาโปรแกรมฉันก็เต็มเอียดเกือบทุกวัน ไม่ว่างไปยาวอย่างน้อยถึงวันพุธนี้ และฉันก็จะไม่ได้อัพงานอย่างที่ตั้งใจอีกน่ะสิ


เมื่อความไม่อยากไปเกิดขึ้นมา ความกระตือรือร้น ความสนุกสนานของการเดินทางจึงลดลงไป กระทั่งหายไปหมดทันทีที่รับรู้ว่าทัวร์ครั้งนี้มีแต่ผู้ใหญ่ไปจนผู้สูงอายุ ถ้าไม่นับลูกหลานของคนจัดทัวร์ ก็น่าจะเรียกได้ว่าฉันเด็กสุดในกรุ๊ปทัวร์นี้ไปโดยปริยาย แถมน้องก็ไม่ได้มา เด็กรุ่นราวคราวเดียวที่จะหาเพื่อนคุยก็ไม่มี นึกภาพการเที่ยวคนเดียวมันก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก


แถมเรื่องมันตลกกว่านั้นอีก.. ฉันไม่รู้สักนิดว่าการไปไหว้พระที่เขาคิชฌกูฎเป็นอย่างไร..




ก่อนหน้านี้ราวสามสี่วัน เพื่อนแม่คนหนึ่งมาบอกว่า ถ้าจะขึ้นเขาคิชฌกูฎควรใส่รองเท้าผ้าใบไป เพราะจะมีการเดินขึ้นเขาด้วย ฉันก็ฟัง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะอย่างที่บอก ชักรู้สึกไม่ค่อยอยากไป จึงไม่กระตือรือร้นที่จะหาข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปเช่นเดียวกับทุกครั้งเวลาเดินทางไปเที่ยวไหนกับคนที่บ้าน อย่างหนึ่งเพราะคิดง่ายๆ ว่าคงเหมือนกับวัดทั่วๆ ไป ก็แค่เข้าไปทำบุญไหว้พระขอพรเหมือนๆ กัน อีกอย่างไปกับทัวร์ เขาก็คงสอนก็คงบอกทุกอย่างกระมัง ฉันก็เลยเตรียมแค่รองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่สำหรับตัวเองก็แค่นั้น


ฉันเคยนึกแปลกใจว่าทำไมไปไหว้พระจะต้องเดินทางตอนกลางคืน แต่ก็ไม่คิดจะถาม ถูกลากไปก็ไป ในเมื่อรู้ว่าคงไม่มีเพื่อนคุยเป็นแน่ ฉันก็เลยหยิบหนังสือติดไปหนึ่งเล่มไว้เผื่ออ่านระหว่างทาง แม่ไปนั่งคู่กับพ่อที่เบาะหน้าฉันตัวหนึ่ง ฉันเลยต้องมานั่งกับลูกทัวร์คนอื่นที่ไม่รู้จัก เขาเป็นผู้ใหญ่ดูท่าทางอายุจะมากกว่าพ่อฉันด้วยซ้ำไป ฉะนั้นต่างคนก็ต่างนั่งเงียบไม่มีใครชวนใครคุย


ตามกำหนดการคือรถออกตอนสองทุ่มคืนวันเสาร์ แล้วสำหรับเด็กกรุงเทพแม้จะอยู่ชานเมืองก็ตามอย่างฉัน สองทุ่มมันก็ยังไม่ดึกที่จะล้มตัวลงนอน และยิ่งถ้าใครรู้จักฉันดี ก็ย่อมรู้ว่า ไอ้เจ้ามะกอกช่อผลนี้ มันเคยนอนเร็วกว่าตีสามตีสี่ที่ไหนกัน ฉะนั้นพอรถเริ่มวิ่ง ฉันก็เลยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ไม่สนใจว่าเสียงบนรถจะจอแจด้วยเสียงคุยโขมงโฉงเฉงยังไง ..ก็แหม เขามีแต่ผู้ใหญ่คุยกันทั้งนั้น เรื่องที่คุย ฉันก็ไม่สามารถจะไปพูดด้วย จะให้นอน มันก็ยังไม่ถึงเวลา แถมคนขับรถก็ใจดี เปิดไฟให้ ฉันก็นั่งอ่านหนังสือของฉันไปสิ อย่างน้อยก็ฆ่าเวลาที่คิดว่าเสียไปบ้าง
แต่ความใจดีมันมีขีดจำกัด.. ไม่ถึงชั่วโมงดี เสียงที่คุยจอแจก็ชักเงียบลง หลายคนทยอยล้มตัวลงนอน ฉันคิดในใจได้สักพักว่าเงียบก็ดี ฉันจะได้มีสมาธิอ่านหนังสือ แต่พอเงียบกันหมด คนขับคงคิดว่าจะนอนกันหมดแล้ว ก็ปิดไฟบนรถทันที .. อะไรกันนี่.. ฉันยังอ่านฉากพระเอกนางเอกเถียงกันไม่รู้เรื่องเลย มาปิดไฟกันแล้ว โธ่..


อืม.. เอาน่า เขาต้องการให้เรานอนออมแรง นอนก็ได้.. คิดดังนั้น ฉันก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าเป้ เริ่มปิดตานอนบ้าง.. เอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอน ไม่ถนัดแฮะ นอนไม่หลับ แต่จะปรับเบาะก็เกรงใจคนข้างหลัง อืม.. ลองตะแคงตัวข้างๆ สิ พลิกขวา.. เผชิญหน้ากับใครก็ไม่รู้ ไม่เอา.. หันกลับมาทางซ้ายดีกว่า อืม.. ติดกระจก กลับไปนั่งตรงๆ ล่ะกัน โอ้ย.. ไม่หลับ กี่ทุ่มแล้วนี่ สามทุ่ม..อืม.. มองไปนอกหน้าต่าง อยู่แถวๆ ชลบุรีแล้วนี่.. นอนอีกที.. สามทุ่มสิบ.. สามทุ่มสิบห้า.. สามทุ่มยี่สิบ.. ไม่หลับ ทำยังไงก็ไม่หลับ..


ตึ้ด ตือ ตึ้ด ตืด..


“คุยได้ไหม ไม่ติดธุระใช่ไหม อืม.. นอนไม่หลับอะ แบบมากับทัวร์ แล้วเขาปิดไฟ จะอ่านหนังสือก็ไม่ได้.. ... แค่นี้นะ เดี๋ยวโทรใหม่ล่ะกัน..”


เพื่อนที่ฉันรู้ว่าคงยังไม่หลับเพราะเป็นคนนอนดึกเช่นกัน เลยถูกฉันโทรศัพท์ไปหา โทรไปกวน .. เพื่อนที่ดีเลยถูกฉันทำให้กลายเป็นเครื่องระบายความเหงาไปโดยปริยาย

(ขอโทษนะคร้าบบ.. แต่ก็ขอบคุณเช่นกันค่ะ อิ อิ)




สี่ทุ่ม.. รถทัวร์ไปแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวๆ อ.แกลง จ.ระยอง ให้ลูกทัวร์ลงไปยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำห้องท่า หรือซื้อขนม ข้าวต้ม (ไม่เข้าใจ ทำไมต้องข้าวต้ม.. ข้าวสวยไม่ได้เหรอ - -“) ตามความสะดวก ฉันก็ลงไปด้วย เพราะยังไงก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว ลงไปยืดเส้นยืดสายก็ดีเหมือนกัน


พอถึงเวลารถจะออกอีกครั้ง ก็เรียกระดมพล กลับขึ้นรถ พอครบ รถก็เริ่มวิ่งต่อ.. อืมนะ.. ปิดไฟอีกแล้วล่ะ.. เฮ้อ.. นอนก็นอน.. ทีนี้ ฉันจะพยายามนอนให้หลับให้ได้


แกะตัวที่หนึ่งร้อยสี่สิบเก้า.. แกะตัวที่หนึ่งร้อยห้าสิบ.. ... แกะตัวที่สองร้อยเก้า.. แกะตัวที่สองร้อยสิบ.. (ทำไมต้องนับแกะ นับแพะ นับวัว นับ... ไม่ได้เหรอ - -“)


รักเธอเริ่มจากร้อยนับวันนานไปยิ่งน้อยลง.. ฉันต้องทนเจ็บช้ำเฝ้าดูความรักที่สวนทาง..


เสียงโมโนโทนของมือถือดังขึ้นในความมืดและเงียบบนทัวร์สายนี้ที่ทำให้ฉันต้องรีบควานหาก่อนที่ใครต่อใครจะผวาลุกขึ้นมองฉันในความมืดเป็นตาเดียว (ย้ำว่าเสียงโมโนโทน.. มือถือรุ่นที่ใช้ มันไม่ไฮโซหรูหราที่เสียงเรียกเข้าเป็นเสียงนักร้องหรือที่เขาเรียกว่าเป็นเสียงเรียกแบบทูโทนหรอกนะ .. จะใช้พวกฟังชั่นเยอะๆ ไปทำไม อย่างดีก็โทรออก รับสาย ตั้งนาฬิกาปลุก ส่งข้อความ ..รุ่นเนี้ย พอแล้วเนอะ เหอๆ)


“สวัสดีค่ะ..”


ฉันพยายามกรอกเสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ..อย่างน้อยฉันก็เกรงใจคนที่เขานอนหลับกันไปแล้วนี่..แล้วฉันก็มีเพื่อนคุยฆ่าเวลาการนอนไม่หลับไปจนกระทั่งใกล้ถึงที่หมาย.. ปลายเขาคิชฌกูฎ .. เจ้า ‘น้องส้ม’ ที่แม้วันนี้จะเปลี่ยนเป็น ‘ความจริงเคลื่อนที่’ ก็ยังคงเหมือนเดิม คือ ไร้ซึ่งสัญญายามอยู่ในที่อับ ..ฉะนั้นที่คุยๆ เสียงก็ชักเริ่มขาดๆ หายๆ แล้วก็หลุดหายไป (เฮ้อ.. ชักชิน)


ก่อนสัญญาณโทรศัพท์จะหายไป ฉันก็บอกกับคนเป็นเพื่อนว่า ถึงเขาเคิชฌกูฎแล้ว เพราะตัวเองเข้าใจว่าถึงแล้วจริงๆ .. พอรถทัวร์จอดสนิท คนจัดทัวร์ก็ประกาศเรื่องการไปซื้อตั๋วรถขึ้นเขา รวมถึงกำหนดการนัดหมายกลับคือตอนเที่ยงตรงวันอาทิตย์.. อ้าว.. แสดงว่ายังไม่ถึงจริงๆ น่ะสิ ต้องต่อรถขึ้นเขาอีกหรือเนี่ย (ไม่งั้น เขาจะเรียกว่าขึ้นเขาไปไหว้พระซะที่ไหนเล่า - -“)


ลงจากรถทัวร์ ต่างคนก็ต่างแยกกันเป็นกลุ่มย่อยๆ ฉันอยู่กับพ่อแม่และเพื่อนของท่านอีกสองคนที่มาด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มนี้ ไม่มีใครเคยมาที่นี่สักคน คลำทางกันไปเอง ความไม่รู้ก็มัวแต่ไปเบียดเสียดไหว้พระข้างล่าง กว่าจะไปซื้อตั๋วรถขึ้นเขา ก็ได้คิวที่สามร้อยกว่าเกือบสี่ร้อย .. มาถึงปลายเขาตอนเที่ยงคืนสิบห้านาที แต่กว่าจะได้ขึ้นเขาก็ตีสามสิบห้า ..สามชั่วโมงแห่งการรอคอย ในกลุ่มยกเว้นฉัน ก็เลยหาอะไรทานเพื่อรองท้อง รวมทั้งจะได้เตรียมพร้อมต่อการเดินเขา อืม..ตอนนี้ฉันชักอยากนอนขึ้นมาซะแล้วสิ (น่าจะพกที่นอนหมอนมุ้งมานอนคอยนะเนี่ย เหอๆ)



พ่อแม่ถามฉันว่าไม่ทานอะไรสักหน่อยหรือ.. โธ่แม่จ๋า.. ดูเวลานะ มันใช่เวลาอาหารที่ไหนกันเล่า แล้วยิ่งกำลังง่วงๆ ทานอะไรไม่ลงหรอก ..ก็ควรสมน้ำหน้าตัวเองนี่ แทนที่จะนอนเอาแรงบนรถ เฮ้อ.. (ก็มันไม่หลับ จะให้หนูฝืนได้ไง จริงมะ..ง่า..)



สุดท้ายก็เลยได้แต่นั่งถ่างตาร้องเพลงรอ..




ตีสามสิบห้า.. ถึงคิวรถพวกเราพอดี.. รถขึ้นเขาก็คือรถกระบะดีๆ นี่แหละ มีทั้งเก่าและใหม่คละกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ขึ้นคันไหน จะต่างกับรถทั่วๆ ไปนิดหน่อยคือ รถกระบะที่นำมาใช้ จะเสริมเบาะนั่งออกมาคล้ายรถสองแถว แล้วกันเหล็กทั้งสองข้างสูงขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็มักจะเอาท้ายออกเพื่อให้ขึ้นลงง่าย.. ก่อนขึ้นรถก็มีคนเตือนมาว่าให้รีบขึ้นไปนั่งในๆ เพราะเวลารถวิ่งขึ้นเขาท้ายจะเททำให้ต้องยึดเหล็กกันให้ดี ไม่งั้นโอกาสที่จะตกรถก็มีสูง แต่อย่างที่บอก ความที่ไม่รู้ไม่เคยมากัน รถคันหนึ่งให้ขึ้นทั้งหมดสิบสองคน พวกเราห้าคนต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นอยู่แล้ว กว่าจะวิ่งไปขึ้นรถกันได้ เราก็ไปซะท้ายๆ ฉันเลยต้องสละที่นั่งให้พวกผู้ใหญ่ ตัวเองก็นั่งแปะพิงกระบะหันหลังให้รถด้วยความไม่รู้เลยว่าต้องผจญกับอะไรต่อไปบ้าง.. จากนั้นไม่ถึงห้านาทีดี รถที่วิ่งเรียบๆ บนทางราบก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้นๆ จากที่นั่งพิงก็เริ่มคว้าเหล็กยึดเพราะรู้สึกตัวเองจะเริ่มไหลลงเรื่อยๆ แล้วท้ายกระบะคันที่ขึ้นมามันก็ไม่มีด้วยสิ ถ้าฉันตกลงไปจะมีคนเก็บไหมเนี่ย ดีที่ว่าคนที่ขึ้นไปด้วยก็คอยช่วยจับยึดฉันอีกแรง แต่ก็ไม่วายแอบแซว ‘น้องนี่ท่าทางจะซื้อตั๋วนอนมา’ (ซะงั้นนะพี่ หนูจะตกรถอยู่แล้ว งือ..)


ประมาณยี่สิบนาทีเราก็ถึงที่หมายด้วยความรู้สึกโล่งใจของฉัน ..รอดพ้นวิกฤตแล้วเน้อ.. ไม่.. ไม่ได้หมายถึงว่าเราขึ้นถึงยอดเขาแล้ว แต่คือจุดต่อรถจุดที่สองต่างหาก ..ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมีจุดเปลี่ยนด้วย รู้แต่ว่าต้องไปตีตั๋วขึ้นอีกรอบ รถที่จะวิ่งขึ้นก็จะเป็นอีกคิดหนึ่ง ที่เรียกกว่า ‘คิวบน’ ในขณะที่คิวที่เพิ่งลงมาคือ ‘คิวล่าง’ ราคาตั๋วรถก็จะต่างกันนิดหน่อย คิวล่าง 40 บาทต่อเที่ยวต่อคน คิวบน 50 บาทต่อเที่ยวต่อคน รวมขึ้นลงก็ตกคนละ 180 บาท ถ้าไม่จ่ายก็ขึ้นไม่ถึงเขา แค่นั้นเอง..


คนเราเมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ย่อมมีความฉลาดเพิ่มขึ้น.. กลุ่มเรารู้แล้วว่าต้องรีบไปให้ถึงรถที่ตัวเองต้องขึ้นโดยเร็วเพื่อที่จะเข้าไปนั่งด้านในๆ ให้ได้ (จริงๆ ขาขึ้นคิวล่างฉันก็นั่งในนะ เพียงแต่ไม่ใช่บนเบาะรถเท่านั้นเอง..) แล้วฉันก็ได้ที่นั่งด้านใจสุดจริงๆ คราวนี้เมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถก็เริ่มเห็นลักษณะภูมิประเทศรอบตัวมากขึ้น ทางขึ้นเขาคดเคี้ยวมากๆ โค้งแบบหักศอกสุดๆ ก็ยังมี ตอนที่รถขาขึ้นกับลงสวนกันหลายจุดก็สร้างความหวาดเสียวให้ไม่น้อย มิน่าล่ะ.. ถึงว่าทำไมเขาถึงได้วี๊ดว๊ายกันตอนที่ฉันนั่งหันหลังไม่เห็นอะไรตอนอยู่บนรถคิวล่างนั่น .. สังเกตอีกอย่าง การวิ่งรถก็จะต่างไปจากการวิ่งปกติ ซึ่งวิ่งเลนซ้าย แต่รถที่นี่ บางทีก็วิ่งซ้าย บางทีก็วิ่งขวา.. ดูๆ แล้วคิดว่า เวลารถสวนกัน มันจะไม่มีโอกาสจะชนกันหรือเนี่ย มิน่า.. เขาถึงไม่ให้รถอื่นขึ้นเขาเลย ..ต่อให้คุณจะเอากระบะโฟร์วีลที่มีสมรรถณะเป็นยอดแค่ไหน เขาก็ไม่ให้คุณขับรถขึ้นเขาอยู่ดี ยังไงทุกคนก็ต้องต่อรถที่เขาจัดไว้ให้ คนขับต้องชำนาญและรู้หลักกันว่า โค้งไหนหลบซ้าย โค้งไหนหลบขวา.. ตอนนี้ฉันหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เพราะคงจะไม่มีใครยังอยู่ในภาวะสะลึมสะลือได้อีกต่อไปแน่ ถ้าได้มาสัมผัสกับความตื่นเต้นแบบนี้ ถ้าไม่ตื่นตัว คงได้เป็นข่าว.. ‘คนตกรถระหว่างทางไปสักการบูชารอยพระพุทธบาทบนเขาคิชฌกูฎ เนื่องด้วยสาเหตุการหลับใน' ..มันคงน่าอนาถใจมากกว่าน่าสลดใจ


ลองจับเวลาดู หนึ่งชั่วโมงพอดีนับจากตอนขึ้นรถที่ตีนเขา.. ตีสี่สิบห้า.. พวกเรามาถึงยอดเขาแล้ว แต่ถ้าจะไปสักการะรอยพระพุทธบาทก็คือต้องเดินขึ้นเขาต่อไปอีกด้วยระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตร.. อืม..ตื่นตัวแล้วนี่ ความงอแงอะไรก็เริ่มหายไปหลังจากที่เริ่มคิดได้แล้วว่าไหนๆ ตัวเองก็มีโอกาสได้มาสักการะบูชารอยพระพุทธบาททั้งที เดินขึ้นเขาแค่นี้ ทำไมจะเดินไม่ได้ นั่งรถสมบุกสมบันจากข้างล่างขึ้นมาแล้วด้วย มาแล้วก็ต้องเอาให้ถึงที่สิ เราก็เลยตั้งต้นเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็สังเกตเห็นว่าจะมีการปักธูปและดอกดาวเรืองเป็นระยะๆ พ่อบอกว่าเขาน่าจะไหว้รุกขเทวดา พวกเราก็ทำตามบ้าง แต่ไม่ได้ทุกจุดเพราะธูปกับดอกไม้ที่เตรียมมาค่อนข้างมีจำกัด เราอยากเก็บไว้สำหรับไหว้พระข้างบนมากกว่า


เดินมาราวร้อยห้าสิบเมตรก็มีป้ายบอกทาง ชี้ไปทางด้านที่เราเดินขึ้นมาคือ พระสีสวลี 150 เมตร ชี้ขึ้นไปด้านที่กำลังจะมุ่งไปคือ พระพุทธบาท 850 เมตร.. รู้สึกเดินมานานนะ ทำไมแค่ 150 เมตรเองเนี่ย.. เราหยุดที่จุดพักตรงนี้เพื่อหาอะไรรองท้องนิดหน่อย แต่ทำยังไงฉันก็ยังไม่หิว จึงซื้อเพียงกาแฟร้อนหนึ่งถ้วย เผื่อมันจะเติมพลังให้ตัวเองได้บ้าง ระหว่างหยุดพักสักครู่ ฉันก็นึกไปถึงป้ายบอกทางที่ว่า นอกจากจะบอกระยะทาง ยังมีคำพูดเตือนสติอีกประโยคหนึ่งว่า.. ‘เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากภาพถ่าย’ .. เสียดายที่ในกลุ่มเราไม่มีใครพกกล้องถ่ายรูปมาสักคน ฉะนั้นคงไม่ได้เก็บภาพถ่ายกลับไปแน่นอน แต่เท่าที่ตรองดู คงไม่มีใครมัวแต่ถ่ายภาพอะไรนอกจากจ้ำอ้าวเพื่อให้ถึงพระพุทธบาทโดยไว


เดินกันต่อไปอีกราวสองร้อยเมตร คราวนี้ขบวนเริ่มติด เดินได้ช้าลง คนที่เดินกลับลงมาแล้วบอกว่าด้านบนคนเยอะมาก ขึ้นกันไม่ได้ ถอดใจเดินกลับโดยไม่ถึงยอดเสียก็หลายรายแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเราสามคนพ่อแม่ลูก เพื่อนท่านเดินกันไม่ไหว เดินกลับลงไปแล้ว.. ท่านถามฉันว่าเอายังไง ฉันก็บอกว่ายังไงมาแล้วก็ต้องขึ้นให้ถึงที่สิ กะแค่กองทัพคน จะหนักหนาอะไร เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง มีเวลาถึงเที่ยงวันจะกลัวอะไร (จะสังเกตได้ว่า ตอนนี้คือลูกบ้าของเจ้ามะกอกช่อแล้ว ข้อดีของเจ้านี่คือความตั้งมั่นนี่แหละ ถ้าจะทำอะไรสักอย่างต้องทำให้สำเร็จ จะเร็วจะช้าก็จะทำต่อไป เรื่องให้หยุดกลางทางไม่มีอยู่ในหัวอยู่แล้ว.. ถือโอกาสโปรโมทไปในตัว นิยายที่เขียนแล้วแปะลงเวป อาจจะมีบ้างที่ลงช้า แต่ยังไงซะก็จะแปะจนจบแน่นอนคร้าบบ.. เหอๆ)


มีป้ายบอกระยะทางอีกทีที่สี่ร้อยเมตร เดินต่อไปอีกนิด ทีนี้ก็เริ่มเกิดวิกฤตจราจรติดขัดขยับไม่ได้จริงๆ ทำให้ต้องหยุดไม่สามารถเคลื่อนตัวกันต่อไปได้ ฉันเห็นหลายคนถอดใจกันอีกระลอก หมุนตัวเดินกลับลง แต่สำหรับฉัน ความดื้อดึงในตัวเองมีสูง พ่อแม่ฉันก็เกือบจะถอดใจแต่ฉันเป็นคนยุให้ท่านเดินกันต่อ ที่เราหยุดก็ถือว่าพักเหนื่อย รอกันอีกสักพักยังไงมันก็ต้องขยับได้อยู่ดี คงไม่มีใครไม่เดินกลับออกมาหรอก ก็แค่ใจเย็นๆ รอก็เท่านั้น.. แต่ก็เรียกว่าโชคดีที่ว่าผู้คนที่มากันในช่วงเวลานี้ค่อนข้างจะเป็นระเบียบกันดี ไม่ค่อยมีใครแซงใคร พอเราเริ่มจัดระเบียบเดินแถวเรียงหนึ่งเพียงเดินเข้าสู่บริเวณที่เป็นทางแคบ เราก็เลยเดินกันต่อไปได้เรื่อยๆ ในที่สุด เราก็ถึงที่หมายกันจนได้นั่นแหละ


หกโมงยี่สิบนาที.. ฟ้าสางพอดีตอนที่ฉันขึ้นไปถึงที่ประดิษฐานพระพุทธบาท ..บริเวณทางเข้ามีหินสลักตัวอักษรว่า ‘ประตูสวรรค์’ แปลกดี.. แต่นี่อาจเป็นประตูทางเข้าสู่สวรรค์จริงๆ ก็ได้ อย่างน้อยก็สวรรค์สำหรับฉันเอง ..ฉันสามารถเอาชนะความไม่รู้ โดยการขวนขวายขึ้นมาถึงที่ เพราะถ้าไม่มาก็ยังไม่รู้อยู่ดี.. เอาชนะความเบื่อหน่ายในการเดินทาง อดทนเดินขึ้นมา จะด้วยแรงศรัทธาหรือความบ้าบิ่น ฉันก็เดินมาถึงจนได้


ระหว่างทางที่จะไปไหว้พระพุทธบาท ก็มีรูปปั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้ได้เข้าไปกราบไหว้บูชา แล้วค่อยฝ่าฝูงคนไปสักการะรอยพระพุทธบาทต่อไป แต่ด้วยคนที่ยังเยอะมากนั้น เกือบราวชั่วโมง เราถึงค่อยหลุดจากบริเวณนั้นได้เสียที


มาถึงรอยพระพุทธบาทแล้ว ไหว้พระทำบุญก็แล้ว ก็เสร็จสิ้นความตั้งใจของพวกเราแล้ว แต่ทีนี้เราก็มารู้เพิ่มว่ายังมีทางเดินต่อไปถึงที่ที่เขาเรียกว่า ‘ธงแดง’ อีก .. เขาว่ากันว่า ถ้าใครเอาธงแดงไปเขียนเลยศูนย์สิบหกตัว แล้วขอพรได้หนึ่งอย่างจะสมหวังในสิ่งที่ขอ ฉันก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ธงแดงอะไรก็ไม่ได้เตรียมมา แต่เพราะอยากรู้ว่ากำลังตัวเองจะสามารถเดินไปถึงธงแดงที่ต้องเดินขึ้นเขาต่อไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร พวกเรายังจะเดินกันต่อไปไหวไหม เราสามคนก็เลยตัดสินใจเดินกันต่อ แต่ทางเดินต่อจากนี้ เดินลำบากเสียยิ่งกว่าขาขึ้นมาพระพุทธบาทอีก ไม่ว่าความชันที่มากกว่า พื้นดินที่เดินยากกว่า แล้วยิ่งสูง อากาศก็ยิ่งน้อย หายใจลำบากสำหรับคนพื้นที่ราบที่ไม่ชินเช่นพวกเรา พอเดินไปถึงที่บริเวณที่เรียกว่า ‘รอยพระอินทร์’ เราได้กราบไหว้บูชารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม พระเจ้าตากสิน แล้วพระพุทธรูปอะไรอีกบ้างฉันก็ไม่แน่ใจ เพราะจะว่าไปตอนนี้สายตาฉันก็ล้า พอๆ กับสติทำให้ความจำชักจะเลือนๆ ลง ดูแผนที่ที่มีวาดให้บริเวณนั้น เราต้องเดินต่อไปอีกราวแปดร้อยเมตรถึงจะถึงธงแดง พวกเราก็เลยตัดสินใจเดินกันกลับ พร้อมกับความตั้งใจกันว่า ถ้ามีโอกาสได้มาอีก คราวหน้า.. เราจะเดินไปให้ถึงธงแดงกัน


ขาลงก็คงง่ายกว่าขาขึ้นอย่างที่รู้ๆ ว่าเราเดินตามแรงโน้มถ่วงของโลก เลยเดินง่ายและเร็วกว่าขาขึ้น ..ตอนนี้เช้าแล้ว และก็สว่างเต็มที่แต่ก็ยังสลัวๆ อยู่ด้วยบรรยากาศบนเขาเพราะถ้าเทียบเวลาแปดโมงเช้า บ้านฉันที่กรุงเทพฯ ฟ้าแจงไปนานแล้ว


เดินลงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงบริเวณจุดจอดรถขาลงคิวบน พวกเราสังเกตว่าคนขึ้นเขาไม่ได้น้อยลงเลย แถมยังจะยิ่งเยอะขึ้นด้วย ถ้าจะให้คาดเดาคนที่ขึ้นไปรอบเช้าน่าจะได้กลับลงช้ากว่าพวกเราที่ขึ้นไปรอบกลางคืนไม่ต่ำกว่าชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วถ้ายิ่งไม่สามารถจัดระเบียบกันได้ โอกาสจะขึ้นถึงยอดเขาก็คงจะยิ่งช้าลงไปอีก จะว่าไปพวกเราก็โชคดีแล้วที่ตัดสินใจมาเสียตั้งแต่ตอนกลางคืน
ล้างหน้าล้างตา แปรงฟันเรียบร้อย (ดีนะที่พกมา ไม่งั้นไม่อยากนึกสภาพเลยว่าตัวเองจะซกมกขนาดไหน เหอๆ) เราก็ตีตั๋วขาลง ซึ่งสบายกว่าขาขึ้นที่ไม่ต้องรอคิวรถ ใครซื้อตั๋วแล้วก็ขึ้นรถคันที่จะต้องลงไปรับคนจากข้างล่างได้เลย ที่นี้ก็สบายเราแล้ว.. ซะที่ไหนกันเล่า.. รถขาลงหฤโหดกว่าขาขึ้นเสียอีก แรงโน้มถ่วงทำให้รถลงได้เร็วมากขึ้น แต่ก็พาให้ตับไตไส้พุงลงไปกองทางซ้ายทีทางขวาที อาจดูเหมือนฟังดูเกินจริง แต่ถ้าลองนึกภาพแรลรี่รถแข่งบนทางวิบากก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับนั่งรถกระบะลงเขาคิชฌกูฎ ..ได้บริหารกล้ามเนื้อไปเสียทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียวนะ เชื่อหรือเปล่า..


เก้าโมงครึ่ง.. ในที่สุดเราก็ถึงรถทัวร์ของเราจนได้ แต่ก็ยังมีลูกทัวร์หลายคนที่ยังมาไม่ถึง เพราะจริงๆ เวลานัดคือเที่ยงวัน บ้างก็จับกลุ่มคุยกันฆ่าเวลา บ้างก็แวะหาอะไรทานกันก่อนออกรถเดินทางกลับ แต่สำหรับเจ้ามะกอกช่อนี้ ตอนนี้สภาพมันเกือบจะเป็นมะกอกเน่า.. หัวคิ้วแทบจะชนกัน ตาที่เล็กอยู่แล้วก็ยิ่งหยีลงยิ่งกว่าเดิม ทำไมน่ะหรือ.. ก็ปกติในหนึ่งวันเราต้องนอนกันอย่างน้อยหกถึงแปดชั่วโมงใช่ไหมล่ะ.. แต่นี่เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว ฉันยังไม่ได้นอนสักนิด ต่อให้มีลูกอึดแค่ไหน ร่างกายคนไม่ใช่เครื่องจักร พอมันล้าขึ้นมา ให้เอาอะไรมาฉุดมันก็ฝืนไม่ไหว พ่อแม่ชวนทานข้าว เพราะกลัวว่านั่งรถอีกนานกว่าจะแวะที่ไหนอาจจะหิวได้ ฉันก็ไม่อยากทานแม้สักนิด ตอนนี้ความง่วงมันมากกว่า ฉันเลือกนอนมากกว่าเลือกกิน ขึ้นรถได้ก็หลับเป็นตาย รถออกตอนไหนฉันยังไม่รู้เลย แต่แค่สองชั่วโมงเท่านั้นแหละนะ.. พอตื่นขึ้นมาปุ๊บที่นี่ล่ะ อะไรที่พ่อซื้อมาทิ้งไว้ให้ มันก็ราบเรียบไม่มีเหลือ เฮ้อ.. แล้วมันจะคุ้มกับที่ไปเดินขึ้นเขารีดพลังออกไปไหมเนี่ย เหอๆ..


ประสบการณ์ยากนักจะลืมเลือน.. ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ก็ได้อะไรกลับมาหลายสิ่ง.. ฉันไม่มีภาพถ่ายเป็นความทรงจำเพราะไม่ได้พกกล้องถ่ายรูป แต่กล้องชั้นดีที่บรรจุอยู่ในสมองมันได้บันทึกภาพความประทับใจที่อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก แต่มันก็มีค่าที่ครั้งหนึ่งเราได้มา ณ ที่แห่งนี้.. ไม่ใช่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่ได้เห็น.. วัดวาอารามที่ฉันเคยไปหลายแห่งวิจิตรการตามากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่มันคือภาพของความพยายามที่จะเดินทางฝ่าความลำบาก ความอดทนต่อความย่อท้อ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จสมความปรารถนา ผู้สูงอายุหลายคนที่เห็นทำให้เราอดจะทึ่งเสียไม่ได้ บางคนอายุไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดสิบ แต่เขาก็สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้เช่นกัน ..ฉันไม่ได้ทิ้งแค่รอยเท้า แต่ฉันทิ้งความรู้สึกดีๆ ความประทับใจในที่แห่งนี้ แต่ก็ละทิ้งความย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ลงไปด้วยไม่มากก็น้อย ที่แห่งนี้ทำให้ฉันรู้ว่า มนุษย์เราคือสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ แค่ความเชื่อความศรัทธา ก็ก่อเกิดความมุ่งมั่น ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ทุกคนก็ฝ่าฟันเอาชนะความยากลำบากให้ได้มาซึ่งความศรัทธาต่อสิ่งนั้นๆ ในที่สุด




ที่กล่าวมานี่ไม่ใช่บทความนำเที่ยวเพราะไม่ได้มีข้อมูลแนะนำสถานที่ ด้วยส่วนตัว ตัวเองก็คงเป็นไกด์นำเที่ยวได้ไม่ดีนัก เพียงแต่อยากจะมาเล่า อยากจะมาถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งให้ได้รับรู้กันก็เท่านั้น ถ้าจะอยากรู้อะไรเพิ่มเติมคงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเอาเองนะครับ แต่เอาเป็นว่า อันนี้เก็บมาฝากเป็นข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นนิทานก่อนนอน อ่านเอาสนุก (หรือเปล่าหว่า..) และขอแถมไหนๆ ก็ไปหามาแล้ว..



"คิชฌกูฏ เมืองแมน ดินแดนรอยพระพุทธบาท ดารดาษไม้ผลเมืองคนคุณธรรม งามล้ำน้ำตกกระทิง มิ่งเมืองเหลืองจันทบูร ศูนย์รวมวัฒนธรรมชอง"




จบมันดื้อๆ อย่างนี้แหละ อิอิ..




Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 1 มีนาคม 2549 5:17:17 น. 10 comments
Counter : Pageviews.

 
ถ้าไม่ได้อ่านบทความเรื่องเขาลูกนี่ที่ลงในผู้จัดการเมื่อไม่นานมานี้ จะไม่รู้เลยนะคะว่ามีเขาชื่อนี้อยู่ในเมืองไทย


โดย: brasserie 1802 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:2:46:45 น.  

 


โดย: รักในแววตา วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:8:04:44 น.  

 


โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:9:18:36 น.  

 
-/\\-

ในที่สุดพี่เกดก็อัพบล็อกจนได้น่อ อิอิ

สุขสันต์วันอังคารค่า


โดย: NuenG (blue_diamond ) วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:12:39:08 น.  

 


มาร่วมอนุโมทนากับน้องเกดจ๊ะ..

คืนก่อนได้รับ sms จากน้องเกด ก็ตกใจนึกว่าส่งผิดคนซะอีก...หุ...หุ...

แต่แอบดีใจอยู่ลึก ๆ ยังไม่ลืมพี่สาวคนนี้ ทั้งที่พี่ได้หายไปทั้งตัวอ้วน ๆ และหัวโต ๆ ๆ

ได้มาอ่านตามรอยพระพุทธบาทแล้ว
รู้สึกดีเชียว จิตใจสงบเหมือนกัน

เพราะตอนนี้รู้แย่ ๆ มาก ๆ เชียว...

จุ๊บ...จุ๊บ....พี่แหม่มยังไม่มีคอมเล่นเอ็มนะจ๊ะ รอไปก่อนตอนนี้มาพึ่งเครื่องคอมที่ทำงาน

ใกความคิดถึงพู่ด้วยจ๊ะ...


โดย: donutty (Donut_ty ) วันที่: 1 มีนาคม 2549 เวลา:7:33:13 น.  

 
มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยอ่ะจ้ะ


โดย: W i n t e r b e r r y วันที่: 1 มีนาคม 2549 เวลา:8:27:08 น.  

 
จะย่องมากระซิบบอกพี่เกดเบา ๆ
แถว ๆ บ้านหนูเค้าเรียกเขาลูกนี้ว่า

เขาพระบาทพลวงอะค่ะ แฮ่
เรียกได้เหมือนกันน่อ
เพื่อนสุดเลิฟหนูหนึ่งก็อยู่แถบนั้นเหมือนกัน

ทำอะไรอยู่เอ่ย วันนี้ยิ้มรึยังจ๊ะพี่เกด



โดย: NuenG (blue_diamond ) วันที่: 1 มีนาคม 2549 เวลา:10:15:48 น.  

 
แหะๆ คุณ brasserie 1802 ..มะกอกช่อหนักกว่าตรงที่ไม่รู้ว่า เขาที่ว่าเป็นไงเลย ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำกระทั่งถูกลากไปนี่แหละ

รูปแปลกดีค่ะ คุณ รักในแววตา

สาธุค่ะ คุณตี๋น้อย

จ้าหนึ่ง.. ได้ฤกษ์อัพบล็อกซะที อิอิ

ยินดีค่ะพี่แหม่ม ดีใจที่เรื่องที่เขียนทำให้พี่แหม่มรู้สึกดีขึ้น แบบเกดก็ประทับใจส่วนตัวเลยทำให้อยากเขียนมันขึ้นมาก็เท่านั้น แล้วก็เลยถือโอกาสเอามาอัพบล็อกซะเลยแหละค่า.. คิดถึงและจะรอคุยกะพี่แหม่มน้า..

ยินดีคร้าบพี่อิงค์

อืม..เป็นความรู้ใหม่ทีเดียวจ้าน้องหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ถามว่าทำอะไร พี่ก็เรื่อยเปื่อยไปเรื่อย แต่ก็ยิ้มทันทีที่เห็นชื่อน้องหนึ่งเลยน้า..


โดย: มะกอกช่อ (makokchor ) วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:0:32:36 น.  

 
เคยไปมานานมากจนจำอะไรไม่ค่อยได้ ตอนนั้นพี่ได้ไปน้ำตกพลิ้วด้วยน่ะ

ทำบุญซะ จะได้จิตใจชื่นบาน มีกำลังใจกลับมาสางงานที่คั่งค้างต่อไป

มาคุยที่นี่แทนแล้วกัน จะได้เห็นกันสะดวก ว่าแต่ได้งานหรือยังจ๊ะ หรือว่าต้องไปใช้ทุนก่อน พี่ไม่แน่ใจโครงการใช้ทุนกลับมาอีกหรือเปล่า เดี๋ยวมีเดี๋ยวเลิก งง งง



โดย: ลัดดา IP: 204.114.196.11 วันที่: 5 มีนาคม 2549 เวลา:18:18:20 น.  

 
มาตอบพี่ลัดดาช้าอ่ะ _/||\\_ขอโทษนะคะ งือ..


เพิ่งไปครั้งแรกค่ะ ไปแบบไม่รู้อะไรจริงๆ อย่างที่เขียนความเรียงนี้แหละ ไม่ได้ไปน้ำตกที่พี่ลัดดาว่าด้วย แต่เท่าที่ได้สัมผัส รู้สึกดีจริงๆ ด้วยล่ะค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความเป็นห่วงนะคะ


ตอนนี้ยังว่างงานอ่ะค่ะ แต่รับจ๊อบเล็กๆ มาทำ (ซึ่งก็ไม่เล็กเท่าไหร่ ทำมาเป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่ว่างมาจัดการบล็อกหรือนิยงนิยายเป็นกิจจลักษณะสักทีเลย ..แอบเศร้า T^T) พอดีรุ่นหนูยังไม่มีใช้ทุน แต่สามารถสมัครใจกลับไปใช้ทุนได้ แต่มะกอกช่อคงไม่อ่ะคะ ที่บ้านไม่อยากให้ไปทำต่างจังหวัดเท่าไหร่ แล้วที่ว่ามีเลิก เลิกแล้วมี ก็จริงอ่ะคะ น้องที่เข้ารุ่นใหม่ปี 49 นี่ จะถูกจับไปเซ็นสัญญาใช้ทุน ฟังแล้วแอบงงเหมือนกัน..

..จะพยายามหาเวลามาอัพนิยายที่ติดค้างนะคะ แต่ยังไงก็ขอเวลาสักระยะหนึ่งน้า..


โดย: มะกอกช่อ (makokchor ) วันที่: 11 มีนาคม 2549 เวลา:19:07:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Katenipa
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






(รายละเอียดข้อมูลอัพเดตเจ้าของบล็อกติดตามได้ในหน้า "สมุดเยี่ยม" เลยนะคะ ^ ^)




ชักเริ่มจะเปลี่ยนแนวจากบ้าซีรี่ย์เกาหลี มาเป็นย้อนยุคกลับไปสู่หนังจีนกำลังภายใน และวกกลับมาคลั่งไคล้แดนปลาดิบ ณ บัดนาว ^ ^





ตัวฉัน(มั้ง) ^ ^"


มนุษย์(ธรรมด๊า ธรรมดา)เดินดินกินข้าวแกง(รวมถึงอาหารอื่นๆ )ไปตามประสา แค่บางวันอาจอยากกินก๋วยเตี๋ยวบ้างก็เท่านั้น เพศคงไม่ต้องบอกกันล่ะเนอะ คิดว่าเห็นจากรูปถ่าย + เวลาพูดคุย ก็น่าจะรู้(หรือเปล่า - -') ส่วนอายุ.. ความลับดีก่า กรั่กๆ .. แบบหยุดไว้ที่ 18 ส่วนที่เพิ่มมาฝากธนาคารทั้งนั้น เหอๆ .. สำหรับอาชีพ.. ตอนนี้ไม่วิจัยฝุ่นเพิ่มภาวะภูมิแพ้อากาศให้กะตัวเองและเพื่อนๆ แล้วนะ ..เพราะตอนนี้คือ pharmacist เต็มๆ ตัวแล้ว เพิ่งจะเปลี่ยนงานโดยลาออกจากเภสัชกรโรงพยาบาลไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็กำลังจะได้งานใหม่ คิดว่าน่าจะสบายขึ้นเล็กน้อยเพราะเลือกทำพาร์ทไทม์ค่ะ แบบอยากหาเวลาว่างในการทำงานอดิเรกที่ชอบ แต่ไหงงานพาร์ทไทม์ที่ได้กลับกลายว่าทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 8 ชม. ไม่ต่างจากงานประจำเลยง่ะ - -"

แล้วตกลงว่าจะได้ว่างไหมยังไม่แน่ใจเลยนี่ เฮ้อ..


อื่นๆ ก็ไม่รู้จะบอกอะไรอีกแล้วล่ะ ปล่อยๆ ให้มันเป็นไปตามวิถีของมันไปแล้วกันเน้อ.. ^ ^


..........

อัพเดตเพลงใหม่..









ยังไม่มีเพลงติดบล็อกใหม่ๆ ไปฟังเสียงผิวปากของอีวานใน Heaven's tree กันค่ะ (ไม่รู้จะชวนหลับหรือเปล่า ^ ^")






ปล. อัพเดตโปรไฟล์ส่วนตัว 26/10/2006 ค่ะ ^ ^


Guestbook




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
28 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Katenipa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.