ต้นข้าวน้อยคอยฝน ให้เย็นฉ่ำชุ่มหัวใจ..... เจ้าของบล๊อกไปเรียนไม่ค่อยมีเวลาอัพเท่าไหร่การบ้านมันเยอะ.......
Group Blog
 
 
มกราคม 2550
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
14 มกราคม 2550
 
All Blogs
 
แคลอรี่คืออะไร???? vs ความเข้าใจผิดในเรื่องแคลอรี่กับการควบคุมน้ำหนัก...

นั่นสินะ แคลอรี่ หลายคน บ่นแต่ว่า "แคลอรี่สูงไป ชั้นไม่กินหรอก"

แล้วแคลอรี่คืออะไรล่ะ ไขมัน แป้ง บลา บลา บลา....

แคลอรีเป็นคำที่นักไดเอททุกคนได้ยินบ่อยมาก แต่บางคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่า มันแปลว่าอะไร

แคลอรี่ = หน่วยวัดพลังงาน
1 แคลอรี่ = ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำหนัก 1 กรัมร้อนขึ้นหนึ่งองศาเซสเซียส

พลังงานที่ใช้ในร่างกาย นับเป็น กิโลแคลอรี่

ดังนั้น.........

1 กิโลแคลอรี่ = ความร้อนที่ทำให้น้ำหนัก 1 กิโลกรัมร้อนขึ้นหนึ่งองศาเซสเซียส

ร่างกายต้องการพลังงานวันละ
25 กิโลแคลอรี่ ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ถ้า น้ำหนัก 50 กิโลกรัม จะต้องใช้พลังงานขั้นต่ำสุด 1,250 กิโลแคลอรี่

แต่ ย้ำ แต่ คนเราจะต้องกินอาหารและทำกิจกรรมต่างๆ จึงต้องการพลังงานสำหรับกิจกรรมพวกนี้ด้วย

**คนทั่วไปจึงต้องการพลังงาน วันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่

***แต่ถ้าทำงานหนักหรือใช้กำลังอย่างมากก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกนะคะ

ตัววอย่างจำนวนแคลอรี่ในอาหารต่าง ๆ

ไข่ 1 ฟอง มี 72 แคลอรี
ผัก 100 กรัม มี 30 แคลอรี่
ผลไม้ 100 กรัม มี 50 แคลอรี่
ถั่ว 1 ถ้วย มี 838 แคลอรี่
ผลไม้ 100 กรัม มี 50 แคลอรี่
น้ำผึ้ง 100 กรัม มี 249 แคลอรี่
ไอศกรีม 1 ถ้วย มี 269 แคลอรี่
นมข้นหวาน 1 ถ้วย มี 982 แคลอรี่
นมสด 1 ถ้วย มี 170 แคลอรี่
แยม 1 ช้อนโต๊ะ มี 54 แคลอรี่
มัสตาร์ด 100 กรัม มี 541 แคลอรี่
น้ำอัดลม 1 แก้ว มี 78 แคลอรี่
เบียร์ 1 แก้ว มี 98 แคลอรี่
บรั่นดี 30 ซีซี มี 73 แคลอรี่
วิสกี้ 45 ซีซี มี 105 แคลอรี่
ข้าว 100 กรัม มี 368 แคลอรี่
ข้าวโพด 100 กรัม มี 131 แคลอรี่
น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ มี 135 แคลอรี่
เนย 6 ช้อนโต๊ะ มี 102 แคลอรี่
ปลาทู 100 กรัม มี 53 แคลอรี่
เนื้อหมู 100 กรัม มี 144 แคลอรี่
เนื้อวัว 100 กรัม มี 96 แคลอรี่
กุ้งสด 100 กรัม มี 77 แคลอรี่
หอยสด 100 กรัม มี 56 แคลอรี่
หอยแมลงภู่แห้ง 100 กรัม มี 275 แคลอรี่
ตับหมู 100 กรัม มี 124 แคลอรี่
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ มี 40 แคลอรี่
มะพร้าวขูด 1 ถ้วย มี 277 แคลอรี่
น้ำกระทิ 1 ถ้วย มี 605 แคลอรี่

ก็ลองเทียบๆดู วันๆเรากินประมาณเท่าไหร่ ถ้าเกินก็หาวิธีลดลงซะ....เพื่อสุขภาพที่ดีค่ะ

ความเข้าใจผิดในเรื่องแคลอรี่กับการควบคุมน้ำหนักที่สำคัญ 9 ข้อได้แก่

1. ไม่คิดแคลอรี่:
คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะประเมินแคลอรี่อาหารต่ำกว่าจริง และประเมินแคลอรี่การออกกำลังเกินจริง ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การปรึกษานักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร หรือการดูฉลากอาหารมีส่วนช่วยลดการรับประทานอาหารแคลอรี่สูงได้

2. งดมื้อเช้า:
คนที่ไม่กินอาหารมื้อเช้ามีแนวโน้มจะหิวตอนสายๆ และเสี่ยงต่อการกินชดเชยมากเกิน

อาหารเช้าดีๆ เช่น ข้าวกล้องพร้อมกับข้าวง่ายๆ นมไขมันต่ำหรือนมไม่มีไขมัน ข้าวโอ๊ต ผลไม้ ฯลฯ ช่วยป้องกันภาวะหิวเกิน และโมโหหิวได้

3. งดของว่าง:
คนเราจะอ้วนหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลรวมแคลอรี่อาหารทั้งวันมากกว่าจำนวนครั้งของมื้ออาหาร จึงไม่จำเป็นต้องงดของว่าง

ของว่างที่ดีควรเป็นของว่างที่มีคุณค่าทางอาหาร และมีแคลอรี่ต่ำหน่อย โดยเฉพาะผลไม้ที่ไม่หวานจัด แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ไม่สูงมาก และช่วยให้อิ่มได้ค่อนข้างนาน

ท่านที่ชอบโยเกิร์ตควรเลือกชนิดไขมันต่ำ และหวานน้อย... การรับประทานโยเกิร์ตกับแอปเปิ้ล หรือผัก เช่น แครอท ฯลฯ มีส่วนช่วยให้อิ่มได้นาน

4. ไม่กินแป้งและน้ำตาล:
แป้งและน้ำตาล(คาร์โบไฮเดรต)มีส่วนช่วยเผาผลาญไขมัน ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังสีรำ(โฮลวีท) ฯลฯ มีเส้นใย(ไฟเบอร์)ช่วยให้อิ่มนาน มีแร่ธาตุ วิตะมิน และสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) มาก

การกินแป้งและน้ำตาลพอประมาณมีส่วนช่วยป้องกันภาวะโคเลสเตอรอลสูงจากการกินไขมันในสัดส่วนสูงเกิน 27-30% ของอาหารที่ให้พลังงานทั้งหมด

5.ไม่กินไขมัน:
การกินอาหารไขมันต่ำมากเกิน หรือไม่กินไขมันเลยทำให้อิ่มได้ไม่นาน และหิวง่าย ทำให้เสี่ยงต่อภาวะ “ตบะแตก” และรับประทานชดเชยมากเกิน

การกินอาหารไขมันต่ำ(ไม่ใช่ไม่มีไขมัน)ช่วยให้อิ่มได้นานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม... ควรลดไขมันสัตว์ลง และใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำหน่อย(น้ำมันพืชที่ไม่ใช่กะทิ และน้ำมันปาล์ม)

6. งดขนม:
เราสามารถปรับเปลี่ยนขนม หรือเครื่องดื่มให้มีแคลอรี่ต่ำลงได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะหิวมากเกิน เช่น ชงกาแฟเองแทนซื้อกาแฟสำเร็จรูป ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลแท้ ฯลฯ


ยิ่งถ้าเสริมผักผลไม้แทนขนม เช่น แอปเปิ้ล ฯลฯ หรือเสริมธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ตผสมนมไขมันต่ำ หรือนมไม่มีไขมัน ฯลฯ ได้ยิ่งดีใหญ่เลย การกินข้าวโอ๊ตกับแอปเปิ้ลช่วยให้อิ่มได้นาน

7. ออกกำลังลูกเดียว:
การออกกำลังโดยไม่ควบคุมอาหารมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักได้น้อย

อาหารมีผลต่อโรคอ้วนประมาณ 60% การออกกำลังกายมีผลประมาณ 10% ที่เหลือเป็นปัจจัยอื่นๆ เช่น พันธุกรรม ธรรมชาติการเผาผลาญอาหารของแต่ละคน ฯลฯ

8. ไม่ชั่งน้ำหนัก:
การลดความอ้วนโดยไม่ชั่งน้ำหนักทำให้ขาดการประเมินผล เปรียบคล้ายผู้บริหารที่แวดล้อมไปด้วยคนสอพลอ ขาดคนเที่ยงธรรมท้วงติง ทำให้เหลิงลอยคล้ายลูกโป่งอัดแก๊ส อีกไม่นาน... แก๊สอัดก็จะเกิดการรั่วซึม ทำให้ลูกโป่งตกต่ำ

ทางที่ดีกว่าคือ ชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์ บันทึกไว้ และแก้ไขปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นในระยะยาว

9. งดอาหารเย็น:
การงดอาหารเย็นหรืองดอาหารค่ำไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก และอาจทำให้เพลีย หรือโมโหหิวได้ง่าย ดีไม่ดี... เลยกินชดเชยใหญ่เลย

ความจริงคือ จะกินอาหารเวลาใดก็มีผลต่อน้ำหนักไม่ต่างกันเท่าไหร่ ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า กิน(แคลอรี่)มากหรือน้อยต่างหาก ทางที่ดีคือ กินวันละ 3 มื้อ และไม่ปล่อยให้หิวมากเกินจนทนไม่ไหว

สุดท้าย.....เราว่า.....

เราต้องไป....หาซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักมาไว้ที่บ้านแล้วแหละตัวเอง....


Create Date : 14 มกราคม 2550
Last Update : 14 มกราคม 2550 23:31:26 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ค่ะ


โดย: กระพรวนน้อยเสียงใส วันที่: 14 มกราคม 2550 เวลา:23:56:36 น.  

 
ความรู้ดีมากๆเลยค่ะ

จะเอาไปใช้นะคะ


โดย: ผัดไท (anny_kop ) วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:22:25:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ปลายปัญญา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปลายปัญญา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.