Group Blog
 
All blogs
 

ไวรัส Live Security Platinum

คอมพิวเตอร์ของใครมีอาการแบบนี้บ้างไหมครับ พอเปิดเครื่องขึ้นมาจะมีโปรแกรมที่มีชื่อว่า live security platinum เปิดขึ้นมาและทำการสแกนเครื่องของเรา พอสแกนเสร็จจะแจ้งว่าเครื่องเราติดไวรัสและหากต้องการกำจัดไวรัสจะต้องเสียเงินซื้อโปรแกรม
หน้าตา live security platinum เป็นแบบนี้ครับ

ทีนี้จะเปิดโปรแกรมอะไรก็ไม่ได้ มันจะขึ้นฟ้องว่าเป็นไวรัสตลอดเวลา วิธีแก้มีครับ ให้ไปดาวน์โหลดโปรแกรมที่ชื่อว่า malwarebytes โดยหาดาวน์โหลดได้จาก http://www.malwarebytes.org ถ้าเครื่องที่ติดไวรัสไม่สามารถดาวน์โหลดได้ให้ดาวน์โหลดจากเครื่องอื่นแทน หากหาเครื่องอื่นไม่ได้ให้ทำดังนี้ครับ

เปิดเครื่องที่มีปัญหาก่อนจะขึ้นโลโก้รูปวินโดว์ให้รีบกด F8 จะมีเมนูให้เลือกหลายเมนู ให้เราเลือก Safe Mode with Networking

หลังจากเข้าเครื่องได้แล้วให้ดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง ทำการอัพเดท และเลือกคำสั่ง Perform quick scan รอจนสแกนเสร็จเมื่อเจิไวรัสให้ทำการลบทิ้งเสียและโปรแกรมจะให้เรารีสตาร์ทเครื่อง

เมื่อรีสตาร์ทเครื่องเสร็จควรจะทำการสแกนเครื่องอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เท่านี้ Live Security Platinum ก็จะถูกกำจัดทิ้ง




 

Create Date : 28 มีนาคม 2556    
Last Update : 28 มีนาคม 2556 10:30:14 น.
Counter : 124 Pageviews.  

ไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้ว ..ตอนที่ 2..



“..คุณนนท์ลูกชายคุณวิวัฒน์น่ะ ไม่ได้เป็นบ้าแบบเดินรำป้อตามข้างถนนที่เราเคยพบเห็นกันเสียเมื่อไหร่ เค้ามีปัญหากระทบกระเทือนทางจิตใจเลยเปลี่ยนเป็นคนไม่พูดไม่จา” พ่อหยุดพักหอบหายใจ แม่เลยรีบเสริมขึ้น

“คุณวิวัฒน์กับภรรยาต้องเดินทางไปต่างประเทศหลายเดือน ทางนี้ก็เป็นห่วงลูกชายจะจ้างคนแปลกหน้ามาคอยดูแลก็ไม่ไว้ใจ ไอ้ครั้นจะให้เอิงไปอยู่ดูแลเฉยๆก็กลัวลูกสาวเราจะเสื่อมเสีย”

“เอิงยังไม่เคยเจอหน้าตานนท์สักครั้งเดียว แล้วจู่ๆจะให้หนูไปอยู่กินกับเค้าเนี่ยนะ หนูไม่เอาหรอก”

“คิดว่าทำเพื่อพ่อแม่สักครั้งไม่ได้หรือ”พ่อพยายามหว่านล้อม

“ให้หนูตอบแทนเรื่องอื่นไม่ได้หรือคะ แล้วเรื่องเรียนของหนูล่ะจะให้ทำยังไง”ฉันยกไม้เด็ดมาต่อรอง

“แกก็ไปขออาจารย์พักเรียนไว้สักเทอมก็ได้นี่หว่า เค้าไปแค่สามเดือนหลังจากนั้นแกก็ไปเรียนไม่เห็นจะมีปัญหาเลย”

“แค่แต่งงานพอเป็นพิธีใช่มั้ยคะ แล้วก็ เออ...ไม่ต้องมีอะไรกันใช่หรือเปล่า พอหลังจากคุณลุงคุณป้ากลับมาก็ทำเรื่องหย่าแยกย้ายกันไปตัวใครตัวมัน” ฉันสรุป

“เออ ข้าไม่กลัวทางฝ่ายนั้นจะมีอะไรกับแกหรอกไอ้เอิง แต่ข้ากลัวแกจะไปมีอะไรกับเค้าน่ะสิ” พูดจบพ่อก็หัวเราะดังเอิ้กๆเป็นที่สบอารมณ์ยิ่งนัก




ฉันเดินทอดน่องมาเรื่อยๆเลียบริมสายน้ำ บรรยากาศยามเย็นที่เงียบสงบ มีลมพัดโชยมาเบาๆหอบเอากลิ่นไอดินมาจางๆ ทำให้เด็กสาวค่อยสดชื่นขึ้น ฉันใช้เท้าเขี่ยก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อยให้มันร่วงลงสู่สายน้ำมาตลอดทาง


คุณนัทนนท์..ลูกชายคนเดียวของคุณลุงวิวัฒน์มีปัญหากระทบกระเทือนจิตใจ ตัวพ่อเองก็ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อลูกชายผู้มีพระคุณมาขอความช่วยเหลือก็ไม่อาจปฏิเสธ ฉันฟังเงื่อนไขที่ทางฝ่ายนั้นเสนอมาหลังจากหย่ากันเป็นที่เรียบร้อย ฉันจะได้รับเงินสดจำนวนมากเอาการเป็นค่าตอบแทน



เช้าวันรุ่งขึ้นฉันเดินทางเข้ากรุงเทพ มาพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอพักการเรียนไว้หนึ่งภาคการศึกษา โดยให้เหตุผลว่า..ต้องเข้าพิธีแต่งงานกับคนบ้า และดูแลสามีเป็นเวลาสามเดือน...


“นางสาว สริญญา เธอต้องการระบุในใบขอพักการเรียนว่า..เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับคนบ้าแน่นะ..” อาจารย์ที่ปรึกษาขยับแว่นลงจ้องมองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า

“เหตุผลนี้ใช้ไม่ได้หรือไงคะ” ฉันย้อนถามเสียงใส

“เปล่าหรอก ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยสามารถทำได้อยู่แล้วไม่ว่าเธอจะมีเหตุผลอะไร เพียงแต่อาจารย์ไม่แน่ใจเท่านั้น”

“อาจารย์มีอะไรไม่แน่ใจคะ”

“ระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้น คนไหนจะบ้ามากกว่ากัน”

..นายนนท์แค่ยกแรกนายก็ทำให้ฉันหน้าแตกเสียแล้ว ...ฉันรับใบคำร้องขอพักการเรียนมาจากอาจารย์ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเลยพาลไปถึงเจ้าบ่าวในอนาคตอย่างช่วยไม่ได้ เลยเดินลงส้นเท้าดัง ปัง ปัง แถมปิดประตูห้องเก็บของใช้ส่วนตัวดัง โครม ! ตั้งใจมาทำเรื่องพักการเรียนวันนี้เพราะช่วงเช้าไม่มีเรียน อีกเหตุผลหนึ่งเพื่อเลี่ยงตอบคำถามบรรดาเพื่อนๆตัวแสบทั้งหลาย

แต่เสียงปิดประตูที่ดังโครมครามทำให้บรรดาเพื่อนของเธอพากันยื่นหน้าออกมามองหาคนอารมณ์บูดตั้งแต่เช้า

“ใครวะมาซ่าแถวนี้ อ้าวไอ้เอิงนี่ มาทำไมแต่เช้าไม่มีเรียนนี่หว่า” ยายมินเพื่อนคนสนิทตรงเข้ามาฉุดแขนเมื่อเห็นเธอกำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวของลงกระเป๋าสะพายใบเขื่อง

“ไอ้นี่ถามไม่ยอมตอบ โดนอาจารย์ไล่ออกหรือไง”

“เปล่า..ฉันมายื่นดรอปกับอาจารย์หนึ่งเทอม”เธอพูดไปแต่มือก็ยังเก็บของเหมือนเดิม

“ดรอปไปไหน ไปทำอะไร หรือพ่อแกตายวะ” เสียงฝ่ามือกระทบแขนยายมินเพื่อนรักดัง เพี๊ยะ

“เตี่ยแกน่ะสิตาย ชั้นจะแต่งงานต่างหาก แล้วไม่ต้องถามด้วยว่าฉันกับเค้าใครมันบ้ามากกว่ากัน” ฉันพยายามนึกหน้าเจ้าบ่าวในอนาคตให้น่าเกลียดน่ากลัวเข้าไว้จะได้ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้

“เออก็ดีว่ะ ขายออกกับเค้าสักที ตกลงแกจะดรอปเทอมนึงใช่มั้ย”

“ใช่..หลังจากนั้นฉันก็จะหย่ากับเค้า แล้วจะกลับมาเรียนต่อ” ฉันพูดหน้าตาเฉย

“อะไรขอแกวะแต่งสามเดือนแล้วก็หย่า ทำยังกะเล่นขายของอย่างนี้จะไปสนุกตรงไหน”

“ฉันไม่ได้แต่งกับเค้าเพราะความสนุกหรือความรักอะไรหรอก แกเอาใบขอดรอปชั้นไปดูตรงเหตุผลแล้วจะเข้าใจ”

มินตราอ่านข้อความในใบขอพักการเรียนนั้นอุทาน..เฮ้ย.ออกมาแล้วเอามือทาบอกตัวเอง

“เข้าพิธีแต่งงานกับคนบ้า..เฮ่อ..ตกลงแกกับเค้าใครมันบ้ามากกว่ากันวะ”

สองคนแล้วนะที่พูดทำนองเดียวกัน ฉันกระชากใบขอดรอปจากมือเพื่อนรักแล้วยัดมันลงในกระเป๋าถืออย่างไม่ใยดี

“ว่าแล้วแกต้องพูดแบบนี้ จบเรื่องเมื่อไหร่ชั้นจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศให้หายบ้าแน่ๆ”พูดจบเอิงก็โบกมือลาเพื่อนรักอย่างหงอยๆ

“แล้วพี่ต้นล่ะ แกบอกเค้าหรือยัง”เอิงหยุดกึกเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน

“ไม่บอกดีกว่าแค่สามเดือนเท่านั้น ฉันกลัวเค้าจะคิดมาก”เอิงนึกถึงภาพผู้ชายใสซื่อมีแต่ความจริงใจ ที่มีให้เธอตลอดเวลาที่คบกันมาสามปี หากรับรู้ว่าเธอจะเข้าพิธีแต่งงานถึงจะเป็นแค่ในนามจะทนรับสภาพความผิดหวังได้หรือไม่




“เอิงกลัวใครจะคิดมากเหรอ” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นกระชากหัวใจสาวน้อยให้ไหววูบ

“พี่ต้น..มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” ฝืนใจทักทายทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินหมดแล้วหรือยัง

“ก็นานพอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด”

“เข้าใจก็ดีแล้วค่ะ เอิงจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเล่าให้ฟัง”

“เอิงคิดดีแล้วหรือ เจ้าหมอนั่นยังไงก็เป็นผู้ชาย ถึงแม้ว่าจะบ้า ไม่ใช่สิสภาพจิตใจไม่สมบูรณ์ แต่เอิงอาจจะพลาดเข้าสักวัน”

“พลาด? มันจะพลาดยังไงคะ พี่ต้นคิดไปถึงไหนกันแน่ เหมือนไม่เชื่อใจไม่ให้เกียรติเอิง”

“ใช่ค่ะพี่ต้น ถ้านายนั่นคิดจะรุ่มร่ามกับไอ้เอิงมีหวังต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่ จะกลัวก็แต่ไอ้เอิงมันไปทำอะไรเค้าน่ะสิ”

“แกหมายความว่ายังไง ไอ้ม๋าต๋า”ไม่พูดเปล่านิ้วมือทั้งสองขยุ้มเข้าที่ต้นแขนของมินตราแล้วบิดอย่างแรง

“โอ้ยๆ มินตราโว้ยไม่ใช่ม๋าต๋า พอแล้วๆ”

พอเธอคลายมือออกมินตราเพื่อนรักค่อยๆถอยฉากออกมา แต่ยังช้ากว่าเอิงที่คว้าข้อมือเอาไว้ทัน

“แกยังไปไหนไม่ได้ ฉันต้องการเพื่อนเจ้าสาว”

“ทำเค้าเจ็บแล้วยังมาใช้งานอีก แล้วจะไปจัดงานที่โรงแรมไหนล่ะ แม่เจ้าสาวสามเดือน”

“จัดที่บ้านพ่อฉัน ที่สระบุรี”

“จัดที่บ้านแกจะบ้าเหรอ ที่นั่นน่ะเค้าใช้จัดงานศพ”

“แกไม่ต้องห่วง พ่อฉันเค้าเตรียมล้อมรั้วกั้นส่วนฮวงซุ้ยเอาไว้ชั่วคราวแล้ว ถ้าแกไม่ไปงานแต่ง..ก็เตรียมไปงานศพตัวเองรู้ไว้เสียด้วย”

“เออก็ได้วะ ไว้ใกล้ถึงวันงานรบกวนคุณเอิงโทรมาบอกดิฉันด้วยนะเจ้าคะ ไม่น่าออกจากบ้านมาเลยรู้แบบนี้ไปดูหนังยังจะดีเสียกว่า”

เอิงบีบมือเพื่อนเป็นเชิงขอบใจ เมื่อมินตราเดินเลี่ยงไปออกอีกประตู เอิงก็หันมาทางพี่ต้นซึ่งกำลังยืนคอยอย่างกระวนกระวาย

“พี่ต้นยังมีเรื่องคาใจอยู่เหรอคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ

“พี่ต้นคะตลอดเวลาที่พี่คบกับเอิง เอิงเคยทำอะไรให้พี่ไม่สบายใจบ้างหรือเปล่า สามปีที่เราคบกันถึงแม้เพียงพอวัดความจริงใจที่เรามีให้กันได้ แต่เราก็ไม่เคยสัญญาว่าจะมีกันและกันตลอดไปไม่ใช่เหรอคะ เราทั้งสองยังอยู่ในวัยเรียนยังมีโอกาสที่จะเจอคนอื่นได้ตลอดเวลา ถ้าพี่ต้นยังมีใจที่มั่นคงพี่ยังจะกลัวอะไรอีก ในเมื่อเอิงก็ไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้ว”

“ครับแล้วพี่จะรอจนกว่าจะถึงวันนั้น”



ฉันถือโอกาสบอกลาเพื่อนสนิทอีกหลายคนจนเกือบหมดเวลาเรียนในช่วงบ่าย พอลงจากอาคารเรียนก็พบคนงานที่บ้านมายืนรออยู่ที่บันได

“มาทำธุระแถวนี้เหรอนายชม”

“เปล่าครับนายท่านให้มารอรับคุณหนู”

“ที่บ้านมีเรื่องด่วนหรือไงถึงต้องมารอรับถึงที่”

เอิงไม่รอฟังคำตอบก้าวเดินนำหน้าคนขับรถไปยังที่จอดรถสำหรับบุคคลภายนอก เห็นแม่นงไขกระจกลงแล้วกวักมือเรียกอยู่ไหวๆ

“ข้ารอแกอยู่ตั้งนานสองนาน จนแข้งขาจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว” พ่อชัยบ่นอุบอิบเมื่อลูกสาวก้าวขึ้นรถ มือไม้ก็คอยนวดเฟ้นต้นขาทั้งสองข้าง

“แล้วยกโขยงมาทำอะไรกันคะ”

“คุณลุงวิวัฒน์เค้านัดคุณพ่อให้ไปหาที่บ้านกำชับให้พาหนูไปด้วยแน่ะจ๊ะ”

“เค้านัดกับข้าตั้งแต่เช้า นี่ก็ผัดผ่อนมาจนบ่ายเพราะมัวรอแกคนเดียว แทนที่จะได้กินกาแฟสงสัยได้กินแต่น้ำเปล่า แล้วแกมัวไปทำอะไรมาหรือต้องร่ำลาคนทั้งมหาลัย” พ่อชัยไม่วายเหน็บแนมลูกสาว

“พ่อก็แปลก คุณลุงวิวัฒน์ก็ยิ่งแปลกกันไปใหญ่ จะนัดอะไรทำไมไม่บอกล่วงหน้า แบบนี้หนูไม่คุยด้วยแล้ว อยากไปไหนก็ไปถึงเมื่อไหร่ก็ปลุกด้วยก็แล้วกัน”

เอิงนอนพิงเบาะอย่างเหนื่อยล้า แกล้งปิดตาลงเมื่อเห็นพ่อชัยหันหลังมาทำท่าจะโวยวาย ฝ่ายพ่อเมื่อเห็นลูกสาวหลับตาพริ้มขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้ก็เลยมาลงที่คนขับรถแทน

“แล้วแกมัวรออะไร ทำไมไม่รีบออกรถ ไปเร็วสิ”



บ้านคุณวิวัฒน์ใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะ อาณาบริเวณกว้างขวาง ดูท่าเจ้าของบ้านจะชอบปลูกต้นไม้เห็นได้จากไม้พุ่มไม้ดอกที่ปลูกเรียงรายตามทางเดินเล็กๆที่ทอดยาวไปด้านหลังตัวตึก เอิงชอบบ้านลักษณะแบบนี้มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมของคนในครอบครัว ไม่ใช่กลับมาถึงบ้านเปิดประตูก็ถึงเตียงนอนที่ออกโฆษณาปาวๆเรียกว่าบ้านสำหรับคนรุ่นใหม่


หลังจากนายชมนำรถเข้าจอดเทียบถึงหน้าประตู เจ้าของบ้านทั้งสองก็ออกมาต้อนรับและเชื้อเชิญไปยังห้องรับแขกด้านใน ระหว่างนั้นคุณวิวัฒน์ก็เอ่ยปากขอโทษทีจู่ๆก็นัดให้มาหาถึงบ้าน

“ผมต้องขอโทษทุกคนที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า พอดีวันนี้ตานนท์เพิ่งออกจากโรงพยาบาล รวมกับญาติทางฝ่ายภรรยาที่แวะมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ผมเลยถือโอกาสนี้แนะนำลูกชายผมให้ทุกคนได้รู้จัก”

...จะพามาดูตัวก็บอกสิ ไม่เห็นต้องพูดจาอ้อมค้อมเลย..เอิงเถียงในใจ

“ให้เอิงดูตัวพี่เค้าหรือคะ หรือเอิงยังมีโอกาสปฏิเสธอีก” หัวหงอกหัวดำในห้องรับแขกพากันหันมามองเด็กสาวในชุดนักศึกษาเป็นตาเดียวกัน

“ยายเอิงช่วยพูดจาให้มันมีสัมมาคารวะหน่อยจะได้มั้ย”พ่อชัยเริ่มมีสีหน้าบึ้งตึง

“ก็จริงนี่คะ ที่หนูยอมทำอยู่นี่ก็เต็มที่แล้ว”

“ทำอะไรของแกเต็มที่ ทำให้ชั้นขายหน้าล่ะไม่ว่า ทีแรกก็นึกว่าคุยกันรู้เรื่องแล้วทำไมค่อยมาออกฤทธิ์ออกเดชเอาที่นี่”

เอิงพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการรวบของแม่นงเบาๆ แต่ไม่เป็นผล สุดท้ายเธอถูกแม่ดึงให้นั่งลงที่เก้าอี้รับแขกตัวยาวและยังรวบตัวเอาไว้หลวมๆ

“คุณลุงคุณป้าหรือใครก็ได้ในที่นี้ช่วยบอกเอิงได้มั้ยคะ ว่าคุณนนท์เค้ามีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องให้หนูมาคอยดูแลทั้งที่คุณลุงก็มีฐานะดี จะจ้างคนสักสิบหรือยี่สิบคนก็ทำได้”

“ลูกเอิง!!”แม่นงปรามเสียงเข้ม

“ปล่อยเขาเถอะคุณนง..ทำไมหนูถึงต้องรู้ให้ได้ล่ะว่าลูกชายของลุงเค้ามีปัญหาอะไรทางใจ ในเมื่อข้อตกลงของเราก็ออกชัดเจน มันคือการแต่งงานที่ไม่มีความรักหรือความใคร่เข้ามาเกี่ยวข้อง ลุงไม่ไว้ใจใครเท่าครอบครัวของหนู ถ้าหนูคิดว่าเป็นการเปลืองตัวลุงก็ยอมจ่ายชดเชยตามสัญญา”

“ถ้าหนูไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงเกิดทำลูกชายคุณลุงเป็นบ้า..ขอโทษค่ะหนูจะบอกว่าเกิดทำให้สภาพจิตใจลูกชายคุณลุงแย่ไปกว่าเดิม ทุกคนห้ามมาลงที่หนูนะคะ”

“นั่นก็แล้วแต่หัวใจของหนู ลุงมอบสิทธิ์ขาดให้หนูจัดการอยู่แล้วหากตานนท์เป็นอะไรไประหว่างที่อยู่ด้วยกันก็คิดเสียว่าเป็นเวรกรรมของเขา”

..แล้วเราคงได้เห็นดีกัน.!!!...

เอิงเชิดหน้ายิ้มรับโดยดุษฎี จริงอย่างคุณลุงว่า อย่างไรก็ตามการแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่มีเหตุผลอยู่แล้วสำคัญที่เราจะยอมรับหรือปฏิเสธมันเท่านั้น




 

Create Date : 02 มกราคม 2548    
Last Update : 2 มกราคม 2548 0:11:56 น.
Counter : 81 Pageviews.  

ไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้ว ..บทนำ..

ดวงตะวันยามบ่ายยังคงสาดแสงแรงกล้า สะท้อนผืนน้ำวาววับดุจประกายอัญมณีอันล้ำค่า ศาลาริมน้ำที่หลังคาเริ่มผุกร่อน มาปีนี้ได้รับการซ่อมแซมทาสีเสียใหม่ หญิงสาววัยเบญจเพสร่างเล็กจูงมือเด็กผู้หญิงเดินเลียบริมน้ำมาด้วยกัน บางครั้งใช้เท้าเขี่ยก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อยให้ร่วงลงสู่ผืนน้ำ

เด็กน้อยตบมือหัวเราะชอบใจเมื่อเธอเขี่ยก้อนหินก้อนใหญ่กว่าหล่นลงน้ำได้

“คุณแม่ขา นัทเก่งมั้ยคะ”ฉันคุกเข่าลงที่พื้นใช้มือลูบไล้ไปตามเส้นผมยาวสลวยของเธอเบาๆ

“เก่งจ้ะ แม่เอิงสู้หนูไม่ได้”เด็กสาวยิ้มแก้มปริ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

“เดี๋ยวหนูจะไปบอกอากง ว่าชนะคุณแม่แล้ว”

“ได้สิจ้ะ แต่ต้องรอป้าภาก่อน”ฉันเหลียวไปทางเรือนหลังใหญ่ เห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งสวมชุดกระโปรงยาวแบบเรียบๆ เดินนำหน้าลุงชมคนขับรถมุ่งมาทางที่ฉันกับลูกยืนอยู่


“ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ สองแม่ลูก” นัทเห็นป้าภาก็รีบวิ่งเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลัง ส่งเสียงเรียกไม่ขาดปาก

“ป้าภามาแล้ว ป้าภามาแล้ว เอาขนมมาฝากนัทหรือเปล่าคะ”

“ป้าไม่ลืมหรอกจ้า แม่ตัวดีของป้า ป้าวางไว้ที่เรือนหลังใหญ่ เดี๋ยวพวกเราไปไหว้อากงกันก่อนนะ ป้าถึงจะให้หนูกิน”นัททำจมูกย่นเสียดายที่ต้องรออีกนานกว่าจะได้กิน

“ไม่เป็นไรค่ะ สัญญากันแล้วนะคะ ใครเบี้ยวจะถูกผีหลอก”ป้าภาตีแขนเด็กน้อยเบาๆ แล้วหันมาทำตาดุกับฉัน

“ดูสิ แม่ลูกคู่นี้เหมือนกันไม่มีผิด”

“พี่ภายังจำเรื่องเก่าๆได้อีกเหรอคะ”ฉันตอบกลับไปทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยลืมเช่นกัน

“พี่ไม่เคยลืมหรอกจ้ะ ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีก็ตาม”ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ


พี่ภาจูงมือนัทริญาเดินไปตามทางโรยกรวดซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียงทางเท้าที่ยังไม่ได้ปรับแต่งให้ราบเรียบ มุ่งหน้าไปยังบริเวณฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษโดยมีนายชมคนขับรถคนสนิทถือเครื่องเซ่นไหว้นำหน้าไปก่อน

ไม่กี่อึดใจพวกเราทุกคนก็มาถึงลานกว้างที่ลงหินขัดอย่างดีไว้สำหรับลูกหลานมาจุดธูปกราบไหว้ เบื้องหน้าเป็นแผ่นป้ายศิลาขนาดใหญ่ เขียนตัวหนังสือจีนมีความหมายว่าอะไรฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว ถัดมาเป็นป้ายศิลาขนาดเล็กกว่าสองป้ายติดรูปชายหญิง

ฉันรับธูปที่นายชมจุดเตรียมไว้ให้สามชุด ยื่นส่งให้พี่ภา และลูกสาวของฉัน
“นั่งลงกราบไหว้อากง คุณปู่ คุณย่า ก่อนสิจ๊ะ”ฉันกับพี่ภาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า นัทริญาเห็นดังนั้นจึงทำตามอย่างว่าง่าย

เด็กน้อยบ่นพึมพำกับอากงว่าเธอเก่งกว่าแม่แล้วสามารถเขี่ยก้อนหินก้อนใหญ่กว่าได้ ฉันยิ้มน้อยๆในความไร้เดียงสาของเธอ

เวลาผ่านไปสักครู่ฉันจึงค่อยรวบรวมธูปนำไปปักลงกระถางที่อยู่ตรงหน้า เด็กน้อยนึกว่าพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงร้องขอขนมจากป้าของเธอ

“ป้าขาพวกเราไปทานขนมกันเถอะค่ะ”

“เดี๋ยวสิลูกนัท พวกเรายังไหว้กันไม่เสร็จเลย”พี่ภากับนัทริญามองหน้ากันงงๆ

“ไหว้ใครอีกคะแม่?”เด็กน้อยเอียงคอถาม

“พ่อของหนูไงจ๊ะ”

ภาคินีรู้สึกประหลาดใจจนต้องเอ่ยปากถาม “พ่อยายนัท หรือว่าพี่นนท์..”

ตั้งแต่เรียนจบภาคินีก็ทำงานต่อในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่อเมริกา นานๆถึงจะกลับมาประเทศไทยสักครั้ง โดยเฉพาะวันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของคุณลุงคุณป้าทั้งสอง เธอจึงแปลกใจที่ได้ยินฉันพูดถึงเรื่องพ่อของนัทริญา

“แม่เอิงขา ทำไมแม่ถึงบอกให้หนูไปไหว้พ่อล่ะคะ” ภาคินีคิดในใจ เด็กน้อยช่างถามได้ตรงกับใจของเธอนัก

“ถ้าหนูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี แม่จะเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยจ๊ะ”

“ค่ะแม่..หนูสัญญา”




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2547    
Last Update : 1 มกราคม 2548 20:20:19 น.
Counter : 121 Pageviews.  

ไม่มีหัวใจให้ใครอีกแล้ว…ตอนที่ 1..

"ยายเอิง หายไปไหนล่ะเนี่ย" เจ้าของเสียงทุ้มใหญ่เที่ยวเดินแหวกพงหญ้าที่ขึ้นปกคลุมแถบนั้นด้วยอาการหงุดหงิด บางครั้งก็ใช้มีดดายหญ้าที่เตรียมมาด้วยช่วยฟันแหวกพงหญ้าเป็นช่องทางสำหรับเดิน

"ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แล้วแบบนี้จะเจริญรุ่งเรืองได้ยังไงเล่า"

..ปึ่ก..

เสียงมีดกระทบวัตถุหนาทึบ ทำเอาคนฟันหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจรีบโยนมีดทิ้งแล้วยกมือไหว้ปะหล่กๆ

"ยกโทษให้ลูกช้างด้วยเถิด ลูกช้างไม่ได้ตั้งใจจริงๆ"

เขาค่อยๆเอื้อมมือไปสำรวจป้ายหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ป้ายหินนั้นมีรอยสึกเพียงเล็กน้อย

"ยังดีที่ไม่เสียหายไม่งั้นโดนพ่อเล่นงานตายแน่"

"เหอๆๆๆ"

ชายหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อค้นหาแหล่งที่มาของเสียงเย็นยะเยือก กลับไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อยมีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิว เสียงยอดไม้เสียดสีกัน ยิ่งช่วยเพิ่มความวังเวงเป็นเท่าทวีคูณ

"ยายเอิง ไอ้เอิงโว้ย ถ้าแกไม่ออกมาชั้นจะกลับแล้วนะเว้ย" ชายหนุ่มร่างใหญ่สูงไม่ต่ำกว่า 170 เซนติเมตรยามนี้กลับไหล่หลู่ หน้าซีดด้วยความหวาดกลัว

"เหอๆๆ จะรีบไปไหนล่ะ" สิ้นเสียงเย็นเยือกไม่นานก็มีเสียงวัตถุร่วงลงมาจากอากาศสู่พื้นดัง 'ตุ้บ' ทำเอาชายหนุ่มหมดเรี่ยวแรงทรุดตัวลงนั่งหลับหูหลับตายกมือไหว้ไปทั่วสี่ทิศ

"กลัวแล้วจ้าๆๆ อย่าทำลูกช้างเลย อยากกินอะไรเดี๋ยวลูกช้างทำบุญกรวดน้ำไปให้"

"จริงๆเหรอออออ...."

"จริงจ้า..จะไปไหนก็ไปเถอะ อย่ามาหลอกมาหลอนเลย" หลับหูหลับตาพูดไปยังไม่รู้สึกตัวว่าเบื้องหน้ามีหญิงสาวร่างเล็กมายืนท้าวสะเอวจีบปากจีบคอพูดฉอดๆๆ

"เหอๆๆ งั้นขอพิซซ่าหน้าซีฟู้ด แป้งหนานุ่ม ที่นึงนะจ๊ะ.."

"ได้จ้า ได้...แล้วจะให้ส่งไปที่ไหนล่ะ.." ชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆทำไมผีจีนถึงชอบกินพิซซ่าหว่า จึงรวบรวมความกล้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง

"เฮ้ย..ไอ้เอิง..เดี๋ยวเถอะแก" ผู้เป็นพี่ชายเมื่อรู้ตัวว่าโดนน้องสาวหลอกเอา ด้วยความโมโหจึงคว้าไม้เล็กๆแถวนั้นเคาะหัวน้องสาวไปหนึ่งที

..โป๊ก..

"เจ็บนะพี่..อู้ย..หัวโนแน่เลย เดี๋ยวเอิงจะไปฟ้องแม่"

"เชิญแกไปฟ้องเลย ชั้นจะได้เล่าเรื่องที่แกแอบเอาของเซ่นไหว้มากินให้แม่ฟัง"

"พี่อิงอย่าบอกแม่นะ เดี๋ยวเอิงโดนตีก้นลายแน่" เอิงเดินเข้ามากอดแขนประจบประแจงพี่ชายเหมือนจะรู้อนาคตตัวเองหากพี่ชายนำเรื่องนี้ไปบอกแม่

"งั้นเรามาทำสัญญาสงบศึกกันนะ" สาวน้อยยกนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของพี่ชาย แล้วทำสีหน้าเท่าที่ตัวเองคิดว่าอ่อนหวานมากที่สุด ทีแรกเขาก็ไม่คิดจะเกี่ยวก้อยคืนดีด้วย แต่เห็นสีหน้าน้องสาวเหมือนจะสำนึกตัวได้จึงยอมยกโทษให้

"ดีกันแล้วนะ ถ้าใครนำเรื่องนี้ไปบอกแม่ขอให้โดนผีหลอก เหอๆๆๆ" อิงเพิ่งรู้ตัวว่าโดนน้องสาวหลอกเอา จะยกไม้มาเคาะหัวอีกครั้งก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะเธอรีบเผ่นแน่บไปไกลลิบ

"เออ ให้มันได้แบบนี้สิ ไล่แกไม่ทันสักที แล้วอย่าลืมไปหาแม่ด้วยนะโว้ย ไอ้เอิง"

"จ้า..พี่เองก็รีบมาด้วยล่ะ อยู่คนเดียวระวังผีหลอกนะ..ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า"

เสียงหัวเราะสดใสของน้องสาวกังวานก้อง เปลี่ยนแปลงความเงียบเหงาของสุสานไปได้ถนัดใจ..รอยยิ้มของผู้เป็นพี่ผุดขึ้นแล้วจางหายเสียงถอนหายใจของเขาดังเล็ดลอดออกมา...เอิงเอ้ย..แกเป็นตัววุ่นวายของชั้นแล้วก็ของใครๆที่นี่ แต่แกจะมีความสามารถเปลี่ยนหัวใจใครบางคนได้เชียวหรือ



"ลูกเอิง รีบขึ้นมานี่เร็ว"

เสียงผู้เป็นแม่ร้องเรียกอยู่บนนอกชานซึ่งยื่นพ้นตัวบ้านออกมาค่อนข้างมาก ฉันชอบมานอนเล่นบริเวณนี้ตั้งแต่ยังเล็กเพราะสามารถมองเห็นทิวเขาทอดยาวดุจแนวกำแพง ส่วนด้านหน้าเป็นลำน้ำขนาดใหญ่มีต้นน้ำมาจากทิวเขาที่ทอดยาวเหยียดนั่นทำให้ลำน้ำแห่งนี้มีน้ำใสตลอดทั้งปี พ่อของเอิงไม่ได้ร่ำเรียนศาสตร์ฮวงจุ้ยมาก่อน บังเอิญมีเถ้าแก่ขายผ้าย่านโบ๊เบ้ผ่านมาเห็นที่ผืนนี้รู้สึกชอบในทำเลเป็นอย่างยิ่งเลยคิดจะซื้อเก็บไว้ทำฮวงซุ้ยสำหรับคนในตระกูล เทียวไปเทียวมาอ้อนวอนขอซื้อตั้งหลายครั้งแต่พ่อก็ไม่ยอมขาย จนมาวันหนึ่งเถ้าแก่คนนี้ป่วยหนักใกล้จะตาย จึงให้คนมาเชิญพ่อไปพบที่กรุงเทพฯ

"อาชัยเอ้ย อั๊วก็ป่วยหนักออกแบบนี้จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ คิดว่าอั๊วขอร้องก็แล้วกันนะ" เถ้าแก่กิมย้งฝืนสังขารพูดกับพ่ออย่างลำบากยากเย็น

"เถ้าแก่จะขอร้องผมเรื่องอะไรครับ"

"ก็เรื่องที่ดินของลื้อไงล่ะ ตกลงจะยอมขายให้อั๊วหรือเปล่า"

"เอ่อ..เถ้าแก่อย่าโกรธผมนะครับ ถ้าผมปฏิเสธ เพราะที่ดินผืนนี้มันตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษของผม แล้วก็ไม่มีใครคิดจะขายเลยสักคน เถ้าแก่ขอร้องผมเรื่องอื่นได้มั้ยครับ" เถ้าแก่กิมย้งได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือดลงแต่ยังฝืนยิ้มออกมาได้
"ไม่เป็นไรๆ ถึงลื้อไม่ขายอั๊วก็ไม่บังคับ ส่วนเรื่องที่ลื้อมาขอร้อง อั๊วจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่"

พ่อกลับถึงบ้านนำเรื่องนี้มาปรึกษากับแม่ บรรดาญาติพี่น้องต่างพากันคัดค้านมีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้นที่เห็นด้วย

"เถ้าแก่กับพี่ก็ไม่เคยสนิทชิดเชื้อกันมาก่อน เค้ายังมีน้ำใจช่วยเหลือเรา ทำไมเราจะทำเพื่อเค้าบ้างไม่ได้ล่ะจ๊ะ"

พ่อลงทุนจ้างซินแสมาดูทำเลเพื่อจะสร้างฮวงซุ้ยให้เถ้าแก่ในบริเวณที่ดีที่สุด และนำข่าวดีนี้ไปบอกกับเถ้าแก่ด้วยตัวเอง ยังความปลื้มปิติมาสู่ญาติพี่น้องลูกหลานเป็นอย่างยิ่งต่างพากันขอบอกขอบใจพ่อของเอิงไม่ขาดปาก ผ่านไปไม่กี่วันเถ้าแก่กิมย้งก็สิ้นใจและนำศพมาฝังที่ฮวงซุ้ยแห่งนี้

หลังจากนั้นก็มีคนเทียวมาขอซื้อที่ดินทำฮวงซุ้ยไม่ขาดสาย พ่อเลยตัดสินใจแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งทำเป็นฮวงซุ้ยจนเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้




เอิงรู้สึกผิดปกติตั้งแต่ได้ยินแม่เรียกครั้งแรกแล้ว ทุกทีแม่ไม่เคยใช้น้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการแบบนี้มาก่อน เอิงค่อยๆเดินขึ้นบันไดจนมาถึงขั้นบนสุดสายตาของเธอก็พบกับหญิงชายวัยกลางคน ผู้ชายท่าทางเคร่งขรึมมีผมขาวแซมบริเวณจอนหูทั้งสองข้าง ส่วนผู้หญิงผิวค่อนข้างขาวรูปร่างสมบูรณ์จนเกือบจะอ้วนท้วน แต่ดูไปแล้วอายุไม่น่าจะมากกว่าพ่อแม่ของเอิงเท่าใด


"ลูกเอิงมาหวัดดีคุณลุงคุณป้าก่อนสิจ๊ะ" แม่กวักมือเรียก

"นี่คุณวิวัฒน์ ส่วนทางนี้คุณสายสมร คุณวิวัฒน์เป็นลูกชายคนเดียวของเถ้าแก่กิมย้ง" พ่อแนะนำคุณลุงคุณป้า เอิงยกมือไหว้คนทั้งสองตามที่แม่บอก

"แหมโตเป็นสาวแล้วนะ น่าตาน่าเอ็นดูเสียด้วย ตอนที่เจอคราวนั้นยังตัวเล็กนิดเดียว"คุณสายสมรยิ้มอย่างเอ็นดู

"ก็มันผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนี่ ดูผมสิแก่ลงไปตั้งเยอะ" คุณวิวัฒน์ชี้ให้ดูเส้นผมแล้วหัวเราะอย่างเป็นกันเอง..ไม่เห็นจะเคร่งขรึมแบบเมื่อสักครู่เลย เอิงนึกในใจ

"เอิงมันออกจะแก่นไปนิดน่ะครับ แถวนี้เรียกมันว่าหัวหน้าเด็ก" พ่อชัยรีบบรรยายสรรพคุณ เอิงทำตาโตตั้งใจจะอ้าปากเถียง แต่โดนสายตาผู้เป็นพ่อปรามเอาไว้

"เด็กหญิงสมัยนี้จะให้มานั่งพับเพียบเรียบร้อย นั่งร้อยพวงมาลัยก็กระไรอยู่ แบบนี้สิครับถึงเอาตัวรอดได้"

"ดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ ขืนเงียบกันหมดตานนท์ของเราก็แย่น่ะสิ" คุณสายสมรสนับสนุนผู้เป็นสามี

"คุณก็อย่าเพิ่งเอะอะไป..ให้พ่อแม่หนูเอิงเค้าคุยกันก่อน เราคอยฟังคำตอบทีหลังจะดีกว่า" คุณวิวัฒน์รีบขัดจังหวะผู้เป็นภรรยากลัวจะเปิดเผยอะไรไปมากกว่านี้

"จะว่าไปแล้วครอบครัวของเราทั้งสองก็เพิ่งมาสนิทกันเอาตอนที่คุณพ่อมาเสียกระมัง"

"ครับ..เถ้าแก่กิมย้งมีพระคุณกับผมและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง อะไรที่ผมพอช่วยเหลือได้ผมจะพยายามอย่างเต็มที่"

แววตาของพ่อมองมาทางเอิงอย่างจริงจังจนเอิงเริ่มรู้สึกหนาวๆ อีกทั้งคำพูดของผู้ใหญ่ทำเอาเธอรู้สึกสับสนจนอยากจะเอ่ยปากถาม

คุณวิวัฒน์มองไปทางฮวงซุ้ยของบิดาด้วยความปลาบปลื้ม แล้วหันมาพูดกับพ่อของเอิงอย่างรู้สึกขอบคุณ

"คุณชัยกรุณากับตระกูลของผมมากกว่า คุณพ่อพูดเสมอว่าฮวงซุ้ยของตระกูลจะต้องดี ลูกหลานถึงจะอยู่อย่างสุขสบายทำมาค้าขึ้น อีกอย่างเรื่องบุญคุณอะไรนั่นมันหมดสิ้นกันไปนานแล้ว คุณชัยไม่ต้องไปนึกถึงมัน ผมขอให้เป็นความยินยอมพร้อมใจดีกว่านะครับอย่าให้ถึงกับเป็นการบังคับกันเลย"

คุณวิวัฒน์หยุดพูดแล้วมองมาที่เอิงด้วยสายตาอันอบอุ่น

"หนูเอิงปีนี้อายุเท่าไรแล้วล่ะ" เอิงเห็นพ่อทำท่าจะตอบแทนดีที่แม่ยกมือขึ้นแตะแขนพ่อเบาๆทำนองว่า.. 'ให้ลูกมันพูดบ้างสิ'


"เอิงอายุ 19 ปีแล้วค่ะ เทอมหน้าก็จะเรียนจบแล้ว คุณลุงคุณป้าถามเรื่องนี้ทำไมคะ แล้วเรื่องตานนท์อะไรนั่น เกี่ยวข้องกับเอิงด้วยหรือเปล่า"

"ไอ้เอิง เบาๆหน่อยหัดมีมารยาทเสียบ้างเวลาคุยกับผู้ใหญ่"

"ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเอิง เอิงก็มีสิทธิ์ถามไม่ใช่เหรอคะ" เด็กสาวเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

ข้างฝ่ายคุณวิวัฒน์รีบโบกมือห้ามปราม สีหน้าไม่แสดงออกถึงอารมณ์ขุ่นมัวแม้แต่น้อย

"ช่างเถอะคุณชัยถูกของเด็กมัน แต่ลุงยกหน้าที่นี้ให้พ่อแม่ของหนูเป็นผู้ตอบดีกว่า เอาล่ะคุณสมรพวกเรามารบกวนเวลาคุณชัยนานแล้ว เห็นบอกว่าต้องเข้าไปในเมืองเลือกซื้อของอีกไม่ใช่เหรอ"

คุณสายสมรพยักหน้ารับคำ จะอะไรเสียอีกนอกจากเปิดโอกาสให้พ่อแม่ลูกได้คุยกันเหลือจากนั้นก็รอคอยฟังคำตอบ

เอิงยกมือไหว้คนทั้งสองอีกครั้งแต่ครั้งนี้สีหน้าไม่สดชื่นเหมือนครั้งแรก พ่อของเอิงเห็นลูกสาวมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ก็ได้แต่ส่ายศีรษะ แล้วแบบนี้จะอยู่ด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือ




"มานั่งใกล้ๆแม่สิ"

เมื่อส่งคุณวิวัฒน์สองสามีภรรยาเสร็จเรียบร้อย แม่นงก็เรียกลูกสาวมานั่งข้างๆโดยมีพ่อนั่งขนาบอีกด้าน

"เอิงแกต้องเตรียมตัวแต่งงาน" พ่อชัยพูดจาเป็นขวานผ่าซากอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อปลอดคนนอกจึงไม่พูดพล่ามทำเพลง

"แต่งกับใคร ทำไมต้องแต่งคะ?" เอิงหันขวับมาทางพ่อ

"อุ๊วะ ข้าบอกให้แต่งก็ต้องแต่งจะถามไปมากความทำไม"

"ถ้าไม่ให้ถาม ก็เชิญพ่อแต่งไปคนเดียวสิ"

"ดูมันพูดเข้าสิแม่นง ไม่รู้เธอเลี้ยงลูกมายังไง เถียงคำไม่ตกฟาก"

"ฉันก็ดูมันทั้งสองคนแหละ พ่อเองก็พูดตรงเกินไป ส่วนเอิงมันไม่รู้เรื่องมันก็ตามถามน่ะสิ" แม่นงแอบส่งสายตาให้ลูกสาวเพลาๆปากลงบ้าง

"ถ้างั้นพ่อไม่ต้องพูด เดี๋ยวฉันเล่าให้ลูกฟังเอง เอิงคงจำเถ้าแก่กิมย้งพ่อของคุณลุงวิวัฒน์ได้ใช่มั้ย"

"จ๊ะแม่..เถ้าแก่มาติดต่อขอซื้อที่ดิน ตอนนั้นเอิงเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้" เด็กสาวพอจำเรื่องราวที่เถ้าแก่มาติดต่อขอซื้อที่ดินเพื่อไปทำฮวงซุ้ยได้

"ใช่แล้วจ๊ะ แต่พ่อของเราน่ะไม่ยอมขายตั้งใจเก็บไว้ให้พวกเราสองพี่น้อง ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยสู้ดี เอิงต้องใช้เงินเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย พ่อเลยไปขอยืมเงินกับเถ้าแก่เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายให้หนูได้เล่าเรียน โดยฝากให้เอิงไปอยู่ที่นั่นในฐานะเด็กรับใช้"

"ทำไมหนูไม่รู้เรื่องนี้เลย"

"พ่อกำชับแม่ไม่ให้บอกกับหนู กลัวหนูไม่มีสมาธิจะเล่าเรียน"

"แต่หนูก็ไม่ได้ไปอยู่บ้านเถ้าแก่นี่ แถมยังได้เรียนอีกหรือว่า..?"

"เถ้าแก่ให้พ่อยืมเงินมาเปล่าๆโดยไม่ต้องมีหนูเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หนำซ้ำยังไม่พูดเรื่องขอซื้อที่ดินอะไรนั่นอีก"

เอิงพอจะเข้าใจเรื่องราวได้บางส่วน หลังเถ้าแก่สิ้นใจพ่อเลยสร้างฮวงซุ้ยในทำเลที่สวยงามที่สุดเพื่อตอบแทนน้ำใจที่พ่อได้รับ

....แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องแต่งงานด้วยล่ะ...


"หนูพอจะเข้าใจแล้วค่ะ พ่อยังใช้หนี้ลูกชายเถ้าแก่ไม่หมดเลยคิดจะขายลูกสาวใช้หนี้ใช่หรือเปล่า"


"หนี้สินน่ะข้าใช้คืนหมดแล้ว ถึงข้าคิดอยากจะขายลูกสาว แต่จะมีคนดีๆที่ไหนเค้าต้องการแกวะ" พ่อพูดแทรกอย่างเหลืออด

"งั้นแสดงว่า ตานนท์ลูกชายคุณวิวัฒน์เค้าเป็นบ้าไปแล้ว"

"ก็เออดิ"




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2547    
Last Update : 29 ธันวาคม 2547 0:07:58 น.
Counter : 98 Pageviews.  


แมวน้อยหางกุด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แมวน้อยหางกุด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.