[Lonely Happy Trip] บันทึกการเดินทางเหงาๆ ที่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า ในแดนญี่ปุ่น ตอนที่ 5 ชิราคาว่า




ชั้นเดินทางมาถึงหมู่บ้านชิราคาว่า  ชั้นจะค้างคืนที่นี่หนึ่งคืนโดยจะอาศัยในโฮมสเตย์ที่ชั้นได้จองไว้ล่วงหน้า2-3 เดือนชั้นเดินไปถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ในสถานีรถบัสเพื่อสอบถามตำแหน่งบ้านที่ชั้นจองไว้เจ้าหน้าที่ให้ชั้นหยิบแผนที่ที่วางไว้ที่ชั้นด้านตรงข้ามเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์แล้วอธิบายตำแหน่งและเส้นทางที่จะเดินไปยังบ้านหลังนั้น บ้านที่ชั้นจองไว้ชื่อ Wadayaณตอนที่ชั้นจองชั้นต้องยอมรับว่าชั้นไม่ค่อยได้ศึกษารายละเอียดตำแหน่งของบ้านมากนักศูนย์จองที่พักของหมู่บ้านเสนอมาชั้นก็ตอบรับไปเลย ตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ที่วงไว้ในแผนที่ดูไม่ไกลจากสถานีรถบัสมากนักแต่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางหมู่บ้านอยู่ประมาณนึงเลยทีเดียว

ชั้นแบกกระเป๋าเป้และออกเดินทางไปยังบ้านพักตามแผนที่นั้นเมื่อชั้นเดินไปถึงทางแยกตามแผนที่นั้นแล้วชั้นถึงกับตกใจและลังเลอยู่สักพักทีเดียว เพราะเป็นทางหลวงขึ้นเนินชั้นทำใจฮึดสู้และเดินแบกกระเป๋าเป้สิบโลของชั้นขึ้นไประหว่างทางแอบทำให้ชั้นลังเลและสับสนอยู่ตลอดทาง มองทางด้านซ้ายก็เป็นหน้าผามองด้านขวาก็เป็นกำแพงกั้นภูเขา เดินไปสักพักก็มีบ้านกัสโซ่อยู่หลังสองหลังริมทางซึ่งไม่ใช่บ้านที่ชั้นจองไว้ชั้นเดินไปเรื่อยๆ ด้วยจิตใจที่ภาวนาขอให้ชั้นมาถูกทางเถอะ เพราะหลังจากแยกนั้นมาก็เดินมาไกลพอสมควรแล้ว


จนกระทั่งชั้นมาถึงกลุ่มบ้านกัสโซ่กลุ่มนึงที่ตั้งริมถนนซึ่งตามแผนที่ บ้านพักของชั้นควรตั้งอยู่ด้านขวามือบริเวณนี้แหละชั้นเห็นบ้านหลังนึงมีป้ายเล็กๆ เขียนด้วยตัวอักษรคันจิสามตัวชั้นอ่านออกแต่ตัวสุดท้ายซึ่งอ่านว่า ยะ ชั้นก็คิดว่าใช่แล้วล่ะบ้านพักของชั้นชื่อว่า วาดายะ ชั้นเลยเดินไปที่หน้าประตู วางกระเป๋าเป้หนักๆที่ทำให้ชั้นรู้สึกปวดหลังอย่างเต็มที่แล้วลงที่หน้าประตู และกดกริ่งหน้าบ้านกดไปครั้งแรก...เงียบกริบ กดครั้งที่สอง….เงียบอีก กดครั้งที่สาม….เงียบเหมือนเดิมชั้นเลยลองเลื่อนประตูดูนิดๆ และพบว่ามันล็อคอยู่ ชั้นเริ่มคิดในใจแล้วว่าโชคไม่ดีเลย นอกจากจะไกลจากชาวบ้านเขา ต้องเดินขึ้นเนินขึ้นเขาแล้วยังมาเจอบ้านที่เค้าไม่เตรียมพร้อมที่จะต้อนรับเราอีกหรอเนี่ยชั้นคิดว่าเจ้าของบ้านน่าจะไม่อยู่หรือไม่ก็หลับลึกมากๆ ชั้นมองออกไปรอบๆบ้านหวังว่าจะเจอใครสักคนให้พอได้ถามหาเจ้าของบ้านได้บ้าง แต่ก็ไม่มีใครอยู่เลยจนกระทั่งมองออกไปบ้านข้างๆ ก็เห็นป้ายเบ้อเร่อ เขียนด้วยตัวฮิรางานะที่ชั้นอ่านออกทุกตัว ซึ่งเขียนว่า “วาดายะ”

แน่นอนว่าบ้านที่ชั้นพยายามจะเปิดเข้าไปนี้มันคือบ้านใครก็ไม่รู้ชั้นเลยเคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังนั้นไปอย่างเก้อๆ แล้วไปบ้านพักที่ชั้นจองไว้จริงๆกดกริ่งไปทีเดียว เจ้าของบ้านก็มาเลย เป็นชายแก่น่ารักๆ ตัวเล็กๆ ดูใจดีคนนึงออกมาทักทาย และแน่นอนว่าเขาพูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น ชั้นเลยรวบรวมความกล้าและภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียนมาทั้งหมดสื่อสารกับแกแกก็ดูเซอร์ไพรส์ที่ชั้นพูดภาษาญี่ปุ่นได้ แต่บางประโยคยาวๆ ที่ชั้นพยายามพูดไปก็ดูแกจะฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน แกเชิญชั้นเข้าบ้าน ซึ่ง ณ ตอนนั้นมีชั้นแค่คนเดียวที่เป็นแขกของบ้านบรรยากาศเงียบเหงาเอาการอยู่ แต่บ้านก็ดูสะอาดเรียบร้อย ไม่เก่า ไม่โทรม ดูสวยดูขลัง ดูมีประวัติอยู่ทีเดียว

แกพาชั้นเข้าห้องพักที่นอนเป็นฟูตง มีที่ทำความร้อนอยู่ใต้ที่นอนห้องกว้างขวางกว่าห้องพักทั้งหมดที่ชั้นเคยนอนมาในญี่ปุ่นเลย มีโต๊ะเล็กๆวางเครื่องทำน้ำร้อน ชากาแฟซอง ขนม 1 ห่อ และชุดยูกาตะ





ชั้นนั่งคุยกับแกอยู่สักพักด้วยภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดที่ชั้นมีแกชื่อ วาดะ ก็เป็นชื่อบ้านนี้แหละ ชั้นถามแกว่าวันนี้มีคนมาพักกี่คนแกยกนิ้วชี้แล้วบอกว่ามีคนเดียว แล้วบอกไม่เป็นไรชั้นก็อึ้งที่ทั้งบ้านมีชั้นเป็นแขกคนเดียวถึงก่อนหน้านี้ชั้นจะแอบกังวลเรื่องแขกคนอื่นๆ ที่จะมาพักบ้านเดียวกันจะทำให้ชั้นรู้สึกรำคาญอยู่บ้างแต่การเป็นแขกคนเดียวในบ้านพักแบบนี้มันก็แอบแปลกๆ อยู่นะ

สักพักลุงแกก็เดินออกไปชั้นก็ออกไปข้างนอกเพื่อเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ไกลเอาการตามคาดแหละ ใครไม่ชอบเดินไม่แนะนำจริงๆ นะ

ชั้นเห็นทางเล็กๆขึ้นเขา ที่มีป้ายบอกว่าไปยังจุดชมวิวของหมู่บ้านพร้อมมีการเตือนว่าให้ระวังหินตกลงมา ทางขึ้นดูหน้ากลัวทีเดียวเพราะชันและเป็นป่ารก ชั้นตัดสินใจเดินขึ้นไป ณ เวลานั้นมีชั้นอยู่คนเดียวเดินขึ้นแป๊บนึง เริ่มกลัวแล้ว ไม่รู้จะเจองูเจออะไรแปลกๆ ระหว่างทางหรือเปล่าแล้วอยู่คนเดียวซะด้วย ชั้นเลยเดินกลับลงมา บังเอิญเจอนักท่องเที่ยว 2 คู่กำลังเดินขึ้นมาเหมือนกัน ชั้นเลยเดินกลับขึ้นไปพร้อมกับเขาด้วยและด้วยความชันของทางเดิน แน่นอนว่าทำให้เหนื่อยหอบได้เลยทีเดียวนักท่องเที่ยวอีกคู่ที่เดินตามหลังชั้นมา ชั้นก็แอบเห็นผู้หญิงลงไปนั่งหอบข้างทางเลย



จนกระทั่งมาถึงจุดชมวิวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวแห่งนี้คนเยอะประมาณนึงเลย ระหว่างที่ชั้นยืนมองลงไปยังหมู่บ้านข้างล่าง ก็มีช่างภาพผู้หญิงคนนึงมาถามว่าชั้นมาจากที่ไหนชั้นก็ตอบไปว่าไทยแลนด์ แกก็พูดไทยสำเนียงญี่ปุ่นกับชั้นทันทีบอกชั้นว่าจะถ่ายรูปให้ จากกล้องของเราและกล้องของเขาด้วย รูปที่ได้จากกล้องของเขาเราสามารถขอซื้อพร้อมกรอบเป็นที่ระลึกได้จะซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไรเขายินดีถ่ายให้ เราก็ไปแอ็คท่าตรงป้ายน่ารักๆ ให้พี่แกถ่าย

ถ่ายเสร็จชั้นก็เดินไปดูตรงซุ้มรูปแล้วจัดมา1 ชุด เก็บไว้เป็นที่ระลึก

ชั้นเดินลงภูเขาอีกทางหนึ่งเป็นถนนที่ทอดไปยังตัวหมู่บ้าน เพื่อเดินชมวิถีชาวบ้านของพวกเขาคนของที่นี่ส่วนใหญ่ทำนา เปิดร้านขายของที่ระลึก เปิดร้านอาหารทำโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้พัก

ท้องฟ้าครึ้มมัวเหมือนฝนจะตกลงมา ชั้นแอบภาวนาในใจว่าขอให้เป็นหิมะเถอะนะ แต่เรื่องดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้เลยต้องทำใจไว้บ้างว่าอาจจะไม่เห็น




ชั้นเดินกลับบ้านพักเพื่อไปนอนเอาแรง รอทานอาหารเย็นตอน 6 โมงเย็นที่ลุงแกจะเตรียมไว้ให้

ณตอนที่ชั้นเข้าไปในบ้าน จังหวะที่ชั้นกำลังจะเข้าห้องนอนก็มีหญิงแก่ที่คาดว่าน่าจะเป็นเมียลุงวาดะเขาเดินออกมาจากห้องรับแขกแกเห็นชั้นแล้วยืนนิ่ง เรามองกันและกันสักพักหนึ่ง ชั้นออกเสียงเบาๆ ว่าคอนนิจิวะป้าแกก็เปิดประตูห้องที่แกเพิ่งออกมาแล้วถามอะไรสักอย่างที่ชั้นฟังไม่ออกกับคนที่อยู่ในห้องสักพักลุงแกก็เดินออกมา แล้วทักทายชั้นว่ากลับมาแล้วหรอ ชั้นก็ตอบกลับแล้วเดินเข้าห้องไป


ระหว่างที่ชั้นหลับไปแล้วชั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงคนเข้ามาในบ้านซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแขกคนใหม่ที่เข้ามาเพราะได้เสียงลุงวาดะแกพยายามทักทายต้อนรับอยู่ ชั้นแอบดีใจอยู่นะอยากจะออกไปทักบ้าง แต่ง่วงมาก ขอหลับต่อ

นาฬิกาปลุกเวลา5 โมงครึ่ง ชั้นลุกขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับอาหารเย็นออกไปเดินนอกห้องนอน เปิดเข้าไปยังห้องรับแขกก็เห็นลุงแกเตรียมชุดอาหารไว้สามชุดด้วยกัน ห้องรับแขกที่นี่กว้างขวางและมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและราคาน่าจะเอาการอยู่เยอะพอสมควร

ห้องน้ำที่นี่ก็ทันสมัยชักโครกระบบอัตโนมัติ ห้องอาบน้ำมีห้องเดียวซึ่งลุงแกได้เตรียมน้ำร้อนไว้ในอ่างอาบน้ำ ไอร้อนพุ่งเต็มห้องเลย

ชั้นกลับไปยังห้องรับแขกนั่งประจำที่ทานอาหารของชั้น ลุงกับลูกแกกำลังช่วยกันเตรียมอาหารอยู่ในครัวทยอยเอาอาหารออกมาให้เรื่อยๆ เซทอาหารนี้ใหญ่โตมาก เครื่องเคียงก็เยอะพลางจะกินไม่หมดเอาได้ ลุงแกก็ออกมาจากครัว ถ่ายรูปให้ชั้น







สักพักก็มีแขกอีกสองคนเป็นชายหญิงหนุ่มสาว ดูแล้วก็เป็นแฟนกันน่ะแหละ เดินเข้ามาชั้นและเขาก็ทักทายกันและกัน ลุงแกก็เดินเข้ามาจะแนะนำให้ลุงแกก็ชี้มือมาที่ชั้นแล้วบอกว่า ฮ่องกงๆ ชั้นก็บอกไม่ใช่ชั้นมาจากไทยสรุปได้ว่าแฟนคู่นี้มาจากฮ่องกง ระหว่างทานอาหาร ลุงแกก็เปิดวิดีโอให้ดูเกี่ยวกับการสร้างบ้านกัสโซ่ซึ่งก็มีลุงแกเองเนี่ยแหละอยู่ในวิดีโอนั้นด้วยชั้นคุยกับคนฮ่องกงที่มาพักด้วยกันนี้บ้าง สองคนนี้เช่ารถยนต์ขับเที่ยวในญี่ปุ่นมีแพลนจะมาเที่ยวสมุยช่วงปีใหม่จีนชั้นเองก็มีแพลนจะไปเที่ยวฮ่องกงคนเดียวตอนปีใหม่สากลนี้เหมือนกันเราก็คุยกันเรื่องเที่ยวนิดหน่อยและแพลนว่าจะออกไปยังจุดชมวิวหลังจากทานข้าวเย็นเสร็จด้วยกัน

เมื่อทานเสร็จเราก็เดินออกนอกบ้านไปก็พบว่าฝนกำลังตกอยู่เลยล้มแพลนออกไปข้างนอกเปลี่ยนเป็นออกไปเช้าตรู่แทน

ชั้นเลยจะอาบน้ำแล้วนอนพักอยู่ในบ้านนี้แทนการลงไปแช่ในอ่างน้ำร้อนที่ลุงแกเตรียมไว้ให้ มันฟินแบบสุดๆ ไปเลยจริงๆ นะอยากจะแช่นานๆ แต่ก็เกรงใจคนที่รอต่อเข้าห้องน้ำอยู่ เลยต้องทำใจออกมาก่อน

เมื่ออาบเสร็จแล้วจะกลับเข้าห้องนอนชั้นเดินผ่านประตูทางเข้าบ้าน เห็นคู่ฮ่องกงนี้ยืนอยู่หน้าบ้าน ชั้นเดินออกไปทักแล้วพบว่า หิมะตก!! หิมะแรกในชีวิตของชั้น ชั้นได้เห็นมันแล้วชั้นรีบเข้าห้องนอนเพื่อเก็บของที่ใช้อาบน้ำแล้วเดินกลับมาที่หน้าบ้านอีกครั้งเพื่อซึมซับกับหิมะแรกอีกครั้ง ชั้นและคู่ชาวฮ่องกงต่างตื่นเต้นกันมากชั้นเช็คพยากรณ์อากาศในไอโฟน เห็นว่าหิมะจะตกทั้งคืน วันพรุ่งนี้เช้าทั้งหมู่บ้านคงเต็มไปด้วยหิมะ

ชั้นกลับเข้าห้องนอนเพื่อพักผ่อนแล้วนอนกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความตื่นเต้น มันช่างโชคดีจริงๆที่มาในจังหวะที่หิมะตกพอดี

ชั้นก็นอนเล่นมือถือคุยกับคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยสักพักชั้นก็ได้ยินเสียงลุงแกพยายามคุยกับคู่ฮ่องกงนั้นสักอย่างและแน่นอนว่าเค้าต้องไม่เข้าใจ ชั้นเลยเดินออกไปหวังว่าจะช่วยอะไรได้บ้างหนุ่มฮ่องกงคนนั้นเห็นชั้นเดินออกมาก็บอกให้ชั้นช่วยคุยกับลุงแกหน่อยชั้นก็โอเคคุยให้ ลุงก็พูดญี่ปุ่นรัวๆ ใส่ชั้นซึ่งแน่นอนว่าชั้นไม่ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว มันเกินที่ชั้นได้เรียนมาลุงก็ถามชั้นว่าไม่เข้าใจหรอ ชั้นก็บอกว่าไม่เข้าใจ แกก็พยายามใช้ภาษามือชี้มือขึ้นไปข้างบน ทำท่าเหมือนมีอะไรโปรยลงมา ทำท่าขับรถแล้วชี้ไปที่คู่ฮ่องกงชั้นก็เข้าใจว่าหิมะมันตกหนักแล้วจะขับรถไม่ได้ ชั้นก็ถามว่าจะขับรถไม่ได้ใช่มั้ยแกก็บอกว่าขับได้แต่……ฟังไม่ออก สักพักก็มีชาวบ้านผู้หญิงอีกคนเข้ามาคุยกับลุงแก ขอกุญแจรถจากสองคนนี้ไปแล้วสักพักก็เอากุญแจกลับมาคืน ลุงแกก็ทำท่าโอเคไม่เป็นไรแล้วชั้นกับคู่ฮ่องกงก็ยืนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ชั้นก็พยายามถามต่อ ลุงแกก็โอเคกวักมือพาชั้นและคู่ฮ่องกงออกไปดูทางหน้าต่าง แล้วเห็นว่าคู่นี้เค้าเคยจอดรถไว้หน้าบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วมันถูกย้ายไปอีกมุมนึงซึ่งหลังคาบ้านนั้นเต็มไปด้วยหิมะ และกำลังจะร่วงลงพื้น ก็ถึงจะเข้าใจได้ว่าเขาต้องการให้คู่ฮ่องกงไปเลื่อนรถ หิมะกองใหญ่ๆ บนหลังคาจะได้ไม่ร่วงบนรถเราถึงได้อ๋ออออออออออ กว่าจะเข้าใจได้ ก็ขอบคุณลุงแกเขา แล้วก็แยกย้ายเข้านอนต่อ

พรุ่งนี้เช้าชั้นจะได้เห็นเมืองที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแล้วสินะ

หิมะแรกของชั้น 




Create Date : 04 มีนาคม 2560
Last Update : 4 มีนาคม 2560 10:34:26 น.
Counter : 234 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
Lonely Happy
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สาวเสพติดความเหงาที่ชอบออกเดินทาง
Group Blog
มีนาคม 2560

 
 
 
1
2
3
6
7
8
9
10
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog