Group Blog
 
 
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
29 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 4) โดย มานัส




บทที่ 4

ทิชามีประโยชน์เรื่องข้อมูลทำให้เขาได้รู้ในหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้ และเข้าใจในสิ่งที่พยายามเข้าใจ

แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขาไม่วาย…คิด และต่อให้คิดนานหรือหนักแค่ไหนภากรก็ยังหาคำตอบไม่ได้

“หยุดเสียที”ป้าเพี้ยนมักปราม “คนมันจะไป มันก็ต้องไป อดีตคืออดีต เราต้องอยู่กับปัจจุบันเพื่อเตรียมก้าวไปในอนาคตข้างหน้า เรื่องบางเรื่องอย่าไปถามไปสาวความเลยจะดีที่สุด”

ภากร…หยุดมานานแล้วอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันมานาน

เพียงแต่ตอนนี้เพราะรอยอดีต…อดีตที่ไม่มีอีกแล้ว

มีเพียงอนาคตที่เป็นไปไม่ได้ทำให้เขาต้องคิดถึง…ปัจจุบัน

หลายทำให้ต้องคิด…กลับไปอยู่สำนักงานใหญ่ดีกว่าอยู่โรงงานไกลๆ ในชานเมือง วิ่งไปขายยาในต่างจังหวัดเป็นอาทิตย์น่าจะดีกว่าต้องทนเจอหน้ากันทุกวัน

เมื่อถึงวันที่มาธวีเอาว่าที่สามีมาด้วยภากรยังไม่แน่ใจหรอกว่าเขาจะทำใจรับในตรงนั้นได้

อย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องนี้ตอนนี้

“เป็นอะไรไปฮึตาแรก” เสียงของป้าเพี้ยนทำให้คนที่ในตอนนี้มีแต่เรื่องให้คิด สะดุ้งโหยง“จะอะไรขนาดนั้น ทำมาเป็นขวัญอ่อนกับข้า”

“มีหลายเรื่องให้คิดจ้ะ”ภากรรำพึงในลำคอ

“เรื่องงานหรือเรื่องสาวที่ไหน หรือว่าเอ็งเริ่มคิดเรื่องเจ้าเจมส์บ้างแล้ว”คำถามเย้าแหย่ของผู้เป็นป้าทำให้อีกฝ่ายพยักหน้า “คิดเรื่องใดเรื่องนึง หรือคิดมันทั้งสามเรื่องเลย”

“ทั้งสามเรื่องจ้ะ”

“เอ็งนี่มันโลภขนาดปัญหาสารพัดสารเพยังเอามาแบกไว้หมด แทนที่จะค่อยๆ คิดพิจารณาไป”คุณเพลินจิตชายตามองหลานชายพอเป็นพิธี

“ทำยังไงได้ล่ะเพราะเรื่องพวกนี้มันจำเป็นต้องคิด” หลานสุดที่รักถอนหายใจ จนคนเป็นป้าส่ายหน้า

“แล้วเจ้านายคนใหม่ล่ะเป็นอย่างไร” คุณเพลินจิตวางพัดสานที่ถือในมือ ตั้งใจซักไซ้

“ก็ไม่เป็นไง”

“อุวะ!ไอ้เจ้านี่ ข้าถามเอ็งดีๆ”

“ไม่มีอะไรจ้ะเพิ่งจะเริ่มทำงานด้วยกันแค่อาทิตย์กว่าๆ แต่ดูท่าแล้วน่าจะได้เรื่อง เก่งกว่าพี่น้องคนอื่น”ภากรเล่าในความจริง เพราะเขาย่อมรู้ว่าคนเป็นเจ้านาย…เก่งแค่ไหน

“ท่าทางคงดุเอาการล่ะสิ”

คุณเพลินจิตหัวเราะจนหลานชายเงยหน้าถาม

“ไหงป้าว่าอย่างนั้นล่ะ”

“ก็ดูเอ็งสิเอากระจกไหมตาแรก” ท่าทางและน้ำเสียงของหลาน คนที่นางเลี้ยงดู อุ้มชูมากับมือทำไมคุณเพลินจิตจะดูไม่ออกเล่า “คงไม่ใช่ตะแล๊ดแต๊ดแต๋แจ้วๆ ไร้สาระ ไร้สมองแบบแม่ทิชาทิชชู่หลักกิโลอะไรนั่น”

เรื่องของ ทิชาหลักกิโลหรือ ยัยคุณทิชชู่ ได้ผ่านหูคุณเพลินจิตมาหลายหนนัก ทำให้ในตอนแรกนางเป็นห่วงเป็นกังวลหนัก

‘มีนายโง่โอ่อ้างวางท่าว่าทำได้ ก็คล้ายๆ เอาลิงข้างจองหองมาพองขน อวดโอ่กราวราวอึ่งอ่างต่างจากคน ทำให้ลนร้อนคลุกลุกไม่เป็นนายแบบนี้มักชอบขี้ข้าประจบสอพอ เอ็งจะลำบากใจนะตาแรก’

จนคุณเพลินจิตไม่เป็นที่กังวลอีกต่อไปด้วยรู้ว่า…หลานชายสุดที่รักเอาตัวรอดได้

‘เว้นแต่เอ็งจะโดนมอมยา’

ทว่าแม้จะเคยเย้าเช่นนั้นจนทั้งภากรและเครือแก้วพลอยเครียดไปด้วยแต่คุณเพลินจิตมักแถมด้วยว่า

‘ตาแรกของข้าเก่งเอาตัวรอดได้ ชีวิตเมืองนอกก็เคยผ่านมาแล้ว เรื่องหนักหนาสาหัสก็จัดการมาแล้วเรื่องน้องเรื่องลูกก็ผ่านมากได้ กะอีแค่เรื่องผู้หญิงบ๋องๆ คนนึงที่คิดจะจับทำผัวทำไมตาแรกของข้าจะเอาตัวรอดไม่ได้’

เพียงแต่ว่าในเวลานี้ภากรไม่รู้ว่าเขาจะสามารถเอาตัวให้รอดได้อีกนานแค่ไหน

มาธวีไม่ใช่ทิชาไม่ใช่ผู้หญิงคนไหน

และผู้หญิงคนไหนๆก็ไม่ใช่มาธวี!

“คนนี้มีปริญญาปะข้างฝาหลายใบเป็นถึงด๊อกเตอร์เชียวจ้ะ” ชายหนุ่มกั้นใจเปรยกับผู้เป็นป้า

“อายุเท่าไหร่วะ”

“อ่อนกว่าผมสองปี”คำตอบนี้ไม่ต้องคิดนานหรอก

“ก็สามสิบต้นๆเอง แต่เพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทของพ่อ สงสัยมัวแต่ไปหาประสบการณ์ข้างนอก”

“จ้ะ เรียนโทควบเอกเขาลูกคนรวย เจ้าของกิจการพันล้าน เขามีทางเลือก”ทว่าภากรไม่ได้ขยายความหรอกว่าทางเลือกอะไร

ด้านไหน…กับใคร

“ชื่ออะไรล่ะ”

“มาธวี”คำตอบมิใช่ทันที แต่ก็ไม่ได้เว้นจังหวะนานนักให้คุณเพลินจิตสงสัย

“ผู้หญิง…แล้วผู้หญิงคนนี้หรือเปล่าที่ทำให้เอ็งมีเรื่องคิด”

“ใช่จ้ะ ก็เขาเป็นเจ้าเป็นนายนี่ก็ต้องคิดเรื่องผู้หญิงควบกับงานไงป้าจ๋า”

“ไอ้นี่! ยกย้อนไปมานัก”เมื่อเหลืออด คุณเพลินจิตจึงขึ้นเสียงหากแล้วเมื่อนึกได้จึงถามด้วยเสียงกระซิบราวว่าเป็นความลับใหญ่โต “ว่าแต่เจ้านายคนใหม่ของเอ็งแต่งงานหรือยัง”

“ยัง” การเว้นช่วงหายใจก็แค่เสี้ยววินาที“ไม่แต่ง แต่ก็มีแฟนแล้วจ้ะ”

“ก็ดีมีความรู้ มีการศึกษา มีฐานะ และมีผัวแล้ว จะได้ไม่มีปัญหา” คุณเพลินจิตพยักหน้าสายตาจับอยู่ที่หลายชาย “ผู้หญิงมีรูปเป็นทรัพย์ก็เป็นภัยผู้ชายมีรูปเป็นทรัพย์ก็เป็นภัย คนเรามีอะไรเป็นทรัพย์…มันก็คือทรัพย์แต่ความดีเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเสื่อม แต่ถ้าดีเกินไปความดีก็เป็นทรัพย์ที่เป็นภัย”

“คุณนายเพลินจิตก็เอาทรัพย์มาให้หลานรักบ้างสิจ๊ะตาแรกรูปหล่อจะได้กลายเป็นผู้ชายที่มีทั้งรูปทั้งทรัพย์…ภัยกับภัยเจอกันเขาว่าจากร้ายจะกลายเป็นดีนะเออ”

“หนอๆๆ ไอ้เจ้านี่คิดจะมาตบทรัพย์ข้า” มือของหญิงชราฟาดเบาๆ อย่างเอ็นดูบนต้นแขนของหลานชายเสียงหัวเราะดังสนุกสนานอย่างที่เป็นมาหลายปี

เสียงหัวเราะของป้าหลานและทุกคนในบ้านเป็นสิ่งที่คุ้นเคยยิ่งนัก

หัวเราะสดใสในครอบครัวเล็กๆ

ถ้าจะไม่คุ้นก็ตอนที่…เกิดเรื่อง

เรื่องนั้น…เมื่อนานมาแล้วที่ทำให้ภากรคิดไม่วายวันจนกระทั่งในเวลานี้

“พ่อ!”

เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยห้าขวบกว่าดังลั่นก่อนร่างน้อยจะถลาเข้ากอดผู้เป็นพ่อที่อ้าแขนรองรับ

“พร้อมแล้วจ้าา”

ทุกถ้อยคำชัดเจนไม่ต่างจากรอยยิ้มยามชำเลืองมองบิดา

และนั่นทำให้ชายหนุ่มละวงแขนข้างหนึ่งจากเด็กชายยกขึ้นยีหัวเบาๆ อย่างเอ็นดู

“เราน่ะพร้อมตลอด”แขนใหญ่รวบร่างเล็กขึ้นมาในอ้อมกอด ลุกขึ้นยืนยืดตัวตรง“รู้เหรอจะไปไหน”

“ไปหาหมอ”คำตอบใสแจ้ว ไม่มีวี่แววหวาดกลัวแต่อย่างใด และนั่นทำให้คุณเพลินจิตมองด้วยรอยยิ้ม

ยิ้ม…เพราะสงสารจับใจ

จะมีเด็กสักกี่คนที่เห็นว่าการไปหาหมอเป็นเรื่องปรกติของชีวิตและจะมีผู้เป็นพ่อสักกี่คนที่จะกอดลูกแนบแน่นด้วยความรู้สึกที่ภากรกำลังถ่ายทอดออกมาเช่นนี้

คุณเพลินจิต…บอกไม่ได้ด้วยคำพูดเพราะสีหน้าท่าทางของภากรแสดงออกมาทุกความรู้สึกที่เป็น

ห่วงใย…สงสารและ…รักสุดหัวใจ

“ตาแรกเอ๋ย…” แต่ที่สำคัญนักยังมี“เจ้าเจมส์ของย่า”

…เจ้าเจมส์ผู้น่าสงสารของย่า…


เขากระชับร่างน้อยแน่นทะนุถนอมเฉดเช่นวินาทีแรกที่ได้เห็น

วันแรก

เดือนแรก

ปีแรกของชีวิตน้อยๆดวงนี้

มันเป็นเช่นนั้นตลอดระยะเวลาห้าปี

เวลาผ่านไปเร็วยิ่งนักเพราะในความรู้สึกของเขา

บางที…ทุกอย่างก็เหมือนเพิ่งผ่านมาไม่นาน

และไม่นานนี่เองที่สองคนพ่อลูกมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้และทุกครั้งเจมส์ก็มักจะร้องให้พ่ออุ้มไว้แนบอกทั้งก่อนและหลังพบแพทย์

“หนูไม่กลัว”เด็กชายประกาศ ไม่แสดงอาการหวาดวิตกเมื่อต้องเข้าพบ…คุณหมอ

ไม่ว่าหมอจะทำการตรวจด้วยวิธีไหน

ไม่ว่าจะต้องเอ็กซ์เรย์อะไรหรือตรวจด้วยเครื่องมือ เข็มฉีดยาใดๆ เด็กชายยังเฉยไม่เคยมีเสียงร้องมากกว่าเสียงสะอื้นเบาๆ

คนที่กังวลมิวายคือผู้เป็นพ่อทว่ายามที่เด็กชายหันมาดวงหน้าจริงจังของผู้เป็นพ่อมักจะกลบความกังวลใจทั้งปวงไปจนหมดสิ้นมีเพียงรอยยิ้มที่จับประกายทั้งดวงตาและใบหน้า

ยิ้มที่ให้ทั้งความรักและกำลังใจ

เป็นรอยยิ้มที่มักจับจิตมัดใจของผู้อื่นที่ได้เห็นเช่นกัน

“คุณพ่อคุณลูกมีลักยิ้มเหมือนกันเสียด้วย”บรรดานางพยาบาลมักซุบซิบ “หล่อตาเยิ้มทั้งพ่อทั้งลูก”

พยาบาลหลายคนพอรู้เพราะเห็นการมาของสองคนพ่อลูกนี้มาหลายปี การมาทุกๆ สามเดือน บางทีถ้า…อาการแย่ก็บ่อยกว่านั้น

เพียงแต่อาจจะเป็นเพราะเสียงของเขาที่แว่วมาหรือว่าภาพสองคนพ่อลูกที่บัดนี้จูงมือกันไปยังที่เคาน์เตอร์รับยา แต่ไม่ว่าเพราะอะไรมาธวีเห็นและเลือกที่จะมองภาพนั้น ต่อให้มองจากระยะที่ห่างออกมา

หรือว่าเป็นการมองหลบๆเพื่อไม่ให้เขาเห็นเธอได้

แต่หญิงสาวก็ยังคงมอง

มอง…แม้กระทั่งตอนที่อ้อมแขนแข็งแรงอุ้มเด็กชายคนนั้นเข้ามาแนบอกอีกครั้ง

เธอมองจนกระทั่งสองคนพ่อลูกเดินลับตาไป

ลูกของเขา!

ลูกของเขากับผู้หญิงคนไหน!

ภาพจากความทรงจำปรากฏเพียงวูบทำให้หญิงสาวกระพริบตาสองสามทีราวสะกดมันให้หายไปจากห้วงความคิด

แล้วยังเสียงคุ้นเคยที่แว่วเข้ามามาธวีพยายามไม่สนใจเสียงทุ้มอันแสนคุ้นเคยจากอดีตที่แว่วเข้ามา

รักอะไรหรือจะเท่าพี่รักเจ้า แม่แก้มเย้าใจของพี่ไม่มีสอง

ทั้งชีวาพาชีวิตให้เจ้าครอง พี่รักน้องไม่คิดปองใครไหนเลยฯ

มันผ่านมาแล้วจบไปแล้ว

เป็นเพียงอดีตเท่านั้น

ถ้าจะจำ ก็ต้องจำเพียงแต่ว่าเธอเคยเจ็บแค่ไหน

และเคยร้าวราญเพราะใคร!


“ปราง…”

เสียงเรียกทำให้มาธวีหันไปพร้อมรอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้า

ยิ้มที่ดูฝืนนักหากเจตน์ที่เข้ามาโอบเอวของเธอกลับดูไม่ออก

“รอนานไหม”การถามแม้อ่อนโยน แต่ก็ไม่รื่นหูเหมือนใครอีกคนเมื่อนานมาแล้ว “โทษทีเผอิญเจอเพื่อนสมัยเรียน เลยคุยกันยาว”

“เรารีบขึ้นไปเยี่ยมคุณป้าเถอะ”หญิงสาวเร่งกลายๆ อยากจะออกไปจากตรงนี้ให้เร็วทีสุด

ก็ในเมื่อเหตุผลที่เธอต้องมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ก็เพื่อเยี่ยมมารดาเจตน์ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกถ้าเธอรู้ว่าการมาที่นี่จะทำให้เธอได้พบกับใครอีกคนโดยบังเอิญ มาธวีคงไม่มาแน่ๆ

ทำงานอยู่กับยาในทุกวันก็พอแล้วยังต้องมาโรงพยาบาลในวันหยุดเช่นนี้อีกมันเป็นอะไรที่ถ้าเลี่ยงได้หญิงสาวมักจะเลี่ยงเสมอ

เพราะครั้งสุดท้ายที่เธอจำต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยเรื่องมันตอนที่เธอสูญเสียผู้เป็นที่รักไป

เสียไปตลอดกาล

เหลือเพียงเธอ…ตัวคนเดียวในโลก

เว้นแต่ว่ายังดีที่ครั้งนั้นเคยมีเขา

ครั้งนี้…ไม่มีเสียแล้ว

และเพราะใจไม่อยู่กับร่องกับรอยทำให้หญิงสาวไม่แน่ใจนักว่าเธอขึ้นมาถึงชั้นห้องพักคนไข้ภายในได้อย่างไร

คงเดินมาเรื่อยๆโดยมีเจตน์อยู่ข้างๆ ดังเช่นที่เป็นมาหลายปี

หลายปีนักจนไม่วายที่แม่ของเขาต้องถาม‘เมื่อไหร่จะแต่งงานกันเสียที เจตน์ยังไม่ขอคุณเขาอีกหรือ’

‘ขอหลายครั้งแต่ปรางยังไม่พร้อม’ ชายหนุ่มสารภาพตามตรงโดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขายอมรับเช่นนี้

และก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่แม่ของเขาต้องซ่อนความไม่พอใจเอาไว้แม้เมื่อบอกด้วยรอยยิ้ม ‘คุณก็ใจแข็งเหลือเกิน’

ถ้าไม่เกรงใจก็คงมีต่อด้วย…อายุตั้งปูนนี้ เรื่องมากอยู่ได้

แต่ก็เพราะเกรงใจ

อีกทั้งเกรงต่อ…เงินและทรัพย์สินของว่าที่ลูกสะใภ้เอมวลีจึงปิดปากเงียบ ให้ใบหน้าคงไว้แต่รอยยิ้มจะมีแหยแกก็เมื่อแผลผ่าตัดเมื่อสามวันก่อนกำเริบ

“ป้าต้องขอบคุณคุณที่ช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาค่าโรงพยาบาลมันก็เฉียดล้านอยู่”

“ไม่เป็นไรค่ะ”คำตอบของมาธวีง่ายๆ เพราะเงิน…ไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในตอนนี้เธอมีฐานะเป็นถึงลูกสาวคนโต ของเจ้าของบริษัทยา

“เดี๋ยวผมก็ต้องไปทำงานใช้อยู่แล้ว”เจตน์กล่าวติดตลก มือของเขาโอบเอวของหญิงสาวไม่ห่าง“ว่าแต่ปรางจะให้ผมเข้าไปช่วยงานเมื่อไหร่”

“ไม่ต้องรีบก็ได้”คนที่เมื่อไม่นานมานี้เคยเร่งรัด กลับบอกเช่นนั้น “เจตน์อยู่ดูแลคุณป้าก่อนดีกว่า”

“ก็ไหนเคยบอกว่าต้องการคนช่วย”ชายหนุ่มท้วงทีเล่นทีจริง

ใช่…ผู้ชายคนนี้ไม่คิดเรื่องงานทุกอย่างเล่นไปเสียหมด ต่างจากผู้ชายอีกคน

คนนั้นในตอนนี้ทะเยอทะยานนักทำงานสองที่สามที่พร้อมกันก็ทำได้ เพียงเพราะ…เงิน

และเพราะเงินเขาเคยเลือกที่จะเข้าทำงานบริษัทที่สามารถ…ซื้อตัวเขาได้

มาธวีสลัดความคิดแล้วหันมองผู้เป็นคนรัก“แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญก็ควรเป็นเรื่องอาการของคุณป้า เอาไว้เดือนหน้าเจตน์ค่อยเริ่มงานก็ได้”

“ปรางพูดเองนะ”เขาหลิ่วตามองทีเล่นทีจริง

เจตน์ไม่รีบเข้าไปทำงานหรอกอยู่แบบนี้สบายกว่าเป็นไหนๆ ในตอนนี้ ก็ไม่ต้องห่วงอะไรอย่างอื่นนอกจากห่วงเอาใจมาธวีเท่านั้นเองซึ่งก็ไม่ได้ยากลำบากอะไร

จะลำบากก็บางครั้งที่ความคิดของมาธวีโลดแล่นไปไกลจนไล่ตามไม่ทันแต่เขาก็ไม่เคยสนใจ เพราะตราบใดที่มาธวียังรักเขานั่นก็หมายความว่าเขาไม่มีอะไรต้องเสีย

มีแต่ได้กับได้

ได้ทั้งเงิน…ได้ทั้งคน

และต่อไปเมื่อแต่งงานกับมาธวีแล้วเขาก็จะมีมากขึ้น ทั้งทรัพย์สินของมาธวีและมารดาของเธอผู้เป็นถึงทายาทเจ้าของที่ดินแล้วยังทรัพย์สินฝั่งเถ้าแก่ศรุตผู้เป็นพ่อของเธอ ธุรกิจยามูลค่าเป็นพันล้านต่อให้แบ่งกันกับลูกของศรุตคนอื่นๆ อีกเกือบสิบคน ก็ยังเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท

รวมๆ กันแล้วมูลค่านั้น…หาศาลเลยทีเดียว

ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่เขาดันถามทิชาเรื่องของมาธวี

และโทษทิชาที่ดันเล่าเสียจนหมดเปลือกหนำซ้ำต้องโทษคุณเพลินจิตด้วย ที่ย้ำเรื่องของมาธวีให้ฝังลึกเข้าไปในห้วงความคิด

ตลอดสุดสัปดาห์เขาคิดถึงแต่มาธวีแม้กระทั่งมาในวันจันทร์ที่เข้าทำงาน ภากรก็ยังไม่วายคิด

สายตาของเขาตวัดไปยังห้องทำงานของ…บอส ด้วยความหวังว่าจะเห็นแม้เพียงแวบแต่ก็ไม่เห็น…ใคร

“บอสไม่เข้าออฟฟิศวันนี้”

นั่นคือสิ่งที่วันดีรายงานทุกคนในฝ่ายในเวลาสิบโมงเช้าหากการรายงานเช่นนี้ก็มีอีกในวันรุ่งขึ้นและในวันถัดมา โดยที่ไม่มีใครรู้เหตุผลว่า...ทำไม

“ลูกเจ้าของบริษัทจะมาก็มาไปก็ไป ไม่เห็นแปลก” เสียงวิจารณ์ดังลั่นสนุกปาก “ท่าจะมีเชื้อแบบทิชาหลักกิโลมั้ง…เชื้อขี้เกียจแบบลูกรักของเจ้าของบริษัท”

เชื้อ…ลูกเศรษฐีคนมีเงิน

จะขี้เกียจก็ได้จะเบื่อก็ดี

วันไหนอยากทำงานก็ทำถ้าไม่อยากทำก็ไม่ทำ อยากออกเร็วเข้าสายก็ตามสบาย

อยากจะไปหาลูกค้าหรือไม่ไปก็ได้แล้วแต่อารมณ์

เพียงแต่มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาทำแบบนั้นไม่ได้แอบทำอาจจะได้ แต่ภากรก็ไม่เคย…กล้าที่จะทำ

ให้เขาไม่เข้าออฟฟิศเป็นวันๆแต่นั่นหมายความว่า เขาออกไปทำงาน ไปหาลูกค้า

ถ้าจะลาก็ต้องเป็นกิจจะลักษณะ

‘สำนึกของคนเรานะลูกบางอย่างไม่ต้องสอนอะไรมาก แต่พื้นฐานคนเราต้องรู้สำนึกดีชั่ว ควรไม่ควร’

แม่ของเขาสอนเสมอและแม้แต่คุณเพลินจิตยังเคยสอน

‘ลิงหลอกเจ้าคนเขาไม่ทำกันหรอก ทำไปแล้วเราจะหลอกเขาได้นานแค่ไหนกัน คนดีต้องดีทั้งต่อหน้าและลับหลังทำต่อหน้ามะพลับลับหลังมะไฟ แบบนั้นใช้ไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้’

หากเพียงแต่ก็มีหรอกที่คุณเพลินจิตต้องย้ำเสียงเข้มแนวภูธรที่เป็นเอกลักษณ์‘คนเราตรงไปนักก็ไม่ดี หย่อนไปนักก็ไม่ได้ ดีไปนักเขาก็รังแก ดังนั้นโอนอ่อนบ้างแต่อย่าอ่อนจนสำนึกของเราอ่อนไปด้วย’

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปรกติในเวลาที่งานยังไม่เสร็จภากรก็จะเอางานกลับไปทำที่บ้านหรือยังอยู่ที่ออฟฟิศเพียงลำพังแม้ว่าตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว

ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าต่างประเทศของบริษัทไบโอซิสเมดิเคล มีแค่สองสามเจ้าในแต่ละประเทศ จะมีบางประเทศที่เยอะหน่อย ซึ่งหลักๆ ก็คือประเทศใกล้เคียง

และไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่ซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่เป็นของ…ปลายน้ำ

บางเจ้าซื้อส่วนผสมของยาเพื่อจะใช้ในการผลิตของตน…ต้นน้ำบ้างก็…จ้างให้ไบโอซิสผลิตยาให้…กลางน้ำ

บ้างเจ้า…ซื้อยาที่ไบโอซิสเป็นเจ้าของและผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า

ดังนั้นการขายจึงต้องพลิกแพลงข้อมูลต้องรู้พอที่จะแยกจำแนก

ลูกค้าแต่ละรายต่างกันลูกค้าของแต่ละชนิดของผลิตภัณฑ์ก็ต่างกัน

ขายของแล้วก็ต้องดูเรื่องขนส่งต่อให้มีทีมที่ช่วย แต่ภากรก็ไม่เคยปล่อยจนละเลย

บางทีถึงกลับต้องวิ่งเอาของมาส่งที่โรงพยาบาลเองก็มีเขาไม่ยุ่งวุ่นวายกับงานคนอื่น แต่ก็ตามงานพอที่ให้เห็นว่าของถึงมือลูกค้าถูกต้องครบถ้วนและตรงเวลา

เวลาทำงานเขามักทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมด ความตั้งใจมุ่งอยู่ที่เนื้องานแต่ละอย่าง ทั้งกับลูกค้าปัจจุบันและการหาลูค้าใหม่

เพียงแต่ว่าสองสามวันมานี่มีหลายทีที่ต้องหยุด…คิด

ระลึกถึงหลายเรื่องราว

มีทั้งเรื่องในอดีตนานมาแล้ว

จนถึงเรื่องในปัจจุบัน

แล้วยังเรื่องของ…เจ้าเจมส์

ความคิดที่รุมเร้าตัดทอนแรงกายที่มีในตอนนี้ชายหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาของเขาค่อยๆ ปิด พยายามไม่คิดถึงอะไรอีกต่อไป

และเป็นเช่นนั้นอีกนาน

นาน…จนลืมไปแล้วว่าเวลาผ่านมานานแค่ไหน

นาน…จนเขาไม่รู้เลยว่ามีใครเดินเข้ามาหยุดหน้าห้องทำงาน

ใครคนนั้น…นิ่งอยู่นานมองเขาด้วยสายตาที่เธอไม่เคยได้มองใครเช่นนี้มานานแสนนาน ราวถูกสะกดด้วยเสียงที่แว่วเข้ามาสะกิดเตือนในความทรงจำ

รักอะไรหรือจะเท่าพี่รักเจ้า แม่แก้มเย้าใจของพี่ไม่มีสอง

ทั้งชีวาพาชีวิตให้เจ้าครอง พี่รักน้องไม่คิดปองใครไหนเลยฯ

“แรก…” ถ้อยคำหยุดอยู่ในใจเท่านั้นพร้อมๆ กับความรู้สึกที่ถูกกลืนหายไป

ดวงตาที่เคยทอดอ่อนละมุนเพียงเสี้ยววินาทีพลันจับแววแรงกล้าไม่ต่างจากสีหน้าถมึงทึงเมื่อกระชากเสียง

“ถ้าจะทำงานก็ทำแต่ถ้าจะนอนก็กลับไปบ้านโน่น ที่นี่ที่ทำงาน ไม่ใช่ที่นอน!”

มาธวีเห็นแล้ว…เขาสะดุ้งโหยงดวงตาคู่นั้น…ตกใจ

หากผู้ชายคนนั้นก็กลบทุกอย่างได้จนหมดสิ้น

กลบความคุ้นเคยทุกอย่างก่อนจะลุกขึ้นยืนนิ่ง ก้มหัวเพียงเล็กน้อยเมื่อบอก “ขอโทษ”

ทว่าหญิงสาวไม่อยู่รอที่จะฟังอะไรต่อเธอหันเดินไปยังห้องทำงานของตัวเอง มุ่งมั่นกับงานอยู่อีกครู่ใหญ่หากหูยังคอยฟังว่าคนข้างห้องทำอะไร หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วหรือยัง

เพียงแต่ว่าภากรก็ยังอยู่

อยู่…คล้ายเพื่อวัดความอดทนของกันและกัน

ใครทน…กว่ากันใครจะอยู่จนวินาทีสุดท้าย

หากในที่สุดก็กลายเป็นมาธวีที่…ไม่ทน

เธอเก็บของปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ปิดไฟในห้องทำงานแล้วเดินออกมา รับรู้เพียงว่าห้องเล็กข้างๆ ยังคงสว่างจ้าด้วยแสงไฟเคล้าไปด้วยเสียงของเขาที่สนทนาเป็นภาษาสเปนกับใครสักคน

การก้าวของเธอมั่นคงตรงไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังหันมองกลับมาอีกเลย


========================================================

...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...


========================================================


ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====






Create Date : 29 มกราคม 2560
Last Update : 29 มกราคม 2560 21:50:21 น. 2 comments
Counter : 531 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
เข้ม..ข้นเลยทีเดียว


โดย: Arunsri IP: 180.183.193.237 วันที่: 30 มกราคม 2560 เวลา:6:18:16 น.  

 
ราวชาขมๆ ไม่ใส่น้ำตาลค่ะ 555


โดย: Sentimentally Smooth วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:22:42:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.