Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
20 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 6) โดย มานัส







บทที่ 6

“พี่…นายเรียก”

เสียงของวันดีที่ดังมาจากหน้าห้องสะกิดให้ภากรเงยหน้าขึ้นจากเอกสารชุดใหญ่บนโต๊ะเขากระพริบตาสองสามทีพยายามคลายตัวอักษรศัพท์เฉพาะทางของวงการและยังตัวเลขอีกมากมาย

เขาเรียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเน้นภาษาและการสื่อสารเป็นหลัก ไม่ได้เน้นหนักวิทยาศาสตร์แขนงไหนวิชาใดอาศัยการปรับเปลี่ยน ดัดแปลงไปตามความจำเป็นและความใฝ่รู้ที่จะเรียนเรื่องงานเท่านั้น

ความชำนานในก็การพูดการสื่อสาร ภาษาที่เขาสามารถใช้ได้ถึงสี่ภาษา แล้วยังที่พอรู้งูๆ ปลาๆ อีก ล้วนมาจากสำคัญที่เขามีคือความอดทนและการพุ่งเป้าไปยังจุดมุ่งหมายด้วยทิฐิและความมุ่งมั่น เขาจึง…ต้องอดทนสู้

คนในครอบครัวมีแต่…เรา

คนที่เป็นผู้ชายหนึ่งเดียวของบ้าง…ลูกผู้ชายล้มได้ลุกได้ ก็ต้องสร้างตัวเองได้

ต้องยืนให้ได้แม้ว่าการยืน จะสุดแสนทรมานสักแค่ไหน

ทว่าในเวลานี้…ในการยืนหากก็ด้วยอาการเซเพียงนิดเดียว…ลุกเร็วไป

ทุกอย่างเร็วไป!

การก้าวเดินไปที่ห้องของ…บอสจึงถอดฝีเท้าช้า ไม่ต่างจากลมหายใจที่สูดลึกในทรวง

ชายหนุ่มเคาะสองสามทีบนประตูไม้ที่ถูกเปิดกว้างเป็นการเตือนให้คนข้างในรู้ แล้วจึงก้าวเข้าไปทันทีที่คนนั่งหลังโต๊ะทำงานหันมา

“ครับ”เสียงเรียบของเขาเปล่งได้เท่านี้

ร่างสูงหยุดอยู่หลังเก้าอี้รับแขกหน้าโต๊ะทำงานดวงตานิ่งจับที่ใบหน้านวล…อ่อนหวานกลบด้วยเครื่องสำอางราคาแพงเพียงแต่ว่าดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นของเธอไม่ได้อ่อนไปด้วย ตรงกันข้าม มันแสนจะเย็นชาห่างเหิน

“บัญชีของโรงพยาบาลที่มีเครือในกรุงเทพและระยองนั่นคุณรับเอาไปดูก็แล้วกัน”

“ครับ”คำรับสั้นไม่มีอาการอย่างอื่น

“ถึงลูกค้ารายนี้จะเคยอยู่ในการดูแลของทิชาแต่กรุณาอย่าดึงทิชาเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวาย…ไม่ชอบ!”

“ครับ”

อีกแล้วที่ดูราวว่าเขาไม่สะทกสะท้านจนมาธวีต้องลงเสียงหนัก

“เรื่องวันก่อนอย่าให้เกิดขึ้นอีกจำไว้ว่าที่นี่ที่ทำงาน คุณเป็นพนักงานของเรา และทิชาก็เป็นผู้บริหารเป็นลูกเจ้าของ”

“ครับจะจำไว้” การรับสั้น ต่างจากระยะเวลาที่เขายืนนิ่ง รอให้ความเงียบเข้าปกคลุม

“หมดธุระแล้ว”การตัดบทของหญิงสาวนั้นห้วน ก่อนเธอจะหันไปจ้องจอคอมพิวเตอร์

มอง…แต่ไม่เห็นว่าบนจอแสดงข้อมูลอะไร

“ผมจะขอหยุดต้นเดือนหน้าหนึ่งวันบอกเอาไว้ก่อนๆ แล้วผมจะส่งอีเมลลาเป็นทางการ” ภากรแจ้งแล้วรีบบอกเมื่อเห็นสีหน้าหาเรื่อง “ก็อีกสองอาทิตย์กว่า ผมคิดว่าไม่กะทันหันจนเกินไป”

“มีอะไร”แม้ว่าการลาจะเป็นสิทธิ์ของพนักงาน แต่หญิงสาวก็ยังกระชากเสียงถาม

“โรงเรียนของลูกผมมีงานวันพ่อ”คำตอบนั้นด้วยความจริง ทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วที่วาดวงราวคันศรเพียงเล็กน้อย

“จัดการเคลียร์งานอย่าให้ค้าง”มาธวีออกคำสั่ง แม้รู้ว่าไม่จำเป็นเพราะการลาก็แค่วันเดียวแต่ต่อให้ลาเป็นอาทิตย์เธอก็รู้ว่าไม่ควรที่ต้องออกคำสั่งย้ำเช่นนั้น ทุกคนโตๆกันแล้ว

เพียงแต่ว่ากับภากร…

‘ปรางน่ารักเวลาขี้อ้อน’

‘ก็แค่เวลาอยู่กับแรกเท่านั้น’ เสียงหวานของเธอก็เคยมีให้แต่เขาเท่านั้น

แม้แต่เสียงหาเรื่องก็เช่นกันที่เมื่อก่อนที่เขาเคยค่อนแกมหยอก ‘ปรางชอบหาเรื่องเหมือนเด็ก’

‘ก็หาเรื่องแรกคนเดียวเท่านั้นแหละ’

ดังนั้นในตอนนี้เธอจึงจ้องแต่จะหาเรื่องเขาอยู่เสมอมันอาจจะเพราะเหตุผลอื่น หรือไม่ก็เพราะความเคยชินที่ยังคงฝังในความทรงจำของเธอ

ทว่าการ…หาเรื่องก็แค่วันนั้น…เท่านั้น

เพราะดูเขาจงใจหลบเลี่ยงเธอไม่พบถ้าไม่จำเป็น

แม้แต่การกินข้าวกลางวันถ้าเธอไปกับกลุ่มนี้ เขาก็จะไปกับอีกกลุ่มหนึ่งและยิ่งถ้าวันไหนเธอเลือกที่จะกินข้าวกลางวันบนออฟฟิศวันนั้นเสียงของเขาที่อยู่ข้างนอกชักชวนคนโน้นคนนี้ก็มักจะดังเป็นพิเศษและอาจจะดังลั่นเลยเสียด้วยซ้ำในวันที่เธอไม่ได้เข้าออฟฟิศเช่นวันนี้

มาธวีวนรถสปอร์ตปราดเปรียวขึ้นมาจนถึงชั้นสูงของลานจอดรถบางทีเธอก็เคยคิด…มีคนขับรถน่าจะดี

แต่หลายที…ไม่จำเป็น!

เธอเคยใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาสิบกว่าปีตั้งแต่ปีสุดท้ายของไฮสกูลจนเมื่อไม่นานมานี้เอง ชีวิตเคยชินกับความเรียบง่ายมานานแสนนานถึงตอนนี้ถ้าไม่จำเป็นเธอก็ไม่อยากเปลี่ยนนักหรอก หญิงสาวชินกับการไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ต้องมีคนอื่นมารอ มารับให้วุ่นวาย แม้ว่าเมื่อก่อนเธอจะเคยมีคนมารอ…มารับและส่งแม้ว่าอากาศจะร้อนจัดหรือหนาวเหน็บ ให้ฝนฟ้ามืดมัว หรือเมื่อหิมะขาวราวปุยนุ่นละลายเฉอะแฉะถูกย่ำจนสกปรกก็ตามที

เมื่อก่อนภากรรอเธอได้เสมอ


“โน่นๆ มาพอดีเลย”

เสียงของสินีดังพอที่ผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาหาได้ยินชัดเจนและแม้สีหน้าของหญิงวัยเลยกลางคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นนั้นจะตีด้วยรอยยิ้มหากแววตาที่มาธวีได้เห็นนั้นมิได้แซมด้วยรอยยิ้มแม้แต่นิด

‘ถ้าเราไม่มีเงินเขาก็คงจิกหัวเรียก จิกหัวใช้ นี่เราดันมีเงิน…ก็เลยเห็นว่าเราเป็นธนาคารส่วนตัว’

มารดาของเธอเคยค่อนหากตอนนี้หรือในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาครอบครัวของเจตน์ต้องรับเธอดีให้ความเป็นมิตรกับเธอดี และยอมรับเธอในฐานะคู่รักของเขาโดยไม่มีท่าทีอื่นใด

ถ้าจะมีก็คงเป็นอาการที่แต่ละคนพยายามเก็บงำโดยที่นานๆ ทีจะโผล่มมาสะกิดเตือนใจให้มาธีวีรู้ว่า…ยังไม่ใช่

‘ปรางคิดมากไปเอง’ เจตน์มักเตือนเสมอเวลาที่เธอปรารภเรื่องนี้กับเขา ‘พ่อแม่ผมไม่มีอะไรท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว น้องๆ ของผมก็ชอบปรางกันทุกคุณ’

‘ชอบคนหรือชอบของ’ หญิงสาวเคยย้อนถามเขา เพราะของที่เธอมีให้พ่อแม่และน้องๆ ของเขาล้วนแต่เป็น…ของดีมีราคา

เพราะว่าเธอมี…มันจึงเป็นความสุขเวลาที่เธอ…ให้

‘ปรางให้เขามากไปหรือเปล่า’ อนงค์มารดาของเธอมักทักท้วงเพราะการให้ที่ดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่รถยนต์ที่ใช้บ้านที่อยู่ในต่างประเทศ แม้แต่ค่าเล่าเรียนที่มาธวีช่วยแบ่งเบาภาระของเขามาจนถึงตอนนี้ แม้แต่ค่ารักษาพยาบาลของสินีเจตน์ก็ยังต้องอาศัยแฟนสาวเข้ามารับผิดชอบจัดการ

‘คนก่อน…ไม่ใช่แบบนี้’ ไม่ว่าผ่านมานานแค่ไหนแต่แม่ของเธอยังจำ…เขาได้

และจำได้ว่า…เขาแตกต่างจากเจตน์โดยสิ้นเชิง

‘รายนั้นทิฐินัก’ เมื่อก่อนอนงค์เคยหาที่ติ หากเดี๋ยวนี้ ‘คนก่อน…ดูแลปราง ไม่ใช่ปรางต้องดูเขาแล้วยังต้องรับผิดชอบครอบครัวเขาเหมือนคนนี้’

‘แต่แม่ไม่ชอบ…เขา’ มาธวีได้แย้ง

‘แม่แค่คิดว่ายังเด็กทั้งคู่ตอนนั้นมันเร็วไป’

ตอนนี้มาธวีไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไปแล้วเธอโตพอที่จะเดินไปพร้อมเจตน์เพื่อยื่นบัตรเครดิตที่มีวงเงินสูงลิ่วให้กับเคาน์เตอร์จ่ายเงินของโรงพยาบาล

เงินเป็นหลักล้าน…หญิงสาวเซ็นเพียงแกร็กเดียว

และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเธอจึงได้เห็นรอยยิ้มที่มีจากทั้งดวงหน้าของทุกคนในครอบครัวเจตน์

รอยยิ้มที่ต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนไม่ใช่น้อยเลย

มันถูกต้องแล้วหรือ


ท่าทางการลงหมัดของหญิงสาวในเสื้อยืดสีเข้มตัวใหญ่กางเกงวอมล์สีเทานั้นหนักพอที่จะทำให้กระสอบชกมวยตั้งพื้นตัวใหญ่ในโรงจอดรถนั้นสะทกสะท้านแกว่งตัวไปมาได้

เรี่ยวแรงที่เข่าสลับกับการเตะต่อยในแลดูมีอนุภาพไม่ต่างกันเลยทำให้หญิงชราที่ยืนห่างออกมาในบริเวณสนามหญ้าที่ขึ้นเป็นหย่อมๆ ต้องเปรย

“เอ็งมันยิ่งกว่าผู้ชายแล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะหาผัวได้วะ”

“ผัวเผลออะไรล่ะป้าหนูอยู่กับป้ากับแม่แบบนี้น่ะดีแล้ว” แม้จะลงหมัดรัวบนกระสอบ แต่คำพูดชัดถ้อยชัดคำไม่มีอาการเหนื่อยล้าแต่อย่างใด

“แต่อย่างว่า…แบบเอ็ง…ใครจะคว้าไปต้องคิดหนัก”

“โอย…อย่างห่วงหนูเลยป้าไปห่วงหลานชายของป้าก่อนเถอะ นักเรียนนอกทำงานเก่ง หาเงินเก่ง ทำอาหารได้ทำงานบ้านไหว ยังหาเมียหาแม่ให้ลูกชายไม่ได้เล้ย ต้องให้ป้าจับคลุมถุงชน”

“ข้าพูดถึงเอ็งเอ็งไปกระทบตาแรกทำไม” เสียงตะหวัดห้วน ไม่ต่างจากสายตาค้อนควับ “อีนี่พาล”

“โถ…แตะหลานรักไม่ได้เลยนะ”

“เอ็งมันพาล”คุณเพลินจิตย้ำ สายตาจิกมองหลานสาวที่แกะนวมทั้งสองข้างออก “ข้าว่าข้าให้ตาแรกกลับมาดูตลาดของข้าแล้วให้เอ็งไปทำงานออฟฟิศในกรุงเทพมันน่าจะเหมาะกว่า”

“แหม…แหมหนูกำลังขยายตลาดเพลินจิตเพิ่มอีกสองแห่ง จะมาให้ไปอยู่เป็นสาวชาวกรุงซะแล้ว ป้าหาเรื่องให้หลานรักมาอยู่บ้านน่ะสิ”หญิงสาวถือโอกาส…หาเรื่องผู้เป็นป้าเสียเลย

“อีนี่…”คราวนี้คนเป็นป้าชักยั๊ว “หลานข้าทั้งสองคน ข้ารักเหมือกัน เอ็งมันล่ะก็ ไม่ได้กวนน้ำโหข้าสักวันมันจะเป็นจะตายนักหรือไง”

“เพราะรักหลอกน๊า”หญิงสาวไม่พูดเปล่า แต่ปรี่เข้ามาสวมกอดผู้เป็นป้าอย่างเอาใจ

“เอ็งไปหลอกคนอื่นไป๋ไม่ต้องมายุ่งกับข้า” คนที่ลิ้นพลิ้วในคำพูดย่อมจับได้ถึงการเล่นลิ้นเล่นคำของหลานสาว

“พูดถึงหลอก…ป้าหลอกพี่แรกไปเจอลูกสาวคุณนายโสภาพรรณได้หรือยัง”นันทนาสงสัยจับใจ เพราะนี่…ยังไม่ได้ยินว่าคุณเพลินจิตจะมาโพทนาถึงความคืบหน้าที่ควรมี

“ก็พี่ชายเอ็งมัวแต่ยึกยักอ้างโน่นนี่”

“ยึกยักเพราะป้าไม่กล้าบังคับหลานน่ะสิ”นันทนารู้ดี ให้ปากพูดไปอย่างไร แต่คุณเพลินจิต…เกรงใจหลานชายยิ่งนัก

อย่าว่าแต่…ป้าเพี้ยนเลยทุกคนในบ้าน แม้แต่หญิงสาวเองก็…เกรงใจ

‘พี่แรกเสียสละเยอะนะเจ๊’หนึ่งลูกน้องในสังกัดของเธอยังเคยกระซิบบอก ‘เพื่อเจ้าเจมส์…พี่แรกยอมเสียทุกอย่าง ทั้งอนาคตของตัวเอง ทั้งคนที่ตัวเองรักที่สุด’


“พอไหวไหมหมอ” คนถามขมวดคิ้วตึงไม่ต่างจากสีหน้าที่กำความวิตกไว้เต็มเปี่ยม สายตาเพ่งที่ผลเอ็กซเรย์บนโต๊ะของผู้เป็นนายแพทย์เจ้าของเคส“น่าจะได้ใช่ไหม”

“มันยังพูดยาก”

“เข้าใจหรอกว่าอาจไม่หายขาดแต่ก็พอมีหวังใช่ไหม ตอนนี้เจมส์ห้าขวบแล้วนะหมอ”คนถามพูดเองตอบเองจนอีกฝ่ายถอนหายใจ

“แกก็รู้ และน่าจะรู้ดีกว่าใครทุกคนในโลกไม่ใช่เหรอว่ามันไม่ใช่แค่…ได้ไม่ได้มันต้องละเอียด เพราะความเสี่ยง”

“แต่หมอก็เห็นเจมส์…แข็งแรงขึ้นมากผมอยากให้ลูกมีชีวิต…ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไป เด็กห้าขวบต้องวิ่งต้องเล่นแต่…” ภากรเสียงพร่า

ลูก…เล่นได้แต่เล่นซนอย่างที่เด็กผู้ชายวัยห้าขวบควรเป็นไม่ได้

ปีน ป่ายพอได้แต่จะวิ่งสุดแรงด้วยความซนสุดฤทธิ์…ไม่ได้

หลายอย่างที่เจมส์อยากเล่นแต่ทั้งครูและคนที่บ้านต้องระแวดรัง…ไม่ให้

“แรก…”คุณหมอพจน์เรียกเตือนผู้เป็นเพื่อน “อย่างที่ฉันเคยบอกไปนั่นแหละ การผ่าตัดยากมากและอันตรายมากเช่นกัน ไม่ว่าฉันหรือว่าอาจารย์หมอคนไหนๆก็รับประกันไม่ได้ว่าจะหายขาด”

คำพูดของผู้เป็นหมอทำให้อีกฝ่าย…คิด

ชีวิตทั้งชีวิต…อีกทั้งยังเป็นชีวิตของเด็กชายวัยห้าขวบผู้ที่ทำให้เขา…คิดตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว

คิดให้ดีนะตาแรก…ป้าเพี้ยนเคยเตือนหลายครั้ง…ตัดสินใจแล้ว ห้ามเสียใจภายหลัง

ต่อให้เจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหนแต่ภากรก็ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เขาเลือก

อาวรณ์เจ็บปวด รวดร้าว…ใช่

แต่ไม่เสียใจ!

‘ชีวิตของผมผมเลือกแล้ว’ เมื่อก่อนชายหนุ่มประกาศเช่นนั้น

เขาเลือกลูก

เลือกครอบครัว

เพียงแต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่แค่ชีวิตเขา แต่มันหมายถึงชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งที่เขารักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกหล้า

รักอะไรหรือจะเท่า…พ่อ…รักเจ้า

‘ผู้หญิงมีอีกเป็นแสนเป็นล้านแต่ลูกของผมมีแค่คนเดียว’

เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงเลือกเจ้าเจมส์ก่อนเสมอ และเลือกชีวิตของลูกก่อนความสุขของตัวเองทุกครั้ง

“ตอนนี้แกต้องดูแลเจมส์ให้ดีระวังโรคซ้อน เรื่องอื่นให้เป็นหน้าที่ของฉัน ไง…หรือแกไม่ไว้ใจฉันแล้ว”พจน์หัวเราะเบาๆ มองหน้าคนเป็นเพื่อน

ความเป็นเพื่อนที่เกิดขึ้นเพียงเพราะคนหนึ่งเป็นหมออีกคนเป็นตัวแทนผู้ขายยา…ตัวแทนยา

‘ไม่รู้ว่าเรียนเภสัชฯจากที่ไหน ความรู้แน่น สำเนียงดีนะครับอาจารย์’

คุณหมอจำได้ว่าตัวเองเคยถามแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งหลังจากที่ได้เข้าประชุมกับ…ตัวแทนยาหน้าใหม่เมื่อห้าปีที่แล้ว

‘เรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ’

คำตอบจากผู้สูงวัยกว่าทำให้พจน์อ้าปากค้างและเมื่อเข้ามาสัมผัสกับตัวแทนยาหน้าใหม่ด้วยตัวเอง นั่นทำให้เขา…ทึ่ง

ไอ้หมอนี่เก่ง…เน้นความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ทั้งตัวยา และส่วนผสมของยานั้นๆ รวมถึงรู้เรื่องคู่แข่ง…รู้เขา รู้เรา

รู้ลึกเรื่องตลาดทั้งในและนอกประเทศซ้ำเน้นจังหวะในการขาย ทำให้คนที่ได้ฟัง…เชื่อ

แถมยังรู้จักการสร้างมิตรภาพให้พอดีไม่มากไม่น้อย และอยู่ในขอบเขต จนมาสนิทกันมากขึ้นหลังจากที่ภากรไม่ได้ดูแลโรงพยาบาลที่พจน์เคยอยู่แล้วหากทั้งหมดทั้งปวงเพราะหน้าที่ของหมอเจ้าขอเคส…เจ้าเจมส์

เด็กชายผู้น่าสงสารคนนั้นพลอยทำให้ทุกคนที่รู้เรื่องราวนั้นสงสารพ่อของเด็กไปด้วย


มาธวีไม่แน่ใจนักว่าทำไมตัวเองถึงนั่งไม่ติดเก้าอี้ในวันนี้

อาจเป็นเพราะความกดดันที่มาพร้อมกับอาการโวยวายของทิชาที่มีการุญร่วมอยู่ด้วยแล้วยังเป้า…ที่แผนกของเธอทำได้เพียงเฉียดฉิว อีกทั้งยอดที่ตั้งไว้สำหรับปีหน้า

หรืออาจเป็นเพราะแฟ้มประวัติพนักงานที่วางบนโต๊ะของเธอ

หญิงสาวอ่านมาเป็นร้อยๆรอบ นับตั้งแต่เมื่อเธอถูกวางตัวให้เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าแผนก

ประวัติลูกน้องในทีมเธอต้องรู้

เพียงแต่คงมีของเขาเท่านั้นที่มาธวีอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก

ย้ำทุกอย่างเข้าไปในความคิดจนในตอนแรกที่เธอเป็นฝ่ายที่…ถอยโดยการเลื่อนเวลาเริ่มทำงานของตนออกไปหลายวัน รอจนเมื่อคิดว่า...พร้อม เมื่อนั้นเธอจึง…มา

ประวัติของเขา…ช่างต่างจากที่เธอเคยคิดว่าต้องเป็น

ต่างนักจากผู้ชายที่เธอเคยรู้จักเคยวาดความฝันด้วยกัน

เพียงเพราะ…ลูกของเขา

ประวัติที่ระบุว่า…ภากรมีลูกโดยลูกก็ได้รับสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลตามนโยบายของบริษัท

เพียงแต่ว่าสถานภาพของเขาโสดภรรยา…ไม่มี

ผู้หญิงคนนั้นไปอยู่ที่ไหนเสียเล่า

ถ้าเขารัก…ผู้หญิงคนนั้นอย่างที่เพื่อนของเธอนำข่าวมาเล่าแล้วเขาจะยอมทิ้งผู้หญิงคนนั้นเชียวหรือ

หรือว่า…เกิดอะไรขึ้น

มิน่า…ข่าวคาวของผู้แทนยาหนุ่มรูปงามถึงลือกระฉ่อนทั้งวงการ

แล้วยัง…หมอคู่ขาที่รับเคสดูแลลูกชายของเขา!

ข่าวว่า…สนิทกันมากถึงขนาดว่าคุณหมอไม่คิดค่าหมอเลยทีเดียว

‘มะปราง!หัดมองคนในแง่ดีเสียบ้าง’

บิดาของเธอมักปรามแต่หญิงสาวก็มักจะแย้ง

‘ก็คนมันไม่ทำดีให้มองนี่คะ’

หากในเวลานี้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ รวบรวมความคิดทั้งหมด ปล่อยความกระวนกระวายให้จางลงสายตาจ้องนาฬิกาที่ตั้งไว้บนกำแพง

จะเที่ยงแล้วแต่ภากรยังไม่เข้าออฟฟิศ

ถ้าเขายังดูแลลูกค้าในประเทศก็…ยังน่าให้อภัยเพราะผู้แทนยาของส่วนนั้นมักจำต้องออกไปหาลูกค้า

แต่นี่…ลูกค้าต่างประเทศเป็นหลักจะมีลูกค้าในประเทศที่เธอเพิ่งมอบหมายให้เขาดูเพียงสองแห่งเท่านั้น

“ทำหน้าที่พ่อกันข้ามวันข้ามคืนเชียวจนลืมหน้าที่การงาน”

วันก่อนเขาลาเพื่อไปงานวันพ่อให้ลูกชายของเขา…ลายาวติดเสาร์อาทิตย์ด้วยมาวันนี้วันจันทร์เขากลับไม่ปรากฏตัว

“พี่แรกโทรฯมาบอกว่ามีเรื่องด่วนที่บ้านค่ะ” ผู้เป็นเลขารายงานในตอนบ่าย

“เรื่องอะไร”หางเสียงตวัดเฉียบบ่งบอกถึงความไม่พอใจแกมรำคาญอย่างชัดเจน

“ไม่ทราบค่ะ”

“โทรฯ ไปบอกเขาว่าฉันสั่งให้เข้าออฟฟิศวันนี้”

คำสั่งลงหนักทำให้ผู้รับคำสั่งสะดุ้งไม่คาดคิด เพราะว่าใครจะคิด…แบบนี้มีด้วยหรือ

ทว่า…นี่เจ้านายลูกสาวเจ้าของบริษัท ซ้ำถือหุ้นรองเป็นอันดับสองจากเถ้าแก่ ที่ดูแล้วควรแตกต่างจากลูกๆคนอื่นๆ แต่บัดนี้กลับแสดงให้เห็นแล้วว่า ลูกๆ คนไหนของศรุตต่างแปลกพิสดารไม่ต่างกันเลย

“หรือว่ากูหนีเสือปะทะจระเข้หวา”วันดีเปรยกับตัวเองหลังเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตน

เพียงแต่ว่าเดือนกว่าที่ผ่านมาตั้งแต่มาธวีเข้ามาเป็น…นาย เธอก็ไม่เคยแสดงกิริยา ก้าวร้าว เช่นที่ประจักษ์ไปเมื่อครู่นี้

มาธวีเมื่อครู่ต่างจาก เจ้านายที่มีเหตุมีผล เป็นงานเป็นการ รู้ผ่อนหนักผ่อนเบา ลาย…ก็คงเพิ่งออกคราวนี้

หรือไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่า…เสือสิงห์ไม่ลงรอยกันเพราะภากรก็ถือจัดว่าเป็นคนโปรดของเถ้าแก่ศรุต ถูกซื้อตัวมาแพงริบลิ่วเพื่องานขายและขยายตลาดโดยเฉพาะ

คนของใคร…คนของมัน

“พี่แรก…เกิดเรื่องแล้ว”วันดีกรอกเสียงไปตามสาย ไม่สามารถกลบรอยระทึกตื่นเต้น“นายบอกให้พี่เข้าออฟฟิศวันนี้ด้วย”

ทว่าหญิงสาวที่ยืนหลบอยู่ใกล้ประตูภายในห้องทำงานไม่รู้หรอกว่า…เขาจะมีท่าทีหรือกล่าวว่าอะไรเพราะวันดีได้แต่ “เออๆๆ ได้ๆๆ”

และเมื่อผู้เป็นเลขาวางสายจากภากรแล้วเมื่อนั้นมาธวีจึงรีบหันกลับไปเปิดตู้เอกสารที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ทำทีว่ากำลังวุ่นกับการหาเอกสารจากแฟ้มใหญ่

“พี่แรกแจ้งว่าอาจจะเย็นๆค่ะ เพราะต้องตีรถมาจากแปดริ้ว”

เลขาที่หยุดกึกอยู่เพียงหน้าประตูห้องรายงานทำให้มาธวีพยักหน้ารับรู้

“ทำไมปัญหาเยอะนัก”ประโยคนี้บ่นกับตัวเองเสียมากกว่า ก่อนจะหันไปสั่งราวโมโหจัด “ย้ำอีกทีว่า ด่วน ! ฉันสั่งถ้ากล้าขัดคำสั่งฉัน แม้แต่คุณศรุตก็จะช่วยคุ้มกะลาหัวไม่ได้ ขอบใจ”

คำหลังกล่าวเสียงเบาราวรู้ตัวว่า…เหวี่ยงหนักไปกับเลขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

เพราะเรื่องนี้มันระห่างเธอกับภากรเท่านั้น!

“ปิดประตูห้องด้วย”มาธวีสั่งคำสุดท้ายก่อนผู้เป็นเลขาจะหันเดินไป

และเมื่อประตูปิดลงแล้วหญิงสาวจึงทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ ดวงตาปิดสนิทอย่างอ่อนล้าไม่ต่างจากหัวใจยามนึกถึงเรื่อง…เมื่อนานมาแล้ว


‘แรกบอกปรางหรือยังว่าเขาทำผู้หญิงท้อง’

ความจริงที่หญิงสาวได้รับเมื่อหกปีที่แล้วจากจีจี้ผู้เป็นเพื่อนมันทำให้มาธวีเข่าทรุด

‘อย่างที่เคยเล่าให้ปรางฟังเมื่อเดือนที่แล้วไงว่าไอไปเจอเขาที่โรงพยาบาล เห็นควงผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงนั่นก็ยังดูเด็กอยู่เลย นี่…แล้วเมื่อวานก็เจออีก สืบไปสืบมา ก็คือเขาพาผู้หญิงคนนั้นมาฝากครรภ์ โถ…มิน่า ดูแลผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างดีเชียว’

ภากรเป็นผู้ชายหน้าตาดีคารมเป็นเลิศ ซ้ำฉลาดและเก่ง ไม่แปลกที่จะมีผู้หญิงเข้ามาติดพันธ์เสมอ

ทว่าตั้งแต่ที่เธอและเขารู้จักกันครั้งแรก…เขาอยู่ปีสองเธอเพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัย จนในที่สุดมาธวีแพ้ความพยายามแพ้ความตั้งใจ และแพ้ใจเขา ยอมคบหาดูใจกันในปีถัดมา

ผู้ชายคนนั้นไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นๆที่พยายามเข้ามาแล้วเธอไล่ตะเพิดออกไป

เขาจริงจังจริงใจขยันตั้งใจ ด้วยความจริงที่สร้างฝัน ‘ปากเป็นเอก เลขเป็นโทแรกเป็นทูต’

ดังนั้นเขาจึงกล้าที่จะมาเริ่มปริญญาตรีที่อเมริกา

เริ่มใหม่ตั้งแต่ปีหนึ่งแทนที่จะเข้าปีสามอย่างที่ควรเป็น

‘จะได้เอาภาษาที่สามที่สี่พ่วงกลับไปด้วย’ คนอย่างภากรคิดล่วงหน้าก่อนแล้วเสมอ ‘ผมเหมือนป้า…ป้าเพี้ยน จะมองแค่อดีตกับปัจจุบันไม่ได้ ต้องมองอนาคตด้วย’

และเพราะว่าเขามองอนาคตการศึกษาของเขาที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในทุกวิชาถูกวางระเบียบแผนมาอย่างรอบคอบเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

เรียนห้าปีได้ปริญญาตรีควบโทฯทางรัฐศาสตร์การทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แถมภาษาที่ได้อีกเป็นกระบุง

‘ต่อไปแรกเป็นทูตปรางก็เป็นภรรยาทูตดีไหมจ๊ะ’ ผู้ชายใจกล้า เจ้าทิฐิเคยมีจุดมุ่นมั่นในชีวิตชัดเจน

เพียงแต่ว่าในตอนนี้ทุกอย่างมิได้เป็นอย่างที่มันควรเป็น

“ก็แค่ผู้ชายขายยา”หญิงสาวหยามเขาด้วยความคิด

เพราะไหนล่ะ…นักการทูตที่เขาใฝ่ฝันที่อุตส่าห์ตั้งใจเรียนมา

พอเรียนจบเขาอยู่ทำงานหาประสบการณ์สองปีแล้วกลับเมืองไทยก่อนเธอ

กลับมาก่อน…เพียงเพื่อที่จะปันใจไปรักผู้หญิงอื่นและทำผู้หญิงคนนั้นท้อง!

ที่เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

ที่อุตสาห์เรียนสามสี่ภาษาก็เพื่อขายยาขายเคมีให้คนไทยและต่างชาติ

ความฝันของตัวเองพังเพราะความมักง่ายของตนแล้วยังมาทำให้เธอเจ็บช้ำเสียใจอีกด้วย

เพราะเช่นนี้จะไม่ให้มาธวีแค้นล้นใจราวไฟเผาทรวงได้อย่างไร


========================================================

...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...


========================================================


ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====





Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2560 22:50:41 น. 0 comments
Counter : 447 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.