Group Blog
 
 
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
15 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 2) โดย มานัส









บริษัทผลิตยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มีอยู่หลายบริษัทในเมืองไทยทั้งของไทยแท้ ของลูกครึ่ง และของต่างชาติ

ใครผลิตอะไรที่ไหน มี ข้อดีข้อเสีย มีปัญหาอะไรหรือติดขัดอะไร ภากรรู้!

เพราะมันเป็น…หน้าที่

เขาจึงต้องรู้กระทั่งว่าครอบครัวของผู้ถือหุ้นในแต่ละบริษัทมีใครชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เกี่ยวโยงอย่างไร…มีปัญหาอะไรบ้าง

เขารู้ว่าใครคือคู่แข่งหลักสำหรับตลาดในต่างจังหวัดใครคือคู่แข่งสำคัญในกรุงเทพฯ รวมทั้งลูกค้าของแต่ละเจ้า ไม่ว่าจะโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐ หรือร้านขายยาขนาดใหญ่หรือเล็ก ภากรจำได้ขึ้นใจ มองเห็นว่าคู่แข่งคนไหนมีข้อดีข้อเสียด้านใดถ้ามันเกี่ยวกับ…บริษัทไบโอซิส เมดิเคล!

เรื่องการสืบเสาะค้นหา…ต้องยกให้ความเป็นศิษย์ก้นกุฏิของคุณเพลินจิต

‘จะให้ใครเขายืมเงินเราก็ต้องระวังรู้ให้ถึงแก่นสันดาน เท่าที่จะรู้ได้’

ระบบการคำนวณความเสี่ยงและการสืบประวัติผู้กู้ของคุณเพลินจิตนั้นอาจไม่เทียบได้แม้เสี้ยวของธนาคารเล็กๆแต่ก็ได้ผลพอๆ กับธนาคารระดับโลก

หนี้เสียของคุณเพลินจิตในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาถ้าธนาคารรู้ ก็ต้องปรี่เข้ามาขอคำปรึกษาเป็นแน่

‘รู้เขารู้เรารบร้อยชนะร้อย เรื่องที่ไม่รู้ก็ใช้สัญชาติญาณช่วย’

สัญชาติญาณของลูกศิษย์ของอาจารย์เพลินจิตเรียกว่าอยู่ในระดับเฉียบเพราะที่ผ่านมาเขาใช้มันในการจัดการ ดูแลลูกค้า

ผ่อนหนักเบา

รู้เขา

เข้าหา

เปิดหูเปิดตา พร้อมรับความเป็นไป

ตอนนี้…ภากรรู้สึกแปลกมันแปลกมาตั้งแต่เดือนกว่าๆ ที่เขารู้ว่า ลูกคนใดคนหนึ่งของเถ้าแก่จะมาคุมแผนก

และนับวันมันจะแปลกยิ่งขึ้นเมื่อสืบประวัติของว่าที่เจ้านายไม่ได้

“เถ้าแก่มีลูกอีกเหรอ”เขาถามเพื่อนเส้นสายใหญ่

“เมียเยอะลูกเยอะ”

แต่เพราะเวลากระชั้นเกินข้อมูลจึงมาไม่ถึง และต่อให้พยายามค้นหา

ก็…หาอะไรไม่ได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ความคิดของเขาจึงไม่อยู่กับร่องกับลอยเพราะ…ใจที่ร้อนรน ใคร่รู้ยิ่งขึ้นเมื่อนายใหม่ไม่ปรากฏตัวตามกำหนดเมื่อวานแต่ว่าวันนี้…คำสั่งมากับวันดีที่ปรี่มาถึงออฟฟิศกลางเมืองแต่เช้าตรู่

“มาเตรียมงานให้นายนางโทรฯ มาสั่งหนูเมื่อตอนเที่ยงคืน” เสียงเลขาสาวเน้นหนัก “วันนี้เจ้านายเข้าแน่นอนค่ะ”

แม้การยืนยันจะเป็นเช่นนั้นแต่เจ้านายคนใหม่ก็ยังไม่เข้ามาตามคาดหมาย แม้เมื่อมีสายด่วนเข้ามาจากทีมดูแลลูกค้าในประเทศของทิชา

“ไม่รู้ว่าคุณทิชาไปทำอะไรไว้ตอนนี้ลูกค้าโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ โวยใหญ่เลยค่ะ”เสียงที่กรอกเสียงมาตามสายร้อนรนวิตก

“พี่ไม่เกี่ยวแล้วนะ”

“แต่ไม่มีใครช่วยได้เลยพี่แรกช่วยพวกหนูหน่อยนะคะ เรื่องใหญ่ค่ะ และตอนนี้คุณทิชาลอยตัวคนที่จะซวยคือพวกหนู ชีโบ้ยมาเฉยเลยค่ะทั้งๆ ที่เป็นลูกค้าที่ชีดูและด้วยตัวเองแท้ๆ”

คิดไปคิดมาอยู่นาน…คิดจนหัวแทบระเบิดจนในที่สุดภากรตัดสินใจ…ไป

เพราะอย่างไรมันก็คืองานเพื่อบริษัทไบโอซิส เมดิเคล ไม่ใช่หรือ

และถ้าไม่ไปเขาย่อมรู้ น้องพวกนั้น…ตาย

บริษัท…ตาย

อีกทั้งวันนี้ก็ไม่น่าจะมีงานอะไรด่วน อีกทั้งเจ้านายคนใหม่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามา และเมื่อเป็นเช่นนั้น…งานกวาดเช็ดก้นลูกสาวของเถ้าแก่ก็คืองานที่เขาต้องจำใจทำเพื่อไบโอซิสเมดิเคล เหมือนกัน

“ได้ จะไปเดี๋ยวนี้เตรียมข้อมูลให้ด้วย จะได้คุยกับลูกค้าได้”

ภากรถอนหายใจสูบลมหายใจเข้าลึก นึกไปจนกระทั่งว่า…ปัญหาพวกนี้บรรดาลูกๆของเถ้าแก่จะหยุดสร้างปัญหาเมื่อใดกันหนอ

แล้วลูกคนที่จะมาเป็น…นายจะเป็นปัญหาระดับชาติ ระดับโลก ระดับจักรวาลเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ หรือเปล่า


ปัญหาที่คิดว่าสามารถ…จบเพียงการคุยครั้งเดียวกลับยืดเยื้อ

ทิชาคงไปทำ เวร-ร-กรรมไว้มากมายกับลูกค้า ทั้งหมอ ทั้งเภสัช ทั้งฝ่ายจัดซื้อ ทั้งผู้บริหาร ดังนั้น วันนี้ภากรจึงต้องรีบเข้ามาที่โรงพยาบาลใหญ่ตั้งแต่บ่ายต้นๆกระทั่งสรุปเรื่องราวกันจบสิ้นก็เวลาเลยหกโมงเย็น

แม้แต่ผู้บริหารของโรงพยาบาลที่เขาเพิ่งพบกันครั้งแรกยังเข้ามาจับมือ

“คุณเก่งข้อมูลแน่น แถมอ่อนน้อมถ่อมตน จิตวิทยาดี ดูคนเป็น เสียแต่นายของคุณไม่เก่งดูคนไม่ออก เห็นแก่ลูกๆ ที่โง่เง่า ระวังชื่อเสียงจะเสีย”

นั่นทำให้อดีตลูกน้องเก่าของเขาสองคนอ้าปากค้างจนชายหนุ่มต้องกำชับเมื่อออกมายังที่จอดรถแล้ว “อะไรไม่ควรพูดก็หุบปากไว้อย่าลืมว่าบริษัทนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

เมื่อนั้นสองคนจึงหุบปากสนิทจะมีอ้อนวอนก็แต่ “พี่แรก เอาพวกผมไปอยู่ด้วยนะ พลีสสส”

เพราะ ณบัดนี้ ฝ่ายตลาดต่างประเทศที่มีความเสี่ยง ที่เป็นแผนกเล็กๆยอดขายไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ย่อมดีกว่าตลาดในประเทศที่ส่วนใหญ่อยู่ในอุ้งมือของทิชาแน่ๆ

ส่วนแผนกที่ไม่อยู่ในมือก็ไม่วายต้องโดนเอาเปรียบสารพัด

ทั้งเรียกใช้แรงงานข้ามทีมแล้วยังยืมทรัพยากรด้านอื่นๆ

ภากรย่อมรู้ดีเพราะเขาเคยเป็นหนึ่งในหัวหน้าทีมของฝ่ายตลาดในประเทศที่โดนทิชาคุกคามและเอาเปรียบมาแล้ว

เอาเปรียบบางเรื่อง…พอรับไหว

แต่บางเรื่อง…เขารับไม่ได้

ดังนั้นเมื่อศรุตเปิดโอกาสให้ย้ายมาที่ฝ่ายตลาดต่างประเทศภากรจึงรีบกระโจนรับทันที

และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มคิดถึงเถ้าแก่จะมีเงินเป็นพันๆ ล้าน แต่ ถ้าลูกๆ เป็นแบบนี้ ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน บริษัทไบโอซิสเมดิเคล ก็คงมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

ให้ใหญ่โตเพียงใดแต่ชื่อเสียงเกียรติยศก็คง…ดับสูญ

เหมือนเช่นที่ภากรเคยได้ยินบทกลอนตอนเด็กจากป้าเพี้ยน


ใดๆ ล้วนอนิจจังในโลก

ไหวโบกปลิวพลิ้วให้หวั่นไหว

ใดๆได้มาก็สูญไป

เก็บไว้ไม่ได้แม้เสี้ยวธุลี


‘มีเพียงชื่อและความดีของเราเท่านั้นแหละตาแรกเอ๋ย”

และเมื่อครู…สอนเช่นนั้นมีหรือที่ศิษย์ก้นกุฏิจะลืม

เขาลืมกระทั่งที่จะนึกถึง…รักที่ ปลิวพลิ้วเสี้ยวธุลี

เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว


ถ้าจะถามว่า ย้งยี้ ได้อะไรจากป้าเพี้ยน ก็คงเป็นเสียงดังโผงผางราวนักเลงภูธร แล้วก็…ตลาดเล็กๆที่มากับตำแหน่งผู้จัดการตลาดสดเครือจิต

แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าตลาดแห่งนี้ หลานคนอื่นจากน้องคนไหนๆ ก็ไม่มีสิทธิ์

เพราะตลาดเป็นธุรกิจผลงานและกรรมสิทธิ์ของคุณเพลินจิต

บนที่ดินของคุณเพลินจิต

ด้วยเงินลงทุนของคุณเพลินจิต

และด้วยการทุ่มแรงกายแรงใจของคุณเพลินจิตในสมัยยังพอมีแรงทำเพื่อให้มีอะไรทำ ให้มีรายได้เข้ามาไว้ใช้จ่าย มิใช่แค่กินดอกเบี้ยในธนาคารเฉยๆ

คุณเพลินจิตให้แต่ลูกของเครือแก้วมีส่วนบริหารแบ่งหุ้นให้พอควร ส่วนลูกของน้องคนอื่นๆ…หมดสิทธิ์!

‘ไม่ต้องห่วงฉันและลูกๆหรอกค่ะคุณพี่ เท่าที่เมตตามาก็มากล้นแล้ว’

หากคุณเพลินจิตห่วงและห่วงมากเสียด้วย ‘ขนาดข้าเอง ตอนนั้นมันยังบีบให้อยู่ในที่เท่าแมวดิ้นตาย’ เพราะที่ๆ เคยมีอยู่สองสามไร่ พอมีสวนผลไม้หย่อมๆ ก็ถูกน้องๆบีบขอแบ่งจนเหลือเพียงไม่ถึงไร่ ‘ตอนนี้พอพวกมันขายสมบัติเก่ากินจนหมดมันก็เข้ามาทำดีพูดดี มาประจบ คิดจะมาตอดเอาของๆ ข้า’

ดังนั้นการให้…จึงให้แต่ภากรและนันทนาเท่านั้น

คุณเพลินจิต…รู้อ่าน และเห็น ถึงนิสัย สันดานของคนจนถ้วน

รู้กระทั่งสันดานของน้องๆตัวเอง จนถึงนิสัยใจคอของหลานๆ แต่ละคน

“มันโกงข้าได้ครั้งหนึ่งก็ต้องมีครั้งต่อๆ ไป”

และเพราะเป็นคุณเพลินจิตเมื่อตัวเองทำพินัยกรรมแล้วจึงต้องมีคำสั่งให้ทุกคนในบ้าน ‘ทำด้วยกันไปเลยจะได้ครอบคลุมทุกคน อีกอย่างประหยัดค่าทนาย’

เมื่อนั้นแม้แต่นันทนา…ก็ต้องจำทำตามที่บอก

‘เอ็งยกให้ใคร’คุณเพลินจิตใคร่รู้

‘ให้หมาให้แมว’คำตอบยวนยีไม่ต่างจากท่าทางของเจ้าตัว

‘อุวะ! อีนี่’

นันทนาผู้ที่คุณเพลินจิตรักน้อยกว่าภากรนิดเดียวแต่ความยุติธรรมคุณเพลินจิตให้เท่าๆ กัน

‘ข้าจ้างเอ็งจัดการตลาดและที่ดินในอำเภอและข้าก็จะยกที่ดินพวกนั้นให้เอ็งในอนาคต’

คุณเพลินจิตไม่เคยใช้ใครเปล่าๆและแม้แต่ตอนนี้ที่นันทนาตะโกนบอก

“ป้าเพลินจิตพิสมัยเจ้าขาวันนี้ย้งยี้เก็บดอกได้หนึ่งพันบาทเจ้าค่ะ” เจ้าตัวโบกซองสีน้ำตาลขนาดกลางไปมาระหว่างที่กำลังเดินลงมาจากรถกระบคันกลางเก่ากลางใหม่ติดคราบดินโคลนเป็นหย่อมๆ“ว่าแต่ป้าจะให้เขากู้อีกกี่ปีเนี่ย ค่าน้ำมันมันมากกว่าดอกนะ”

“เรื่องของข้านี่มันค่ากินค่าอยู่ของข้า”

“เจ้าค่ะ คุณนายขาเท่าที่มีเนี่ยมันไม่พอกินอีกหรอเจ้าคะ”

“เอ็งไม่ต้องประชดข้า”เสียงตะคอก แต่ไม่ดังนั่นแสดงว่าไม่โกรธ ก็คงพอๆกับอาการที่โอบร่างของหลานสาวหลวมๆ

“ธนาคารเขาคิดดอกแพงกว่าป้าหลายเท่าตัวเชียวนะ”

“เออน่า…เอ็งอย่าบ่น”ว่าแล้วคุณเพลินจิตจึงยื่นธนบัตรใบแดงเกือบทั้งปึกให้หลานสาว “ค่าน้ำมันรถเอ็ง”

“คราวหลังจะขี่จักรยานไปเก็บหนี้แล้วนา…ประหยัดค่าน้ำมัน”นันทนาแกล้งค้อนทีเล่นทีจริง เข้าไปหอมแก้มผู้เป็นป้าฟอดใหญ่

ป้าเพี้ยน…ปากร้ายบ้างแต่ใจดีเสมอ

“อันตรายเป็นสาว…”

“กังฟูที่ป้าสอนน่ะยังไม่ได้ใช้กับใครเลย”

“เอ็งทำเป็นพูดไป”

“มวยจีนมวยไทยหรือจะปืน…พี่แรกก็ศิษย์ป้าเพี้ยงเรื่องความคิดค้าขาย แต่ย้งยี้นี่แนวบุ๊นนะจ๊ะป้าจ๋า”

“เออ…เอ็งเก่ง”คุณเพลินจิตหัวเราะชอบใจ “ไม่เช่นนั้นข้าจะบังคับให้เอ็งมาดูตลาดของข้าหรือไงวะ”

“ใช่ซิ…ให้หลานรักไปเป็นหนุ่มนักเรียนนอกเข้ากรุงทำงานโก้หรู”

คำพูดประชดประชนแต่ไม่มีเคล้าโกรธเคืองแต่อย่างใด นันทนาพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่

อยู่สบายๆที่บ้านต่างจังหวัด ดีกว่าไปรบราฆ่าฟันกับคนอีกสิบล้านในกรุงเทพฯ

ต่อให้ผู้เป็นป้าบอกว่าบังคับ ให้เธอมาอยู่ที่นี่เพื่อดูแลตลาด แต่หญิงสาวรู้ว่า…..ไม่ใช่ทั้งหมดแต่นั่นเพราะเธอเลือกเอง

เธอเห็นได้เห็น

รู้ ได้รู้ชีวิตเมืองนอก เมืองกรุงมาจน ไม่อยากจะรู้

ตอนนี้ชีวิตสบายๆง่ายๆ ในต่างจังหวัดกับครอบครัวอันเป็นที่รัก ย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตในที่ไหนๆที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น ใส่ร้ายป้ายสี ประจบสอพอ ไม่เว้นแต่ละวัน

และต่อให้สบายแค่ไหนแต่ความคิดในหัว…เรื่องค้าขายก็ไม่ได้หยุดนิ่ง

ชีวิตต้องปรับเพื่อเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยธุรกิจ…แม้แต่ธุรกิจเช่นตลาดเล็กๆ ในต่างจังหวัดก็เช่นกัน

นันทนาได้จากป้าเพี้ยนเยอะเลย


เจ้านายคนใหม่เข้างานมาเป็นวันที่สามแต่เขาก็ยังมัววุ่นอยู่กับการแก้ไขปัญหาให้กับทิชา และออกรับหน้าแทนหญิงสาวเมื่อต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ศรุตรับทราบ

หากวันนี้…ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับทุกฝ่าย และเมื่อนั้นภากรจึงรีบบึ่งรถญี่ปุ่นคู่ใจกลับมาที่ตึกสูงกลางกรุง

เพราะการทำงานในออฟฟิศจริงต่างจากละครทีวีที่เห็นดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะถอดสูทเสื้อนอกและปลดเน็คไทสีเข้มออก โยนลวกๆ ทิ้งไว้ในรถแล้วพับแขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนขึ้นจนถึงข้อศอก

ในออฟฟิศไม่เคยเห็นว่าใครใส่สูทผูกไทเต็มยศเสียทีไม่ว่าเมืองนอกหรือที่ไหน

อึดอัดแย่

ร่างสูงกดลิฟต์ขึ้นมาบนชั้นสูงผิวปาก..สบายใจ

และคงทำกระทำเมื่อผลักประตูกระจกใสของออฟฟิศเข้ามาฝีเท้าย่ำลงหนักบนพื้นหินอ่อนด้านหน้าออฟฟิศ

โต๊ะพนักงานต้อนรับที่ปรกติจะเจ้าหน้าที่ประจำอยู่บัดนี้ ว่าเปล่า จนภากรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ…เที่ยงกว่า

ไม่แปลก

คงออกไปกินข้าวเที่ยงกันหมด

จะไปพร้อมกันหรือแยกกันไปก็สุดแล้วแต่ที่จะเลือก ออฟฟิศเล็กใช่ว่าจำเป็นต้องเกาะกุมกันจนตัวแยกกันไม่ออกขออย่าให้เต็มไปด้วยการเมือง การนินทาว่าร้าย ประจบสอพอ แทงกันข้างหลัง เหมือนที่สำนักงานใหญ่ก็พอ

ภากรเดินเรื่อยๆไม่เร่งรีบ และพอผ่านห้องประชุมทั้งสามห้องและห้องแพนทรีเข้ามาจนถึงด้านในก็พบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลยในบริเวณทำงานที่กว้างขวางในเวลานี้

แสงแดดจากหน้าต่างกระจกของตึกกระทบเบาๆนำเอาไอความร้อนเข้ามา ชายหนุ่มตัดสินใจลดม่านบางลงมาเพียงครึ่ง

อย่างน้อยพวกนั้นที่เข้ามาจากข้างนอก…ร้อนๆก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะไอแดดข้างใน

เขากวาดสายตามองไปยังโต๊ะทำงานแต่ละโต๊ะนึกหัวเราะในใจ…เรียบร้อย ผิดหูผิดตา นั่นอาจเพราะนายใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานเป็นวันที่สาม

นึกแล้วเขาก็หัวเราะทุกอย่างจะ…เรียบร้อย อีกนานแค่ไหนเชียว

ความแปลกอีกอย่างที่สังเกตเห็นได้คือ…ห้องทำงานของหัวหน้าฝ่ายที่อยู่เยื้องเข้าไปด้านในเปิดไฟสว่าง เห็นจากประตูที่เปิดกว้าง

วันนี้…หัวหน้าคนใหม่เข้าทำงาน

ตอนนี้จะอยู่ในห้องหรือออกไปกินข้าวก็สุดจะรู้ณ เวลานี้ เขาเหนื่อยล้าเกินไปกว่าที่อยากจะรับรู้เพราะคนที่เป็นลูกจ้างคนอื่นต้องคิด โดยเฉพาะกับบริษัทนี้ ครอบครัวที่มีลูกอย่างทิชาและการุญ…

ทิชา…ได้แต่ลัลล๊าไปวันๆไม่สามารถจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เอง ถ้าไม่มีทีมช่วย ทั้งช่วยขาย ช่วยพูดช่วยเกลี่ย และช่วยอีกสารพัก

การุญ…ผู้ที่ไม่ชอบเข้าหาคนหรือทำอะไรยากๆ ถ้ายากนักก็ขอเปลี่ยนแผนก เปลี่ยนหน้าที่

ทั้งสองคน…หนักไม่เอาเบาไม่สู้ดีแต่ปล่อยให้พนักงานไปสู้แทน

แค่คิดภากรก็เริ่มเซ็งลูกอีกคนของเถ้าแก่ศรุตจะเก่งเหมือนพ่อ หรือจะย่ำแย่เหมือนพี่น้องก็สุดจะรู้

ชายหนุ่มยังไม่อยากคาดเดาจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวองร่างสูงผิวขาวที่คล้ำไปนิดเพราะแรงแดดของคนที่มักต้องออกไปหาลูกค้าข้างนอกเสมอบัดนี้เดินเข้าไปข้างในด้านชิดกำแพงอีกด้านที่เป็นห้องทำงานของเขา หากสายตาเหลือบมองไปห้องข้างๆเห็นหรอกว่ามีใครนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่นั่น

ห้องทำงานเล็กของเขาในฐานะเบอร์สองของแผนกติดกับห้องทำงานอันโอ่อ่ากว้างขวางของหัวหน้าแผนกคนใหม่แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องเฉียดกายเข้าไปใกล้ห้องของผู้เป็นเจ้านาย และถ้าทำตัวลีบๆ พอคนที่อยู่หรือไม่อยู่ในห้องก็คงไม่เห็นว่าเขาเข้ามาออฟฟิศแล้ว

การเป็นลูกจ้าง…ทำให้ต้องคิด

และคนที่คิดรอบคอบคิดทางหนีทีไล่ คิดในทุกๆ ด้านเพื่อปิดช่องโหว่เช่นหลานชายของคุณเพลินจิตนั้นก็ไม่วายคิด…หัวหน้าคนใหม่เป็นเช่นไร

จะเหมือนน้องๆหรือเปล่า หรือว่าเลวร้ายยิ่งกว่าหนอ สร้างแต่ปัญหาให้ต้องแก้หรือคอยหาเรื่องให้ต้องคอยระวัง

แค่คิดเขาก็ต้องถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ทำงานราคาถูกแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสู้กันสักตั้ง

หรือว่าหลายๆตั้งหนอ…


ภากรจมอยู่กับงานอีกพักใหญ่ทั้งงานเอกสาร งานเรื่องการขนส่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ลูกค้าของเขาที่อยู่ต่างประเทศแล้วยังต้องคุยกับลูกค้า

จะให้บอกว่าเขาชอบอะไรที่สุดเขาคงตอบไม่ได้

เรียนมาทำงานมา จนอายุจะสามสิบสี่ แต่เขาก็ทำได้ทุกอย่าง

ชอบ…ไม่ชอบก็ทำ

ขอให้สนุกท้าทายเสียห้าสิบเปอร์เซ็นต์นั่นก็โอเคแล้ว

ถ้าไม่โอเคน่าเบื่อ ไม่มีอะไรท้าทาย แถมต้องเจอกับปัญหาการเมืองในออฟฟิศสารพัดเขาก็ต้องโบกมือลา เหมือนที่เขาทำกับบริษัทเก่าเมื่อสองปีที่แล้ว

เรื่องงาน…ภากรโชคดีเสมอทางโน้นตัน โดนบีบสารพัดเพราะเกมส์การเมืองในประเทศของบริษัทยายักษ์ใหญ่

แต่เขาก็ยังมีทางให้ไปมีทางออกเสมอ

ข้อเสนอของเถ้าแก่มาทันเวลาที่จะซื้อตัวเขามาที่ไบโอซิสในตำแหน่งที่แสนท้ายทายและให้ผลตอบแทนที่มากมายนัก

ต่อให้ผ่านมาสามปีกว่าแต่งานก็ยังมั่นคงและตำแหน่งหน้าที่ของเขาก็โตขึ้นเรื่อยๆ

จะมาปวดหัวก็เพราะลูกๆของเถ้าแก่

“ได้เลยคุณมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ผมไปรับคุณแน่นอน” สำเนียงของเขาที่พูดกับลูกค้าชาวจีนที่อยู่เซี่ยงไฮ้ชัดราวว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาษาจีนกลางกระนั้นเลย

ไม่ใช่แค่ประโยคนี้…ประโยคก่อนหน้าและหลังจากนั้น ชัดเจน มัดใจคนฟังที่สั่งยาและเวชภัณฑ์จากเขาอีกหลายล้านบาท

เมืองจีนมีของถูกแต่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และของคน ก็คงเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ไบโอซิสเสนอ

และการเสนอเช่นนี้เขาก็ทำกับลูกค้าชาวสเปนที่คุยด้วยในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา

‘ปากพูดใจก็ต้องพูดด้วย’ ป้าเพี้ยนสอนเขาเสมอ

การสื่อสารถ้าใช้เพียงลม…ลมปากลมลวง มันมัดใจคนไม่ได้นาน

ใช้คำพูดจริงจังใช้ความจริงใจใจแลก…เรามัดกาย มัดใจเขา ไม่ให้ไปไหน

ก็กี่ครั้งแล้วที่ภากรมัดลูกค้าเสียอยู่จนเถ้าแก่ต้องถาม ‘แล้วเราให้ราคาเขาเท่าไหร่’

และเมื่อนั้นภากรมักตอบ‘แล้วแต่เราเสนอครับ แต่ไม่ควรสูงกว่าตลาดเกินไปนักหรือต่ำจนเราทำธุรกิจต่อไปกับเขาลำบาก’

‘แน่ใจ

‘เอาเป็นว่าถ้าเราให้ราคาเขาเท่านี้…’ตัวเลขชัดเจนที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษ ‘เขาทำสัญญากับเราสามปีแน่นอนครับ’

และภากรก็ไม่เคยพลาดอะไรที่ใช้ใจปิดดีล เขาปิดได้เสมอ เถ้าแก่ฉลาดจึงมองเห็น แต่ถ้าเป็นเจ้านายคนอื่นที่ไม่ฉลาดก็มักจะมองข้าม

“เจ้านายเรียกค่ะ”

เสียงของวันดีดังขึ้นหลังจากที่มีการเคาะประตูที่เปิดอยู่เพียงอึดใจเดียว

นายสั่ง…ก็ต้องทำตาม

นายเรียกก็ต้องไป

ความคิดของภากรหยุดกึกกระพริบตาสองสามทีให้ตัวเองตื่นจากความสว่างจ้าของหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะพยักหน้าทวน… “เรียกฉันเหรอ แล้วคนอื่นล่ะ”

“เออ…เรียกพี่”วันดีห้วนตรง ตามความจริง “พี่คนเดียว”

“ว่าแต่ต้องเตรียมอะไรไหม”เขาทำทีขมวดคิ้ว แววหน้าไม่จริงจังนัก

“เตรียมใจ”

“ขอบใจ”ภากรหัวเราะคิก คว้าสมุดจดของตัว แล้วเดินเลยผ่านประตูห้องของตนวกเข้าไปยังห้องที่อยู่ข้าง หากไม่วายได้ยิน

“โชคดีนะพี่”

และนั่นทำให้เขานึกค่อน…กำลังบอกว่าฉันกำลังไปตายใช่ไหม…วันดี!

ภากรก้าวอย่างมั่นใจเสมอแม้ว่าบางทีเขาไม่ค่อยมั่นใจเสียเลย

ลูกของเถ้าแก่ศรุตแต่ละคน…ไม่ธรรมดาทั้งนั้น

แล้วคนนี้…ที่ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาเลยล่ะ

‘ลูกเมียน้อยของเถ้าแก่’

คิดแค่นี้ชายหนุ่มก็สยอง…เพราะลูกแต่ละคนของเถ้าแก่มีแต่แย่กับแย่มากเท่านั้น

พี่เลี้ยง…นั่นคือเหตุผลที่เถ้าแก่ซื้อตัวเขามาจากบริษัทยาระดับโลกการซื้อขาย…แพง สมกับเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของป้าเพี้ยน

ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเคาะประตูห้องทำงานที่แง้มอยู่เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม มันเป็นธรรมเนียมของทุกบริษัทที่มีเจ้านาย…เจ้ายศเจ้าอย่างบริษัทฝรั่งยังเป็นเลย

ดังนั้นบริษัทไทยที่ยังเป็นบริษัทครอบครัวเช่นนี้ถ้าจะมีก็ไม่แปลก

และเขาก็ไปตามน้ำได้ถ้าไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไปนัก

ใบหน้าคมคายเคลือบสีแทนอ่อนๆ…ด้วยคิ้วเข้มนัยน์ตาจริงจังค่อยๆเงยขึ้น พร้อมกับเสียงเรียบที่ดังชัดมาจากคนที่นั่งหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่

“ค่ะ”

เสียงนั้นชัดเจนแจ่มจรัสในใจเสมอ

มันชัดแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไป…นานหลายปีจนเกินจะนับ

และเพราะเสียงนั่นดวงหน้า แววตา และรอยยิ้มที่มักมีปรากฏเนื่องนิตย์ บัดนี้…เฉยเมยจริงจัง ไม่แน่ใจ

ลูกศิษย์ป้าเพี้ยนย่อมรู้โดยเฉพาะในตอนนี้…ภากรรู้

เขาหูฝาด

เพราะจะเป็นไปได้หรือ


แย้มเอย...คลายแย้มแซมสลวย

รวยๆรินๆ ถวิลหา

นึกหน้าจรดเนตรแก้วกานดา

ปรางค์แดงแฉล้มมาให้อาวรณ์

     นางแย้มหรือเทียมแทบแม่แก้มเย้า

พี่เคยเฝ้ารักแม้เศร้าราวปักศร

เพราะใจน้องครองไม่ซื่อถือจากจร

ร่วงรอนๆ แรมสะบัดพัดขาดเอยฯ





========================================================


...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...


========================================================

ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====




Create Date : 15 มกราคม 2560
Last Update : 15 มกราคม 2560 22:35:19 น. 2 comments
Counter : 435 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
กรีส โจทย์เก่า


โดย: เตย IP: 27.55.154.149 วันที่: 16 มกราคม 2560 เวลา:10:44:46 น.  

 
โจทย์เก่า...เอามาเล่าใหม่คร่าาาา


โดย: Sentimentally Smooth วันที่: 23 มกราคม 2560 เวลา:22:30:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.