Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
6 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 5) โดย มานัส




บทที่ 5
นี่เป็นครั้งแรกที่ทิชาได้มีโอกาสมาเยือนออฟฟิศใหม่ในเมืองนับตั้งแต่แผนกดูแลลูกค้าต่างประเทศย้ายมาประจำที่ตึกนี้
ในชีวิตประจำวันของหญิงสาว การเข้ามาในใจกลางเมืองนั้นถือเป็นเรื่องปรกติ มาหาลูกค้า มาทำงาน คือข้ออ้าง จริงบ้างไม่จริงบ้างก็ช่างเถอะ แต่ส่วนใหญ่เธอมักจะมากินข้าว เที่ยวเล่นช็อปปิ้ง ใช้เงินเดือนสูงลิบลิ่วที่ได้ในฐานะผู้บริหารและลูกของเจ้าของบริษัทยา
จะมีก็วันนี้ที่เธอเข้ามาในเมืองเพื่อ…หาภากร
เมื่อก่อนถ้าต้องการพบ ต้องการเห็นหน้า ก็แค่เรียกเขาเข้ามาหาในห้องทำงานได้แทบทุกวัน เท่าที่ต้องการ แต่เดี๋ยวนี้ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ก็เพราะ…นังมะปราง!
ทิชามาตั้งแต่สิบโมงเช้า และใช้เวลาอยู่ในห้องทำงานของเขาทั้งเช้า โดยไม่สนใจการซุบซิบนินทาของผู้คนด้านนอก หรือสีหน้าลำบากใจกระอักกระอวนของภากร เพราะคนอย่างเธอไม่จำเป็นต้องสนใจใคร แม้แต่มาธวีผู้เห็นไม้เบื่อไม่เมากับและยิ่งเช้านี้มาธวีไม่อยู่ เพราะมีประชุมที่สำนักงานใหญ่ โอกาสจึงเป็นของเธอ
“ดี ให้คุณพ่อด่ามันซะบ้าง” การปรารภไม่ปกปิดแววสะใจเป็นล้นพ้น
ก็เพราะเธอร่วมกับการุญผู้เป็นน้องชายไม่ใช่หรือที่ใส่สีตีไข่…ปัญหา โทษทุกอย่างว่าเกิดขึ้นเพราะมาธวี
ปัญหาที่ไม่เคยมี และไม่มี เธอและน้องชายก็ทำให้มี สร้างให้เกิดได้ ไม่เห็นยากอะไร
คนที่เธอและน้องชายไม่ชอบถูกเขี่ยมาเยอะแล้ว กับแค่มาธวีที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัท มันจะสักแค่ไหนเชียว
“แรกหยุดทำงานได้แล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะ ทิชเบื่อแล้ว” ทิชาเซ้าซี้ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงกว่าๆ ร่างอวบในสุดกระโปรงสีขาวรัดรูปสั้นเหนือเข่ารองเท้าส้นสูงสีขาวจับขอบพรายด้วยเพชรปลอมเปี้ยวจี๊ด ขยับตัวเพียงนิดบนเก้าอี้รับแขกที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา
การขยับแต่ละครั้งตั้งใจ…จงใจ ให้เขาเห็นต้นขาและอะไรๆ ที่อยู่เลยขึ้นไป
เพียงแต่ว่าภากรก็ไม่มีทีท่าว่าจะเห็น หรือสนใจ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามเท่าไร ดวงตาคมของเขาจับอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็เอกสารที่อยู่ตรงหน้า ทำราวว่าไม่มีใครอื่นอยู่ในห้อง
“แรก…” ทิชาไม่ยอมแพ้ เสียงสั่นระริกลากยาวออดอ้อน ทำให้น่ารัก “แรก”
“ถ้าหิว คุณทิชาก็ไปหาอะไรกินก่อนเถอะ ข้างล่างมีร้านอาหารเยอะแยะ” คนพูดไม่แม้แต่จะชำเลืองมองอีกฝ่าย
“แต่ทิชไม่อยากไปคนเดียว” ถึงอย่างไรหญิงสาวก็ยังไม่ยอมแพ้
“วันนี้งานยุ่งก็เลยจะรีบกินน่ะ บ่ายนี้ต้องไปหาลูกค้าที่เขามาเมืองไทยด้วย”
“รายไหนล่ะ”
“เป็นตัวแทนจากบริษัทยาของจีน บอกไปคุณทิชาก็ไม่รู้หรอก” ประโยคหลังคือความจริง เพราะแม้แต่ลูกค้าในความรับผิดชอบ ทิชาก็ไม่ค่อยจะรู้ความเป็นไปนัก
ว่าแล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก และอย่างเร็ว เข้าไปกระซิบกับวันดีที่นั่งอยู่หน้าห้องของหัวหน้าแผนก
“ให้แม่บ้านลงไปซื้อแซนด์วิชข้างล่างให้ด้วย แล้วอย่าลงไปกินข้างพร้อมกันหมดล่ะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน”
“ทำไมพี่?” การถามดูเป็นการเป็นงาน หากเพียงว่าน้ำเสียงที่เคล้าหัวเราะแถม “กลัวโดนยัยทิชาหลักกิโลปล้ำเหรอ”
หากพอเอาเข้าจริง ทุกคนในแผนกก็พร้อมใจ...หายตัวหมด
แม้แต่วันดีและกลุ่มแก็งค์ขาประจำ ก็ต่างหายไปเงียบๆ ราวตั้งใจ
และเมื่อเป็นเช่นนั้น โดยที่ทิชายังสิงสถิตย์อยู่ในห้องทำงานเขาไม่ไปไหนสิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ก็เพียงบอกเบาๆ ว่า “ผมขอไปกินข้าวก่อน ตามสบายนะครับ”
“ไปด้วย” การเสนอตัวทันที พร้อมที่หญิงสาวจีบปากจีบคอหาเรื่องคุยอีกชุดใหญ่ ระหว่างเดินตามเขาออกมา
“ผมมีแซนด์วิชแล้ว แต่คุณทิชาล่ะจะกินอะไร”
และแววตาของอีกฝ่ายบ่งบอกว่าเธอมีคำตอบอยู่แล้ว…อยากกินอะไร หรือ…ใคร
และนั่นทำให้ภากรขนลุกด้วยความคิด…กูจะรอดไหมวะ
วันนี้…รอดหรือไม่รอดก็เรื่องหนึ่ง
แต่เขาจะพ้นเงื้อมมือของ ทิชาหลักกิโล ได้นานแค่ไหนกัน แค่ตอนนี้เธอก็ก้าวฉับๆ ตามเขามาติดๆ ควงแขนพาเดินมาถึงห้องแพนทรีย์ที่ว่างเปล่าปราศจากผู้คน
หญิงสาวประกบเขาทุกฝีก้าว
และในตอนนี้ เวลานี้ เข้ามาประกบแนบตัว แทบจะสิงเป็นร่างเดียวกัน
ภากรเกร็งตัว ไม่ใช่เพราะ…อารมณ์อะไร หากเพราะความสยดสยองที่ควบคู่ไปกับความหวาดวิตก
หรือจะเสร็จยัยทิชาหลักกิโลวันนี้วะ
“แรกทำไมใจแข็งนักน๊า” เธอออดอ้อนซบหน้าไปกับแผ่นอกแข็งแรงของเขา “ทิชไม่ดีตรงไหนกัน”
หญิงสาวไม่สนใจการเบี่ยงตัวของอีกฝ่าย มือของเธอไล่เล้าโลมไปทั่วแผ่นอกบนเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มด้วยหวังว่าเขาจะ…ยอม
“ตอนนี้ไม่มีใคร มีแต่เราสองคน แรกรู้สึกกับทิชก็แสดงออกมาเถอะ ทิชไม่ว่าหรอก”
เพียงแต่ว่ายังไม่ทันขาดคำ เสียงดังเฉียบก็ดังขึ้นจากด้านนอกของห้องแพนทรีย์เล็กๆ
“แต่ฉันว่า!” เสียงที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวของผู้เป็นนายใหญ่ออฟฟิศนี้ “อุบาทว์ ทุเรศทั้งคู่ นี่มันที่ทำงาน”
และนั่นทำให้ทิชาก้าวถอยห่างพร้อมกับภากรที่ทำเช่นกัน
ชายหนุ่มก้าวหนีเพราะความโล่งอก และความรู้สึกหวั่นๆ อยู่ในทีเพราะสีหน้าและแววตาดุดดันจริงจังของผู้เป็นเจ้านายที่ยืนด้วยท่าทีถมึงทึงอยู่ด้านนอก
“โตจนหมาเลียก้นไม่ถึง ยังทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะ เวลานี้พักเที่ยง ถ้าอยากจะทำอะไรกันมากนักล่ะก็ จะไปเปิดห้องก็ตามสบาย”
“ทำอะไร? ใครทำอะไร” เมื่อตั้งสติได้ทิชาจึงโต้ตอบ “หล่อนอย่างมาหาเรื่องนะ ฉันกับแรกแค่คุยกัน และการที่เราสนิทกัน คุยกัน มันไปหนักส่วนไหนของหล่อน”
“หนักแน่ๆ” การลากเสียงยอกย้อนไม่ยอมแพ้ “เพราะที่นี่มันออฟฟิศของฉัน”
“ของไบโอซิสต่างหาก”
“เธอก็เป็นพนักงานของไบโอซิสนะทิชา”
“ฉันเป็นเจ้าของต่างหาก”
“อ้างอย่างนี้ ยิ่งทุเรศใหญ่ หุ้นมีท่าขี้มดก็ยังอ้างได้นะ โตแล้วแต่ไม่มีหัวคิด ไม่รู้จักยับยั้งช่างใจ ทำตัวน่าเกลียด แล้วยังแถ ไม่ยอมรับผิดอีก”
“ฉันไม่ผิด” ทิชาสาวเท้าสองสามก้าวไปทางผู้ที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องแพนทรีย์ “อย่ามาใส่ความฉันนะ”
“ฉันไม่เคยใส่ความใคร” สายตาที่กวาดมองคู่ปรับแสดงความดูแคลนชัดเจน “ไม่ได้วิปริตสติเสียเหมือนเธอนี่ ที่จะมัวแต่หาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน”
“หนอ…กล้าดียังไงมาว่าฉัน” หญิงสาวปรี่เข้าไป มือง้างขึ้น หากก็ต้องหยุดเมื่อภากรคว้ามือหยาบของเธอไว้ “แรก! ปล่อยทิชนะ ทิชจะไม่ทน”
เสียงของทิชาที่พูดกับชายหนุ่มผู้เป็นยอดปรารถนาของเธออ่อนลง ออดอ้อน ต่างจากน้ำเสียงตะคอกที่เธอมีให้ผู้เป็นพี่สาว
“ฉันจะฟ้องคุณพ่อ”
ทิชาแผดเสียงดังลั่นอีกครั้ง หากนั่นไม่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสีหน้าและท่าทีนิ่งเฉยของมาธวี จะมีเปลี่ยนก็รอยยิ้มเยือกเย็นจางๆ
“รีบๆ ไปเลย” การยักไหล่…ท้าทาย เยาะเย้ยพลางตวัดสายตาเหลือบมอง…เขาที่ยังคงไม่ปล่อยมือจากทิชา “แต่ฉันกลัวว่าเธอจะไปช้าเกิน”
“อะไร?” ทิชาสาวเท้าเข้าไปใกล้เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เพราะภากรยังคงจับที่ข้อมือของเธอไว้ ดึงเบาๆ พอที่ร่างของหญิงสาวจะเซเข้ามาแนบอกเขา และเธอก็แนบอยู่ตรงนั้น
“ที่บอกให้รีบไปก็เพราะหวังดี” รอยยิ้มบนริมฝีปากสวยคลี่ออกเล็กน้อยพอเป็นพิธี “ก่อนที่คุณพ่อจะตัดสินใจยกลูกค้าใหญ่ของเธออีกรายมาให้ฉันดู”
“ลูกค้าอะไร เธอทำอะไร!”
เสียงปี๊ดดังลั่นบาดแก้วหูทำให้ภากรปล่อยมือจากหญิงสาว ก้าวถอยห่างออกมาจากทิชา หากใกล้เข้าไปหามาธวีที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ก็โรงพยาบาลเครือใหญ่ในกรุงเทพและระยองไงล่ะ นี่แค่เล็กน้อยนะ ฉันว่าเธอรีบๆ กลับไป เพราะสงสัยว่าโรงพยาบาลใจกลางเมืองอีกสองแห่งอาจจะถูกโอนมาให้ฉัน” คนพูดขยับตัวเพียงนิด ถอยออกสองสามก้าว มากพอที่จะเปิดทางให้ทิชาเดินออกไป
หากทิชายังคงนิ่ง จนกระทั่งภากรกระตุกที่ต้นแขนของเธอ เมื่อนั้นหญิงสาวจึงขยับตัวให้เขาพาเธอออมาด้านนอก
“คุณทิชากลับไปก่อนดีกว่านะ คุยกันตอนนี้ก็รังแต่จะมีเรื่อง” เขาไม่ปล่อยมือจากเธอจนกระทั่งพาเธอมาถึงหน้าประตูทางเข้าออกของออฟฟิศ “ผมจะไปเอากระเป๋ามาให้”
ชายหนุ่มไม่รอให้ตัวเองพูดจบประโยค เพราะพลันเขาก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านหน้าของผู้เป็นเจ้านายกลับเข้าไปด้านใน ตรงไปที่ห้องทำงานของตน คว้ากระเป๋าถือราคาแสนแพงของทิชา แล้วรีบกลับไปที่หน้าออฟฟิศด้วยความหวาดหวั่นว่าจะเกิดเรื่องรอบสอง
หากมาธวียังคงยืนที่เดิม
กอดอกนิ่งเหมือนเดิม
สายตาเย็นชาเช่นเดิม
และนั่นทำให้ภากรหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเดินผ่านร่างระหงเพื่อไปหาทิชา รีบยัดกระเป๋าถือในมือของเธอแล้วเปิดประตูดันร่างของหญิงสาวให้ออกไป
“แรก…” ทิชาหันมาด้วยสายตาออดอ้อน “ดูมันทำกับทิชสิ มันแกล้งทิช”
“คุณกลับไปคุยกับคุณศรุตก่อนเถอะ ลองดู อาจจะไม่มีอะไรก็ได้” คำพูดของเขาฟังแล้วเป็นเชิงปลอบ แต่ใจจริงแล้ว ภากรอยากให้ทิชากลับไปให้เร็วที่สุดเสียมากกว่า
แค่เธอวุ่นวายกับเขามาทั้งเช้า แล้วยัง…เหตุการณ์คุกคามเมื่อไม่กี่นาทีมานี้ แถมต่อด้วยการปะทะกับมาธวีเมื่อครู่ ทั้งหมดนี้มันก็มากเกินพอที่เขาจะรับไหว
จากที่เคยได้ยินพนักงานคนอื่นนินทาว่าทิชาเป็นโรคขาดผู้ชายไม่ได้ ชอบเข้าหาพนักงานผู้ชาย มาวันนี้เขาเจอจริงๆ จังๆ ไม่ใช่แบบผิวเผินแทะโลมเหมือนเช่นเมื่อก่อน
สยอง…
หากคนที่เขาต้องหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือ…มาธวี
สองคนพี่น้องไม่ลงรอยกัน เขาคนนอกจะเหลืออะไร และยิ่งเมื่อครู่…แค่คิดก็เสียวสันหลัง
และเพราะความคิดนั่นทำให้การก้าวกลับมาด้านในของเขาช้านัก
มาธวียังคงยืนตรงที่เดิม สายตาจับมาที่เขา ประสานกัน…หากเพียงครู่เดียวเท่านั้น
ในครู่นั้น…ภากรเห็นภาพที่ช่างคล้ายกับที่หญิงสาวคนหนึ่งเคยมองเขาเมื่อนานมาแล้ว
สะท้านใจ
ขุ่นเคือง
น้อยใจ
และแม้จะเป็นเช่นนั้น ดวงตาของเธอก็ยังหวานวาววับจับจิตบาดใจเสียยิ่งนัก
หวานใดเล่าจะเทียมเท่าแม่ตาหวาน หวานสะท้านใจนี้ให้พี่ห่วง
หวานดวงพักตร์งามสลักปักในทรวง หวานเนื้อนวลยามแนบแอบอุรา
ภากรก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง หากก็ได้เพียงไม่กี่ก้าว เพราะพลันร่างระหงของหญิงสาวก็สะบัดเดินไป
เธอกำลัง…หนี
และด้วยความเคยชิน เขาจึง…ตาม
“ปราง!”
เสียงเรียกทำให้ร่างระหงหยุดหน้าประตูห้องทำงาน หากนั่นก็เพียงแค่อึดใจเดียว เพราะหญิงสาวเริ่มตั้งสติ ควานหากุญแจห้องที่อยู่ในกระเป๋าสะพาย เมื่อเจอก็รีบไขล็อคอย่างเร็ว
“ปราง…”
เขาเรียกย้ำเป็นครั้งที่สอง แต่อีกฝ่ายเลือกที่จะไม่สนใจ เธอผลักประตูห้องทำงานเปิดออก หากมาธวีรู้สึกถึงมืออุ่นๆ ที่จับต้นแขนของเธอจากด้านหลัง
มือนี้…คุ้นเคยนัก ไม่ต่างจากเสียงของเขาที่สะกิดหัวใจ
“มะปราง!”
เพียงแต่ว่าในเวลานี้ หญิงสาวเลือกที่จะลืมความคุ้นเคยทั้งหมด ไม่ต่างจากการเลือกของเธอเมื่อหลายปีที่แล้ว
ลืมๆ ซะ…จบกัน
พอกันที!
การสะบัดแขนของเธอจึงแรงนัก ไม่ต่างจากที่เคยสะบัดความรักทั้งหมดที่เธอเคยมีเมื่อหลายปีก่อน
ทว่าน้ำเสียงของหญิงสาวช้านิ่งราวสายน้ำที่สงบในค่ำคืนอันแสนเหน็บหนาว
“ที่นี่ที่ทำงาน อย่าให้เกิดเรื่องแบบเมื่อกี้อีก นี่เป็นการเตือน”
มาธวีหวังว่าเขาจะจับไม่ได้ถึงการก้าวอันแสนเชื่องช้าของเธอ และมือที่สั่นเมื่อหญิงสาวหันไปเพียงนิดเพื่อกระแทกประตูปิดลง
แต่เธอเห็น…เขา
เห็นแววตาหม่นหมองคู่นั้นที่มักดูสดใส แม้เมื่อเวลาที่เจ้าตัวมุ่งมั่นตั้งใจทำอะไรสักอย่าง
แม้เมื่อเจ้าตัวเคยวิตกกับอะไรหลายอย่าง
น้อยครั้งนักที่เขามักจะ…ทุกข์ใจ
เพียงแต่ว่าในตอนนี้เขาดูเครียดจริงจังนักจนหญิงสาวเกือบใจอ่อน
ไม่!
เราจบกันแล้ว
เขามีครอบครัวของเขา…เรามีคนรักของเรา และจะมีครอบครัวของเรา
ที่เหลือก็แค่ความรู้สึกของคนแปลกหน้าที่ต้องร่วมงานกันเท่านั้นเอง
มาธวีพิงประตูนิ่งอยู่นาน ราวกำลังเรียกเรี่ยวแรงทั้งหมดให้คืนมา
แต่ก็นานนัก…นานกว่าที่เธอจะมีแรงเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า
แดดยามบ่ายแรงกล้ายิ่งนักในวันนี้ มันมาพร้อมอากาศที่ร้อนอ้าวจนยากที่จะเกือบทำให้ลืมไปว่า นี่ใกล้จะสิ้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว
คุณเพลินจิตยังคงนั่งประจำตำแหน่งบนเก้าอี้ไม้ม้าโยกตัวเก่งบุฟูกหนา มือข้างหนึ่งโบกพัดสานราคาถูกเรียกลมเพื่อไล่ไอร้อนที่พัดลมเพดานของชานหน้าบ้านไม่สามารถคลายได้ อีกมือวางเบาๆ บนสมุดคู่ใจที่บัดนี้มีธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งแนบอยู่ข้างใน
ผ้าถุงลายไทยที่เจ้าตัวมักใส่ประจำเวลาอยู่บ้าน บัดนี้แปรเปลี่ยนมาเป็นกระโปรงกับเสื้อลูกไม้แขนสี่ส่วนลายสีส้มอ่อนเข้าชุด แล้วยังมีกระเป๋าถือสีดำใบกระทัดรัดเตรียมพร้อม
“แม่เครือ…แม่เครือ” หญิงชราเบี่ยงหน้าไปด้านหลังเล็กน้อย ส่งเสียงผ่านประตูมุ้งลวดของบ้าน “แม่ย้งยี้จะมากี่โมง”
“น่าจะอีกสิบห้านาทีค่ะ” คุณเครือแก้วยื่นหน้าออกมาเล็กน้อย ให้อีกฝ่ายพอได้ยิน หากมือก็ยังไม่หยุดจัดแจงเช็ดพื้นไม้ที่เป็นเงาวาววับ “เห็นว่าจะไปรับเจ้าเจมส์มาส่งก่อน แล้วค่อยพาคุณพี่ออกไปพบกับคุณนายโสภาพรรณ ว่าแต่คุณพี่นัดคุณนายไว้กี่โมงคะ”
“ฉันบอกเขาว่าจะไปถึงก่อนบ่ายสี่โมง” เสียงไม่มีแววตื่นตระหนหรือวิตกแต่อย่างใด เมื่อคุณเพลินจิตชำเรืองมองนาฬิกาข้อมือสีเทาเรือนเก่า
“ยังพอมีเวลาค่ะ” ผู้เป็นน้องสะใภ้บอกพลางยิ้มกับตัวเอง ด้วยรู้ว่าพี่สาวคนโตของสามีมักเป็นเช่นนี้เสมอ
คุณเพลินจิตเคร่ง ตรงต่อเวลา ไปเร็วสิบนาที ดีกว่าไปช้าแม้แต่นาทีเดียว
“ป้าหลานเหมือนกัน” คุณเครือแก้วมักเปรยอยู่บ่อยๆ เพราะทั้งภากรและนันทนาเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด
ลูกๆ ตรง…ชื่อตรง
ตรงต่อหน้าที่และเวลาที่พึงต้องทำ
ก็อย่างเช่นตอนนี้ นันทนามาถึงบ้านพร้อมหลานชายตัวน้อยในอีกสิบนาทีต่อมา และนั่นทำให้คุณเครือแก้วรีบจัดแจงวางด้ามไม้เช็ดพื้นแล้วออกมารับ
เจ้าเจมส์ยังไม่พ้นจากอ้อมกอดของย่าที่อยู่ด้านนอก หากนันทนาเดินเข้ามาข้างในบ้านก่อน กระซิบกับผู้เป็นแม่
“หลานถามหาพ่อมันทั้งวัน ใกล้งานวันพ่อก็เลยกลัวว่าพ่อมันจะไม่มา” หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตลายทึมและกางเกงยีนส์สีเข้มส่ายหัวเล็กน้อย “หนูว่าแม่ต่อสายถึงพี่แรก ให้พี่แรกปลอบลูกหน่อยดีกว่า”
เด็กชายเห็นเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาลมีพ่อและแม่ แต่ตัวเอง…ไม่มี
ไม่มีแม่
มีแต่พ่อที่ไม่ได้พบหน้ากันทุกวันเหมือนคนอื่นๆ
เมื่อเป็นเช่นนั้น…ปัญหาจึงเกิด แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนในครอบครัวเคยคาดคะเนคิดไว้ก่อนแล้ว
ตอนนี้…เป็นแบบนี้ดีที่สุด
“ข้าถึงบอกไงว่ารีบให้ตาแรกแต่งเมียเสียก็หมดเรื่อง” หูของคุณเพลินจิตไวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับหลานชายสุดที่รัก
และปากของคุณเพลินจิตก็ไวเช่นกัน เมื่อที่เด็กชายตัวน้อยวิ่งลงไปเล่นยังลานสนามหน้าบ้านกับเจ้าสุนัขสองตัว
“โอย…ก็หลานของป้าน่ะยอมเสียที่ไหน” นันทนาติงในสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่ พลางพาผู้เป็นมารดาเดินออกมาสมทบกับคุณนายเพลินจิตด้านนอก “ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย หนูก็ไม่เห็นว่าจะคบคนไหนจะยืดซักคน”
“เอ็งจะมาว่าตาแรกของข้าเจ้าชู้หรือ”
“อ้าว…ป้านี่ก็ หนูยังไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่ความจริงเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าใครจะเลิกคบใครยังไง หลานรักป้าน่ะเคยเล่าอะไรให้ใครฟังเสียที่ไหน เคยพาใครมาให้ป้าดูตัวบ้างล่ะ”
“ข้าถึงต้องหาให้ไงล่ะ”
“ใครจะเหมาะกับพระลอ…เอ้ย” หลานสาวหัวเราะร่าเมื่อเห็นนัยน์ตาเขียวปัดของผู้เป็นป้า “พระสัตวารของคุณนายเพลินจิตล่ะจ๊ะ”
“ลูกสาวคุณนายโสภาพรรณไง ลูกคนเล็กเห็นเขาว่าสวยแถมเก่ง การศึกษาดีจบนอก ครบสูตรของตาแรกเป๊ะ เพิ่งกลับมาเมืองไทยเมื่อกลางปี วันนี้ข้าขอไปดูตัวให้ก่อน ถ้าถูกใจข้า แล้วค่อยนัดตาแรกให้มาเจอวันหลัง”
“ถูกใจป้า ป้าก็แต่งเองสิ”
“ไอ้เจ้านี่!” คุณนายเพลินจิตหรี่ตาขมวดคิ้ว “มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ เอ็งรีบๆ ไปส่งข้าเถอะ ส่งแล้วรอรับกลับด้วย วันนี้ฤกษ์ดี อย่าทำให้เสียฤกษ์”
“หนูไม่ทำอะไรหรอก แต่ป้าน่ะ วุ่นวายมากๆ ระวังจะทำให้เสียหลานสะใภ้ดีๆ”
ยังไม่ทันจบคำของหลานสาว มือของหญิงชราก็ฟาดลงบนต้นแขนของ…อีช่างเบรก
“และถ้าเอ็งยังขืนพูดมากขัดคอข้า ระวังข้าจะไม่ให้เอ็งสักแดงเดียว”
“โอย…กลัวจ้า กลัว” หญิงสาวส่งเสียงล้ออยู่สนุก รู้หรอกว่าป้าเพี้ยนไม่โกรธจริงจัง แต่ถ้าหากชาตินี้ป้าเพี้ยนไม่ได้หลานสะใภ้ นั่นแหละค่อยกลัวค่อยหวาดหวั่น
แต่ในตอนนี้ นันทนาขอหัวเราะเสียงดังไปก่อน
มาธวีแค่คิดว่าไปตรวจสินค้าที่อยู่ในห้องเก็บของออฟฟิศ พร้อมๆ กับสั่งให้ลูกทีม สามคนจัดแจงเตรียมตัวอย่างสินค้าเพื่อส่งให้ลูกค้าที่เธอกำลังติดต่ออยู่ โดยที่หญิงสาวไม่คิดจะเดินเฉียดใกล้ห้องทำงานของเขาสักนิด
หากการเดินไปและกลับระหว่างห้องเธอและห้องเก็บของ จำเป็นต้องผ่านห้องของเขา ดังนั้นเธอจึงได้ยินเสียงสนทนานั้นชัดเจน
คำพูดของเขาที่มีให้ลูก…อ่อนโยนนัก
แล้วยังคำที่เขาแทนตัวเอง…พ่อ
รักอะไรหรือจะเท่าพี่รักเจ้า
เขาคงรักแม่ของเด็กมาก
รักมากพอที่จะทิ้งความฝันของเขา
มากพอ…ที่ทำให้เขาทิ้งเธอไปเพื่อผู้หญิงคนนั้น
…เห็นแรกกับผู้หญิงท้องคนนึงที่โรงพยาบาล ดูแรกเอาใจใส่เป็นห่วงมาก…
นั่นคือสิ่งที่เพื่อนของเธอรายงานเมื่อหลายปีก่อน จนมาธวีเคยคิด…ผู้หญิงคนนั้นจะสวยสักแค่ไหนเชียว
จะดีเลิศวิเศษสักแค่ไหนเชียว
‘ถ้าผมมีลูกกับคนอื่น ปรางจะว่าอย่างไร’
หากมาธวีไม่เคยว่าอะไร เธอเลือกที่จะไม่พูด
ไม่ถาม
เลือกที่จะเงียบ
และเลือกที่จะตัด…ตลอดกาล

========================================================
...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าวรักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...
========================================================
ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน
=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====







Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2560 21:10:13 น. 1 comments
Counter : 401 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
กว่าจะเข้าได้....

ระบบของ Pantip ทำเอาอ่วมค่ะ


โดย: Sentimentally Smooth วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:11:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.