เพราะโลกกว้างๆ ยังมีทางให้เดิน
 
 

Mumbai I love you ^^







 

Create Date : 18 เมษายน 2554   
Last Update : 4 มิถุนายน 2554 13:36:54 น.   
Counter : 270 Pageviews.  


อินเดียในฝัน11 ตอน วันสั้นๆใน Delhi + bye bye อินเดีย

และแล้ว วันสุดท้ายในอินเดียก็มาถึง ไม่อยากกลับเลย โฮๆๆๆๆSmiley เวลาไปเที่ยวแต่ละครั้ง เรามักรู้สึกอย่างนี้เสมอ ไม่อยากกลับมาทำงาน แต่ก็เนอะ ทำไงได้Smiley

เมื่อคืนก่อนนอนไม่ค่อยหลับ เป็นเพราะไข้ขึ้นนิดหน่อย บวกกับอากาศที่ร้อนมาก ต่างจากที่ๆเราเพิ่งจากมาอย่าง Kashmir สุดๆ...อากาศที่นี่ก็ไม่ต่างไปจากวันแรกที่เรามาถึง อุณหภูมิยังคงประมาณ 40 กว่าองศาเซลเซียส คิดว่าตอนกลางคืนจะสบายหน่อย แต่เปล่าเลย แถมยังร้อนแบบแปลกๆไปเหมือนบ้านเรา คือมันร้อนแห้งไม่ใช่ร้อนชื้น...เราร้อนมากนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว แบบว่าวางข้างหมอนเลยอ่ะ 5555 พอเช็ดปุ๊บแห้งปั๊บ รู้สึกถึงความเย็นได้ไม่กี่วิ ผ้าก็แห้งเร็วมาก ข้อดีอย่างนึงของอากาศแบบนี้คือ เสื้อผ้าของเราที่ซักไว้แห้งเร็วมาก แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนที่เมืองไทยSmiley

ตอนเช้า เราตื่นเช้ามาด้วยอาการค่อนไปทางย่ำแย่ คือแย่แต่ยังไม่ที่สุด มีน้ำมูก และเริ่มเจ็บคอ เรารู้เลยล่ะ ว่าเดี๋ยวอาการหวัดอย่างรุนแรงจะตามมา จริงๆเรามียาพาราติดกระเป๋ามากันอยู่แล้ว แต่คราวนี้พาราอย่างเดียวสงสัยจะไม่พอ ตัดสินใจว่าจะไปซื้อยาอมแก้ไอ แก้เจ็บคอที่ร้านขายยาแถวนั้น คิดว่ายังไงก็มีนะ เป็นโรคที่ basic มาก...เราลงมาที่ lobby จัดการ check out และฝากกระเป๋าไว้เรียบร้อย ก่อนที่เราจะไปตะลอนๆอีกวัน บอกเค้าไว้ว่าจะมาเอากระเป๋าประมาณ 5-6 โมงเย็น เพราะตอนดึกๆ ต้องไปสนามบินแล้ว เครื่องออกดึกค่ะ แต่รู้มาว่าสนามบินที่เดลลีไม่เหมือนบ้านเรา ควรไปถึงแต่เนิ่นมากๆ แค่ 2 ชั่วโมงล่วงหน้าเหมือนบ้านเราอาจตกเครื่องได้

ก่อนจะไปไหนต่อไหน ก็แวะกินอะไรแถวนั้นรองท้องซักหน่อย ร้านรวงส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดตอนเช้าๆ เราเลยมีตัวเลือกไม่กี่ร้าน เลือกได้ร้านนึงที่ดูดีหน่อย เจ้าของร้านต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี แน่ล่ะสิ แถวนั้นมันแหล่งนักท่องเที่ยวนี่ ประมาณข้าวสารยังไงยังงั้น เรานั่งกินกันไปซักพักมี backpacker ฝรั่งผมหยิกฟู แต่งตัวซอมซ่อ เกินกว่าที่จะเรียกว่าติสต์(ต่อไปนี้จะเรียก ฟู) เดินเข้ามานั่งเยื้องกับเรา ดูท่าเค้าจะอยู่ที่นี่นานพอควร ดูจากการสั่งอาหารโดยไม่ดูเมนูSmiley 

พออาหารเรามาถึงพนักงานก็เอาช้อนส้อมมาให้อย่างรู้งาน เพราะรู้ว่านักท่องเที่ยวไม่ใช้มือกินเหมือนคนอินเดีย ซักพักอาหารของฟูก็มาพร้อมช้อนส้อมอีกเช่นกัน ฟูโบกมือไม่เอาช้อนส้อม มองมาทางพวกเราอย่างหยามหยัน แล้วใช้มือกิน แบบอยากประกาศตัวว่าข้านี่เจ๋ง เป็น
backpacker ปรับตัวกับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงอ่ะ โหยยยย ฟายยยยยเอ๊ยSmiley เท่ห์ตายล่ะ เรายังจำสายตามันได้อยู่เลย ...ไม่รู้นะ เราว่าคนพวกนี้คิดผิด ที่ดูถูกคนที่ทำอะไรไม่เหมือนตัวเองSmiley  นักท่องเที่ยวแบกเป้หลายๆคน คิดเพียงแค่ว่าต้องใช้เงินน้อยที่สุด ต้องลำบากที่สุด ต้องทำตัวให้ดูโกโรโกโสที่สุด จริงๆคิดงั้นคงไม่ผิด แต่ก็ไม่มีสิทธิมาดูถูกคนอื่นมั้ง เอาเหอะ ตามสบาย เราสนแค่ เที่ยวแล้วคุ้มค่าที่สุด มีความสุขที่สุด และได้ช่วยเหลือกระจายรายได้ในประเทศที่เราไปอย่างไม่ดูเห็นแก่ตัวแค่นั้นแหละ คิดแล้วก็เคือง ชริ แปร๋นน โฮกกกSmiley


เมื่อมองออกไปจากนอกร้าน


สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้


กินเสร็จแล้วก็ไปเดินหาซื้อยาแก้เจ็บคอกัน แปลกแฮะ ไม่มีซักร้านนึง ก็ทนเจ็บคอกันต่อไปSmiley  เรานั่งริกชอร์ไปที่หาที่เดินเล่นในเมือง บอกวริกชอร์ว่าจะไปห้างสรรพสินค้า หรือว่าโรงหนังก็ได้ เผื่อดูหนังแขกไรงี้ คนขับพาเรามาส่งที่ร้านขายพรม มีคนมารอต้อนรับเต็มไปหมด เจองี้อีกแล้ว เซ็งเลยSmiley  เราเลยลงละ ยอมลงเดินหาเอง เดี๋ยวโดนพาไปไหนต่อไหนอีก...พอเราลงเดินก็มองดูสองข้างทาง แถวนั้นเหมือนเป็นแหล่งคนรวย โหหห มันต่างกันจริงๆนะ กับที่เราเจอมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นขอทานเอย เด็กเลี้ยงวัวเอย คนแถวนี้ไฮโซแฮะSmiley  เราเดินไปเจอผู้ชายคนนึง อุ้มลูกออกมาเดินเล่นแถวบ้าน หน้าตาดีอ่ะ ทั้งพ่อทั้งลูกเลย ดูผู้ดีมากSmiley  เลยถามทางซะเลยบอกว่าจะไปเดินห้าง หรือไปดูหนังก็ได้ ผู้ชายคนนั้นเต็มใจช่วยพวกเรามาก เดินมาชี้ให้ดูถึงถนนใหญ่เลย สุภาพมากๆด้วย

และแล้วเราก็มาถึง... หิวมาก ก็เลยไปแวะกิน
Mcdonald เพิ่มพลังกัน ระหว่างนั้นเห็นวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย ก่อนจะออกจากร้านเลยเข้าไปถามน้องผู้หญิงกลุ่มนึงว่าเราจะไปเที่ยวไหนได้บ้าง น้องๆก็เขียนสถานที่ให้เรียบร้อย แนะนำให้ขึ้น MRT ไป สะดวกดี เราเดินออกมา มองเห็นสถานีไกลลิบๆ ขี้เกียจเดิน เลยโบกริกชอร์ไปกัน ที่ไหนได้ เค้าบอกว่ามันไกลมากไม่มีใครไปเลย เราก็งง มันไกลขนาดนั้นเลยเหรอSmiley  ไม่เป็นไร เดินไปขึ้น MRT ก็ได้ พอถึง MRT เดินลงไปปุ๊บ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ กลิ่นฉี่มนุษย์ โฮๆๆๆ เหม็นๆๆSmiley  เดินไปเรื่อยๆก็พบที่มาของกลิ่น ระหว่างทางเดินจะเป็นอุโมงค์ที่ยังไม่เข้าในส่วนในตัวอาคาร มีคนจรจัดใช้เป็นที่พักพิงอยู่จำนวนหนึ่ง ห้องนอนห้องน้ำก็คงอยู่ที่เดียวกัน ถึงว่าสิ กลิ่นมันมาจากนี่นี่เองSmiley

แต่พอเราเดินเข้าไปข้างในแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นค่ะ สถานีรถไฟฟ้าที่นี่ใหญ่มาก  มีหลายชั้น มีรถไฟหลายสายด้วย ก็มีกลิ่นอยู่บ้าง แต่ไม่แย่เท่าไหร่อ่ะค่ะ โอเคๆ เราดูสถานีที่น้องผู้หญิงพวกนั้นจดมาให้แล้วก็ไปกันโลด ภายในรถไฟฟ้า คนมองเราพวกเยอะแยะๆๆๆ แปลกไง ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว 55 รถไฟฟ้าที่นี่ไม่ค่อยเหมือนบ้านเราตรงที่แอร์ไม่ค่อยเย็น และของเค้าเหมือนจะมีลมเข้ามาด้วยนะ คล้ายที่ฮ่องกง มันไม่ได้ปิดสนิทแบบบ้านเรา ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกขบวนหรือเปล่า คนเค้าใช้บริการเยอะอยู่ค่ะ อยู่รวมกันหลายๆคนกลิ่นก็...ไม่แย่มากSmiley


สถานี MRT


มาถึงแล้วก็เดินเที่ยวห้างเล่น ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนะ บ้านเราของดีมีคุณภาพกว่าเยอะ แต่ก็แปลกหูแปลกตาดี อ่อ มื้อกลางวันกิน KFC อีกแล้ว สองวันมานี้ พวกเรามันตัวกินไก่ชัดๆ อยากอ่ะ ไม่รู้ทำไม ไปกันสองคนสั่ง combo เลย เหลือก็เก็บเอาไปกินระหว่างรอเครื่องที่สนามบินค่ะSmiley


ถึงแล้วววว ไกลจากเมืองจริงๆด้วย


ภายในห้างสรรพสินค้า


KFC ชุดหญ่ายยย ที่กินกันแค่ 2 คนSmiley


อิ่มแล้วเราก็กลับกัน ไปแวะเอากระเป๋าที่ฝากไว้ แล้วก็ออกมาที่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน พอมาถึงก็นั่งรอไปมากินไก่ที่เหลือจนอิ่มไปอีกมื้อ แต่เพราะไก่ทอดนี่แหละ ที่ทำให้เสียงเริ่มหาย อาการไข้หวัดเราเริ่มหนักแฮะSmiley  พอเค้าให้ check in ก็ทำตามขั้นตอนกันไป แต่แม่เจ้า เพราะงี้นี่เองเค้าถึงให้มาก่อนเวลานานๆ สนามบินที่นี่มันเล็กมาก สำหรับการเป็น International Airport แล้วมั้ง ก่อนเข้าไปใน gate แถวยาวเป็นงูเลยค่ะ ทบไปทบมาหลายชั้นเลย ยาวมากและนานมาก ย้ำว่านานมากSmiley  เข้าแถวตรงนั้นมากกว่าชั่วโมงค่ะ มีเสียงคนทะเลาะกันเนืองๆ บ้างหงุดหงิดทีช้า บ้างก็กล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้แซง ขนาดเราไปล่วงหน้านานขนาดนี้ยังกังวลว่าจะตกเครื่องไม่ต้องห่วงคนที่มาทีหลังเลย เซ็งไปตามๆกัน วิธีแก้ปัญหาของเค้าคือ เมื่อเห็นว่า flight ไหนจวนเจียนจะออก เค้าจะประกาศให้ผู้โดยสารที่เดินทาง flight นั้น แซงแถวได้ จะได้ไม่ตกเครื่อง เฮ้อ เรานี่ขาแข็งเลย อาการหนักเข้าไปอีกSmiley


เตรียมแบกเป้กลับบ้าน


พอขึ้นเครื่องได้ก็ว่าจะหลับซักหน่อย ตอนนั้นไม่มีเสียงพูดแล้วนะ ปวดหัวอ่ะไม่เท่าไหร่  แต่เป็นไรไม่รู้ไม่มีเสียงเลย ขยับปากจะพูดทีมีแต่ลมSmiley  ไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้เลย เพื่อนจิ๊งต้องทำหน้าที่ล่ามตลอดSmiley ไข้หวัดแขกช่างรุนแรงนัก กลับมาถึงกทม. ประมาณ 7 โมงเช้า ยังจะเปรี้ยวไปทำงานเลย เจ้านายไล่กลับแทบไม่ทัน ไม่มีเสียงแม้กระทั่งจะรับโทรศัพท์ ไปหาหมอๆตกใจเลย โอโหหหห ไปเจอเชื้อหวัดไรมา ทำไมคอมันบวมได้ขนาดนี้ กร๊ากก ฉีดยามา 2 เข็ม ก็ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับSmiley


เมื่อมาถึงเมืองไทยก็อดคิดถึงอินเดียไม่ได้ มีความสุขจริง รวมทั้งหมดที่เราหมดไปกับทริปนี้ รวมทั้งค่าวีซ่าและตั๋วเครื่องบินทั้งหมดทั้งมวล ก็ประมาณ 25,000 บาท เพราะเราซื้อตั๋วโปรโมชั่นไป 15000 บาท แลกตังค์ไปที่โน่น 10000 บาท แต่เหลือกลับมาบ้าง แล้วก็ค่าทำวีซ่าอีกสองพันกว่า ค่าโน่นนี่นิดหน่อย รวมทั้งหมดก็ประมาณ 25,000 กับ10 วันในการขึ้นเหนือล่องใต้ในอินเดีย  ไม่เสียแรงที่ยากจนSmiley.....เราว่าสิ่งที่ได้กลับมามันมากกว่าคุ้มค่า มันสนุกที่ได้ไปผจญภัย สนุกที่ได้ไปกับเพื่อน มีความสุขที่ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น เจอสิ่งที่อยากเจอ ทั้งยังรู้ได้เจออะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอด้วย สนุกๆๆๆจริงๆค่ะ Incredible India เนอะ ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปอีก  นอกจากเมืองไทย เราก็ว่าอินเดียเป็นอีกประเทศที่เที่ยวได้ไม่มีเบื่อSmiley

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมา ขอโทษสำหรับข้อมูลกระพร่องกระแพร่งเนื่องจากตอนไปไม่คิดจะมารีวงรีวิวอะไรจริงๆ คิดซะว่าเอาโพสต์เก็บไว้อ่านตอนแก่Smiley...เล่าสู่กันฟังขำๆนะค้าSmiley
 






 

Create Date : 02 ตุลาคม 2552   
Last Update : 18 สิงหาคม 2553 12:47:42 น.   
Counter : 282 Pageviews.  


อินเดียในฝัน10 ตอน ลาล่ะน้าาาาา Kashmir

เราตื่นเช้าพอสมควร เพราะว่าจะไม่ได้อยู่ที่ Kasmir นี่แล้วล่ะค่ะ  เลยต้องตื่นมาตรวจความเรียบร้อย เราเข็ดน่ะ ตอนนั้นไปลาว เพิ่งตัดแว่นใหม่มาตั้งแพง ดันลืมไว้ที่ guesthouse ซะนี่Smiley  ดีที่ยังมี contact lens คราวนี้เลยตรวจแล้วตรวจอีกจนเพื่อนด่าว่า มึงเข้าขั้นวิตกจริตกันเลยทีเดียว Smiley  เอาของเข้าๆออกๆอยู่พักใหญ่ ก็ตัดสินใจทิ้งของบางอย่างไว้ให้ยูซูฟดีกว่า แถ่น แท้นนน สิ่งนั้นก็คือ มาม่าSmiley  ก่อนออกเดินทางเราเอามาม่ามาเกือบโหล เอามาไว้เผื่อกินอาหารแขกไม่ได้ แต่ในเมื่อมันไม่มีเหตุการณ์นั้น หุหุ มาม่าเลยเหลือเกือบครบจำนวน อย่ากระนั้นเลย วางไว้ให้ยูซูฟดีกว่า กระเป๋าเราจะได้เบาด้วย Smiley

วันนี้เริ่มมีอาการคล้ายจะเป็นหวัด เนื่องจากเมื่อวานอยู่กับอาซีฟทั้งวัน เด็กเป็นหวัด เลยพลอยติดมาแน่ๆ  ประกอบกับการที่ร่างกายเราคงอดทนมาหลายวัน จากร้อนจัดที่เดลลีมาหนาวที่แคชเมียร์ การเดินทางไกลแบบสมบุกสมบัน ขี่ม้าฝ่าสายฝน ตากแดดเดินชมเมือง คงสมควรแก่เวลาป่วยน่ะ แต่ตอนเช้ายังโอเคอยู่ Smiley

ยูซูฟพาเราเดินไปที่รถลุง P ตามปกติ เดินไปเรื่อยๆ เค้าหันมาบอกว่า อยู่มาตั้งหลายวันไอนึกว่ายูจะให้อะไรไอบ้างซะอีก แต่นี่ก็รอมาจนวันสุดท้ายแล้วก็ไม่เห็นมี หน้าตาไม่ได้พูดเล่นด้วยนะ เฮ้ยยย เรากะจิ๊งหันมามองหน้ากัน นึกว่าฟังผิด ยังไม่ได้ทันตอบอะไรยูซูฟก็พูดอีกเหมือนเดิมเด๊ะๆ เฮ้ยยยยยยยยย มีทวงทิปกันงี้ด้วย งงอ่ะSmiley  เราก็เหมือนเดิม ถ้าจะให้ให้เอง ไม่ต้องมาทวง เคืองSmiley (อีกละ) 555 ถ้าเป็นงี้นะ เราว่าเค้าบวกค่าที่พักเท่าที่พอใจไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาวัดดวงทวงกับคนที่ไม่รู้จะให้รึเปล่า ก็เลยบอกไปว่า เราอาจไม่ได้ให้เป็นเงินแต่ว่าเราก็ให้เป็นของนะ เราวางไว้ที่โต๊ะในห้องน่ะแหละ ให้ดูเอา ....ยูซูฟก็หน้าตาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่สนอ่ะ ไรฟระ ทวงกันงี้ไม่เคยเจอ แต่พอกลับมาไปอ่านดูตาม forum ต่างในเนท คนอื่นเค้าก็โดนกันเหมือนกันนะ แสดงว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเค้ามั้งSmiley

พอมาถึงรถ เราก็บ๊ายบายยูซูฟ ก็ลากันไป เรายังไม่ลืมย้ำบอกให้ไปดูของที่ให้ อยู่ในห้อง ยูซูฟพยักหน้าหงึกๆอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้กลับไปเจอมาม่าจะดีใจหรือเสียใจ แต่แหมมมมมมมมมมม แต่มันก็หลายซองอยู่ เกือบโหลแหนะ อีกทั้งเท่าที่เดินตลาด ก็ไม่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขาย นี่ยังเป็นรสต้มยำกุ้งด้วยนะ อาหารไทยออกจะขึ้นชื่อ เค้าก็น่าจะดีใจมั่งแหละ  คิดเข้าข้างตัวเองเรียบร้อย ก็เริ่มออกเดินทางได้อย่างสบายใจ ลั้ลลาๆSmiley

ที่แรกที่เราไปคือวัดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดชุมวิวด้วย  ขึ้นบันไดไปหลายขั้นอยู่เหมือนกันค่ะ เล่นเอาเหนื่อย จากบนนี้มองลงมาเห็น Dal lake ชัดมากๆ มี houseboat เต็มไปหมดเลย สวยดี

เมื่อมองจากจุดชมวิว


ต่อจากนั้นเราเดินทางไปสวยต่างๆ เช่น โมกุล การ์เด้น, ชาลิมาร์ การ์เดน แต่จากรูปเราจำไม่ได้จริงๆว่าที่ไหนเป็นที่ไหน เพราะข้างในมันคล้ายกันไปหมด คือ เป็นสวนสวยๆ มีดอกไม้เยอะแยะ บานสะพรั่ง มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่ภายใน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่สวยงาม อากาศก็ดีมาก สร้างขึ้นมาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของคนสำคัญ (King ของเค้า) อย่างแท้จริง


สวนสวย










เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา น่าร้ากกมากกกก


ดอกไม้สวยจริงๆ


อากาศคงดีเลยงามได้ขนาดนี้


อยู่มาตั้งหลายวัน เห็นกันทุกวันเต็มเมืองไปหมด เลยขอถ่ายรูปซักหน่อยกับพี่ทหาร


ภายในสวน





พอเริมบ่ายๆ ลุง P ก็ไปส่งเราที่สนามบินแล้วค่า กลับ Delhi กัน ระหว่างทางรถติดมากกกก กว่าจะหลุดเข้าไปในสนามบิน Srinagar ได้ก็แทบตาย แถมพอเข้าไปเจอตรวจหลายด่านมากค่ะ รัดกุมดีจริงๆ เราขึ้นรถลงรถให้เค้าตรวจรถ ตรวจกระเป๋า ตรวจระเบิดหลายรอบมาก กว่าจะถึงตัวอาคาร พอถึงปรากฏว่ามีเวลาพอควรเลย ร่ำลาลุง P ขอบคุณกับเรียบร้อย ดีใจที่เค้าไม่ทวงทิป กร๊ากก ชอบๆๆ Smiley สนามบินที่นี่ไม่ใหญ่ และคนก็น้อยไม่พลุกพล่านเลยค่ะ


บรรยากาศที่สนามบิน



เรารอได้พักใหญ่ๆ พนักงาน Indian Airlines เดินเข้ามาถามว่าเราอยากเลื่อนไฟลท์ไหม มันมีที่เร็วกว่านั้น เราขี้เกียจมากเรื่อง นั่งเล่น นั่งคุยไปมาก็ไม่ลำบากไร เลยบอก ไม่เป็นไรอ่ะ เลยรอกันต่อไป เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคิดผิดSmiley  เฮ้อออ มัน delay อ่ะ แล้วเราก็ไม่ค่อยสบายอาการไข้หวัดกำเริบ แต่ระหว่างรอเราก็เจอ group tour คนไทย เลยได้ทักทายกัน พี่ๆน่าร้ากกกกก เท่าที่ถามทุกคนสนุกกับการมาเที่ยว มีผู้สูงอายุบางคนบ่นว่าเหนื่อยบ้าง แต่สนุกดี ที่นี่สวยมากSmiley  พร้อมชื่นชมเราสองคนกันใหญ่โต พี่ไกด์แนะนำว่า คราวหน้าน้องไปอุซเบกิสถานนะ น่าเที่ยวๆ แบกเป้ไปกันมันส์ดี 555 ชวนกันงี้เลย ดีใจอ่ะ เจอคนน่ารักSmiley

พอทุกคนกลับไปหมด เราเดินเล่นต่อ มองลงไปเจอผู้ประสบชะตากรรมเดียวกับเราตอนขามา อดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกไม่ได้ค่ะ


โดนรุมหยั่งงี้เลย


และแล้วเราก็ขึ้นเครื่องมุ่งสู่ Delhi ค่ะ ไปละน้าแคชเมียร์ บ๊ายบายยยยย...ขึ้นเครื่องคราวนี้เราได้ที่นั่งหลังสุดเลย มันแกว่งไปมา เมาเครื่องค่ะ แม่เจ้า เกิดมาไม่เคยเลย  อยากจะอ้วกแต่ต้องอดทน มองวิวทิวทัศน์จากนอกหน้าต่างไปพอช่วยได้บ้าง เพราะ snow capped mountain ยังคงสวยและมีมนต์ขลังสำหรับเรา แต่เครื่องนี้ไม่ได้บินตรงค่ะ เรามาแวะที่ Jammu ด้วย นานเลยแหละ อ๋อยย ตอนนั้นจะตายให้ได้ เป็นไข้ด้วย เมาเครื่องด้วย แต่ก็ยังไหวอยู่ สงสัยไอ้ที่สมบุกสมบันมาก่อนหน้า มันจะมาออกอาการเอาวันนี้ละมั้งSmiley พอถึงเดลลี ก็ไปแลกเงินลอตสุดท้ายที่เตรียมไว้ เพราะเหลืออีกวันเดียวประมาณดูแล้วว่า ใช้พอแน่นอน เสร็จแล้วก็ไปหา prepaid taxi ค่ะ ตอนซื้อมัวแต่คุยเพลิน พอขึ้นรถถึงรู้ว่า เงินทอนขาดไป 100 รูปี ชริ จงใจชัดๆ (แหะๆ อาจลืมจริงๆก็ได้นะ แต่ยาก แนะนำว่าควรตรวจนับเงินทุกครั้งที่เค้าทอนนะคะSmiley)

เรากลับไปนอนที่เก่าที่เราเคยมาเมื่อวันแรก ตอนแรกพนักงานจำไม่ได้คิดคืนละ 350 รูปี เราบอก อะไรๆ ไหนสัญญาแล้วว่าถ้าเรามาอีกจะให้ราคาเดิมคือ 300 ไง พอดีพี่อีกคนที่คุ้นหน้าเดินออกมาพอดี เลยบอก no problem no problem เย่ๆ เป็นคนดีจริงๆ ตกลงเราได้ราคานั้น แถมได้พักห้องดีกว่าเดิมอีกด้วย แต่ไม่มีแรงจะชื่นชมอะไรมากแล้วค่ะ ตอนนั้นเสียงเริ่มไม่มีแล้ว อาการไม่ดี หิวด้วย เลยบอกจิ๊งว่าวันนี้ไม่ไปไหนละนะ ไปหาไรมากินในห้องเหอะ เราก็เดินไปซื้อไก่ย่างค่ะ อร่อยมากกกก โหยหาเนื้อสัตว์มานาน Smileyกร๊ากกก ไม่ได้กินมาหลายวันมาก เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ แถมที่แคชเมียร์ก็ไม่ได้กินเยอะขนาดนี้ค่ะ ซื้อมาตั้งหลายสิบรูปี ถ้าเป็นวันแรกๆไม่กล้าใช้เงินขนาดนี้นะ กลัวหมด แต่อร่อยค่ะ เราเอามากินกันบนห้อง แล้วก็นอนเอาแรง กิจกรรมวันนี้คือ นอนดูรายการเกมส์โชว์ของอินเดีย แปลกดีSmiley


รายการเกมส์โชว์


พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของในอินเดียSmiley  เรามีเวลาอยู่ Delhi 1 วันเต็มๆ ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวในเมือง ไปห้าง ไปดูที่ที่คนที่นี้เค้าใช้ชีวิตกัน เพราะตรงกับวันอาทิตย์ น่าจะคึกคักอยู่ค่ะSmiley




 

Create Date : 20 กันยายน 2552   
Last Update : 20 กันยายน 2552 16:42:49 น.   
Counter : 188 Pageviews.  


อินเดียในฝัน9 ตอน ท่องเมือง Srinagar

จริงๆแล้ววันนี้ ตามแผนเดิม เราตั้งใจจะไปเที่ยวสวนต่างๆค่ะ อย่างที่บอกว่าแคชเมียร์เป็นสถานที่ตากอากาศของราชวงศ์อินเดียมาพักผ่อน ดังนั้นก็จะมีสวนจำนวนมาก เพื่อสร้างไว้เป็นที่พักของบุคคลเหล่านั้นค่ะ แต่ว่าแผนมีอันต้องเปลี่ยน เพราะว่าวันนี้ชาวบ้านต้องไปทำพิธีกรรมทางศาสนากัน  ไม่มีคนขับรถพาเราไปไหนต่อไหน เลยต้องเปลี่ยนโปรแกรมเป็นการชมเมืองใกล้ๆกันไปค่ะ Wink

ตื่นเช้ามาเราก็เริ่มด้วยการล่องเรือ หรือที่คนที่นี่เรียกว่า ซิกคารา  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะล่องเรือกันที่ Dal Lake ซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีภูเขาโอบล้อม ที่นี่เป็นจุดขายของ Kashmir ค่ะ Dal Lake จึงมี Houseboat เต็มไปหมด ตั้งแต่แบบหรูหราไฮโซ ไปจนถึง แบบธรรมด๊า ธรรมดา แต่วันนี้เราไม่ได้ล่องที่นี่ เราไปล่องเรือที่แม่น้ำเชรัมซึ่งเป็นที่ๆ houseboat เราตั้งอยู่กัน วันนี้ยูซูฟมอบหมายให้น้องอาซีฟน้องชายเล็กของเค้า (ซึ่งเรากับจิ๊งไม่เชื่อ และเดาว่าเป็นหลานชาย กร๊ากก) เป็นคนนำเราเที่ยวค่ะ อาซีฟอายุแค่ 12 ปี แต่ดูโตเกินอายุ และพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียวค่ะ ทั้งๆที่ไปแอบสืบมาว่าวิชาสุดโปรด คือ วิชาภาษาอูรุดู Embarrassed


เรือของเราค่ะ


ที่นั่งผู้โดยสาร


พี่คนพายเรือ ต้องใช้สองคนเลย


อาซีฟ


ล่องไปเรื่อยๆ รู้สึกเห็นเชรัม เหมือนเจ้าพระยาก่อนมีการรณรงค์ รักเจ้าพระยากับตาวิเศษ ตอนนี้ยังดีอยู่แต่ถ้ายังทิ้งขยะหรือใช้น้ำกันอย่างนี้...มันก็น่าเสียดาย


วิวสองข้างทาง








เรือแบบเต็มๆ


พอนั่งมาซักพัก เราก็แวะจอดกันแล้วลงเดินต่อไปตามซอกตึก โอโหหหหหหหหห นี่มันวิมานอุนจินี่นา เพราะเห็นอุนจินอนเรียงกันอย่างสวยงาม ดูมีความสุข ว่าแต่ทำไมมันเยอะอย่างนี้เนี่ยย laugh เหม็นมากมาย มีภาพให้เห็นด้วย โฮๆๆๆ ทรมานที่สุด เอาวะ ไม่เป็นไร หน้าตาไม่ออกอาการนะคะ เกรงใจคนพามา ต้องนิ่งไว้  เรามาบ้านเค้า เป็นเราเองที่มายุ่มย่าม เค้าก็ใช้ชีวิตปกติ ต้องให้เกียรติๆ หน้าตายิ้มแย้ม แต่เราก็ซอยเท้าถี่หน่อยค่ะ กร๊ากก จะได้ผ่านไปเร็วๆไง Cheesy  เค้าพาเรามาถึงมัสยิดที่เก่าแก่ของที่นี่ สวยมากๆๆจริงๆ พอเราเข้าไป คนก็มองกันเยอะแยะ คงเพราะแต่งตัวไม่เหมือนพวกเค้า แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรค่ะ ที่นี่ขลังซะจนเราต้องยกมือไหว้ 55 ก็ไม่รู้เค้าทำความเคารพกันยังไง เราเป็นพุทธเราก็เลยไหว้เลย  คุณป้าแถวนั้นเดินมาถามว่ามาจากไหนกัน และก็ทักทายให้การต้อนรับดี...มัสยิดที่นี่ ห้ามผู้หญิงเข้า แต่เค้าจะมีช่องให้คนข้างนอกกับข้างในสื่อสารกันได้ Wink


มัสยิดสีเขียว


สวยจริงๆ


ข้างในมัสยิด


มีบันไดด้วย


ช่องที่ว่าค่ะ


ประตูมัสยิด


พอเสร็จแล้วเค้ามาส่งเราที่ houseboat ของยูซูฟ และแล้วก็ถึงเวลาจ่ายเงิน แงๆๆ ราคาไม่เห็นตรงกับที่ตกลงกันไว้อ่ะ ไม่ชอบแบบนี้เลย ก็บอกตั้งแต่แรกตกลงกันแต่แรกว่าให้ได้เท่านี่ นี่เค้าใช้วิธีมาพร่ำพรรณนาถึงความยากลำบากในการพายเรือ ระยะทางอันแสนยาวไกลอะไรต่างๆนาๆ เพื่อให้เราจ่ายเพิ่มทั้งๆที่เราก็ทิปไปแล้วด้วยอ่ะค่ะ เฮ้อ ทำไมทำอย่างนี้น้า แต่เราไม่เอา ไม่เล่นด้วย ไม่ชอบจริงๆ มันไม่เป็นไปตามที่ตกลง ก็เลยยืนยันกับยูซูฟซึ่งเป็นคนกลางไปว่า ให้ได้แค่ตามที่ตกลง  ยูซูฟเองก็หน้าตาลำบากใจ แน่นอนว่าต้องด่าเราอยู่ในใจว่างกแน่ๆ เออ คิดไงก็คิดไป เคืองๆๆๆๆๆๆ Angry

เราขึ้นมาในบ้านเรือของยูซูฟก็เจอครอบครัวเค้าหลายคนค่ะ ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่เค้าก็ชวนเรากินโน่นกินนี่ ชวนดูทีวีบ้างไรบ้าง อ่อ เราได้ดูละครอินเดียด้วยแหละค่ะ ไม่ใช่หนังนะ เป็นละครเลย ขำดีอ่ะ เหมือนบ้านเราเลย ที่ตัวอิจฉาต้องร้ายรุนแรง ตาแทบถลนแหนะ เม้มปากแบบจะกินเลือดกินเนื้อ เออๆ ได้ฟีลๆ  afro


ครอบครัวยูซูฟ


ดูละครกัน


เสร็จแล้วยูซูฟบอกจะพาไปดูอีกบ้านนึง อันนี้เป็นบ้านบนดินละ ไม่ใช่บนน้ำ เราก็งงจะพาไปไมวะ เริ่มเหนื่อย วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ก็ตามไปโดยดี เค้าก็เหมือนพาไปโชว์บ้านอ่ะค่ะ ว่าเพิ่งสร้างใหม่อะไรงี้ แต่โอโห เค้ารวยแฮะ Cheesy นั่งเฉยๆไปนานๆเราก็เบื่อ ก็บอกยูซูฟว่านี่มันเย็นแล้ว อยากจะไป Dal lake ยูซูฟบอกว่าพี่ชายไม่อยู่ไม่มีรถ เราก็บอกว่า อ้าว เราไม่ได้มีเวลามากนะ ยังไงก็ต้องได้ทำอะไรมากกว่านี้อ่ะ วันนี้แทบเหมือนมานั่งเล่นบ้านยูซูฟก็ครึ่งวันแล้ว จริงๆเราชอบนะที่ได้เห็นวิถีชีวิตคนท้องถิ่น แต่นี่มันก็นานไป


ที่บ้านใหม่ ยูซูฟเลี้ยงขนม


ยูซูฟคงเห็นเราเริ่มเหวี่ยง เลยไปบอกให้อาซีฟมาพาเราไปที่ Dal Lake โดยรถริกชอร์ค่ะ ค่อยยังชั่ว นั่งริกชอร์ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ คิดถึงตุ๊กๆที่บ้าน  Tongue

พอไปถึงก็เริ่มเย็นมากแล้ว เราเดินหาซื้ออะไรกินก่อน เจอขนมหน้าตาแปลกๆเยอะแยะ แปลกแฮะอาหารที่นี่อร่อยถูกปากเรามาก แต่ขนมนี่ไม่เลย ไม่หร่อยๆ (แต่ก็กิน 55) Roll Eyes ช่วงที่เดินอยู่คนเดินตามเต็มเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะเสน่ห์แรงแต่อย่างใด แต่เค้ามาหาลูกค้า จะให้เราไปซิกคาราค่ะ ตื๊อมากกกก อยู่อินเดียมาอาทิตย์กว่า พ่อค้าที่นี่ตื๊อที่สุดเลย ประกอบกับที่เราอารมณ์ไม่ค่อยดีมาจากบ้านยูซูฟแล้ว หน้าตาก็ดูไม่รับแขก จนมีพี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า ไอยังไม่ได้ทำไรยูเลยนะ มาโกรธไอทำไม เฮ้อออ เลยรู้สึกตัวค่ะ จริงของเค้านะ โทษทีพี่ Smiley


Dal Lake


ขนมหน้าตาแปลกๆ


อยู่ได้ซักพักฟ้าทำท่าจะมืดก็เลยกลับกันดีกว่า พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่แคชเมียร์แล้ว เพราะตอนเย็นเราจะบินกลับ Delhi กันแล้วค่ะ ตอนเช้าเลยมีแผนจะไปเที่ยวสวนต่างๆก่อน ก่อนให้ลุง P เลยไปส่งที่สนามบินโลดSmiley


ใกล้ค่ำแล้ว กลับบ้านกันดีกว่า

 





 

Create Date : 11 กันยายน 2552   
Last Update : 13 กันยายน 2552 18:16:33 น.   
Counter : 434 Pageviews.  


อินเดียในฝัน8 ตอน เยือน Pahalgam...location ยอดฮิตในหนังแขก


วันนี้เรามีโปรแกรมไป Pahalgam กันแต่เช้าเลยค่ะ เพราะว่าอยู่ไกลพอสมควรเลย  Pahalgam แปลว่า หุบเขาแกะ ก็คงพอเดากันได้ว่า ที่นี้คงต้องมีแกะเยอะแยะแน่นอน และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ เกษตรกรที่นี่เลี้ยงแกะกันทั้งนั้น นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็น location ยอดฮิตของหนังอินเดีย รวมไปถึงละคร และมิวสิควิดิโอด้วย ที่เห็นพระเอกนางเอกเล่นซ่อนหากันข้ามภูเขานี่ที่นี่ทั้งนั้นค่ะ Smiley


ก่อนจะออกเดินทาง เราเอาข้าวเช้าที่เหลือเยอะแยะ อัดใส่ทัปเปอร์แวร์มาเหมือนเดิม มากินระหว่างทางค่ะ หุหุ เค้าให้เยอะมากจริงๆนะ เราก็เสียดาย พอเราเดินออกมาเพื่อไปขึ้นรถ จิ๊งบอกว่า เห็นยูซูฟมองทัปเปอร์แวร์เราด้วย เราก็เออ ไม่มีไรมั้ง เค้าคงสงสัยเฉยๆ ไม่น่าจะว่าอะไรSmiley


วันนี้เรามีการเปลี่ยนคนขับรถค่ะ ลุง P ไปธุระ ยูซูฟเลยให้ลุงอีกคนนึงไปกับเราแทน คุณลุงคนนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ระหว่างการเดินทางเราจึงไม่ค่อยรู้อะไรกันมากนักSmiley ตอนใกล้ๆถึงนี่สองข้างทางก็สวยมากเหมือนเดิม ด้วยความที่เป็นหุบเขา Pahagam จึงมีธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขาให้เห็นได้ตลอดทาง น้ำใสและเป็นสีฟ้าขุ่นๆสวยแปลกดี ประกอบกับทิวทัศน์แวดล้อมที่เป็นดอกไม้ สน ต้นหญ้า หิน และภูเขา มันรวมกันแล้วมองไม่เบื่อแม้จะนั่งรถเป็นเวลานาน สามารถมองออกไปนอกหน้าต่างได้ตลอดทางเรื่อยๆ

เราเจอรถโรงเรียนด้วย คล้ายๆของบ้านเราเลย



อีก 64  กิโลฯ



วิวข้างทาง สวยเหมือนในเทพนิยายSmiley








สวยดีเนอะ


พอมาถึงต้องมีการจ่ายค่าเข้าด้วย พอเราเข้าไปยังไม่ทันถึงลานจอดรถ ก็มีพวกที่มีม้าให้เช่าวิ่งมาเกาะกระจก แย่งพวกเรากันใหญ่เลย เสียอารมณ์อ่ะ ไม่ได้อะไรนะ แต่ทำไมเค้าถึงคิดว่าการเข้าถึงลูกค้าแบบนี้ดีก็ไม่รู้ มันน่าอึดอัดอ่ะ งงจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอตาลุงคนนี้พาเราไปที่ว่างหน้าตึกอะไรซักอย่าง แล้วหายไป ปล่อยให้เราอยู่บนรถโดยพวกนั้นรุม นี่คือสิ่งที่ลุง p ไม่เคยทำเลย เค้าพาเรามาในที่ๆจะให้คนพวกนั้นรุมเราได้สะดวก ทั้งๆที่เราไม่สะดวกใจเลยจริงๆ โมโหมาก Smiley เลยไม่สนใจใคร เปิดประตูรถแล้วเดินไปเลย ใครเรียกก็ไม่หยุด  เดินตั้งไกลกว่าจะถึงทางเข้าSmiley


เสียค่าเข้านิดหน่อยSmiley



สมเป็นหุบเขาแกะ


จริงๆเรากะว่า มาที่นี่ต้องเช่าม้าอยู่แล้ว เพราะมันค่อนข้างลำบากถ้าจะเดินเอง ไม่มีใครเค้าทำกันเท่าไหร่ แต่เรารับไม่ได้กับวิธีการจริงๆ เลยเดินออกมาจากตรงนั้น มาหาเอาดาบหน้า  และตรงหน้าทางเข้านี่เอง ที่เราเจอกับอับดุล คนที่จะมาเป็นคนพาเราเที่ยววันนี้แหละค่ะ อับดุลเป็นเจ้าของม้าที่สุภาพ และพูดจาดูให้เกียรติ แถมราคาก็โอเค ไม่ได้โขกสับเกินกว่าเหตุ เราเลยโอเคใช้บริการเค้าค่ะSmiley


ได้ม้าแล้ววว ตัวของเราชื่อ "ราชา"


อับดุลชอบคิดว่าเราเป็นคนไต้หวัน บอกว่าไทยแลนด์ๆ ก็จำได้อยู่พักเดียว พอเผลอก็ชวนคุยเรื่องไต้หวันอีกละ ยังไงเนี่ยยยยย Smiley เค้าอัธยาศัยดี และพยายามสร้างความประทับใจให้เรามาก พาเราขี่ม้าขึ้นเขาลงห้วยสุดๆ ทางที่นี่มันสวยและอุดมสมบูรณ์มาก คือเป็นป่าสนน่ะค่ะ สวย และอากาศดีมาก เสียอย่างเดียวทางเดินมาน่ากลัวมากกกกกกก แล้วเรากลัวความสูงอ่ะ อยู่บนม้าก็สูงแล้ว แล้วม้ายังต้องเดินบนที่สูงๆ แถมยังขรุขระ บางทีเหยียบหินร่วงกราวเหมือนในหนังเลย น่ากลัว และนี่ก็เป็นสาเหตุที่เรามีรูปที่นี่ไม่มากนัก ไม่กล้าปล่อยมือจากบังเหียนแม้แต่วินาทีเดียว แต่ก็สวยคุ้มเสี่ยงอยู่นะSmiley


ทางเดินบนเขาเป็นประมาณนี้ค่ะ พอขึ้นไปบนๆจะสวยกว่านี้มาก แต่มันทุลักทุเลในการถ่ายรูปสุดๆ...น่ากั๊ววววSmiley


มีม้าเยอะแยะเลย


เราขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงที่ที่เค้าใช้ถ่ายหนังกัน เป็นลานทุ่งหญ้ากว้างๆ มองไปไกลๆหน่อยเห็นภูเขาที่บนยอดมีหิมะ รอบๆระยะไกลเป็นป่าสน เหมือนตลอดทางที่เราผ่านมา คนมานั่งปูเสื่อปิกนิกกันเยอะแยะเลย  พอถึงที่นั่นอับดุลก็บอกว่าจะพาพวกเราไปที่พิเศษที่ไม่มีใครพาไป เค้าเรียกมันว่า Kashmir Valley จริงไม่จริงไม่รู้ แต่เราก็ไปกันค่ะ พอไปถึงอับดุลบอกว่า ทางที่จะไปมันลำบากมาก เค้าพาเราไปพร้อมกัน 2 คนไม่ได้ โดยเค้าต้องเอาม้าตัวนึงไปด้วย ซึ่งก็คือ ต้องมีคนนึงรออยู่ที่นี่ แล้วเค้าจะขี่ม้า พาอีกคนนึงไป อ๊ายยยย เริ่มหวั่น ต้องรอคนเดียววววว  Smiley


มาถึงบริเวณนี้ เริ่มระทึกแล้ว


พวกเราตัดสินใจ เอาวะไหนๆก็มาแระ ลองดู จิ๊งเริ่มรออยู่ก่อนตรงลานกว้าง แล้วอับดุลก็พาเราขี่ม้าไป เออ มันน่ากลัวจริงๆน่ะแหละ ทางมันชันมาก ม้าต้องงอขางอเข่าเพื่อทรงตัวเลยล่ะ บอกตรงๆเราเริ่มไม่สนุก เรากลัวอ่ะ มันสูงด้วย แล้วทางมันก็ไม่ได้ราบเรียบ เดี๋ยวขึ้นม้า เดี๋ยวลงม้าเพื่อลงเดินในทางที่ม้าไปไม่ได้ โอ๊ยย สารพัดจะสมบุกสมบันค่ะ ห่วงเพื่อนก็ห่วง ไม่รู้ที่ได้เห็นมันจะคุ้มหรือเปล่า Smiley   ซักพักเราก็มาถึงค่ะ อับดุล present ด้วยความภูมิใจ นี่ไง Kashmir valley สวยมั๊ย อืมม ยังไงดี สวยค่ะ มันก็สวยดี คือ มันเป็นวิวด้านหลังของภูเขานั่นเอง  มองลงไปจะเห็นธารน้ำข้างล่างเลย เป็นหุบเขาสูงมากๆค่ะ แต่มันคุ้มกับที่ต้องเสี่ยงตายม๊ายยย กร๊ากกกก ตอนนั้นมันหวั่นใจซะจนลืมสวยค่ะ แต่พอเห็นแววตาภูมิใจของเค้า เราก็ต้องเออออหน่อยSmiley  อับดุลให้ เราโพสต์หลายท่า ล้วนแล้วแต่เป็นท่าเชยๆทั้งนั้นเลย กร๊ากก แหม มันอาจจะทันสมัยของเค้าก็ได้เนอะ ตอนหลังเรากับจิ๊งเอามาดูกัน ท่าเราสองคนคล้ายกันมากค่ะ ดูเป็นท่าบังคับมากๆSmiley


ตัวอย่างท่าบังคับของพวกเราSmiley


อับดุลผู้ทุ่มเท กับ Kashmir Valley ที่เค้าภูมิใจ


ขากลับก็ทุลักทุเลพอกัน ขึ้นเขาลงห้วยสุดริด พอมาถึงลานกว้างที่จิ๊งรออยู่ ความระทึกใจก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้Smiley  อับดุลจัดแจงบอกว่าเดี๋ยวจะพาขี่ม้าเล่นหนุกๆ โอยยย ไม่เอาแล้วลุ๊ง หนูกลัววววววว บอกไปก็เท่านั้น เชื่อซะที่ไหนSmiley เค้าส่งกล้องให้จิ๊งแล้วบอกว่า ให้คอยถ่ายตอนเราควบม้านะ แล้วเค้าก็พาเราขี่มม้าเร็วๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆๆ แล้วก็ถามว่าหนุกมะ เอาเร็วกว่านี้มะ ตลอดเลยค่ะ เรากลัววววววว แต่ก็เกรงใจ เห็นเค้าอุตสาห์นึกว่าเราจะสนุก 55 เราเป็นคนไม่ชอบอะไรโลดโผน ไม่ชอบกีฬา xtream อ่ะ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงเลย อยู่เฉยๆก็สนุกได้ และแล้วมันก็สิ้นสุดลง เฮ้อออ เหนื่อย แต่ก็ยอมรับว่า พอลงจากม้าแล้วไม่กลัวแล้ว มันก็สนุกค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นดี

ขี่ม้าหวังทำลายสถิติโลกกันตรงนี้แหละค่ะ เราอยู่ลิบๆโน่น 555


เสร็จแล้ว รีบลงดีกว่า เดี๋ยวอับดุลพาไปต่อSmiley


พอมาถึงก็เป็นตาจิ๊งบ้าง ถึงทีเราต้องรออยู่ตรงนั้นคนเดียวมั่งแล้ว เราเดินไปนั่งตรงต้นไม้แถวนั้น มองไปรอบๆเห็นเหมือนพวกคนเร่ร่อน ที่เค้าสร้างกระโจมอยู่แถวนั้นจ้องเราเป็นตาเดียวเลย ก็น่าแปลกอ่ะ อิคนหน้าแปลกนี่มานั่งทำอะไรแถวนี้ ก็เข้าใจ แต่ก็กลัว มองเค้าทำไมอ้า กลัวน้า และแล้วจิ๊งก็กลับมา กิจกรรมเหมือนกันทุกอย่างค่ะ แต่จิ๊งคงสนุกกว่า เพราะมันไม่กลัวความสูงและไม่มีปัญหากับความเร็วเหมือนเรา Smiley


พอเรามารวมตัวกันได้ ฝนเริ่มตกพอดี เอาแล้วไง เราไม่มีเวลาเวิ่นเว้อ ต้องรีบลงจากเขาแล้วค่า  ขากลับก็เร็วหน่อย เพราะไม่ต้องแวะชมนกชมไม้ ไม่นานก็ถึงตีนเขา พอลงมาเราก็จ่ายเงินพร้อมทิปให้อับดุลตามระเบียบแถมด้วยยาหม่องเป็นสินน้ำใจ แต่บอกตรงๆว่า ถ้าจะมีครั้งไหนที่ตัดสินใจผิดในการมาเที่ยวคราวนี้ เรื่องการให้ทิปอับดุลนี่เป็นเรื่องที่เราเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคิดว่าน่าจะให้เค้ามากกว่านี้อ่ะค่ะ เค้าพยายามทำให้เราสนุกจริงๆ ท่าจะเหนื่อย ขอโทษทีนะอับดุล ตอนนั้นมันงงๆรีบๆ เพราะฝนตกด้วย Smiley


ลงมาแล้วค่ะ


เรากลับมาที่รถ ตาลุงคนขับมัวแต่ไปดื่มชา ปล่อยเรายืนตากฝน แต่ก็ไม่นานหรอกค่ะ เค้ามาเปิดประตูให้นั่งรอในรถ แล้วก็ขอตัวไปดื่มชาในร้านต่อซักครู่ เราก็โอเค ระหว่างนั้นก็งัดอาหารที่เก็บมาเมื่อเช้ามากินซะเลย Smiley แผล่บๆ ข้าวผัดสูตร Kasmir อร่อยจริงๆ นอกจากข้าวผัดที่เราโกยมาแล้ว ก็ยังมีจาปาตีด้วย เราฟาดเรียบไม่มีเหลือ อิ่ม อร่อย ประหยัดไปอีกหนึ่งมื้อ อิ่มแล้วก็กลับกันดีกว่าSmiley




ใกล้ถึงแล้ว



ถ้าเห็นตึกรามบ้านช่องอย่างนี้ แสดงว่าเข้าเขตเมืองแล้วค่า



พอเรากลับถึงที่พัก มันก็เหนื่อยมากจริงๆแหละ ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆเค้าก็ว่าที่นี่อ่ะสมบุกสมบัน แต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เจอแต่ธรรมชาติสวยๆงามๆและอากาศบริสุทธิ์  สรุปว่าประทับใจมากกับประสบการณ์วันนี้  และเพื่อพักเหนื่อย พรุ่งนี้เราเลยตั้งใจจะเที่ยวใกล้ๆ ด้วยการ City tour ใน Srinagar ซักหน่อย เราจะได้ไปล่องเรือ หรือที่เค้าเรียกกันว่า...ซิกคารา...ด้วยค่ะSmiley






 

Create Date : 07 กันยายน 2552   
Last Update : 7 กันยายน 2552 15:47:28 น.   
Counter : 296 Pageviews.  


1  2  3  

อิ่มอิ่ม
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชื่อกุ้ง เพื่อนๆเรียกกุ้งน้อย แม่เพื่อนตอนประถมถึงขั้นเรียกกุ้งฝอย ไม่รู้ทำไมต้องเรียกให้ตรงข้ามสิน่า

ชอบแบกเป้เที่ยวในทุกที่ๆมีปัญญาไป รักการผจญภัย รักสัตว์โดยเฉพาะแมว ชอบความบันเทิง ชอบน้องตี๋ AF4 นิชคุณ

ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่ชอบความกดดัน ไม่ชอบกีฬาโลดโผน ไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี หุหุ ก็แน่สิ ใครจะชอบ

อ่อ ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้อันน้อยนิด แต่ถ้าใครคิดจะเอารูปภาพหรือข้อความใดๆที่ข้าพเจ้าโพสต์ไว้ไปเผยแพร่ รบกวนเครดิตด้วยนะเจ้าคะ
[Add อิ่มอิ่ม's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com