<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
8 ธันวาคม 2559
 

ในความฝัน

ในความฝัน

“เฮ้ เธออยู่ไหนน่ะ”

ชายหนุ่มเรียกหาหญิงสาวหลังจากเดินไปมาทั่วทุ่งหญ้าอยู่ครู่ใหญ่ๆ ที่นี่เป็นท้องทุ่งเขียวขจีที่แสนงดงาม ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา สภาพอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป ลมเย็นเอื่อยพัดผ่านให้รู้สึกสดชื่นตลอดเวลา ไม่มีแม้วันเดียวสำหรับที่นี่ที่ท้องฟ้าจะมืดครึ้ม

มันเป็นที่ที่ถูกสร้างมาเพื่อเขาและเธอเท่านั้น ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่ได้มาเหยียบผืนดินแห่งนี้ และสุขใจทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าเธอ

ที่ต้นไม้ใหญ่ที่กำลังยืนอยู่ตอนนี้ ทุกวันที่มาถึงเขาจะเห็นร่างเล็กบอบบางนั่งรออยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มน้อยๆ แสนอบอุ่นที่ส่งมาเป็นยิ่งกว่าคำต้อนรับคำไหนๆ

ใต้ร่มเงาที่ให้ความเย็นสบายทั้งกายและใจทุกครั้งที่ได้พักพิง กิ่งไม้ไหวเอน เสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลมราวกันว่าพวกมันพร้อมใจกันมาต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเขาด้วยความปีติยินดี

ทุกครั้งมันเป็นอย่างนั้น แต่ทว่าวันนี้กลับมีอะไรที่แตกต่างออกไป

ชายหนุ่มยังคงไม่พบหญิงสาวคนเดิมทั้งๆ ที่ปกติเธอจะต้องมาคอยเขาอยู่ก่อนเสมอ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“นี่ ฉันอยู่นี่”

เสียงเล็กสดใสที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมๆ กับที่ต้นแขนของเขาถูกสะกิดโดยมือน้อยๆ เขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็วพอๆ กับความดีใจที่พลุ่งพล่านออกมาจากจิตใจ ใบหน้าทั้งสองอยู่ชิดจนเกือบจะชนกัน

รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้นแทนความวิตกกังวลเมื่อสักครู่แทบจะในทันทีที่ได้เห็นใบหน้ากลมของเธอ หญิงสาวยิ้มกว้างตอบรับอาการดีใจของชายหนุ่ม

“ทำไมวันนี้เธอมาช้าจัง”

เขาถามเธอทั้งๆ ที่ใจจริงก็ไม่ได้อยากได้คำตอบแต่อย่างใด เสี้ยววินาทีนั้นดวงตาสดใสกลมโตของหญิงสาวกลับฉายแววหม่นหมองออกมา และเสี้ยววินาทีต่อมาจิตใจที่วูบไหวก็ถูกปรับให้กลับสู่สภาวะปกติ

“วันนี้เธออยากไปที่ไหนล่ะ”

เธอแสร้งเปลี่ยนเรื่องคุย ใช้น้ำเสียงสดใสกลบความประหวั่นในใจทั้งหมด

“แล้วแต่เธอเลย เราไปที่ไหนก็ได้ที่มีเธอ ว่าแต่เธอเองล่ะ อยากจะพาเราไปที่ไหน”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างพลางคิดไปถึงสถานที่ๆ หญิงสาวกำลังจะพาไป เธอใช้นิ้วชี้แตะหน้าผากเบาๆ เป็นเชิงครุ่นคิดหน่อยหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วขึ้นฟ้าเหมือนนึกอะไรดีๆ ออกแล้ว

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นเอาที่นี่ก็แล้วกันนะ”

“ที่ไหนเหรอ”

“เธอไม่เคยไป ไม่รู้จักหรอก คอยดูเองเองก็แล้วกัน”

พูดจบหญิงสาวก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ ทุ่งหญ้าเขียวขจีเมื่อสักครู่มีบางอย่างค่อยๆ ผุดขึ้นมา สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีชมพู ดอกไม้กำลังแข่งกันเบียดแทรกพื้นดินขึ้นมาทีละดอก ทีละดอก จนเต็มทุ่งกลับทับสีเขียวของหญ้าไปหมด

ดวงอาทิตย์ที่แต่เดิมลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ากลับคล้อยต่ำลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสีแดงสด มันทอแสงสีส้มเย็นตาอยู่ที่ปลายขอบฟ้า

แล้วกระท่อมไม้หลังน้อยก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินโดยมีดวงอาทิตย์เป็นฉากหลัง เงาจากกระท่อมทอดผ่านทุ่งดอกไม้มายังคนทั้งสองราวกับต้องการจะเชื้อเชิญแขกทั้งคู่ให้เข้าไปเยือน

ชายหนุ่มมองบรรยากาศสุดพิเศษตรงหน้า เขาฉีกยิ้มอย่างลืมตัว ใยหน้าแสดงอาการตื่นตากับสิ่งที่ได้เห็นอย่างไม่มีปิดบัง หญิงสาวที่ชำเลืองมองอยู่เองก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ที่ได้เห็นใบหน้าของเขา

ท่าทางดีใจเมื่อได้เจอสิ่งที่ชอบ เหมือนกับเด็กๆ ที่ได้ซื้อของเล่นที่อยากได้ เขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ท่าทางแบบนี้ที่ไม่ว่าจะได้เห็นกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ ท่าทางที่ไม่ว่าจะได้ดูกี่ครั้งก็ทำให้เธอยิ้มตามออกมาได้

“ที่นี่ที่ไหนเหรอ”

เขาถามในขณะที่สายตายังไม่ละกับภาพงดงามตรงหน้า

“มาสิ”

เธอจับมือของเขาหลวมๆ จูงเดินเข้าไปในทุ่งดอกไม้ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรับกลิ่นหอมของดิน ดอกไม้ ต้นไม้ใบหญ้า และอากาศบริสุทธิ์

“ลองดูสิ”

เธอหันไปมองเขา แนะนำให้ลองทำตาม

“หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มปอด รับฟังเสียงธรรมชาติรอบกาย เธอรู้มั้ย ดอกไม้ ต้นไม้ใบหญ้า ธรรมชาติทุกๆ อย่างล้วนมีชีวิตจิตใจ พวกเขาพยายามคุย พยายามสื่อสารกับเราอยู่ เพียงแต่เราไม่เคยเปิดใจรับฟังพวกเขาเท่านั้นเอง”

ชายหนุ่มยิ้มตอบก่อนจะหลับตาลงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างว่าง่าย ทุกๆ เสียงค่อยๆ เบาลงจนกลายเป็นเงียบสงัด จิตใจค่อยๆ สงบลงจนคล้ายหยุดนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็น แล้วบางสิ่งก็เกิดขึ้น

เขาสัมผัสได้ถึงแสงแดดที่กระทบผิวกาย สายลมเอื่อยที่กำลังไล้ผิวหน้าอย่างอ่อนโยน เสียงกระซิบจากสรรพสิ่งรอบกายค่อยๆ ดังขึ้นทีละน้อย

เสียงแมลงที่กำลังประสานเสียงขับกล่อมบทเพลง เสียงท่วงทำนองดนตรีที่บรรเลงโดยใบไม้ใบหญ้า สายลมที่พัดเป็นระลอกคอยให้จังหวะ มันชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาตลอดชีวิตของเขา

“เธอรู้สึกแล้วใช่มั้ย”

“ใช่ ฉันรับรู้มันได้แล้ว ไม่น่าเชื่อจริงๆ ทั้งๆ ที่มันมหัศจรรย์และน่ารื่นรมย์ขนาดนี้แต่ทำไมฉันถึงกลับไม่เคยสัมผัสมันได้มาก่อน”

หญิงสาวยิ้มอย่างพึงใจในความสำเร็จของชายหนุ่ม เธอละสายตามองไปยังดวงอาทิตย์เบื้องหน้า ปลดปล่อยอารมณ์ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

“ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ในความฝันของฉันเอง”

เขามองมายังเธอ ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะเล่า

“ฉันเคยฝันไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า เมื่อโตขึ้นฉันจะสร้างครอบครัวในสถานที่แบบนี้กับคนที่ฉันรัก สถานที่ๆ เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ พวกเราจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งรายล้อมไปด้วยความอบอุ่น ทุกๆ เย็นเราจะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่ใต้ร่มไม้และรอเวลาที่จะได้นับดาวด้วยกันเมื่อแสงดาวปรากฏขึ้นมาแทน”

หญิงสาวก้มหน้าลง จังหวะการเล่าสะดุดลงไปเล็กน้อย ความเศร้าเจือจางปรากฏในแววตาส่งผลให้รอยยิ้มหม่นหมองลงไปถนัดตา

“หากแต่ความฝันมันก็คงจะเป็นได้แค่ความฝันล่ะมั้ง ยังไงมันก็ไม่มีทางเป็นจริงได้ ใช่แล้ว มันไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้อีกแล้ว”

เขามองใบหน้าเธอ ตั้งใจฟังทุกคำพูดของเธอ และเข้าใจทุกคำพูดนั้น เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำอะไรเพื่อปลอบใจเธอได้ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มอย่างผิดธรรมชาติและพูดออกไป

“ได้สิ เธอทำได้ ฉันจะมาหาเธอที่นี่ทุกๆ วันเหมือนที่ผ่านๆ มา และเราทั้งคู่ก็จะอยู่ด้วยกันที่ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ตลอดไปอย่างที่เธอฝันไว้ไง”

ดวงตาของเธอเศร้าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เธอเอ่ยถามชายหนุ่ม

“เธอจำได้มั้ย วันนี้ที่เธอมาถึงที่นี่เธอพูดว่าอะไร”

ชายหนุ่มไม่เข้าใจคำถาม เขาพยายามคิดหาคำพูดอะไรก็ได้ออกมาเพื่อโต้ตอบไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยืนนิ่ง

“เธอพูดว่า ทำไมวันนี้ฉันมาช้า”

“แล้ว แล้วมันยังไงเหรอ”

เขาถามหลังจากที่เธอเฉลยคำตอบ แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ดี

“ที่เธอถามแบบนั้น ที่เป็นแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอกำลังจะลืมฉันไปแล้วยังไงล่ะ”

“เธอหมายความว่ายังไง”

ความงุนงงมีมากขึ้นบนใบหน้าชายหนุ่ม เขากำลังสับสนและยิ่งไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังอธิบาย

“ความจริงแล้ววันนี้ฉันรอเธออยู่ที่เดิมตั้งแต่แรกแล้ว มันก็เหมือนกับทุกๆ วันที่เธอมาหาฉันที่นี่ ในขณะที่เธอกำลังเดินตามหาฉันไปทั่ว ฉันเองก็กำลังร้องเรียกเธออยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพียงแต่ว่าในวันนี้เธอกลับไม่ได้ยินเสียงของฉันเหมือนดังเช่นวันก่อนๆ แล้ว มันก็เท่านั้นเอง”

ชายหนุ่มฝืนยิ้มหลังจากได้ฟังคำอธิบาย ในใจเกิดอาการต่อต้าน เขาไม่เชื่อและไม่ยอมรับคำอธิบายนั้นของหญิงสาว

“ไม่จริงหรอก มันจะเป็นแบบที่เธอบอกได้ยังไง ฉันจะลืมเธอไปได้ยังไง ฮะๆ อย่ามาล้อกันเล่นแบบนี้สิ”

เขาส่ายหน้าและฝืนหัวเราะออกมาอย่างแข็งกระด้าง เธอมองใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อล้นออกมาจากจิตใจ

“ฉันไม่ได้ล้อเล่น มันคือเรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า คำพูดของเธอนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าอีกไม่นานเธอก็จะลืมฉันไป เหมือนกับที่ตอนนี้เธอลืมชื่อของฉันไปแล้ว”

คำพูดของหญิงสาวสร้างความประหวั่นขึ้นในจิตใจชายหนุ่มทันที ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เขาไม่เคยเรียกชื่อของเธอที่อยู่ตรงหน้ามานานแล้ว แม้จนตอนนี้ที่เขาได้รับรู้เรื่องนี้แล้ว แม้จะพยายามนึกยังไงก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี

แม้หลักฐานจะปรากฏขึ้นชัดเจนขนาดนี้ แถมยังเป็นจากตัวของชายหนุ่มเองเสียอีก แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมรับอยู่ดี เขาดึงร่างเธอเข้ามากอด ความกลัวอย่างถึงที่สุดกำลังเข้าคุกคามในจิตใจ

“ไม่หรอก ฉันจะไม่ลืมเธอ จริงสิ ถ้าหากว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเราออกไปจากที่นี่ด้วยกันดีมั้ย แล้วเราจะไปสร้างครอบครัวอย่างที่เธอต้องการกัน”

หญิงสาวยังคงเศร้าทั้งๆ ที่ยิ้มอยู่

“เธอก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นได้ สำหรับที่นี่ฉันยังคงมีตัวตน แต่สำหรับในโลกของเธอ ในโลกแห่งความเป็นจริง ฉันไม่ได้มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

เขาโอบกอดเธอแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิมเหมือนกลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าจะหายไป ทั้งใบหน้า น้ำเสียง ความรู้สึก ทุกสิ่งที่เป็นเธอที่อยู่ในความทรงจำของเขา

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอกนะถ้าหากเธอจะลืมฉัน อย่ากังวลหรืออย่าได้กลัวอะไรเลย มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่กาลเวลาจะเยียวยาไม่ได้ และเช่นกันที่ไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ถาวรตลอดไป”

หญิงสาวปลอบใจโดยใช้น้ำเสียงที่พยายามปรับให้ฟังดูร่าเริงที่สุด แต่สีหน้าของชายหนุ่มกลับไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อยราวกับสิ่งที่เธอพูดไปไม่ได้เข้าหูเขาเลย

“นี่ นี่เป็นเรื่องดีนะ เพราะอย่างน้อยนี่ก็แสดงให้เห็นว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นเวลาที่เธอจะได้เริ่มก้าวเดินใหม่เสียทียังไงล่ะ”

หญิงสาวผละตัวออกจากอกของชายหนุ่มเล็กน้อย มือยกขึ้นแตะที่หน้าอกของซ้ายของเขา

“ทิ้งอดีตของเธอและฉันไว้ในนี้เถอะนะ ฉันไม่ได้จากเธอไปไหนหรอก ฉันเพียงแค่กลับไปสู่ธรรมชาติ และธรรมชาติก็อยู่รอบๆ เธอ หากวันไหนที่เธอเหนื่อยล้า วันไหนที่เธอต้องการกำลังใจ เธอลองหลับตาและฟังเสียงของธรรมชาติดูสิ แล้วเธอก็จะพบว่าฉันยังอยู่กับเธอตลอดเวลา”

ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกที่ทุกสิ่งกำลังจะจบลง มือแข็งแรงรั้งเธอเข้ามาแนบอกที่สั่นสะท้านอีกครั้ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือความหวั่นไหว

“ถ้าหากมันจะต้องเป็นอย่างนั้น เวลาที่เหลือขอให้ฉันได้กอดเธออย่างนี้ไปเรื่อยๆ เถอะนะ ก่อนที่พรุ่งนี้จะมาแยกพวกเราออกจากกัน ก่อนที่เราทั้งสองจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีกแล้ว”

เธอซบหน้าลง น้ำตารินไหลออกจากดวงตาของคนทั้งสอง

“ใช้ชีวิตให้มีความสุข เพื่อตัวเองและเพื่อฉันนะ”

เสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดออกจากปากของหญิงสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะปล่อยให้ความเงียบเชียบเป็นผู้บรรยายความรู้สึกในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มหม่นแลดูเศร้าสร้อย เสียงลมและเสียงเสียดสีของต้นไม้ใบหญ้าเสมือนพร้อมใจบรรเลงบทเพลงแห่งความอาดูร ทุกสิ่งค่อยๆ ดับมืดลง ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนราง สิ่งรอบกายเลื่อนลอยและค่อยๆ ถอยห่างออกไป

......................................

ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงนอน น้ำอุ่นๆ เรื้ออยู่ที่ขอบตา มือและแขนยังคงโอบรั้งอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น

ดวงอาทิตย์ภายนอกช่องหน้าต่างทอแสงแรกของวันออกมาเพื่อให้ความสว่างแก่พื้นโลก จิตใจวูบไหวอย่างประหลาด เขารู้สึกเหมือนได้พบเจอและได้ลืมเลือนสิ่งสำคัญอะไรบางอย่างกับตัวของเขาไปเสียแล้ว

“ฉันจะไม่ลืมเธอ”

เขาพึมพำคำพูดออกมาทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่ามันสื่อถึงอะไร เหมือนกับว่ามันมีความสำคัญมากในความรู้สึกแต่ก็ไม่อาจรู้ความหมายที่แท้จริงของมันได้

เขารับรู้เพียงมันมีความหมายมากเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มหลับตาสูดหายใจลึก เสียงบางอย่างเหมือนบรรเลงดังแว่วผ่านกาลเวลามาจากที่ไกลแสนไกล รู้สึกเหมือนร่างกายถูกโอบอุ้มไปด้วยไออุ่นบางๆ มันปลอดโปร่งและไม่บีบรัดเหมือนกับที่ผ่านๆ มา

มือเกาะกุมอยู่ที่อกข้างซ้าย รอยยิ้มสงบปรากฏขึ้นที่มุมปาก

“ใช้ชีวิตให้มีความสุข เพื่อตัวเองและเพื่อฉันนะ”


Create Date : 08 ธันวาคม 2559
Last Update : 8 ธันวาคม 2559 16:14:19 น. 0 comments
Counter : 312 Pageviews.  
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

KTHc
 
Location :
สมุทรสาคร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




[Add KTHc's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com