Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
15 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
ทรรศนคติของผู้เรียนไวยากรณ์

การศึกษาไวยากรณ์กับภาษาอังกฤษ

"ไวยากรณ์คืออะไร" น่าจะเป็นคำถามที่ผู้ศึกษาภาษาน่าจะเข้าใจเสียก่อนที่จะลงมือศึกษาภาษา เพราะความเข้าใจเกี่ยวกับ "ไวยากรณ์" เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาภาษามองภาษาได้อย่างมีระบบ เเละช่วยให้ผู้ศึกษามีทรรศนะคติที่ถูกต้องต่อการเรียนไวยากรณ์

ส่วนใหญ่เมื่อเอ่ยถึงไวยากรณ์ เราจะคิดถึง กฎเกณฑ์ ข้อห้าม หรือสิ่งที่ต้องท่องจำ เช่น ประธานเอกพจน์ต้องใช้กริยาเป็นเอกพจน์ หรือ Present Perfect ใช้ในกรณีที่เหตุการณ์เกิดในอดีตและมีผลต่อปัจจุบัน หรือ อย่าใช้ปฎิเสธซ้อน (double negative) เป็นต้น

จริงๆแล้วกฎเกณฑ์ หรือ ข้อห้ามข้างต้น มิใช่ ความหมายของ "ไวยากรณ์" ที่นักภาษาศาสตร์ยอมรับ

ไวยากรณ์ตามความหมายของนักภาษาศาสตร์ คือ กฎเกณฑ์ที่เจ้าของภาษาใช่ร่วมกันและแพร่หลายในภาษาใดภาษาหนึ่ง เป็นกฎเกณฑ์ที่เจ้าของภาษาได้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวตั้งแต่เกิด เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการสอน เหมือนการเรียนรู้ภาษาไทยของเรานั่นเอง เราสามารถพูดไทยได้ก่อนเข้าโรงเรียนเสียอีก

ดังนั้นหน้าที่ของผู้เรียนไวยากรณ์คือ ศึกษาว่าเจ้าของภาษาใช้กฎเกณฑ์อะไรในเวลาพูดภาษานั้นๆ นั่นคือ กฎเกณฑ์เหล่านี้ควรได้มาจากการสังเกต และวิเคราะห์จากวิธีการใช้ภาษาของเจ้าของภาษา เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปถามเจ้าของภาษาว่า "ช่วยอธิบายการใช้ subjunctive ในภาษาอังกฤษให้หน่อย" เพราะเจ้าของภาษาคงตอบไม่ได้

ถ้าจะให้คำนิยามเกี่ยวกับการเรียนไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษก็คงต้องพูดว่า การเรียนไวยากรณ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อการ "บรรยาย" หลักภาษาที่เจ้าของภาษาใช้ (descriptive goal) และทรรศนคติที่ถูกต้องของการเรียนไวยากรณ์ควรเป็นไปเพื่อการ "บรรยาย"

ในทางกลับกัน เราไม่ควรมองการเรียนไวยากรณ์เป็นเรื่องของ กฎเกณฑ์ ข้อห้าม ซึ่งถ้าเรียนไวยากรณ์แบบนี้ จุดมุ่งหมายก็เพื่อ กำหนด รูปแบบของภาษาที่ควรจะเป็น (prescriptive goal)

ภาษามิใช่เรื่องที่เราจะสามารถตีว่า ผิด หรือ ถูก ได้ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่มีน้ำหนักพอที่จะบอกว่า การใช้ภาษาอย่างนี้ ผิด หรือ ถูก ยกตัวอย่างเช่น

-It is me ผิด ต้องเป็น It is I เหตุผลที่คนมักจะกล่าวอ้างคือ คำสรรพนามที่อยู่หลัง verb to be ต้องเป็นรูปประธาน นี่มิใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่จะพูดว่า It is me ผิด ต้องถามต่อไปว่า ทำไมคำสรรพนามที่อยู่หลัง verb to be ต้องเป็นรูปประธาน ก็จะได้คำตอบว่า ก็กฎมันเป็นอย่างนี้ นั่นสิครับ คำถามที่ต้องหาคำตอบคือ ทำไมกฎมันถึงเป็นอย่างนี้ ใครบัญญัติขึ้นหรือ แล้วทำไมถ้าจะเป็น It is me จะผิดอย่างไร

-I ain't got no money ประโยคนี้คนส่วนใหญ่ว่า ผิดหลักไวยากรณ์ เพราะภาษาอังกฤษ ไม่อนุญาตการปฎิเสธซ้อน ก็ต้องถามต่อละครับว่า การปฎิเสธซ้อนถึงได้คอขาดบาดตายเหลือเกิน มันจะเป็นอะไรไปถ้าปฎิเสธซ้อนจะช่วยย้ำความให้เป็นปฎิเสธยิ่งๆขึ้นไป บางท่านอาจบอกว่า ปฎิเสธซ้อนผิด เพราะว่า ลบเจอลบต้องเป็นบวก แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผล เพราะว่า นี่คือคณิตศาสตร์ ภาษามิได้ดำเนินไปอย่างคณิตศาสตร์นะครับ ถ้าคิดว่าภาษาเป็นหลักอย่างเดียวกับคณิตศาสตร์ ก็ไม่ควรจะเรียนภาษาครับ

จะมีใครรู้บ้างไหมว่า ปฏิเสธซ้อนที่กล่าวถึงข้างบน เป็นสิ่งที่ บังคับ ในภาษาอังกฤษยุคโบราณ และยุคกลาง ปฎิเสธซ้อน เป็นรากเหง้าของภาษาอังกฤษยุคต้นๆเลยทีเดียวครับ หรือ แม้แต่ในภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาสเปน ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาอิตาเลียน การปฎิเสธซ้อนก็เป็นสิ่งที่ บังคับ เช่นเดียวกัน

แต่ไม่ทราบว่า ทำไมคนจึงค้านมากนัก ในภาษาอังกฤษแบบปัจจุบัน

สิ่งที่ผมยกมาข้างต้นนั้น ก็เพื่อที่จะบอกว่า เวลาเราศึกษาไวยากรณ์สิ่งที่เราควรจะทำคือ ศึกษาว่าเจ้าของภาษาใช้ภาษาอย่างไร ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเจ้าของภาษาใช้ และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายแล้วล่ะก็ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ "ถูกไวยากรณ์" มิใช่หรือ

สิ่งที่ "ถูก" ไวยากรณ์ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติโดยคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดให้เป็นสิ่งที่ "ถูก" แต่ควรจะเป็นสิ่งที่เจ้าของภาษาให้การยอมรับเป็นที่แพร่หลายต่างหาก

เพราะฉนั้น ความผิดทางไวยากรณ์ จากที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะแบ่งได้สองประเภท

1. ผิดเพราะใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกล่มหนึ่งบัญญัติไว้ เช่น It's me ผิด เป็นต้น

2. ผิด เพราะเจ้าของภาษาไม่ใช้กัน และไม่มีเจ้าของภาษาใดทำผิดแบบนี้ เช่น My name are Krisda. (แทนที่จะเป็น My name is Krisda) หรือ He has died for ten years แทนที่จะเป็น He died 10 years ago. เป็นต้น

ถ้าจะศึกษาไวยากรณ์ให้ได้ดี ควรจะเพ่งเล็งกรณีที่ 2 เป็นพิเศษ เพราะเป็นความผิดเเบบที่ เจ้าของภาษาไม่ทำกัน มีแต่ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเท่านั้นที่ทำผิดแบบนี้ ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมด มิใช่มีเจตนาให้ผู้อ่านทุกๆท่านคิดว่า "ถ้าเจ้าของภาษาใช้กันแล้ว อะไรก็ได้ อะไรก็ถูก" เช่น I ain't got nothing ใช้ได้ในทุกกรณี มิใช่อย่างนั้นครับ จริงอยู่ I ain't got nothing ไม่มีอะไร "ผิด" ในประโยคนี้ แต่ผมอยากจะขอให้มีทรรศนคติที่ว่า ถ้าอยู่ในบริบทหนึ่ง ก็ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบท เช่น ถ้าเราเผยแพร่ผลงานทางวิชาการตีพิมพ์ เราคงไม่ใช้ I ain't got nothing แต่จะหลีกเลี่ยงเป็น I do not have anything มากกว่า จึงจะเหมาะสมกับบริบท แต่ถ้าเราไปทานเบียร์กับเพื่อน และคุยกันสนุกสนาน ออกรส I ain't got nothing ก็น่าที่จะอนุโลมได้ ครับ

ประการสุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ ภาษา(เหมือนกับทุกสิ่งในโลก) เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเที่ยง

การเปลี่ยนเเปลงของภาษามีหลายปัจจัยเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากการ ติดต่อ หรือ ยืมคำจากภาษาอื่นๆ (เช่น คำว่า ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ ซึ่งเป็นคำยืมในภาษาไทย) เป็นต้น ใครทราบบ้างว่าคำว่า prison เป็นคำยืมจากภาษาฝรั่งเศส หรือ They are ทั้งสองคำ เป็นคำยืมจากภาษา Scandinavian

ไม่มีใครสักคนเดียว แม้แต่นักภาษาศาสตร์ ที่จะห้ามการเปลี่ยนเเปลงของภาษาได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษามิได้เหมือน การขายยาบ้า ที่กฎหมายสามารถควบคุมได้ การเปลี่ยนแปลงของภาษาจะเห็นได้ชัดเมื่อเจ้าของภาษายอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายและถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆไป ครับ

คนส่วนใหญ่มักมีทรรศนคติด้านลบต่อการเปลี่ยนแปลงทางภาษา คิดว่าเป็นความ "เสื่อม" ชนิดหนึ่ง เช่นความเสื่อมที่ครูไม่สอนเด็กให้ดี ความเสื่อมที่ผู้คนไม่เอาใจใส่ต่อภาษา และไม่รักชาติ ไม่รักวัฒนธรรมของชาติ บทความประเภท พูดให้ชัด เขียนให้ถูก จึงมีออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ถ้าพิจารณากันจริงๆแล้ว บทความพวกนี้ มิได้บอกเหตุผลเลยว่า ทำไม ภาษา "ต้อง" เป็นอย่างนี้ หรืออย่างนั้น แต่มุ่งที่จะใช้ปัจจัยอื่นๆมา ชวนเชื่อ เสียมากกว่าว่าภาษาต้องเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้ เช่น เราจะควรจะรักษาวัฒนธรรมของเราไว้ (ปัจจัยชวนเชื่อคือ ถ้าภาษาเปลี่ยนไป วัฒนธรรมจะเสื่อม) ทั้งๆที่วัฒนธรรมจริงๆ คือ วิถีทาง(การดำเนินชีวิต การแต่งกาย และอื่น) ของคนในสังคมหนึ่งๆเท่านั้น มิได้ตีค่าได้ว่าถูก ผิด ดีหรือเลว เป็นต้น

เมื่ออ่านบทความนี้จบ ผมอยากให้ทุกๆคนคิดพิจารณาให้ดีๆเกี่ยวกับธรรมชาติของภาษา และ การเรียนไวยากรณ์ สิ่งที่ผมยกมาทั้งหมด เป็นแค่ข้อสังเกต และ ข้อเสนอเเนะของผู้ที่รักเรียนภาษาคนหนึ่ง(และคนอื่นๆที่เห็นเช่นเดียวกัน) เท่านั้นครับ


Create Date : 15 สิงหาคม 2548
Last Update : 15 สิงหาคม 2548 2:25:31 น. 24 comments
Counter : Pageviews.

 
งือ เพิ่งตอบกระทู้พวกคลั่งอนุรักษ์ภาษาไทยมา
รู้สึกแบบเดียวกันเพะ


โดย: นู๋เองง่ะ วันที่: 15 สิงหาคม 2548 เวลา:11:34:55 น.  

 
จะแอบมาดูบ่อยๆ ค่ะ
.
.
.
คุณกำลังเรียนในสายที่หนอนฯ สนใจพอดีเลย (Discourse Analysis)

เป็นงานเขียนที่ดีมากค่ะ จะแวะเวียนมาเก็บเกี่ยวความรู้อีก

ไม่ทราบจะขอคำแนะนำในการเรียนปริญญาเอกในสายที่คุณเรียนอยู่ได้ไหมคะ?


โดย: หนอนหนังสือตัวเป้ง (หนอนหนังสือตัวเป้ง ) วันที่: 15 สิงหาคม 2548 เวลา:16:15:37 น.  

 
ยินดีตอบคำถามต่างๆ ครับคุณหนอนหนังสือตัวเป้ง ถามมาได้เลยครับ


โดย: krisdauw IP: 202.5.82.184 วันที่: 15 สิงหาคม 2548 เวลา:21:02:20 น.  

 
อย่างนี้แสดงว่าคำว่า "คับ" (ครับ) "อาราย" (อะไร) เป็นต้นอาจจะมีการใช้ในอนาคตถ้าเราใช้กันบ่อยมากขึ้น และคนที่ต่อต้านการใช้คำเหล่านี้ก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของภาษาสิครับ??

ความเห็นส่วนตัวผมคือ ใช้ได้ในกรณีคุยกับเพื่อน แต่อย่างที่พี่บอกคือ มันขึ้นอยู่กับบริบท แต่ว่าการใช้ภาษาแบบนี้จนชินอาจจะมีผลถึงการเขียนจริงๆ จังๆ (หรือเปล่าครับ) ถ้าไม่มีคนออกมาพูด ในอนาคตอาจจะเห็นคำว่า "อาราย" ในงานเขียนความเรียง (หรือเปล่า?)


โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:4:55:32 น.  

 
ถ้าอย่างนั้นรบกวนถามเป็นข้อๆ ดังนี้นะคะ (เอาพอหอมปากหอมคอก่อนละกันเดี๋ยวคุณจะขยาดหนอนฯ เสียก่อน)

1. ถ้าจะเรียนด้าน literature เนี่ยจำเป็นต้องเรียนภาษาอีกสองภาษา อย่างเช่น ละติน สเปน อิตาเลี่ยน และ อื่นๆ ใช่ไหมคะ เพราะเท่าที่เคยหาข้อมูลมาเห็นเขาว่าอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทางมหาวิทยาลัยเขาคาดหวังให้เรารู้ภาษานั้นๆ มาแล้วในระดับหนึ่งหรือเปล่าคะ? หรือว่าเขาจะให้เวลาเราศึกษาในช่วงที่เราเข้าเรียนกับเขา?
2. เข้าใจว่าการสมัครเขาระดับปริญญาเอกนี่เราต้องเสนอหัวข้อที่เราจะทำวิจัยให้กับทางมหาวิทยาลัย หัวข้อที่ว่านี้ได้ยินมาว่าจะต้องไม่เคยมีใครทำมาก่อนใช่ไหมคะ? หรือไม่ก็ต้องเป็นการต่อยอดจากงานวิจัยที่มีอยู่ใช่ไหมคะ? ถ้าอย่างนั้นเราจะมีทางไหนที่จะเช็คหัวข้อวิจัยในสาขาดังกล่าวว่าหัวข้อไหนมีทำไปแล้วบ้างคะ?
3. แล้วสาขาที่เราจบในระดับปริญญาโทนี่เขาเจาะจงไหมคะว่าจะต้องเป็นด้านภาษาศาสตร์โดยตรงหรือวรรณคดีโดยตรง (คือหนอนฯเรียนโทด้านการแปลน่ะค่ะ) ถ้าจบจากสาขานอกเหนือจากนั้นจะมีปัญหาไหมคะ?

ขอถามเท่านี้ก่อนละกันค่ะ รบกวนช่วยตอบให้ทีนะคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: หนอนหนังสือตัวเป้ง IP: 203.107.184.195 วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:10:46:45 น.  

 
ตอบคุณ เมื่อลมแรงฯ ก่อนนะครับ

ถูกต้องครับ คำว่า "คับ" หรือ "อาราย" ก็อาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในอนาคต (นั่นคือ กลายเป็นสิ่งที่ "ถูกต้อง" ขึ้นมาในภาษาไทย) ถ้ามีผู้พูดมากพอ และ เจ้าของภาษาส่วนใหญ่ยอมรับ

ยกตัวอย่างนะครับ ภาษาไทยประมาณพ.ศ. 2463 (ประมาณรัชกาลที่ห้าหรือหก ซึ่งไม่ถือว่าห่างจากปัจจุบันมาก) มีการสะกดคำว่า "เป็น" ว่า "เปน" เช่น "ขอกำหนดเปนพินัยกรรมไว้ว่า" หรือ คำว่า "ชีวิต" สะกดว่า "ชีวิตร์" เช่น "ตลอดชีวิตร์ของเธอ" (อ้างอิงจาก พระพินัยกรรมของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ ที่ปรากฏในหนังสือ "เกิดวังปารุสก์" )

เห็นได้ว่าการสะกดคำก็บอกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษา คนในปัจจุบันไม่ได้สะกดคำทั้งสองคำเเบบสมัยรัชกาลที่ห้าอีกแล้วครับ และคำว่า "เป็น" กับ "ชีวิต" ก็กลายเป็นภาษามาตรฐานหรือภาษาที่ "ถูกต้อง" ไปแล้วในปัจจุบัน (สะกดเเบบเดิมถือว่า "ผิด" ครับ)

แม้ในภาษาอังกฤษเอง วลี good bye ก็มาจาก God be with you พูดไปพูดมาก็เหลือ goodbye หรือ ข้อห้ามที่ว่า อย่าจบประโยคด้วยบุพบท เช่น He is the person I talked with ต้องเป็น He is the person with whom I talked แต่ต่อมาการจบประโยคแบบนี้ก็ได้รับการยอมรับ ที่เห็นได้ชัดคือในหนังสือ ESL ต่างๆ ก็ยอมรับการจบประโยคด้วยบุพบทได้ครับ

โดยปรกติการเปลี่ยนแปลงของภาษามักจะเกิด "รูปแปร" หรือ variant มาก่อน รูปแปรนี้จะถูกใช้สลับกันกับรูปมาตรฐานเดิม (อาจจะได้ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก) แต่ต่อมารูปแปร จะแทนที่รูปมาตรฐานเดิม และรูปมาตรฐานเดิมก็จะ fade out of use ไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่เพียงรูปแปรซึ่งจะเป็นรูปมาตรฐานต่อไปจนกว่าจะมีรูปแปรใหม่(ที่คนยอมรับเกิดขึ้น) เช่น คำว่า "เปน" ข้างต้น เมื่อภาษาเริ่มเปลี่ยนแปลงจะมีรูปแปร "เป็น" เกิดขึ้นซึ่งใช้ควบคู่ไปกับรูปมาตรฐานเดิม และ "เปน" ก็ค่อยๆลดน้อยลงไป จน รูปแปร "เป็น" กลายเป็นรูปมาตรฐานครับ (การเปลี่ยนแปลงของภาษามิได้เกิดข้ามคืนครับ แต่กินเวลา)

นั่นคือสาเหตุที่ทำไม ภาษาอังกฤษมีการสะกดต่างๆกัน และยังเห็นการใช้สลับกันอยู่โดยทั่วไป เช่น colour/ color, center/ centre เป็นต้น ครับ

ในภาษาไทยเราก็เห็น เช่น คำว่า "ปรกติ" กับ "ปกติ" หรือ "กะทะ" กับ "กระทะ" เป็นต้นครับ (รูปแปรที่ มี รอเรือ กับไม่มี)




โดย: krisdauw IP: 202.57.171.152 วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:14:47:15 น.  

 
ตอบคุณหนอนหนังสือฯนะครับ

1. ต้องมีภาษาที่สองและที่สามครับนอกเหนือจากอังกฤษ แต่เนื่องจากเราเป็นคนไทยอยู่แล้ว เราจึงเหลือแค่ภาษาที่สองพอครับ (เพราะเราได้ อังกฤษ ได้ไทย นับเป็นสอง)
ซึ่งต่างจากเด็กเมกัน เพราะพวกนั้นมักจะได้อังกฤษอย่างเดียว ก็ต้องเรียนภาษาเพิ่ม

ระดับความรู้ของคุณ ต้องเทียบเท่าชั้นปีที่สาม หรือที่เค้าเรียกว่า ต้องมีความรู้ระดับอ่านวรรณคดีในภาษาที่สองได้ (ไม่ใช่แค่วงกลมคำตอบ)

มีสองทางเลือก
1. ไปสอบกับทางมหาลัย (เค้าจะมีส่วนกลางที่ทำหน้าที่ทดสอบเกี่ยวกับภาษา) ถ้าคิดว่าเรารู้ภาษานั้นๆระดับปีสามหรือปีสี่ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเรียนอีก
หรือ
2. ไปลงเรียนตอนเรากำลังเรียนปริญญาเอก (ซึ่งอาจจะมีคอร์สต่างๆกันไป เปิดให้เฉพาะนักเรียนปริญญาเอกซึ่งต้องการ satisfy this language requirement ) ก็จะเรียนร่วมกับนักเรียนปริญญาเอกเลย (คอร์สเปิดพิเศษ) ข้อดีคือ ได้เรียนคอร์สสั้นๆ (อาจจะสองเทอม) และได้เรียนกับพวกเดียวกัน ข้อเสียคือ พื้นฐานไม่แน่น เพราะเรียนน้อยกว่า และมุ่งการ "อ่าน"อย่างเดียว

หรือ ไปลงเรียนร่วมกันกับเด็ก undergrad แต่ข้อเสียคือ คุณต้องทนเรียนจากปีหนึ่งถึงปีสาม (ซึ่งคงกินเวลา)

หรือ ส่วนใหญ่ถ้าอยู่ในภาคอังกฤษ จะมีตัวเลือกที่ให้ลงเรียน Old English I and II ก็จะถือว่าได้ภาษาที่สองไปโดยปริยาย (ผมใช้อันนี้ เพราะส่วนตัวสนใจภาษาอังกฤษโบราณและเลือกเป็นสาขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เลยยิงนกนัดเดียวได้สองตัวไป) แต่ระหว่างเรียนอยู่ผมก็ไปลงเรียน ละติน จนถึงปีสามก็หยุด กับเด็ก undergrad ด้วยครับ เพราะมันเรียนฟรี ก็ลงๆไป

จะต้องแสดงว่าเรามีภาษาที่สอง (ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งข้างต้น) ก่อนที่จะสอบ comprehensive exam (ประมาณก่อนจบปีสองของปริญญาเอก) มิฉะนั้นจะสอบไม่ได้ครับ

2. ถ้าทางฝั่งอังกฤษต้องมีหัวข้อวิจัยและแผนการที่แน่นอน แต่ถ้าทางฝั่งอเมริกา ไม่จำเป็นครับ แต่จดหมายแนะนำตัว statement of purpose เวลาเขียนไปตอนสมัคร ก็ควรจะกล่าวถึงหัวข้อหรือด้านที่เราสนใจ และกล่าวถึงแผนการคร่าวๆไว้ก่อนบ้างก็ดี (ไม่ซีเรียสครับ เปลี่ยนหัวข้อได้จนกว่าจะหลังสอบ compre) เพราะฉนั้นก็ make up ก็ได้ครับว่าอยากทำเรื่องอะไร (เป็น tentative ไว้ก่อน)

ถ้าจะค้นว่าใครทำอะไรไว้แล้วหรือยัง ผมว่า ต้องอ่านเรื่องที่เราสนใจเยอะๆ แล้วดูพวก Bibliography หรือ References หลังหนังสือหรือหลังบทความทางวิชาการเอาน่ะครับ อีกทางนึงก็ต้องเข้าไปค้นพวกฐานข้อมูลของ thesis กับ dissertation เก่าๆดูครับ พิมพ์พวก keyword ลงไปครับ เช่น ถ้าสนใจเรื่องคำบุพบทในภาษาอังกฤษโบราณ ก็พิมพ์ไปว่า Prepositions, Old English เดี๋ยวเค้าก็ขึ้นมาครับ

3. ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณหนอนฯจะเรียนอะไรนะครับ ถ้าจะเรียนด้านภาษาศาสตร์ จบการเเปลก็ไม่น่าเสียหาย ถ้าจะเรียนด้านภาษาอังกฤษ (วรรณคดี) ก็อาจจะต้องไปเรียนคอร์สปริญญาโทเพิ่มเติมบ้างครับ (หรือเค้าอาจรับให้เป็นปริญญาโทควบเอก ซึ่งใช่เวลาน้อยกว่า เรียนโททีนึง เอกอีกทีครับ) ถ้าเรียนภาษาอังกฤษ (ด้านภาษา) ก็ไม่น่าจะมีปัญหาถ้าจบด้านการแปล (และยังคงมุ่งหมายที่เอาด้านการเเปลเป็นสาขาเชี่ยวชาญต่อไปครับ)

แต่ส่วนใหญ่ถ้าเรียนด้านวรรณคดีในระดับปริญญาเอก น่าจะต้องเรียนวรรณคดีมาก่อนในระดับปริญญาโทครับ เพราะไม่งั้นอาจจะไปไม่ไหว (มากไปกว่านั้นบางที่เค้าต้องให้สอบ GRE วิชาเฉพาะคือ วรรณคดีอีกครับ)

แต่ถ้าเรียนด้าน English language น่าจะไปได้ครับ และยิ่งคุณสนใจด้าน discourse analysis (ขอเรียกว่า DA) ก็ยิ่งน่าจะเรียนด้าน ภาษาใหญ่ครับ

โอเคนะครับ


โดย: krisdauw IP: 202.57.171.152 วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:15:05:42 น.  

 
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ

คือส่วนตัวจริงๆ แล้วสนใจด้านวรรณคดีมากเพราะชอบอ่านเป็นทุนเดิม แต่ก็รู้ว่าตัวเองมีข้อด้อยตรงที่ไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง
แล้วพอได้มาเรียนโทการแปลนี่ก็ได้เรียน DA จากอ.จ.ท่านหนึง แล้วก็เลยติดใจเพราะท่านสอนดีมากค่ะ ตอนนี้เลยชักเอียงไปด้านนี้น่ะค่ะ

ก็เลยกลายเป็นว่ากำลังสับสนว่าจะไปทางไหนน่ะค่ะ
ยังไงก็ขอบคุณมากที่อุตส่าห์สละเวลามาตอบให้ ไว้จะมาขอคำแนะนำใหม่นะคะ


โดย: หนอนหนังสือตัวเป้ง วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:17:07:32 น.  

 
ขอบคุณพี่ krisda ก่อนคร้าบบ

ขอเสริมคุณหนอนฯ แล้วกันนะครับ ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากได้น้อยแต่ว่าถ้าสนใจวรรณคดีและ discourse analysis น่าจะเรียนทั้งสองอย่างพร้อมกัน (ได้หรือเปล่า) คือผมมีอ. ท่านหนึ่งใช้ discourse analysis มาวิเคราะห์วรรณคดี (ซึ่งถือว่าเป็น discourse นึง) ตอนผมเรียนกับอ. ท่านนี้วิชา Language and Literature (ป. ตรีนะครับ) ก็สนุกและแปลกดีครับ ต่างจากวิชาวรรณคดีทั่วไปคือ มีระบบระเบียบมากกว่า เพราะว่ามีเซตคำถาม หรือวิธี approach วรรณคดีที่แน่นอนกว่า (ขอดัดจริตใช้อังกฤษนะครับ เหอๆ นึกไทยไม่ออก)


โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:0:07:35 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่า คุณ เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง (ชื่อยาวดีจัง อิๆ) ตอนนี้ก็ใช้ DA วิเคราะห์วรรณคดีอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะอย่างนี้แหละถึงได้สนใจ ถ้ายังไงจะลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู เผื่อจะเรียนควบได้อย่างที่คุณบอก


โดย: หนอนหนังสือตัวเป้ง วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:9:46:37 น.  

 
คร้าบบบ


โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง วันที่: 17 สิงหาคม 2548 เวลา:12:42:08 น.  

 

Ohhh .... รู้สึกว่าอ่านหน้านี้ได้เอาขี้เรื่อยออกจากหัวเยอะเลย

ขอบพระคุณสำหรับอรัยดีดีอย่างนี้นะคะคุณ krisdauw



โดย: BB IP: 61.90.97.226 วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:9:06:02 น.  

 
ไม่ได้เป็นสมาชิกค่ะ แต่ขอเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะคะ


โดย: ซาลาเปาจุดแดง IP: 58.147.2.33 วันที่: 17 ตุลาคม 2548 เวลา:16:14:38 น.  

 
เยี่ยมมากกับข้อมูลที่มีผมขอขอบคุณ


โดย: พี่ต้น IP: 58.147.70.31 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:8:48:27 น.  

 
พอผมได้มาอ่านผมก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ผมอยากรู้ว่าใครทำข้อมูลนี้ขึ้นมาทีหลังไม่ต้องทำอีกแล้วเพราะว่าไม่มีใครเขาอยากจะอ่าน


โดย: เก่งสุดหล่อ IP: 58.147.70.31 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:8:55:43 น.  

 
So cool!!
If you have time please explain mpre about descriptive and prescriptive .. because I failed this... I am in UK


โดย: anne (melancholy ) วันที่: 15 เมษายน 2549 เวลา:1:31:20 น.  

 
After finished reading, I'm kind of surprised about the sentence " I ain't got no money." that was the origin and also the rule of Old English !! Most of the people who talk like this are uneducated African Americans (I think you know this well) !! That what I was told by American friends, and also have seen it in a movie about the Spelling Bee that was wrong to talk like that ! I think even Americans still have no idea abou this ! Hmm... Interesante !!


โดย: Chini (Chini ) วันที่: 11 ตุลาคม 2549 เวลา:1:40:22 น.  

 
very good


โดย: rung IP: 203.113.57.40 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:15:09:15 น.  

 
ตอนนี้อยากทราบเรื่องปัญหาและการแก้ปัญหาของการเรียนการสอนไวยากรณ์มากเลย


โดย: หวเต๋า IP: 203.113.57.40 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:15:15:10 น.  

 
กำลังเริ่มเรียนด้านภาษาค่ะ เพิ่งลองเปลี่ยนสายเรียน แวะมาแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่พี่เข๊ยนน่าสนใจ ยังไงขอแวะมาอ่านบ่อยๆนะคะ


โดย: มาส IP: 58.8.161.97 วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:23:28:37 น.  

 


โดย: พ IP: 203.172.219.57 วันที่: 4 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:10:08 น.  

 


โดย: a IP: 125.25.82.47 วันที่: 24 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:11:15 น.  

 


โดย: 125 IP: 125.24.138.140 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:12:48:15 น.  

 
ดีมากกกกกก.........


โดย: ปอ IP: 118.175.131.76 วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:14:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
krisdauw
Location :
Washington, Seattle United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add krisdauw's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.