อ่านเอามาเล่า

แม่จ๋า หนูจะไปสวรรค์แล้ว

“แม่จ๋า หนูจะไปสวรรค์แล้ว ที่นี่เหนื่อยเหลือเกิน” เธอพูดจบก็กระโดดลงมาจากชั้น 21ของสำนักงานที่เธอทำงานอยู่

ภายในอ้อมกอดของแม่ที่หัวใจแตกสลาย เด็กสาวตัวเย็นแข็งทื่อ ผู้เป็นแม่แทบจะบ้าคลั่ง เธอรู้สึกผิดแต่ก็สายเสียแล้ว

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

เนื่องจากพ่อและแม่เป็นคนฉลาด มีความสามารถ มีฐานะหน้าตา จึงอยากให้ลูกเก่งเหมือนตน ทั้งๆที่ลูกมิได้มีไอคิวเท่ากับพ่อและแม่ มีพัฒนาการช้ากว่าคนอื่นมาก เด็กในวัยเดียวกันเรียกคุณน้าคุณยายได้แล้ว แต่เธอเรียกพ่อ แม่ยังไม่เป็น ตอนเธออายุหนึ่งขวบเจ็ดเดือนในขณะที่เด็กคนอื่นๆ วิ่งได้แล้ว แต่เธอยังเดินได้ไม่มั่นคง ตอนเรียนชั้นประถม ข้อสอบที่ต้องใช้สมองสักหน่อยเธอจะสอบตกทุกวิชา เพื่อเพิ่มความฉลาดให้กับสมอง แม่ของเธอซื้อยาบำรุงสมองให้กินมากมาย แต่ผลการเรียนไม่ได้ขยับขึ้น กลับทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนมาตั้งแต่อยู่ ป.4 จนคุณหมอแนะนำให้เลิกใช้ยา

แต่ นี่ไม่ได้ทำให้ผู้เป็นแม่หยุดงานหล่อหลอมลูกให้”โดดเด่น”

แม่จ้างครูแต่ละวิชามาติวให้เธอ จัดตารางเรียนแน่นจนเธอไม่มีเวลาเล่นเหมือนเด็กคนอื่น

ประถม 5เธอสอบได้ที่หนึ่ง คุณครูประจำชั้นเรียกเธอว่าม้ามืด ส่งเธอไปแข่งขันตอบปัญหา แต่เธอไม่เคยกดตอบคำถามได้ทันแม้แต่คำถามเดียว เพราะเธอฟังคำถามไม่เข้าใจเลย

ผู้เป็นแม่ไม่ยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ คิดอยู่เสมอว่าตามหลักการสืบทอดยีนจากพ่อแม่แล้ว เธอควรต้องฉลาดมีสมองดีเหมือนพ่อแม่

เพื่อให้ลูกสอบเข้ามัธยมในโรงเรียนที่ดีมีชื่อ ผู้เป็นแม่ทุ่มเทเงินทองทรัพย์สินที่มีอย่างสุดตัว เชิญครูมีชื่อเสียงมาติวข้อสอบทุกวิชาที่บ้าน จนเธอสามารถอ่านข้อสอบเพียงครึ่งเดียวก็รู้แล้วว่าจะต้องตอบอย่างไร ผลการเรียนจึงโดดเด่นขึ้นมา แม่ของเธอรู้สึกพอใจมาก พูดกับลูกว่า “ความฉลาดของลูกถูกแม่ขุดขึ้นมาจนได้”

การสอบครั้งหนึ่งตอนมัธยมปลายเด็กสาวสอบตกทุกวิชา ครูประจำชั้นเชิญแม่มาคุย บอกมีคนสงสัยที่ผ่านมาลูกเธออาจจะรู้แนวข้อสอบมาก่อน ผู้เป็นแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กล่าวหาว่าครูเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะสอนลูกเธอ ขอย้ายไปห้องอื่นทันที ห้องเรียนใหม่เป็นห้องเด็กหัวกะทิในโรงเรียน ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ลูกสาวบอกแม่ว่าหนูจะลาออก คุณครูพูดอะไรหนูฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ หนูไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัย มันยากเกินไปสำหรับหนู หนูขอเรียนสายอาชีพ เรียนพยาบาลแล้วออกมาทำงานดูแลผู้สูงอายุ

ทีแรก พ่อของเธอเห็นด้วยกับลูกสาว บอกว่าเราควรจะเคารพการเลือกของลูก แต่ผู้เป็นแม่คัดค้านหัวชนฝา บอกว่าเด็กที่ด้อยกว่าลูกเราเป็นหมื่นคนก็ยังเข้ามหาวิทยาลัยได้ ฉันจะต้องให้ลูกเข้าให้ได้ และต้องเป็นมหาวิทยาลัยดังมีชื่อเสียงเท่านั้น

กระบวนการดึงต้นกล้าให้เติบโตจึงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด

ในที่สุด เพื่อแม่ เด็กสาวเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้เป็นแม่ยังคง

ทำหน้าที่ถือหางเสือชีวิตของลูกไม่หยุด เธอใช้เส้นสายฝากลูกเข้าทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เด็กสาวต้องเผชิญกับสายตา คำเสียดสีต่างๆ นาๆ เพราะเธอไม่ใช่คนเก่งอย่างที่แม่ต้องการ ไม่อาจบรรลุหน้าที่ที่เจ้านายมอบหมายได้ จนสุดท้ายท้ายสุด เธอตัดสินใจจบชีวิตของเธอด้วยการกระโดดลงมาจากชั้นที่21 ของตึกที่ทำงาน

หลังจากเธอจากไปแล้วหลายวัน ผู้เป็นแม่ได้พบจดหมายเธอในกล่องไปรษณีย์ เนื้อความสั้นกระชับนิดเดียวว่า “พ่อจ๋าแม่จ๋า ตลอดเวลาหนูหวังว่าจะสามารถเป็นคนชนิดที่พ่อและแม่หวังให้เป็น แต่ในที่สุดหนูทำไม่ได้ หนูเหนื่อยเหลือเกิน ตลอดเวลาหนูต้องมีชีวิตอยู่ในกรอบที่ไม่เหมาะกับหนูเลยแม้แต่น้อยความสามารถโดดเด่นของคนอื่นยิ่งทำให้ความโง่และด้อยของหนูเด่นชัดขึ้น หนูเหนื่อยเกินไปแล้ว อยากจะพักผ่อน บางทีที่สวรรค์หนูจะได้พบกับคนประเภทที่ไม่ฉลาดแต่อยู่อย่างมีความสุข พระเจ้าได้เตรียมต้นไม้ที่เตี้ยกว่าสำหรับนกโง่ทุกตัว”

หลังจากเธอจากไปแล้ว ผู้เป็นแม่สำนึกเสียใจได้ว่า เธอไม่น่าให้ลูกไปอยู่บนยอดกิ่งไม้สูงซึ่งไม่เหมาะกับลูกเลย จนสุดท้ายลูกต้องตกลงมาตาย

หน้าตาคืออะไร ชื่อเสียงคืออะไร มันสำคัญมากนักหรือ

*****




Create Date : 30 ธันวาคม 2558
Last Update : 30 ธันวาคม 2558 8:49:48 น. 0 comments
Counter : 409 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Krareinpa
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
[Add Krareinpa's blog to your web]