Group Blog
มีนาคม 2560

 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
อบรมปัญญา ๑


บทความต่อไปนี้เป็นบทความที่ข้าพเข้ากลั่นกรองจากการเรียนรู้ประสบการณ์ ดู/ฟัง/อ่าน, คิดพิจารณาตาม, สอบถามเมื่อสงสัย, แล้วจดบันทึกไว้ทบทวน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ฝึกอบรมให้ข้าพเจ้าได้เป็นมนุษย์ อยู่อย่างมนุษย์ คิด พูด ทำ อย่างมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ ดังนั้นข้อมูลดังต่อไปมีมีทั้งถูกและผิด และเป็นโพรงแนวทางอบรมจิตอบรมปัญญา ที่ใช้ได้กับข้าพเจ้าตั้งแต่วันที่ 24/3/60 จนถึงปัจุบันที่บันทึกนี้คือ 21/3/60 และยังดำเนินต่อไปอยู่พร้แมรู้เพิ่มไปอีกเรื่อยๆ ท่านใดที่แวะเวียนเยี่ยมชมโปรดใช้วิจาณญาณในการเสพย์สื่อสารข้อมูลนี้ ซึ่งจะเริ่มอบรมปัญญาจากทางโลกไปถึงทางธรรม เพราะข้าพเจ้าสะสมเหตุในส่วนอื่นมามากมายแล้ว พอถึงช่วงเวลาหนึ่งๆด้วยจิตอธิษฐานไว้จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆให้ข้าพเจ้ารู้ว่าถึงเวลาที่จะอบรมสะสมเหตุตัวใดเพิ่ม ตอนนี้ข้าพเจ้าได้รู้แล้วว่าคือปัญญา ข้าพเจ้าจักทำปัญญาให้แจ้งโลก ซึ่งเมื่อได้ทำมาเรื่อยๆ รู้โลกเรื่อยๆข้าพเจ้ายิ่งเกิดความหน่ายโลก สังขารโลกมากขึ้นๆ อยากบวชมากขึ้นๆ เพราะรู้โลก รู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้แล..

อบรมณ์ปัญญา ๑
โดยใช้ ทาน ศีล ภานา อิทธิบาท ๔ พละ ๕
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีฝึกสติ สมาธิ ปัญญา

..หลวงปู่บุญกู้ ท่านมักจะบอกสอนเราเสมอๆว่า ใช้ปัญญาสิๆ ท่านจะสอนให้เราใช้ปัญญาเสมอๆ ก่อนนั้นเราก้ไม่ค่อยจะเข้าใจในสิ่งใดมากนัก เพราะเราโง่นั่นเอง เข้าใจแต่ว่า ทำสมาธิจึงจะฉลาดมีปัญญา
..เพราะสิ่งที่เราขาดคือปัญญา ความทำให้แจ้ง รู้แจ้งคู่สติให้มีไหวพริบ เฉลียว และ ฉลาด ในการดำรงชีพ ซึ่งเราไม่มีสิ่งนี้เลยเพราะเราเป็นผู้โง่อยู่ไม่มีปัญญา ขาดปัญญาในตอนนี้มากโขจนไม่มีในใจในสมองเลย เรามัวเอาแต่นำปัญญาความรู้ความสามารถที่มีไปใช้ไม่ถูกที่ไม่ถูกทางไม่ถูกกาล เมื่อเราทำการสะสมเหตุอิทธิบาท ๔ อย่างนี้อยู่เสมอมา พร้อมกับได้รับรู้จากคนรอบๆข้างมากขึ้น จึงทำให้เรารู้มากขึ้นว่า ตอนนี้ตนขาดปัญญาอย่างยิ่ง ดังนี้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 เป็นต้นมา เราจักอบรมกระทำปัญญาให้แจ้งชัดดังนี้..

แรกเริ่มให้ฝึกสติให้มีกำลังคู่สมาธิ ให้เจริญ ๔๐ กรรมฐาน
เพราะหากสติมีกำลังตั้งมั่นจดจ่อในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน จิตก็จะเป็นสมาธิมีความตั้งมั่นจดจ่อแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียวตาม 

1. เวลาว่าง ให้ทำความสงบใจ สงบนิ่ง รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกสบายๆ ตั้งรู้ที่จุดเรารู้ลมที่สบายที่สุดที่ทำให้เราไม่เพ่งเกินไป ไม่ละเลยเกินไป แต่รู้ลมหายใจเข้าออกได้อยู่ทุกๆขณะได้อย่างสบายๆ

2. เวลาปรกติก็ให้เรารู้กิจการงานที่ตนกำลังทำในปัจจุบัน ว่าทำลังทำสิ่งใด อยู่ในอิริยาบถใดๆอยู่ ทำลังจะทำอะไน แบบไหน ยังไง กำลังอยู่ในขณะใด

3. เกิดความรู้สึกนึกคิดไรๆ ก็ให้รู้ว่ากำลังคิด..เลือก โสมนัส-โทมนัส-อุเบกขา-ธรรมารมณ์ที่ควรเสพย์ และ โสมนัส-โทมนัส-อุเบกขา-ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพย์ ธรรมข้อมีเป็นปัญญาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาสอนให้พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากเจริญ..
- ความคิดนั้นเป็นประโยชน์สุขต่อตนเองและผู้อื่น เป็นทางพ้นทุกข์ เป็นทางแห่่งปัญญา ทำให้จิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียนทั้งปวง
.. ก็ให้รู้ว่าความคิดนั้นเป็นสุขมีคุณประโยชน์ ความคิดนั้นควรเสพย์ ควรเจริญ
- ความคิดนั้นไม่เป็นประโยชน์ทำใจมัวหมอง กระสันอยาก หวงแหน เบียดเบียด มีโทษ เป็นทุกข์ ความคิดนี้ไม่ควรเสพย์ ไม่ควรเจริญ
.. ก็ให้รู้ว่าความคิดนั้นเป็นทุกข์ แล้วก็ปล่อยละมันไป ไม่ให้ความสนใจมัน ผละความสำคัญใจออกจากความคิดนั้น เฉยกับความรู้สึกนึกคิดนั้นๆ วิธีนี้เรียกว่า สักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ร่วมเสพย์



ฝึกตนสะสมเหตุทำให้เป็นนิสัย ติดเป็นจริต สันดานในขั้นตอนการเจริญปัญญา

ก.. ดู/ฟัง/อ่าน ->
ดูกิริยา ท่าทาง ตามลำดับ สภาวะ อาการ วาจา

ข.. คิดวิเคราะห์ตาม ->
แยกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1. เอาความรู้
พิจารณาเนื้องเรื่อง แนวทางของเรื่องราวนั้นๆ
พิจารณาน้อมใจไปเหมือนเราอยู่ท่ามกลางเรื่อราวเหล่านั้น
พิจารณาดูเหตุและผล หวนระลึกความเป็นไปได้ ความเป็นจริงด้วยเห็นและผลเป็นเรื่องเป็นราวในเรื่องนั้นๆ เปรียบเทียบกับความจริงที่เกิดมีขึ้นอยู่
ส่วนที่ 2. สนทนาสื่อสาร โต้ตอบ
1. กำหนดรู้บุคคล หรือสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ว่ามีสภาวะไรๆ แบบไหน อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น กิริยา ท่าทาง อาการ การกระทำไรๆของเขา ที่บ่งบอกความรู้สึกนั้นๆที่เขาแสดงออกมา
2. พิจารณาวิเคราะห์ดูอารมณ์ ความรู้สึก นึก คิดของเขาอันเป็นเหตุให้เขาแสดง กิริยา ท่าทาง วาจานั้นๆออกมา
3. พิจารณาวิเคราะห์ดูความต้องการของเขา สิ่งใดหนอที่จะตอบสนองที่จะตอบโจทย์ความต้องการนั้นๆของเขาได้ ที่ทำให้กิริยา วาจา อาการอันเร่าร้อนที่เขาเป็นอยู่นั้นดับไป
4. พิจารณาวิเคราะห์ดู กลวิธี กุสโลบาย อุบายใดๆอันเป็นแนวทางที่จะสื่อไปถึงเขา ให้เขาน้อมไปไปสู้เส้นทางที่ตอบจะตอบสนอง และดับคาามเร่าร้อนนั้นๆของเขาให้หมดได้ ต้องใช้ทางใด วิธีใด ช่วงเวลาใด จึงจะถูกต้องและเหมาะสม

ค.. ถามหากไม่เข้าใจ หรอไม่รู้จริงแจ้งใจ ->
ถามเพื่อให้เข้าใจแจ้งชัดกระจ่างใจ อทงตลอดในเรื่องนั้นๆที่กำลังเรียนรู้อยู่
ถามเพื่อความไม่ลำเอียงอคติในรัก-ชัง-กลัว-ไม่รู้ความจริง

ง.. จด/จำ/บันทึกไว้ทบทวน


ดู/ฟัง/อ่าน -> เพื่อรู้แนวทาง หรือสถานการณ์

คิดวิเคราะห์ตาม -> เพื่อทำความเข้าใจ

ถามเมื่อไม่รู้ -> เพื่อความกระจ่างแจ้งชัด เพื่อความเข้าใจถึงสภาวะหรือสถานการณ์ที่เขาเป็นหรือเผชิญอยู่ ไม่งมหลงอนุมานโดยความไม่รู้ตามจริงอยู่

จด -> เพื่อจำ เขียนบันทึก -> เพื่อทบทวนเมื่อลืม



ปฏิบัติในกรรมฐาน ๔๐ ให้ตนมีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน

- มีสติเป็นเบื้องหน้าทำไว้ในภายใน เราจักทำใจให้ถึงพุทโธ ถึงความเป็นผู้รู้ปัจจุบัน รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ตื่นจากสมมติไม่หลงสมมติอยู่อีก เบิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลสของปลอมทั้งปวง
ความรู้ปัจจุบันต่างหากจากสมมติ คือการรู้ว่าปัจจุบันกำลังหายใจเข้า หายใจออก รู้วาโยธาตุอันเป็นธาตุที่มีประชุมอยู่ในกายนี้ บริกรรมพุทโธเป็นชื่อพระพุทธเจ้า เป็นคุณของพระพุทธเจ้าการกำชับจิตให้รู้ว่าเรากำลังทำจิตให้เป็นพุทโธ ถึงพุทโธ คือ รู้ปัจจุบันรู้ของจริงต่างหากสมมติ
- มีสติเป็นเบื้องหน้าทำไว้ในภายใน หน่วงนึกถึงความ ว่าง ความไม่มี ความสงบ สบาย เย็นใจ สงบนิ่งไปเรื่อย

รูปฌาณ เพียร ตามรู้ดูธรรมนั้นไป หากนิมิตกับสภาวะที่จิตมนสิการนิมิตนั้นแยกจากความตรึกสำเหนียกรู้ได้ ให้ทำสติไว้ตามดูให้ตลอด อย่าไปขัดไปขืน ให้จิตมันเป็นไปของมันจนอิ่มเต็ม ภาวะนี้หากไม่หลุดจะยังปัญญาเกิดขึ้นแต่จมปลีักอยู่เฉพาะสมาธิในขั้นนั้นๆ เว้นเสียอแต่จิตดูอิ่มแล้วมีกำลังทำความสำเหนียกจับนิมิตที่เบื้องหน้ามีอาการหายใจเข้าจิตยกขึ้นจากอุปจาระสมาธิเข้าสู่ฌาณ หรือ จากปฐมฌาณเข้าสู่ระดับฌาณที่สูงขึ้น
หากมีอาการที่นิมิตกับสภาวะที่จิตมนสิการนิมิตนั้นแยกจากความสำเหนียกรู้แต่ตรึกไม่ได้ ไม่มีสัญญา แต่รู้อาการเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหมดอยู่ทุกๆขณะ จิตดิ่งมีสภาวะเหมือนวูบแช่นอนนิ่งไม่กระเพื่อมต่อนิมิตนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นไป อย่าไปขัดไปขืน ให้จิตมันเป็นไปของมันจนอิ่มเต็ม สภาวะนี้จิตอิ่มเคลื่อนฌาณ
อรูปฌาณ เพียรตามรู้ดูธรรมนั้นไป
อนุมานมนสิการอากาสานัญญายตนะ กายเป็นของว่าง ไม่เป็นสิ่งที่น่าใครยึดปารถนา ความพ้นจากกายนี้เป็นสุข ไม่ต้องมาเจ็บ มาทุกข์ มาร้อน มาป่วย มาทรมานกับกายนี้อีก มีใจตั้งอยู่โดยไม่เนื่อด้วยกาย ปฏิฆะต่อกาย มีใจหน่วงนึกถึงความเข้าไปในอากาศที่ว่างเบื้องบนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่สิ้นสุด อาศัยลม กายลมนี้ดันขึ้นไปสู่ความว่างอันพ้นจากกายนี้

อนุมานมนสิการวิญญานัญญาจตนะ แม้ล่วงพ้นกายไปทุกข์ก็ยังหยั่งลงได้อยู่ ด้วยความสุขอยู่ที่จิต สุขก็สุขอยู่ที่ ความคงไว้ซึ่งจิตที่ผ่องใสสว่างไสวย่อมไม่มีทุกข์ เอาจิตจับที่จิต มนะย่อมล่วงพ้นทุกข์ด้วยปราศจากกาย

อนุมานมนสิการอากิญจายตนะ ความไม่มีทุกข์คือไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆทั้งปวง ไม่มีเจตนา ไม่มนสิการ ไม่ยึดเอาสิ่งไรๆทั้งสิ้นทั้งปวง ความว่าง ความไม่มี ความสละคืน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม ดังว่ามนะย่อมจรท่องเที่ยวไป เกิด ดับ ตรงนี้ เกิดดับที่โน้น มีอาการปรุงแต่งให้เป็นไปล้วนแล้วแต่ด้วยวิบากกรรมที่ทำมาให้เป็นไป ความไม่ยึดจับสิ่งใดย่อมไม่มีทุกข์ ความละเจตนาอันเป็นมโนกรรมเสียได้จักไม่ทุกข์ (กรรมเก่าแสดงผลให้เกิดขึ้นเป็นไปต่างๆนาๆ เพราะด้วยกรรมสมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสสอนให้ทำใน ทาน ศีล ภาวนา เพราะเป็นเจตนาในกุศล) เมื่อไม่ติดใจข้องแวะต่อกันความเบียดเบียนย่อมไม่บังเกิดมี ทุกข์ย่อมไม่มี เจตนากรรม ละเจตนาในธรรมารมณ์ทั้งปวงย่อมไม่มีทุกข์ 
เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังไม่ถึง
................

ฝึกสัมปะชัญญะ
ทำความรู้ตัวรู้กิจการงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันให้มาก ไม่ติดหลงไปตามสมมติความคิด หากเมื่อต้องใช้ความคิดก็รู้ว่าความคิดนั้นเป็นประโยชน์ใช้กับกิจการงานไรๆในปัจจุบัน เรากำลังคิดเรื่องอะไร แบบไหน ยังไงอยู่ในปัจจุบัน มีท่าทีและสภาวะเหตุการณ์สภาพแวดล้อมไรๆอยู่ปัจจุบัน การกำกับรู้ตัวว่า "หนอ" คือสัมปะชัญญะที่ก้าวไปสู่จิตที่ตั้งมั่นรู้ปัจจุบันด้วยปัญญา เช่น ยืนหนอ นั่งหนอ เดินหนอ นอนหนอ ยกหนอ ทำงานหนอ คิดหนอ รักหนอ โลภหนอ เงี่ยนหนอ โกรธหนอ แค้นหนอ ชังหนอ ขี้หนอ เยี่ยวหนอ กินหนอ หลงลืมหนอ การอบรมภาวนาจิตให้รู้ตัวในปัจจุบันกำกับรู้ด้วยคำว่า "หนอ" ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำสัมปะชัญญะให้จิตตั้งมั่นลงตัวรู้เป็นปัญญารู้ปัจจุบันไม่หลงอยู่ในสมมติความคิดนั่นเอง ทำให้จิตตั้งมั่นง่าย เอื้อต่อสติ

ฝึกกำลังสติสัมปะชัญญและสมาธิตามกาลแบบง่ายๆ
    ...คิดก็รู้ว่าคิด คิดสิ่งใดอยู่ รัก โลภ โกรธ หลง กุศล อกุศล แต่ไม่ใช่ไปห้ามความคิด มันห้ามไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของจิตคือวิญญาณขันธ์ที่มีธรรมชาติที่คิด ไม่ต้องไปปรุงสมมติเพิ่ม ไม่ต้องไปสืบต่อ ทำใจตั้งมั่นไว้แค่สักแต่ว่ารู้เท่านั้นพอ 
    ...ดังนั้นเมื่อรู้ว่า..คิด กำลังคิด ก็ให้ทำความรู้โดยสักแต่ว่ารู้ความรู้สึกนึกคิดของอารมณ์นั้นว่าเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เงี่ยน กระสันอยาก ชัง แค้น ผูกใจเจ็บแค้น(เวร) ผูกใจหมายทำลายให้เขาฉิบหายวอดวาย(พยาบาท) หลงลืม ไม่รู้ตัว รุ้ว่ากำลังตรึกนึกคิดเรื่องราวนั้นๆแบบนั้นด้วยอารมณ์ที่ชอบ ใคร่ ชัง เกลียด ยินดี ยินร้ายในสิ่งแบบนั้นอย่างนั้นๆอยู่ มีความสำเหนียกในใจรู้ว่า ความคิดนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ เมื่อเป็นโทษ ก็รู้ว่าความรู้สึกนึกคิดนี้ๆเป็นโทษ ไม่ควรเสพย์ เช่น..
     - เมื่อเกิดความคิดอยากได้ของผู้อื่น เงี่ยนกระสันอยากเสพย์เมถุน ผูกเวรพยาบาทผู้อื่น หรือกำลังหลงเคลิ้มไหลไปตามควมคิดเหล่านี้ไม่รู้ตัว หรือมีอาการที่ว่างแต่หน่วงตรึงจิต จิตไม่โล่งเบาสบายไม่ผ่องใส ก็ให้เรามีสติเป็นเบื้องหน้า ทำใจไว้ในภายใน หายใจเข้า-หายใจออกพร้อมสำเหนียกรู้ ระลึกกำกับรู้ว่า..
"ความคิดนี้เป็นทุกข์ มีโทษมากไม่ควรเสพย์ สักแต่ว่ารู้ แล้วเฉยตค่อความคิดนั้นๆ แล้วก็ปล่อยวาง"
     - เมื่อเกิดสติมีขึ้น ณ ที่ใด ต่อสิ่งใด ความรู้สึกนึกคิดใด มีอาการที่รู้ตัวรู้ใจทันก่อนจะทำสิ่งใด มีความยับยั้งช่างใจ ไม่เผลหลงไหลตามความคิดสมมติกิเลสเหล่านั้น ความรู้สึกนึกคิดนี้ความเสพย์ให้มาก แล้วตั้งมั่นวางใจไว้พิจารณาดูสภาพแวดล้อม คน สถานที่ ว่าควรเหมาะแก่การพูดหรือ หากควรแล้ว ควรจะพูดกล่าวหรือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ..หรือมีความคิดในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ไม่เบียดเบียนใคร รู้เฉพาะกาล สถานที่ที่ควรพูดและทำ ..หรือจิตมีความว่างโล่งผ่องใสชื่นบานเป็นที่สบายเย็นใจไม่มีความตรึกนึกหน่วงจิต มีความไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆ ก็ให้เรามีสติเป็นเบื้องหน้า ทำใจไว้ในภายใน หายใจเข้า-หายใจออกพร้อมสำเหนียกรู้ ระลึกกำกับรู้ว่า..
"ความคิดนี้มีคุณประโยชน์สุขเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเว้นจากความเบียดเบียน ความคิดนี้ควรเสพย์ ให้ประครองจิตหรือความคิดนี้ไปเรื่อยๆ"



ฝึกปัญญาโดยการเปิดทัศนคติและอารมณ์ความรู้สึก

- เปิดใจเปิดสมองให้ว่าง โล่งกว้าง รับเอาความรู้เรียนรู้ทุกอย่าง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ มองในหลายมุมมองที่จะเป็นไปได้ หรือพิจารณาประยุคใช้ในสิ่งที่มีกับความรู้ความเข้าใจที่ตนทีให้เข้ากันได้และได้ผลออกมาในทางที่แปลกใหม่ดีขึ้น กำจัดขยะในสมอง น้อมรับทุกๆสิ่ง ทำจิตให้ผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน 
ทำให้แจ้งชัดวิชาความรู้ทั้งหมดทั้งปวงในทั้งทางโลกและทางธรรม
- เปิดน้อมรับเอาความรู้ใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ วิชาความรู้ต่างๆและวิชาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอๆ มิขาด เรียกว่าเป็นการรู้โลก แจ้งในทางโลก ทุกวันมันวิวัฒนาการไปเรื่อยเราก็ต้องเปิดกว้างเรียนรู้ทุกอย่างให้มาก ยิ่งรู้มากก็ยิ่งแจ้งชัดมาก รู้ทางโลกก็แจ้งชัดทางโลก รู้ธรรมก็แจ้งชัดทางธรรม
- รับรู้คบมิตร วางตัวให้เป็น
เช่น การรู้จักคน เพื่อนเรียน เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน คนรอบข้าง โดยเราจะเข้าถึงคนได้ ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อล้วจะทำอย่างไรให้เอาใจเขามาใส่ใส่ใจเราได้-ก็ต้องเป็นพวกเดียวกับเขาก่อน แล้วจะทำอย่างไรจึงเป็นพวกเดียวกับเขาได้-เราก็ต้องทำความเข้าใจในบุคคลนั้นๆ โดยสัมผัสดูอาการท่าทีเขา ทำความรู้จักใจเขา เปิดใจรับเขา เรียนรู้ยอมรับฟัง ประสานงาน ร่วมงาน ทำความคุ้นเคย เหมือนดั่งเราสนิทชิดชอบกับใครก็ย่อมรู้ได้ว่าเขารัก ชัง เกลียด ชอบ สิ่งใด เป็นคนแบบไหน ยังไง เป็นต้น
- ทำความแจ้งชัดในคุณ และโทษ ของอารมร์ความรู้สึก ธรรมมารมณ์ทั้งปวงที่เกิดมีขึ้นแก่ตนอยู่เสมอๆ แล้วแยกแยะให้แจ้งชัดว่าสิ่งไหนควรเสพย์ ไม่ควรเสพย์
- ทมะ คือ ข่มใจ ไม่ตามอารมณ์ความรู้สึก
ขันติ คือ รู้จักละ วาง อดทนรอกาลอันควร เรียกว่าฉลาดในกาลที่จะพูดจะทำ
โสรัจจะ คือ ประพฤติดีงาม ทำความเย็นใจเว้นจากความเบียดเบียนทั้งตนเองให้เร่าร้อนและหยั่งผุ้อื่นให้ฉิบหาย โดยเลือกธรรมมารมณ์ที่ควรเสพย์ รัก โลถ โกรธ หลง มันเบียดเบียนกายใจตนเองอยู่พึงละความติดใจข้องแวะนั้นๆกับมันไปเสีย ข้องใจอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้จากการรู้สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีแต่ทุกข์, สลัดทิ้ง สละคืน ทำไว้ในใจตั้งมั่นไว้ในใจ หรือหทัยวัตถุว่าจักไม่เอนเอียงเอนไหวเคลื้อมตามอารมร์ความรู้สึกนี้ๆ มันเป็นโทษ



ทำไมต้องทำสมาธิ ทำไมจึงชื่อว่า ฉันทะเป็นเหตุในปฏิบัติ (การอบรมกาย-วาจา-ใจ ในทาน-ศีล-ภาวนา) ศีลเป็นเหตุของสติ สติเป็นเหตุของสมาธิ สมาธิเป็นเหตุของปัญญา


ทำไมต้องมี ฉันทะ คือ ความพอใจที่ได้ทำก่อน
ฉันทะเป็นเหตุในการอบรมกาย วาจา ใจ

การที่เราจะสามารถตั้งใจทำในสิ่งใดได้ เราต้องมีอาศัยความพอใจที่จะทำ มีใจยินดีทำ พอใจที่ได้ทำ แต่ความพอใจที่ได้ทำ ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นต้องเป็นไปด้วยปัญญา วิเคราะห์ พิจารณา แยกแยะ รู้เห็นตามจริงได้ ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ประกอบไปด้วยประโยชน์สุขโดยชอบธรรม ดังนี้แล้วฉันทะที่ถูกต้องนั้น ต้องมีความพอใจยินดีที่ได้ทำในสิ่งที่ทำให้ ใจผ่องใส จิตใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน กล่าวโดยย่อข้อปฏิบัติเหล่านี้เบื้องต้นที่พระยรมศาสดาทรงบัญญัติไว้คือ "ทาน ศีล ภาว" นั้นเอง เมื่อจะพึงวิเคราะห์ประโยชน์ พึงพิจารณาดว่า
- ทาน คือ ธรรมของผู้มีใจเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีย์ ไม่เพ่งโทษผู้อื่น เมื่อน้อมมาใส่ใจเรา การดำรงชีพอยู่ของเรา เราย่อมต้องการให้มีแต่คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักใคร่เอ็นดูเรา โอบอ้อมอารีย์ต่อเรา เป็นธรรมดา เวลาที่เราอยู่ใกล้คนแบบนี้ย่อมเย็นใจ ไม่หวานระแวง ไม่หวั่นกลัว เพราะรู้ว่าเขาไม่มีพิษ ภัย โืทษ ทุกข์ต่อเรา เราอยู่ใกล้ย่อมเย็นใจด้วยเสมอๆ



ทำไมต้องมี ทาน ศีล
ศีลเป็นเหตุของสติ

ก. เวลาที่เราตั้งใจมั่นที่จะมีศีล จะดำรงศีลอยู่ให้ได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน
ข. ในขณะที่เรามีความสำคัญมั่นหมายของใจในศีล ตั้งมั่นในศีล ในขณะนั้นใจเราจะทำความระลึก ย้ำเตือนคิดอยู่เสมอๆว่า เราจะต้องไม่ผิดศีล ต้องทำดี ต้องเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน ต้องเรียนรู้ศึกษา ต้องใฝ่รู้ ทำให้แจ้งซึ่งศีลนั้นๆ ข้อวัตรนั้นๆให้แจ้งใจแทงตลอด
ค. ก็เมื่อเรามีสติสังขารโดยรอบสงเคราะห์ลงแก่ใจ(สติที่ทำความระลึกรู้ กำกับรู้เข้าปรุงแต่งประกอบจิต) (จิต คือ มโนวิญญาณ หรือ วิญญาณขันธ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรู้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดจากการปรุงแต่งแล้วนั้น) เมื่อนั้นจิตจะทำเพียรทำ ตั้งมั่นเพียรที่จะทำความดี ตั้งมั่นเพียรที่จะใฝ่รู้อบรมปัญญา 



ต้องไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆ ทำใจให้ผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ

สติเป็นเหตุของสมาธิ สมาธิเป็นเหตุของปัญญา
 สติจะเกิดขึ้นยั้งคิดระลึกในสิ่งที่เราให้ความสำคัญมั่นหมายของใจ ที่ตั้งใจมั่นอยู่นั้น แต่สติที่อบรมในการทำอย่างนี้ ยังมีกำลังน้อย บางครั้งก็ทานกิเลสอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดสมมติอันเร่าร้อนได้ บางครั้งก็ทานไม่ได้ หรือทำไม่ได้เลย บางครั้งระลึกได้แต่ก็ยังทำผิดตามความเร่าร้อนนั้น นั่นเพราะสติมีกำลังไม่พอ แม้ระลึกได้ แต่ไม่มีกำลัง เราจึงจำเป็นต้องสร้างกำลังให้สติ ก็อะไรเป็นกำลังให้สติ ก็ความตั้งใจที่จะทำความเพียรในสิ่งต่างๆนั้นเอง เมื่อเพียรอยู่ให้ฝึกทำสติระลึกรู้วิเคราะห์พิจารณาทำความรู้ตัวรู้กายรู้ใจอยู่เสมอๆ

สติเป็นเหตุของสมาธิ สมาธิเป็นเหตุของปัญญา
--สมาธิจะล้างขยะในสมองจะมีพื้นที่ให้ใจเป็นกุศล คือ ฉลาดในธรรม ฉลาดในการบันทึกจดจำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หมายรู้ตรึกถึงในสิ่งที่มีความแยบคายที่เป็นปัญญาลงความจำ สมองโล่งทำให้สติปัญญาเกิดง่าย 





อบรมปัญญทั้งทางโลกและทางธรรมโดยใช้โดยพละ ๕, อินทรีย์ ๕

มีสติ ปัญญาให้มาก
- สติ คือ เป็นประธานควบคุมทุกสิ่ง ทั้ง ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา
- ปัญญา คือ ความความรู้ความสามารถที่มี ความเข้าถึงชัดแจ้งโลกและธรรรม ความรู้จริง เห็นชัดตามจริง
- การมีสติปัญญากำกับคู่กัน คือ มีไหวพริบ มีหัวพลิกแพลงประยุคใช้ มีความคิดสร้างสรรค์ผลงาน ประครองชีวิตได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม มีความเป็นเหตุและผลที่ดี สามารถนำความรู้คึวามสามารถที่มีทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ดีงาม ด้วยเหตุดังนี้ พระตถาคตเจ้า พระบรมศาสดานั้นจึงสอนสาวกให้มีสติปัญญาเสมอๆ โดยพระบรมศาสดาจะทรงสอนให้เราหัดรู้ทันกายใจตน ว่ากำลังเป็นไปในทิศทางไหนอย่างไร โดยทำสักแต่ว่ารู้ และไม่ร่วมเสพย์ทำตัวรู้ให้แยกจากความรู้สึกนึกคิด ทำปัญญาโดยความเลือกเฟ้นพิจารณาสิ่งที่รัรู้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทำความเข้าใจต่อสิ่งนั้นๆให้มาก ฉลาดในการปล่อยวางและฉลาดพลิกแพลง
** หากมีปัญญาโดยขาดสติกำกับรู้ความยั้งคิด ยับยั้งชั่งใจไว้อยู่ คือ มีความรู้ความสามารถแต่ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูกกาล ไม่รู้จักวิธิใช้หรือนำมาใช้งานให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี
** ความไม่มีสติสัมปะชัญญะ คือ การระลึกไม่ได้ ไม่รู้เท่าทันกายใจ มีกิริยาที่ทำให้ยั้งคิดไม่ได้ แยกแยะสิ่งที่ควรไม่ควรทำไม่ได้ ยับยั้งชั่งใจทำใจให้ปล่อยวางไม่ได้ ไม่รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของกายใจในปัจจุบัน
** เมื่อขาดสติปัญญาก็ไม่เกิดผลย่อมเป็นการใช้อารมณ์ความรู้สึกสุ่มปัญญาไปในทางที่ผิด ดังนั้นคงที่เก่งฉลาดเป็นบัณฑิตเป็นศิษย์สาวกของพระอรหันตสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาต้องใช้ปัญญาได้ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยมี สติ สัมปะชัญญ ศรัทธา วิริยะ สมาธิกำกับอยู่เสมอ

- คนที่ยังอาศัยทางโลกแต่มุ่งมั่นไปแบบลืมหูลืมตาไม่มีสติสัมปะชัญญะกำกับอยู่ ไม่อาศัยปัญญาเข้าใจโลก รู้แจ้งโลก เข้าถึงความเป็นโลก เขาเรียกฟุ้งซ่าน เคร่งเเครียดกับงานจนเกินเหตุทางโลกเขาก็ว่าบ้า  หมกมุ่น ออทิสติก แม้เก่งในงานแต่ก็ร่วมงานกับใครเขาไม่ได้ ไม่เป็นที่รักของคนรอบข้าง 
    ...การทำหน้าที่ทางโลก เราต้องเข้าใจโลกและสภาพแวดล้อมรอบตัว คนรอบข้าง การจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ต้องมีสติสัมปะชัญญกำกับรู้ให้ระลึกเท่าทันได้ เปิดรับความรู้ให้มาก การที่บอกว่าตนไม่รู้ ตนโง่ แล้วขอความรู้ความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องผิด เขาเรียกใจเปิดกว้างละมานะทิฐิในตนได้ ไม่ติดใจคำติฉินนินทา ความคิดใดเกิดขึ้นในอกุศลรู้ทันว่าความคิดนี้เป็นทุกข์ไม่ควรเสพย์ แค่รู้สักแต่แต่ไม่เสพย์ ข่มใจได้ ยอมได้แม้ผู้ที่อ่อนกว่าเป็นสมบัติของมหาบุรุษ เป็นมิตรได้กับคนทั้งโลก ไม่เอาความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น ไม่ยุให้เขาแตกกัน ยินดีให้คนสามัคคีกัน แบ่งปันช่วยเหลือกีัน มีปัญญาฉลสาดรู้กาลที่จะพูดกล่าวสิ่งใด คือ ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกพูด เป็นผู้ที่ยอมรับฟังผู้อื่นแล้วก็ดูความเป็นเขาความต้องการของเขาแล้วพิจารณาการที่จะตอบคำพูดและความต้องการของเขาออกไปโดยไม่เอาอารมณ์ของตนเป็นใหญ่ กล่าวในช่วงที่เขาพูดจบช่วง เว้นช่วง ที่เขาพยายามจะสื่อ หรือช่วงเวลาที่เขาให้แสดงความคิดเห็น
    ...ปัญญาทางโลก เวลาทำกิจการงานใดอยู่ในสังคมใด มีความสงบเย็นใจอยู่ ไม่เสพย์ความคิดที่เป็นทุกข์ มีใจผ่อนคลาย ทำให้มันเป็นที่สบายกายใจ เพื่อเปิดโล่งให้สมองตอบรับปัญญาความรู้และรับฟังจากคนรอบข้างและวิวัฒนาการของโลกเพิ่มเติม คือ ทำใจให้ฝึกฝนสะสมเหตุสติ ปัญญา ความเพียร ความสามารถของตนไป ไม่กระสันในงานและผลของงาน มีใจผ่อนคลายสบายๆ แต่ไม่หย่อนยานในหน้าที่การงานที่ตนทำอยู่ ทำหน้าที่ของตนให้ดีไม่ให้บกพร่อง แต่ทำให้เป็นสบายกายใจไม่เคร่งดครียดกับงาน สมองเปิดโล่งรับรู้สภาวะภายนอกและคนรอบข้าง มองโลกให้กว้าง ทำความเข้าใจในโลก เปิดทัศนคติ ความคิดเห็น คือ Adtitude โลกทัศน์ให้กว้างไกล ทำความเข้าใจคนรอบข้างว่าเขาเป็นแบบไหนยังไง ชอบชังสิ่งใดเพื่อเข้าถึงเขา ไม่ใช่เอาเป็นเอาตายแต่เรื่องงานพูดออกมาก็มีแต่งานๆ เวลาทำงาน ประชุมก็คุยเรื่องงานทำงานไปประครองงานให้ดีแต่ไม่เคร่งเครียดกับงานจนเกินเหตุ เมื่อนอกเวลางาน เช่น การพูดคุยกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน แม้บางช่วงเวลาที่กำลังทำงานที่เราพูดคุยธรรมดากับเพื่อนร่วมงาน ก็ให้รู้ตัวว่าทำงานถึงที่ใดแล้ว แล้ววางจากงานจุดนั้นบางช่วงขณะหนึ่งมาพูดสนทนาตอบโต้กับเพื่อนร่วมงานเล่น สนทนากันเล่นคลายเครียดไปตามสมควรแต่ไม่ละเลยงานที่กำลังอยู่ เปิดโลกพูดสิ่งที่จำเริญใจ จรรโลกใจ สนุกสนานเฮฮาคลายเครียด กับคนรอบข้าง เขาเรียกว่ามีสติและสัมปะชัญญะอยู่ทุกเมื่อไม่หมกมุ่นรับรู้มีความรู้ตัวทั้งภายในและภายนอก แล้วเรียนรู้วาทะศิลป์การพูดกับคนรอบข้าง ไม่พูดเรื่องงานเรื่องเครียดในทุกที่ทุกเวลาไม่ว่างเว้น เขาเรียกคนฉลาดแบ่งเวลาและกาลในการ คิด พูด ทำเป็น แบ่งเวลาจัดสรรค์การดำเนินชีวิตทางโลกเป็น สิ่งใดขาดก็เพิ่ม สิ่งใดเกินก็ลด

- คนที่บวชปฏิบัติ มุ่งมั่นทำเพื่อพ้นกองทุกข์ จนไม่ลืมหูลืมตา ไม่มีสติ อาศัยแต่ปัญญาพลิกแพลง เข้าในความเป็นธรรม ไม่รู้จักแยก ไม่เข้าถึงความเป็นเหตุเป็นผล ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ควรทำไเหตุนั้นสะสมไปถึงผล เขาเรียก อิทธิบาท ๔ ทำเหตุสะสมบารมีนั่งเอง เมื่อหมกมุ่นปฏิบัติ มองข้ามที่จะเรียนรู้เปิดกว้างในสิ่งใหม่ๆ หรือบางคนหมดมุ่นอยู่แต่การอ่านท่องจำ เอาแต่ไปนั่งๆ นึกๆ คิดๆเอา จะเป็นคนฟุ้งซ่านสับสนไปเรื่อย ต้องเปิดกว้างทั้งการเรียนรู้จากตำรา ฟังธรรม สนทนาธรรม ถ่อมตน รับรู้โลกภายนอก ความต้องการของคนภายนิอก สภาพแวดล้อม การทำไๆว้ในใจในภายในไม่ยึดมั่นติดใจข้องแวะสิ่งไรๆทั้งปวง ทำอิทธิบาท ๔ ให้เป็น คือ ทำให้เป็นที่สบายกายใจ ไม่กระสันเอาผลจะทำให้ได้เดี๋ยวนี้ตอนนี้ฝืนธรรมชาติ บารมีไม่พอมันไม่บรรลุธรรมหรอก ให้ทำสะสมเหตุไปเรื่อยๆ แบ่งเวลาเป็น เวลาปฏิบัติสนทนาธรรมก็คุยธรรม ปรกติก็พูดคุยเรื่องราวรอบตัวสภาพแวดล้อม สัพเพเหระเป็นได้ ไม่ดูถูกธรรมกัน ไม่ว่าจะอ่านจำนั่งคิดเอาหรือปฏิบัติเอาตายก็ล้วนศึกษาปฏิบัติธรรมเช่นกันแต่อยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้เข้าถึงคน 2 ประเภทเหล่านั้นได้โดยที่ไม่ขัดแย้งแต่กลับชักจูงเข้าถึงใจเขาได้ ให้ดำเนินร่วมทั้งปริยัติและปฏิบัติภาวนา ชักจูงคนนอกลู่นอกทางให้เขามาสะสมบารมีในธรรมได้ คือต้องรับฟังเขา เปิดโลกทัศน์ตน และเขา ให้เข้าสู่ธรรมสายกลางที่น้อมทำได้ทุกเมื่อ ไม่จำกัดกาล และ ไม่ปิดกั้นตนในส่วนเดียว ทำความเข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม ธรรมมีหลายแขนงหนทางตามแต่จริตให้เข้าถึง โลกก็มีทางส่วนเป็นคติแนวคิดให้ถึงทางโลก หน่าย ถอน เช่นกัน
    ...ปัญญาทางธรรม ท่านใช้ความคิดเพื่อชักนักไปสู่การปฏิบัติเพื่อความหลึุดพ้นทุกข์ ทำสะสมเหตุเจริญอิทธิบาท ๔ ให้เป็น ให้เหมาะสมกับตน ไม่สุดโต่ง ไม่หย่อนยาน เปิดทัศนคติกว้างไกล
    ...ปัญญาทางธรรม ความเข้าถึงยถาภูญาณทัศนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ เขาไม่ใช่ความคิดกัน เขาอาศัยของจริง ความรู้เห็นตามจริง ให้ทุกสิ่งทุกอย่างสังขารธรรมมันแสดงออกมาให้เห็นตามจริงเอง ไม่ปรุงแต่งสมมติคาดคะเนอนุมานเอา ด้วยอาศัยสติสัมปะชัญญและสมาธิ

ปัญญา คู่ ศรัทธา คือ ความเชื่ออันเป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาคู่ศรัทธาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวทาประพฤติ ปฏิบัติในทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม 

มีสติสัมปะชัญญะกำกับระลึกรู้อยู่เป็นเบื้องหน้าตั้งมั่นไว้ในภายในประครองกายใจไว้ไม่ให้หลงไปตามสมมติ ไม่ถูกสมมติครอบงำ มีจิตมุ่งมั่นทำด้วยกำลังความเพียรที่ประครองใจไว้ไม่ให้เอนเอียงตามสมมติ ไม่เพียรทำแบบคร่ำเคร่งเคร่งเครียดกรัะสันผลโดยขาดสติความยั้งคิดระลึกรู้ระลึกไม่ได้อันเรียกว่าสุดโต่งหลงไป ให้ทำเป็นที่สบายกายใจมีสติสัมปะชัญญะกำกับยับยั้งรู้ไว้อยู่ แต่ไม่เหยาะแหยะเหลาะแหละปล่อยปละละเลยหย่อนยานเกิดไปให้สมมติครอบงำสติกำลังระลึกรู้ทันสภาพปัจจุบัน แยกแยะไม่ได้ ยั่งคิด ยับยั้งไม่ได้ มั่นยังสติพละให้เกิดขึ้น เรียกว่า..ความเพียร ๔ คือ..
- เพียรระวัง(อกุศลทียังไม่เกิดหรือยังไม่ได้ทำ)
- เพียรละ(อกุศลที่เกิดแล้วหรือได้กระทำแล้ว)
- เพียรทำ(ทำกุศลให้เกิดมีขึ้น)
- เพียรประครอง(รักษากุศลไว้ไม่ให้เสื่อม) 

สติ สัมปะชัญญะ คู่ ความเพียร คือ ความขยันหมั่นเพียร วิริยะ บากพั่นไม่ท้อถอย ต้องใช้สติกำกับรู้ตามเสมอๆ มีสัมปะชัญะรู้ตัวถึงกิจการงานที่กำลังทำ เมื่อมีสติสัมปะชัญญะคู่ความเพียร จิตจะรู้ชัดถึงว่า เราทำความเดพียรในสิ่งนี้ๆสุดโต่งไปหรือหย่อนไป มากไปหรือน้อยไป ควร้เพิ่มสิ่งไหนลดสิ่งใด ทำให้เป็นที่สบายกายใจ ไม่หวังกระสันเอาผล ทำสะสมเหตุไปเรื่อยไม่ว่าทางโลกทางธรรมทำแล้วถึงความเย็นใจได้ว่าได้ตั้งใจทำที่สุดแล้วแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม 

สมาธิเป็นตัวแปรเชื่อมกลางระหว่าง สติ และ ปัญญา ลงในศรัทธาและความเพียร เพราะสมาธิทำให้เราฉลาดในอารมณ์ EQ ทำให้เราฉลาดเลือกอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาเสพย์และปล่อยวาง ทำใจสมองโล่งว่างเปิดพื้นที่ให้สติสัมปะชัญญะและปัญญาเกิดมีมากขึ้น 

สมาธิช่วยล้างสัญญาในจริตสัญญาเดิมๆ
- สติ มีสติกำกับระลึกรู้ยับยั้งความฟุ้งซ่านในสมมติอยู่เฉพาะหน้า  สำเหนียกรู้ในปัจจุบันอยู่เฉพาะหน้า ทำไว้ในภายในรู้ลมหายใจเข้าหรือออกว่าคือ ปัจจุบัน คือของจริงที่มีในกาย คือวาโยธาตุใน ธาตุ ๕ ที่ประชุมเป็นร่างกายเราขึ้นมานี้
- สัมปะชัญญะ(ทำความรู้กิจการงานที่ทำในปัจจุบันไม่หลงไปตามสมมติความคิด ไม่ข้องเสพย์สมมติความคิด สัมปะชัญญะนี้มีไว้ดับความคิดฟุ้งซ่านโดยเฉพาะคู่กับอานาปานสติ เช่น เดินจงกรม)
- สมาธิ(ความสงบทำให้จิตว่าง จิตได้พักเว้นว่างจากสมมติความคิดจากสัญญาที่ไม่มีคุณประโยชน์ทั้งปวง เมื่อเราทำพุทโธด้วยน้อมนำเอาคุณของพระพุทธเจ้าว่า..เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน..แล้วจับเอาคุณของความเป็นผู้รู้ว่า พระพุทธเจ้านี้คือผู้รู้แจ้งโลกและธรรม เป็นผู้รู้อยู่ในปัจจุบัน รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ไม่หลงไปตามสมมติ ไม่ถูกสมมติความคิดปรุงแต่งความจำสันดานเดิมเข้าครอบงำจิตตน
..กล่าวคือ สมาธิ..ที่ประกอบไปด้วยสติสัมปะชัญญะที่ตั้งมั่นรู้อยู่เพียงในปัจจุบันเบื้องหน้าไม่ข้องเสพย์สมมติความคิด จิตแยกจากความคิด จิตเอิบอิ่ม เบาสบาย สดชื่น ไม่หน่วงๆตรึงหนักจิต รู้สึกมีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองไม่น้อมไปเกาะเกี่ยวเอาอารมณ์ความรู้สึกใดๆมาเป็นเครื่องอยู่ของมัน นิ่งแช่ว่างอยู่ รู้อารมณ์ความรู้สึกเฉพาะหน้าในปัจจุบันแต่ไม่เข้าไม่ข้องเกี่ยวร่วมเสพย์ เรียกว่าสัมมาสมาธิ เป็นอาการที่จิตได้พักนั่นเอง นี่เป็นอานิสงส์อีกอย่างหนึ่งใน ๔๐ กรรมฐานก็มีไว้เพื่อการนี้ด้วย ซึ่งจะช่วยจะช่วยล้างความจำสำคัญหมายรู้อารมณ์ของใจในสันดานเดิมที่ไม่มีประโยชน์ออกไป เข้าไปสู่จิตเดิมแต่ที่สว่างไสวไม่มีสัญดานอันเกิดจากสมมติกิเลสสะสมความโง่ทับถมเราไว้นั้นเอง ทำให้ใจพร้อมที่จะเปิดรับความรู้แจ้งชัดโลกและธรรมอันเป็นประโยชน์ที่เกิดจากสติและปัญญาเข้าไปบรรจุลงใจไว้แทนนั้นเอง
ความจำสำคัญมั่นหมายต่ออารมณ์ความรู้สึกไรๆของใจ หรือความจำหมายรู้อารมณ์ของใจ เรียกว่า สัญญา, จริต คือ สิ่งที่มักคิดมักพูดมักทำอยู่เป็นประจำๆจนเป็นนิสัย, สันดาน คือ สิ่งที่ติดตามสะสมมาจากการกระทำให้กาลก่อนจนนับไม่ถ้วน ทำมานับภพนับชาติไม่ถ้วนในกาลก่อนจนเกิดเป็นสันดานดั่งเดิมของใจ ความเป็นไปทางกายวาจาใจติดตัวมาแต่เกิด
เราทำเหตุเจริญสมาธินี้ก็เพื่อ..น้อมเอาสติและปัญญาเข้ามา แล้วล้างจริตสันดานเดิมๆที่เหลาะแหละไร้เหตุและผล โง่เขลา ไม่มีความเฉลียว และฉลาด ความหลงที่ทำให้ปิดกั้นความรู้ความเข้าใจเข้าถึงทางโลก เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สภาพแวดล้อม สภาวะจิตใจ ทัศนคติความคิดเห็นต้องการของคนทั้งหลายทั้งรอบตัวและไกลตัวทั้งที่บ้าน ที่เรียน ที่ทำงาน ที่พัดกพิง พ่อ แม่ บพุพการี ญาติสนิท มิตรสหาย ล้างความโง่หลงไปตามความรู้สึกนึกคิดสมมติของตนออก ทำให้จิตโล่งว่าง สมองเปิดกว้างพร้อมจะจดจำความสำคัญหมายรู้อารมณ์ของใจในสิ่งไรๆทั้งปวงที่เกิดขึ้นด้วยสติและปัญญาใหม่นี้เข้าไปแทนที่ของเก่าเดิมที กล่าวคือล้างสัญญาที่เป็นขยะสันดานเดิมถูกขจัดไป แล้วบันทึกอสงสว่างคือสติปัญญาอันเป็นสัญญาใหม่ที่เอาไว้ใช้เข้ามาแทนที่สัญญาเดิม เราเรียกสิ่งนี้ว่า การล้างสัญญา ปล่อยวาง

..การที่เราฝึกทำสติตั้งมั่นให้จดจ่ออยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งใดนาน ก็ได้สมาธิจิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวได้นานตาม เมื่อจิตมีสติตั้งมั่นเป็นเบื้องหน้าตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวก็จะเกิดปัญญา กรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ก็เพื่อการนี้ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกสติสัมปะชัญญะและสมาธิทั้งหมด เมื่อมีสมาธิจิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวประกอบสติก็จะปราศจากความตรึกนึกสมมติอันไม่รู้เห็นตามจริง เกิดความโล่งจิตมีกำลังมากพอที่จะเกิดปัญญาความฉลาดรู้เห็นและเข้าถึงตามจริงทั้งทางธรรมและทางโลก เมื่อมารู้ทางโลกก็เข้าถึงความไม่อคติลำเอียง รู้จักปล่อยวาง ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เลือกธรรมารมณ์ที่ควรเสพย์ได้ดีขึ้น ไม่เอนเอียงไปตามความรู้สึกนึกคิด มากกว่าความจริงและคุณประโยชน์สุขสำเร็จ




สรุปข้อจดจำในการฝึกอบรมปัญญาเบื้องต้นคร่าวๆ

1. การอบรมปัญญาทางโลกนี้ เริ่มแรก คือ
- มีความเชื่อด้วยเหตุผลคู่ใจใฝ่หาความรู้ คือ ในสิ่งที่ทำด้วยพิจารณาถึงเหตุ-ผล-ประโยชน์ คู่กับความมีใจใฝ่รู้ในสิ่งทั้งปวง คือ เมื่อเราเชื่อมั่นที่จะทำสิ่งใดก็ตามแต่เราต้องพิจารณาในความเป็นเหตุเป็นผลและประโยชน์ที่จะได้รับจากสิ่่งที่ทำนั้นๆตามจริง และ มีใจใฝ่รู้เก็บเกี่ยวเอาความรู้และปัญญา
.. ให้หน่วงนึกสำเหนียกไว้ในใจเสมอๆว่า..ตนคือผู้ไม่รู้ พร้อมที่จะรับความรู้เข้ามาเสมอๆทุกเมื่อ ขยันเสพย์ข่าวรอบตัว เสพย์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆให้ทันโลก ตั้งใจมั่นว่าเราจะเป้นผู้รู้ เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์
- มีสติคู่ความเพียร คือ มีความระลึกได้กำกับรู้เท่าทันสิ่งที่ทำอย่างมีสติ ไม่หลงลืม ยั้งคิด ยับยั้งใจฉุกคิดแยกแยะพิจารณาได้ มีใจน้อมคิดวิเคราะห์ พิจารณาในสิ่งที่ทำอยู่นั้นทุกขั้นตอนตามจริง ไม่หวั่นไหวย่อท้อต่อความเหนื่อยยากลำบาก
.. ให้หน่วงนึกสำเหนียกรู้ไว้ในใจเสมอๆว่า..สิ่งที่ตั้งมั่นเพียรทำอยู่นี้แม้ไม่เห็นผลในวันนี้ลูบคลำผลไม่ได้ในวันนี้เราก็ยังรู้ว่าเราได้ทำอยู่เพื่อให้ได้ผลสำเร็จตามตั้งหวังไว้นั้น เพราะทำในวันนี้จึงได้รู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ เปล่าประโยชน์ มีคุณ มีโทษ ความรู้ ทิศทาง การแสวงหาปัญญาในสิ่งที่เราทำลังตั้งหน้าตั้งตาทำอยู่นั้นด้วยความเพียรนี้ โลกก็ไม่ติเตียน แม้เทวดาก็รักษา

2. ตาดู หูฟัง อ่านศึกษา จำ คิดวิเคราะห์ตาม ถามเมื่อไม่เข้าใจหรือไม่รู้เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องตามจริง จดไว้ทบทวน และ สังเกตุ

3. เมื่อสังเกตุ ให้น้อมใจไปพิจารณาแวดล้อมตัว แล้วตีวงแคบลง เป็นลำดับ ขั้นตอน เทียบเคียงการตอบสนองของสิ่งรอบข้าง สภาพแวดล้อมที่มี

4. ความจริงคือสิ่งที่มีที่กำลังเกิดมีดำรงอยู่เบื้องหน้า นำความรู้ที่ได้จาก การดู ฟัง อ่าน คิดตาม ถาม จด มาพลิกแพลงใช้ให้เข้ากับสถานการ ปฏิภาณ ไหวพริบ
ทุกขอริยะสัจ
- ทุกขสมุทยอริยสัจ
- ทุกขนิโรธ
- ทุกขนิโรธคามินี 

5. การอยู่กับคนนั้น ที่นิ่งหรือยอมก่อนไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต แล้วรวบรวมข้อมูลเพื่อสิ่งที่ยิ่งกว่า เพื่อลำดับที่จะตอบสนองความต้องการของสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด อารมณ์แปปรวนขึ้นลงอยู่ทุกๆขณะ

6. ทำใจให้ใฝ่รู้ เพื่อที่จะรับสิ่งต่างๆเพิ่มได่ไม่อัดอั้นชัดใจตน ขณะที่นิ่งฟังมีใจใฝ่รู้ ขณะนั้นเรา้ปิดรับทัศนะคติความ้ห็นของผู้อื่น และรู้ธรรมชาติที่เขาเป็นอยู่

7. การทำใจให้ผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน เป็นการเพิ่มปัญญาทางความคิด อารมณ์ ศีลธรรม การตัดสินใจ และเข้าสังคม
8. สิ่งนี้เรียกปฏิภาณไหวพริบ ทางธรรมก็เป็นการสะสมเหตุในปฏิสัมภิทาญานนั้นเอง








Create Date : 15 มีนาคม 2560
Last Update : 10 เมษายน 2560 17:46:26 น.
Counter : 54 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 1075032
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]