บทที่4

บทที่ 4

 


             แพรวพราวถึงกับตะลึงงันในอีกด้านของชายหนุ่ม เขาดูน่ากลัวมากในยามโกรธเช่นนี้และเมื่อสิ้นประโยคที่เขาเอ่ยลั่นออกมา แรงกดทับที่ริมฝีปากอย่างรุนแรงไม่ปรานีก็ทำเอาแพรวพราวดิ้นหนีจากการรุกรานที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ป่าเถื่อนของเขา แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไร้ผลเสียเหลือเกินเมื่อเธอถูกเขาตรึงไว้แน่นอยู่เช่นนี้

 


             แรงกดทับอย่างรุนแรงที่ริมฝีปากบางทำให้คนทั้งคู่รับรู้ถึงรสเลือดฝาดๆที่ชายหนุ่มเป็นคนก่อขึ้น นาธานจัดการกระชากเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาออกจากร่างบางก่อนจะเขวี้ยงเศษผ้าที่ขาดไม่เป็นชิ้นดีนั้นไปคนละทิศคนละทางตามด้วยเสียงหวีดร้องของแพรวพราว

 


             แพรวพราวรู้สึกเสียขวัญเป็นอย่างมากเมื่อต้องมาพบเจอกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตแบบนี้ เธอจะเอาตัวรอดไปจากเขาได้อย่างไรกัน ในเมื่อพละกำลังของเขามีมากมายกว่าเธอถึงเพียงนี้

 


             ชายหนุ่มยังคงเฝ้าจูบปากอิ่มไม่หยุดเหมือนต้องมนต์สะกดจนห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะละออกจากริมฝีปากบางแต่อิ่มเอิบ จากจูบที่รุนแรงป่าเถื่อนดุดันตามอารมณ์ของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นเมื่อความปรารถนาเข้าครอบงำร่างกาย แพรวพราวสั่นระริกเมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่เหมือนหยุดให้เธอพักหายใจ นาธานปลดมือของเขาที่ล็อคข้อมือของเธอออกเมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างไม่ดิ้นขัดขืนแล้ว หญิงสาวได้ทีก็ผลักเขาออกไปอย่างแรงแล้วแถมด้วยการตบหน้าของเขาจนเกิดเสียงดังสนั่น นาธานหน้าหันไปตามแรงตบที่หนักหน่วงของหญิงสาว เขากัดกรามแน่น หันไปมองดูผู้หญิงอวดดีไร้ค่าที่บังอาจตบเขาถึงสองครั้งสองคราว

 


              “คนทุเรศ สกปรก”

 


             แพรวพราวบริภาษใส่เขาอย่างไม่นึกกลัวว่าตัวเธอเองจะเสียเปรียบ เธอเพียงต้องการจะต่อว่าเขาให้เจ็บแสบเท่านั้น

 


             “ตบผมอีกแล้วนะแพรวพราว อยากลองดีกับผมมากนักใช่มั้ยหะ!”

 


             แคว๊ก !!

 


             “กรี๊ด!”

 


             ชายหนุ่มลงมือกระชากบราสีชมพูอ่อนสวยออกจากร่างบางทันทีตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของหญิงสาว อารมณ์ของเขาเวลานี้ต่อให้ใครมาฉุดเขาไว้ก็เอาไม่อยู่เสียแล้ว ไฟโทสะกำลังเข้าครอบคลุมจิตใจและร่างกายของเขาให้ทำการกระทำสิ่งเลวร้ายใส่หญิงสาวตรงหน้าที่บังอาจตบหน้าของเขาถึงสองครั้งใบหน้าคมเข้มก้มลงซุกไซร้ดูดเม้มยอดประทุมทั้งสองข้างอย่างรุนแรงจนแพรวพราวร้องครางออกมาอย่างเจ็บปวด เธอไม่ได้รู้สึกหวามไหวไปกับการกระทำราวสัตว์ร้ายที่หิวกระหายของเขาเลยซักนิด ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกกลัวจนหัวหดเสียมากกว่า แต่ไม่รู้ทำไมสิ่งที่เรียกได้ว่าการขมขื่นจากผู้ชายแปลกหน้าคนนี้มันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเขาเลยซักนิดเดียว

 


             “อะ...ออกไปนะ...คน...สารเลว”

 


             แพรวพราวเอ่ยเสียงสั่นพลางดันใบหน้าของชายหนุ่มให้ออกห่างจากปทุมคู่งามของเธอก่อนคลางเสียงสั่นเมื่อชายหนุ่มจงใจดูดเม้มเม็ดบัวงามแรงๆพร้อมเรียวลิ้นสากที่ละเลงเลียให้อย่างซ่านใจ แรงปรารถนาที่ก่อตัวทำให้แพรวพราวที่ไม่เคยผ่านมือชายมาก่อนถึงกับหมดแรงต่อต้านเขาไปในที่สุด ชายหนุ่มยิ้มหยันทันทีที่หญิงสาวร้องครางออกมาอย่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เมื่อเขาเพิ่มแรงดูดเม้มละเลงลิ้นลงบนดอกบัวคู่งาม พร้อมสอดมือเข้ากอบกุมอกอวบอีกข้างแล้วบีบเค้นอย่างต้องการไม่ให้มันน้อยหน้ากัน

 


              “อ๊ะ..อ๊า...ยะ...อย่า”

 


             “มารยาเยอะจริงๆนะคุณ”

 


             นาธานพูดพร้อมส่งสายตาเหยียดหยามไปให้ทำให้แพรวพราวที่เผลอตัวไปกับเขาถึงกับได้สติ...อับอาย...สิ่งแรกที่พุดขึ้นมาในหัว...นี่เธอเผลอตัวไปได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่มันเป็นการข่มขื่นจากชายที่ไม่รู้จักแท้ๆ...หญิงสาวคิดพลางด่าตัวเองในใจที่ปล่อยให้เขาลวนลามและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ ร่างบางเกร็งและสะดุ้งทันทีเมื่อมือหนาของชายหนุ่มสัมผัสเข้ากับความบริสุทธิ์กลางร่างก่อนจะบีบเค้นเบาๆเรียกเสียงครางแผ่วๆจากริมฝีปากงามที่พยายามกัดปากตัวเองไว้สุดชีวิต

 


             “ปฏิเสธสิแพรวพราวว่าคุณ...ไม่ชอบในสิ่งที่ผมทำให้”   

 


             “ฉะ...ฉัน”

 


             “ปฏิเสธสิ”

 


             นาธานพูดพลางก้มลงดูดเม้มยอดประทุมงามที่ชูช่อล่อตาล่อใจเขาอีกครั้ง มือข้างหนึ่งก็ทำหน้าที่บีบเค้นกลางร่างสาว อีกข้างหนึ่งก็สอดเข้าใต้อบอวบแล้วบีบเค้นอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลา หญิงสาวร้องครางเสียงสั่นเมื่อนาธานเริ่มรุกเธอหนักขึ้น ในหัวของแพรวพราวขาวโพลน สติเริ่มเลือนราง รู้เพียงแต่สัมผัสที่ไม่เคยพบจากผู้ชายแปลกหน้าที่ชื่อนาธาน น้ำตาไหลพลากออกมาอย่างไม่รู้ตัว และดูเหมือนว่ามันจะทำให้ชายหนุ่มหยุดการกระทำป่าเถื่อนลงได้

 


             “ร้องไห้ทำไม”

 


             “ปะ...ปล่อย...ฉัน”

 


             หญิงสาวพูดเสียงสั่นทั้งพยายามดิ้นรนให้ออกจากการเกาะกุมของเขาแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อคนตัวใหญ่นอกจากจะไม่ยอมปล่อยตามที่เธอบอกเขาแล้วซ้ำร้ายเขายังคอยคลอเคลียแถวๆต้นคอของเธอเสียอีก...ผู้ชายบ้ากาม...แพรวพราวต่อว่าเขาในใจ

 


             “ไม่ปล่อยหรอก ในเมื่อคุณตบหน้าผมก่อนทำไม”

 


             ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อนลงทั้งรู้สึกสับสนไม่น้อยเลยกับน้ำตาของหญิงสาว

 


             “กะ..ก็คุณ”

 


             “ทำไม ผมทำไม ไหนลองบอกมาสิ ถ้าคำแก้ตัวของคุณฟังขึ้น ผมจะถือซะว่าไม่เคยถูกคุณตบหน้าแล้วกัน...แต่ถ้ามันฟังไม่ขึ้นเลยซักนิด ผมเอาคุณตายแน่แพรวพราว”

 


             ชายหนุ่มพูด ใจจริงแล้วเขาไม่ได้อยากทำร้ายเธอเลยซักนิดเขาเพียงแค่ต้องการสั่งสอนคนปากกล้าที่นอนสั่นอยู่ใต้ร่างเขาเท่านั้น

 


             “กะ...ก็คุณ...คุณทำแบบนั้น มันหยาบคาย ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่คุณเข้าใจ”

 


             หญิงสาวพูดทั้งหันหน้าหนีจมูกของชายหนุ่มที่คอยแตะแก้มและต้นคอของเธอ น้ำตาใสๆยังคงไหลอย่างต่อเนื่อง

 


             “เหตุผลของคุณฟังไม่ขึ้นแพรวพราว ผู้หญิงสวยๆอย่างคุณ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะทำงานทั่วไปได้อย่างปกติน่ะ ผมว่ามันก็ต้องมีบ้างนั้นแหละที่คุณกับเจ้านายของคุณมีเซ็กส์กันในห้องทำงาน...ผมพูดถูกมั้ยแพรวพราว”

 


ชายหนุ่มพูดพลางมองหญิงสาวอย่างเย้ยหยัน ทำเอาแพรวพราวหน้าชา ชายหนุ่มไม่สนใจอาการของหญิงสาวอีกเมื่อเขายังเจ็บใจไม่หายที่หญิงสาวบังอาจตบหน้าเขา แต่แล้วก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้นเสียงเคาะประตูสองสามทีพร้อมเสียงเข้มที่ดังเข้ามาก็ทำเอานาธานชะงักไปกับเสียงนั้น ก่อนจะลุกพรวดทันทีอย่างขัดใจ

 


                “นาธาน ยูเลิกทำแบบนี้ซักที ไอขี้เกียจฟังเสียงร้องหงิงๆของพวกยูเต็มแก่แล้วนะ”

 


                “ก็อย่าฟังสิโรบิ้น ไอกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแท้ๆ”

 


                เสียงชายหนุ่มดังลอดออกมาเมื่อประตูห้องถูกเปิดกว้างโดยนาธานที่ทำหน้ายุ่งมองโรบินสันอย่างไม่สบอารมณ์

 


                “นาธาน ยูลืมหน้าที่ของยูไปแล้วหรือไง”

 


                “ไอไม่ได้ลืม แต่ไอแค่อยากจะสั่งสอนผู้หญิงคนนั้นที่บังอาจ...”

 


                นาธานหยุดพูดทันทีเมื่อนึกได้ว่าหากเขาบอกเพื่อนหนุ่มไปว่าถูกผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ตบหน้าเอาตั้งสองครั้ง มีหวังเพื่อนเขาได้หัวเราะเยาะเขาเป็นแน่

 


                “บังอาจ? บังอาจอะไร”

 


                “เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”

 


                โรบินสันมองหน้าเพื่อนหนุ่มอย่างฉงนแต่ก็ไม่ได้คิดหรือติดใจอะไร ตอนแรกเขาแค่จะขึ้นมาบอกนาธานว่าเขากำลังจะไปหาเธอคนนั้นแต่ดันมาได้ยินเสียงร้องหงุงหงิงของผู้หญิงที่คาดว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับเมื่อคืนที่เพื่อนเขาห้อยติดกลับบ้านมาด้วย คิดอยู่นานสองนานว่าจะเข้าไปบอกดีหรือไม่บอกดี เมื่อเลือกไม่ได้ชายหนุ่มจึงเผลอเคาะประตูไปเสียเฉยๆกับความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวทันทีว่า เพื่อนหนุ่มของเขาคงจะหน้ายุ่งแน่นอนเมื่อถูกเขาขัดจังหวะ และมันก็เป็นอย่างที่เขาคาดเดาไว้ไม่มีผิดเลยจริงๆ

 


                “ไอจะไปหาเธอ ยูจะไปด้วยมั้ย”

 


                “ไม่ล่ะ ยูไปเถอะ เพราะไอต้องไปชำระความกับแม่สาวข้างในห้องต่อ”

 


                โรบินสันพยักหน้าทีนึงเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะจ้องหน้านาธานอย่างจริงจัง

 


                “ความจริง ยูน่าจะไปหาเธอเสียด้วยซ้ำนะนาธาน เพราะยูเป็น...”

 


                “โรบิ้น ยูก็รู้ดีว่าเธอคงไม่ยอมเชื่อเราง่ายๆหรอก วินเซนต์ก็บอกแล้วหนิว่าออร์เดียเป็นคนยังไง เพราะงั้นถึงไอจะไปหรือไม่ไปก็มีค่าเท่ากัน”

 


                นาธานพูดขึ้นพลางนึกไปถึงคำบอกเล่าของวินเซนต์

 


                “ออร์เดียเป็นคนทิฐิแรง เขาไม่มีทางเจ็บแค่ฝ่ายเดียวแน่ ระวังออร์เดียให้ดีนาธาน โรบิ้น ฉันฝากพวกเธอด้วย”

 


                “ไอเข้าใจแล้วนาธาน ไอจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อมาดาม เธอจะต้องกลับไปกับเรา เชื่อไอสิ”

 


                พูดจบโรบินสันก็เดินจากไป ทิ้งให้นาธานยืนนิ่งอยู่แบบนั้นกับสติที่เลื่อนลอย ความทรงจำแสนเจ็บปวดในอดีตยังคงไหลย้อนเข้ามาทิ่มแทงใจให้รู้สึกปวดแปลบเหมือนเคย แววตาของเขาแดงก่ำเหมือนทุกๆครั้งที่นึกน้ำตาก็พาลจะไหล ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องของเขาก่อนจะเดินเข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของเขา...

 






Free TextEditor




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2552    
Last Update : 22 ธันวาคม 2552 19:01:47 น.
Counter : 168 Pageviews.  

บทที่3

บทที่ 3

 


             แพรวพราวกระพริบตาถี่ๆหลายๆครั้งเพื่อปรับภาพตรงหน้าที่เลือนรางให้เข้าที่ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆห้องที่กว้างขวางกว่าปกติ...ทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงมากมายที่เน้นไปทางโทนสีดำซะส่วนใหญ่และโทนสีขาวซะส่วนน้อย บ่งบอกให้เห็นว่าเจ้าของห้องเป็นบุรุษเพศโดยแท้...แต่...เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน

 


             “ไงคุณผู้หญิง ตื่นแล้วหรือครับ”

 


             เสียงกวนๆของใครคนหนึ่งดังขึ้นทำให้แพรวพราวหันไปมองอย่างตกใจ ภาพคนตรงหน้าที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงประตูห้องอยู่นั้นดูขัดหูขัดตาเธอเสียเหลือเกิน เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูง ใบหน้าออกไปทางฝรั่งจ๋าเสียส่วนใหญ่แต่ก็ยังมีเค้าคมแปลกๆที่บอกไม่ได้ว่ามาจากชาติใด คิ้วดกเรียวรับกับดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนที่มีประกายวิบวับแปลกๆแต่เมื่อมองลึกลงไปกลับรู้สึกอ้างว้างเดียวดายจนคนมองใจสั่น จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหนาได้อย่างพอดิบพอดี รวมแล้วเขาดูเป็นผู้ชายที่ดูหล่อและดูดีหาที่ติไม่ได้เลยซักนิด

 


             นาธานมองหญิงสาวตัวเล็กที่นั่งมองเขาตาแป๋วอยู่บนเตียงนั้นอย่างชอบใจ เธอคงไม่รู้หรอกกระมังว่ากำลังสำรวจเขาอยู่ และสำรวจนานเกินไปแล้ว

 


             “นี่คุณ มองผมแบบนั้น คิดจะปล้ำกันหรือไง”

 


             นาธานพูดยิ้มๆมีผลให้คนตัวเล็กที่มองเขาอย่างลืมตัวสะดุ้ง

 


             “ไอบ้า คุณเป็นใคร แล้วที่นี่ที่ไหน ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่”

 


             “ถามที่ละคำถามสิครับคุณ ผมไม่ได้บ้า ผมมีชื่อนะคุณ ผมชื่อนาธาน รอสเบิร์ม ที่นี่เป็นบ้านของผม ผมเป็นคนพาคุณมาที่นี่เอง”

 


             “บ้านของคุณอย่างงั้นหรือ แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไม”

 


             “ถามออกมาได้นะสาวน้อย นี่คุณไม่รู้จริงๆหรือว่า ผมต้องการอะไรจากคุณน่ะ”

 


            เขาว่าพลางก้าวเท้ายาวๆเข้ามาหาหญิงสาวที่เริ่มลุกลี้ลุกลนเพราะดวงตาพราวระยิบคู่นั้น เธอนึกอยากจะควักมันออกมาแล้วจับแกงซะเสียเลยมันจะได้หายวิบวับชวนให้คนมองหวั่นไหวเช่นนี้

 


             “คุณจะทำอะไรฉัน...อย่าเข้ามานะ”

 


           แพรวพราวพูดทั้งมือก็หยิบหมอนที่อยู่ใกล้ระดมปาใส่คนที่กำลังเดินอาดๆเข้ามาหาเธออย่างไม่คิดชีวิต นาธานหัวเราะลั่นเมื่อเขาเห็นหญิงสาวฮึดฮัดอย่างขัดใจที่ปาหมอนใส่เขาไม่โดนทั้งหมอนเจ้ากรรมที่อยู่ข้างกายของเจ้าหล่อนก็ไม่มีเหลือซักใบอีก

 


             “คุณต้องการอะไรจากฉัน บอกมาเลยดีกว่า ฉันขี้เกียจจะเหนื่อยฟรีแล้ว”

 


             หญิงสาวพูดมองหน้าเขาอย่างรอคำตอบ ในตอนนี้เธอต้องเข้มแข็งไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากซักเพียงไหน เธอก็ต้องทนมันให้ได้ เพราะเธอเลือกที่จะออกมาจากบ้านหลังนั้นเอง

 


             “ผมชอบคุณนะ คุณพูดตรงดีไม่อ้อมค้อม”

 


             “อย่ามาลีลา ฉันไม่ชอบคนเรื่องมาก”

 


             นาธานยิ้มอย่างชอบใจ ตอนแรกที่เขาพบเธอที่สวนสาธารณะเพราะเขาบังเอิญไปเห็นเธอนอนหนาวอยู่เลยคิดจะพาเธอไปส่งให้ที่บ้านทั้งๆที่เขาเองก็ไม่รู้ที่อยู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้เห็นใบหน้างดงามไร้ที่ติของเธอเขาก็เปลี่ยนใจที่จะส่งเธอกลับบ้านทันที ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาพาเธอเข้ามาในบ้าน ทั้งๆที่ผู้หญิงที่เขานอนด้วยทุกคนต่างก็ได้รับสิทธิ์ที่เขาจะนอนด้วยแค่โรงแรมธรรมดาๆส่วนเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆเขาก็ไม่เคยพาเข้าบ้านเลยซักครั้ง

 


             “พูดมาเร็วๆสิ ฉันจะบ้าตายแล้วนะ เอ๊ะ คุณนี่”

 


             ท้ายประโยคหญิงสาวฮึดฮัดไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าเอาแต่มองหน้าเธอด้วยดวงตาวิบวับที่เธอรู้ดีว่ามันทำให้คนมองหวั่นไหวแค่ไหน

 


             “จริงๆแล้ว ผมก็แค่...”

 


             “ก็แค่อะไร”

 


             “ก็แค่อยากจะหม่ำคุณเท่านั้น...คุณคงไม่ว่าผมใช่มั้ย สาวน้อย”

 


             นาธานพูดพลางมองสบตากลมโตของหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะยิ้มอย่างชอบใจเมื่อหญิงสาวลนลานหนีไปอยู่เสียมุมห้อง

 


             “ไอบ้า มามงมาหม่ำอะไรกัน ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”

 


             “ถ้าผมจะหม่ำซะอย่าง ใครก็ห้ามผมไม่ได้หรอก”

 


             ชายหนุ่มมองหญิงสาวตาพราวด้วยตอนนี้เจ้าหล่อนอยู่ในสภาพเซ็กซี่สุดๆหัวหล่อนยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงอีกทั้งเสื้อเจ้ากรรมที่ใส่ก็เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆของเขาที่เขาบรรจงเปลี่ยนให้เธอเองกับมือทำให้เห็นบราลูกไม้สีชมพูอ่อนรำไร..."แล้วดูเจ้าหล่อนนั่งสินั่งกอดเข่าซะเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว นี่เธอคงยังไม่รู้ละสินะว่าตัวเองไม่ได้ใส่กางเกงสวมทับมีเพียงแค่กางเกงชั้นในตัวเดียว

 


             “นี่คุณ มองอะไรน่ะ”

 


             แพรวพราวถามเมื่อคนตรงหน้าเพียงแค่หยุดยืนมองเธอไม่มีทีท่าว่าจะขยับเข้าใกล้เธอเลยซักนิด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นมีแววประหลาดเมื่อมองเธอทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงต้องถามออกไป

 


             “ก็มองคุณไง ผมเพิ่งรู้นะนี่...ว่าหญิงไทยนิยมลูกไม้”

 


             “เอ๊ะ”

 


             หญิงสาวอุทานออกมาอย่างไม่เข้าใจที่เขาพูดเลยซักนิด ชายหนุ่มหันมามองทางเธออีกครั้งคราวนี้เขาชี้ให้เธอดูเสร็จสับเลยทีเดียว

 


             “กรี๊ด!”

 


             แพรวพราวกรี๊ดลั่นมองเขาหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอายจนไม่รู้แล้วว่าตัวเองอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ หญิงสาวพยายามใช้วงแขนของตัวเองปกปิดชั้นในตัวน้อยที่คอยจะวับๆแวมๆให้คนตรงหน้าชะเง้อคอมองอย่างหน้าไม่อาย เมื่อทนไม่ไหวหญิงสาวก็แว๊ดออกไปทันที

 


             “นี่คุณ จะเลิกมองได้หรือยัง ฉันยังไม่ได้แต่งงานนะ”

 


              “แล้วมันเกี่ยวยังไงกับแต่งงานไม่แต่งงาน ยังไงซะผมก็ต้องได้เห็นอยู่วันยังค่ำ”

 


             “นี่คุณ ฉันไม่ใช่พวกฝรั่งจ๋านะที่คุณจะมาทำทะลึ่งใส่น่ะ”

 


             “หึหึ คุณชื่ออะไร”

 


             “ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย”

 


             “ลองไม่บอกสิรับลองว่าผมไม่แค่มองอย่างเดียวแน่”

 


             ชายหนุ่มว่าพลางสาวเท้าเขาไปหาหญิงสาว เห็นดังนั้นแพรวพราวก็ตะโกนบอกเขาละล่ำละลักเพราะกลัวคำขู่ของเขาขึ้นมา

 


             “แพรวพราว ฉันชื่อแพรวพราว”

 


             “เอาล่ะแพรวพราว ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะเป็นลูกใครมาจากไหน แต่ที่ผมสนคือตัวคุณ เพราะฉนั้นต่อไปนี้คุณต้องอยู่ที่นี่จนกว่าผมจะกลับฝรั่งเศสบ้านของผม เข้าใจมั้ย”

 


             “ไม่เข้าใจ ทำไมฉันต้องอยู่ที่นี่ด้วย”

 


             “เพราะผมถูกใจคุณ สนใจคุณ เหตุผลแค่นี้พอมั้ยแพรวพราว อยากจะเรียกค่าตัวเท่าไหร่ก็ว่ามาได้เลย ผมไม่เกี่ยง”

 


             จบคำพูดนั้นหน้าของชายหนุ่มก็สะบัดไปตามแรงตบของคนตัวเล็กที่วิ่งมาตบเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าข้างขวาของเขาแดงเถือกจากฤทธิ์ตบของคนตัวเล็กที่มองเขาด้วยประกายไฟโทสะ

 


             “ตบหน้าผมหรอแพรวพราว คุณอยากถูกฆ่าก่อนจะได้ถูกปล้ำใช่มั้ย ได้...ในเมื่อชอบความรุนแรงนัก เดี๋ยวผมจัดให้”

 


             ชายหนุ่มตวัดร่างบางเข้าสู้อ้อมแขนของเขาทันทีก่อนจะเหวี่ยงร่างนั้นลงบนที่นอนอย่างแรงมีผลให้แพรวพราวครางออกมาเบาๆอย่างเจ็บปวดกับการกระทำป่าเถื่อนของเขา ชายหนุ่มขึ้นมาคร่อมทับตัวเธอไว้แล้วทั้งตัว มือหนาจัดการล็อคมือบางทั้งสองข้างไว้แน่นในมือเดียวเพื่อกันคนตัวเล็กกว่าไม่ให้ประทุษร้ายเขาได้อีก

 


             “คนอย่างผม นาธาน รอสเบิร์ม ไม่เคยถูกผู้หญิงหากินอย่างคุณตบหน้า เพราะฉะนั้นนี่คือบทเรียนที่ผู้หญิงหากินอย่างคุณจะได้รับ จำไว้”

 






Free TextEditor




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2552    
Last Update : 22 ธันวาคม 2552 18:47:34 น.
Counter : 102 Pageviews.  

บทที่2

บทที่ 2

 


             มือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาของอายุกำรูปของใครคนหนึ่งไว้ในมือแน่นดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความสะใจก่อนจะระบายรอยยิ้มออกมาแล้วค่อยๆเปล่งเสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆเหมือนคนเสียสติ ทำให้แพรวพราวที่กำลังเดินผ่านไปต้องหยุดชะงักก่อนจะรู้สึกผวากับเสียงหัวเราะของคนที่อยู่ในห้อง ร่างบางกำลังจะเดินเข้าไปเคาะประตูเพื่อถามไถ่อาการของคนข้างในแต่มือน้อยกับชะงักเมื่อเสียงหวานแหลมดังขึ้นเสียก่อน

 


             “เจ็บปวดมั้ยแพรว แกเห็นลูกแกมั้ยเมื่อกี้นี้น่ะ หึหึ ลูกแกมันต้องเจอแบบนี้แบบที่ฉันเคยเป็น”

 


             เสียงที่เอ่ยชื่อแม่ของเธอทำให้มือที่กำลังจะเคาะประตูต้องลดลงมาอยู่ข้างลำตัวก่อนจะแนบหูเข้ากับประตูห้องของอรดีผู้เป็นแม่เลี้ยง เสียงหัวเราะกังวาลนั่นดูจะสะใจในผลงานชิ้นเอกของตัวเองนักหนา อรดีคลี่รูปภาพของใครคนหนึ่งที่กำไว้แน่นออกมาก่อนจะยิ้มเยาะเย้ยกับรูปใบนั้นอย่างสาแก่ใจ

 


             “เจ็บปวดใช่มั้ยแพรว แกทำฉันก่อนเองนะ “เพื่อน”ของฉัน หึหึ แกผิดเองนะที่ทิ้งบาปของตัวเองให้นังพราวลูกของแกก่อนตาย น่าเศร้าจริงๆที่ฉันไม่สามารถจะฆ่าแกด้วยฝีมือของฉันเองได้ แต่ลูกของแกฉันไม่พลาดแน่แล้วฉันจะส่งลูกของแกไปอยู่เป็นเพื่อนนะจ๊ะแพรว”

 


             อรดียิ้มเย็นดวงตาสุขสกาวด้วยความสมใจ “ความแค้น” ที่สะสมมานานแรมปีกำลังจะถึงจุดไคแมคซ์ที่ทุกคนจับตามองภาพความเจ็บปวดของคนเหล่านั้น“พวกคนทรยศ”ทั้งหลายที่หักหลังเธอ ทำให้เธอเจ็บปวดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะนังแพรว นังเพื่อนตัวดี

 


             “นังแพศยา”

 


             คำว่า “นังแพศยา” ทำให้แพรวพราวที่กำลังยืนฟังสะดุ้งสุดตัวเพราะน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นมันชั่งเต็มไปด้วยความเครียดแค้นที่ปกปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ได้ยินมันทำให้เธอช็อคไปชั่วขณะก่อนใบหน้าหวานของแพรวพราวจะซีดถนัดตาเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชั่วร้ายของคนข้างใน

 


             “ฮ่าๆๆๆ ฉันจะทำให้ครอบครัวของแกพินาศนังแพรว แกจะไม่มีวันได้เสวยสุขอีกเป็นอันขาด”

 


             อรดีพูดพลางกรีดมีดพกเล่มเล็กลงบนรูปของแพรวพรรณที่ถ่ายคู่กับเธอเมื่อครั้งยังเรียนอยู่มัธยมก่อนจะเดินนวยนาดไปยังรูปของต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่ติดอยู่บนผนังห้องแล้วยิ้มเย็นให้กับรูปใบนั้น

 


             “เป็นไงบ้างคะยงยุทธิ์ เห็นหรือยังว่าลูกของคุณกำลังจะตาย หึหึ ฉันต้องเสียใจด้วยจริงๆที่คุณไม่มีโอกาสได้มาดูใจลูกของคุณอีกแล้ว”

 


             อรดีพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบรูปบนผนังห้อง ดวงตาวาววับเหมือนคนเสียสติมองใบหน้าคมเข้มของอดีตคนรักอย่างเศร้าใจที่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนคนๆนี้ก็ยังรักนังเพื่อนทรยศไม่เปลี่ยนแปลงเลยซักนิด

 


             เคร้ง!

 


             เสียงดังเคร้งที่น่าจะเป็นเศษแก้วแตกกระจายทำให้แพรวพราวที่ยืนฟังอยู่นานถึงกับตัวสั่นทรุดนั่งลงที่หน้าประตูห้องของผู้หญิงใจร้ายที่ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้วเมื่อเสียงที่ตามมานั้นเป็นเสียงข้าวของที่คาดเดาว่าคนในห้องคงจะทำพังไม่เหลือเค้าเดิม ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยน้ำตารู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องที่ได้ยิน ความจริงที่อรดีไม่เคยจะบอกใครและไม่มีใครได้ล่วงรู้มาก่อนแต่วันนี้เธอกลับได้รู้ความลับนั้น ความลับที่ว่าอรดี“เกลียด” แม่ของเธอมาก มากเสียจนเธอเองยังอดกลัวไม่ได้กับความเครียดแค้นของอรดี

 


             ร่างบางลุกพรวดขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามา ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงพยุงตัวกลับไปที่ห้องก่อนจะทรุดฮวบทันทีเมื่อประตูห้องปิดลง สมองกำลังประมวลคิดหาทางออกให้ตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรดีในเวลานี้ ถ้าจะให้อยู่ที่นี่ต่อไปเธอก็คงต้องตายอย่างเดียวแต่ถ้าจะหนีออกจากบ้านเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน

 


             “พราวมีแค่ทางเลือกเดียวใช่มั้ยคะพ่อคะแม่คะ”

 


             ร่างบางพึมพำเบาๆกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าถึงยังไงเธอก็จะไม่ยอมให้อรดีฆ่าเธอได้เด็ดขาด แพรวพราวเดินไปยังตู้เสื้อผ้าก่อนจะเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่ลงในกระเป๋าเป้ใบย่อมสีชมพูและไม่ลืมที่จะหยิบรูปพ่อกับแม่ของเธอติดมาด้วย...

 



 


             และสุดท้ายเธอก็มานั่งร้องไห้อยู่ในสวนสาธารณะแห่งนี้เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจริงๆเงินที่พกติดตัวมาก็มีไม่มากพอที่จะไปหาที่พักอาศัยสำหรับคืนนี้ แพรวพราวกอดตัวเองไว้แน่นมากขึ้นเมื่อลมหนาวของช่วงต้นฤดูมากระทบเข้ากับผิวกายของเธอเข้าอย่างจัง ร่างบางสั่นไปทั้งตัวเมื่อความหนาวเริ่มทวีเพิ่มมากขึ้น

 


             “แม่คะ พราวอยากไปอยู่กับแม่ แม่มารับพราวไปอยู่ด้วยได้มั้ยคะ พราวเหงา เหงาเหลือเกิน”

 


             ร่างบางพึมพำกับตัวเองก่อนจะแหงนเงยมองไปยังท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาว แล้วสติของเธอก็ดับวูบไปพร้อมกับความหวังอันน้อยนิดที่ว่าตื่นขึ้นมาเธอคงจะได้อยู่กับมารดาของเธออีกครั้ง...

 



 


             “แม่ทำแบบนี้ทำไมคะ เจนกลัวนะคะแม่”

 


             เจนจิราถามขึ้นเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง มองหน้าผู้เป็นมารดาอย่างไม่เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้มารดาอาละวาดถึงขนาดนี้ได้ เพราะเมื่อซักครู่นี้มารดาก็ปกติดีและไม่ดูหงุดหงิดเหมือนในตอนนี้เลยซักนิด

 


             “แกออกไปไกลๆจากฉันเลยนะนังเจน”

 


             “แม่...”

 


             เจนจิราครางเรียกมารดาเสียงแผ่วเมื่ออรดีตะโกนไล่เธอดังลั่น สายตาที่มองมาเกลียดชังเธออย่างเห็นได้ชัด หัวใจดวงน้อยสั่นครอนเหมือนถูกมีดแหลมคมแทงเข้าไปอย่างไม่ปรานี ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน...ความรู้สึกเกลียดชังมากมายที่มาจากแววตาคู่นั้น แววตาของมารดา มันหมาย

 


ความว่าอย่างไร

 


             “เอ่อ...แม่ขอโทษ พอดีแม่อารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะ ลูกช่วยออกไปก่อนนะเจน”

 


             อรดีพูดเสียงร้อนรนเมื่อเห็นอากัปกิริยาของเจนจิราที่ดูอึ้งๆไปกับประโยคอันร้ายกาจที่เธอเผลอหลุดพูดออกมา ก่อนจะแอบลอบถอนหายใจเมื่อเจนจิรายอมเดินลุกออกไปไม่ปริปากถามหรือพูดอะไรซักคำแม้แต่น้อย

 


             “แกก็อีกตัวนะนังเจน นังลูกชู้”

 


             อรดีมองประตูห้องที่ปิดลงไปนานแล้วอย่างเครียดแค้นหวนคิดไปถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดที่เธอไม่เคยลืม หัวใจเจ็บแล้วเจ็บเล่าจนชินชาเหมือนเธอไม่เคยเจ็บมาก่อน สิ่งๆเดียวที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจของเธอมาได้จนถึงทุกวันนี้คือการแก้แค้นที่สาสมสำหรับคนทรยศพวกนั้น...

 



 


             ร่างเล็กๆของใครคนหนึ่งกำลังสั่นระริกรู้สึกเสียขวัญกับเหตุการณ์ที่ได้พบ ภาพข้าวของแตกกระจายกับคนในห้องยังอาละวาดเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานเหมือนจ้องจะทำร้ายเหยื่อของมันให้จมพื้นพสุธาอีกทั้งดวงตาเรียวนั้นยังเต็มไปด้วยประกายไฟลุกโชน มองดูแล้วเหมือนสัตว์กระหายหิวก็ไม่ปรานทำเอาเธอขวัญหนีดีฟ่อจนลืมเรื่องที่นัดเที่ยวกับแพรวพราวไปเสียสนิท ร่างบางลุกขึ้นไปอาบน้ำหวังว่าเรื่องราวที่พึ่งพบเจอจะถูกกระแสน้ำพัดผ่านมันไปได้และตื่นเช้ามาเธอคงจำเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้นไม่ได้อีก...

 



 


             “นาธาน ทำไมยูเลือกที่จะมาแทนที่จะส่งคนมารับตัวเธอมากกว่า”

 


             เสียงเพื่อนหนุ่มข้างๆถามด้วยความสงสัยตั้งแต่ได้ยินว่าหนุ่มไฟแรงอย่างนาธานจะมาที่นี่ด้วยตนเองแทนการให้ลูกน้องมา ซึ่งมันผิดหลักนิสัยหนุ่มเจ้าสำราญอย่างนาธานไปเสียหน่อยเพราะคนอย่างนาธานไม่ชอบอะไรยุ่งยากและน่ารำคาญซึ่งขอนี้เขารู้ดี

 


             “เพราะไอเบื่อผู้หญิงฝรั่งเศสไงโรบิ้น ไอถึงยอมมาที่ประเทศไทย ยูก็รู้ดีนิว่าสาวๆเมืองไทยสวยจะตาย”

 


             “โอเคนาธาน ข้อนี้ไอรู้แต่ช่วยแยกให้ออกได้มั้ยว่าเรามาทำอะไรที่นี่ มาดามจะโกรธยูได้นะถ้ารู้ว่ายูมาที่นี่เพราะอะไร”

 


             นาธานหันไปมองเพื่อนหนุ่มอย่างรำคาญใจก่อนจะเบะปากอย่างไม่ชอบใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเพื่อนหนุ่มเอ่ยประโยคถัดมา

 


             “เราจะรีบตามหาเธอคนนั้นให้พบและรีบกลับฝรั่งเศสโดยด่วน มาดามกำลังป่วยเราจะมาช้าไม่ได้แล้ว ยูเข้าใจใช่มั้ยนาธาน”

 


             นาธานมองหน้าเพื่อนอย่างหงุดหงิดแต่เมื่อนึกไปถึงใบหน้าซีดเซียวของมารดาจึงเอ่ยตกลงไปอย่างหนักแน่นด้วยเหตุผลหลักว่าบุพการีสำคัญยิ่งกว่าสาวๆริมทางที่เขายอมลดตัวไปเกลือกกลั้วเพียงชั่วข้ามคืนด้วย

 


             “โอเค แต่โรบิ้น ไอขอถามอะไรยูซักอย่างได้มั้ย”

 


             โรบินสันเลิกคิวเป็นเชิงถามก่อนจะพยักหน้าให้นาธานที่มองเขาด้วยสายตาจริงจังผิดปกติ

 


             “ยูเคยนอนกับผู้หญิงบ้างมั้ย”

 


             สิ้นเสียงนั้นเขาก็เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบเสียงเนือยๆ

 


             “ก็เคย ยูถามทำไม”

 


             “ก็ป่าวหรอก ไอแค่อยากจะชวนยูไปเที่ยวผับน่ะ เผื่อเจอสาวๆที่ถูกใจจะได้ไม่ขายหน้าเพราะเพื่อนของไอป้อสาวไม่เป็น”

 


             “ไม่ล่ะ ยูไปเถอะ คืนนี้ไอจะเก็บแรงไว้เตรียมตัวตามหาเธอคนนั้นตั้งแต่เช้า”

 


             “เอางั้นหรอ แต่เรื่องเธอคนนั้นยูน่าจะพักไว้ก่อนก็ได้หนิ ไอรู้ว่ามาดามกำลังป่วยและอยากเจอเธอมากแต่ยูก็ควรจะพักผ่อนเสียบ้างนะโรบิ้น ยูทำเพื่อครอบครัวไอมามากแล้ว”

 


             ไม่มีเสียงตอบรับใดๆอีกจากเพื่อนหนุ่มนาธานจึงหันออกไปมองนอกหน้าต่างอย่างคิดไม่ตกเช่นกันเกี่ยวกับเรื่องเธอคนนั้น ไม่ใช่ว่าเขานิ่งดูดายในเรื่องนี้และทำเป็นไม่สนใจมารดาที่กำลังป่วยหนัก แต่เขาไม่รู้ว่าจะแสดงความรักที่มีต่อมารดาอย่างไรจนกลายเป็นความกลัดกลุ้มที่เขาสร้างมันขึ้นมาและผลสุดท้ายเขาก็จำต้องทำเฉยเมยใส่มารดาทุกครั้งไปเมื่อพบหน้ากันและนึกหวนไปถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวดนั้นจนเขาต้องสร้างกำแพงบางๆขึ้นมาเพื่อปกป้องมารดาของเขา...

 



 






Free TextEditor




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2552    
Last Update : 22 ธันวาคม 2552 18:46:01 น.
Counter : 110 Pageviews.  

บทที่1


บทที่ 1

 


ยามค่ำคืนที่ไร้ดวงดาวบนท้องฟ้าเพราะถูกกลบด้วยแสงไฟระยิบระยับในเมืองหลวงของกรุงเทพมหานครเหมือนกำลังจะช่วยตอกย้ำว่าค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่หม่นหมองสำหรับเธอมากขึ้นไปอีก ร่างบางของหญิงสาวที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ตัวสั่นเทิ้มเพราะการร้องไห้อย่างหนักที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย จิตใจส่วนลึกบอกกับตัวเองว่าเธอทำถูกแล้วใช่ไหมที่หนีออกมาจากบ้านหลังนั้น บ้านที่เธอและครอบครัว“เคย”อยู่กันมา บ้านที่แสนเต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างเธอและมารดาที่เสียไปเพราะโรคมะเร็ง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว เมื่อบิดาของเธอแต่งงานใหม่กับ “อรดี” เพื่อนสนิทของมารดาเธอ พร้อมลูกสาวที่ติดพ่วงมาด้วยอีกคน “เจนจิรา” บิดาของเธอบอกกับเธอว่าที่แต่งงานใหม่เพราะไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกโศกเศร้าเพราะการจากไปของมารดาอย่างกระทันหัน ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามารดานั้นป่วยเป็น“โรคมะเร็ง”อาจเป็นเพราะตอนนั้นเธอยังเด็กมากจึงไม่รู้ถึงอาการของมารดาก็เป็นได้

 


             ชีวิตที่คิดว่าจะมีความสุขขึ้นเพราะมารดาคนใหม่กลับพังพินาศเหมือนความฝันที่เธอวาดฝันเอาไว้อย่างสวยงามก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะแตกกระจายเมื่อเธอตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่า อรดี “เกลียด”มารดาของเธอ ความสงสัยเริ่มเกาะกุมหัวใจเมื่อเธอรู้ความจริงในวันนี้ วันที่เธอตัดสินใจหนีออกมา...

 


            เสียงแตรดังมาจากหน้าบ้านหลังใหญ่ของตระกูล“อนันต์สุรศักดิ์ทิพานุศร”ทำให้ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงขายาวสีขาวต้องรีบวิ่งแจ้นไปเปิดประตูแทบไม่ทันเมื่อเสียงแตรรถนั้นถูกคนขับบีบหลายๆที แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ร้ายและขี้หงุดหงิดที่มักจะแสดงออกมากับเธอเป็นประจำ รถคันงามสีชมพูแปร๊นบึ่งเข้ามาเกือบจะชนร่างบางของเธอล้ม แต่เธอก็หลบได้อย่างเฉียดฉิว ร่างบางส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจถึงท่าทีของน้องสาวของเธอที่มักจะเป็นแบบนี้เสมอๆทั้งๆที่เธอก็ดีกับน้องสาวอย่าง“เจนจิรา”มาโดยตลอดไม่เคยคิดร้ายหรืออิจฉาน้องสาวคนนี้เลยซักนิด ผิดกับเจนจิราที่มักจะมองเธอด้วยสายตารังเกียจรังชังอย่างไม่คิดจะปกปิดมัน ทำให้เธอไม่เข้าใจเลยซักนิดว่าทำไม เจนจิรา ถึงได้ทำสายตาแบบนั้น เธอไม่เคยทำอะไรให้เจนจิราเลย แล้วทำไมเจนจิราถึงมีท่าทีแบบนั้นกับเธอ ความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นมานานทำให้เธออึดอัดใจมาตลอดและไม่เคยคาดคั้นถามเจนจิราออกไปเลยซักครั้งถึงปริศนาที่ยังคาใจเธออยู่เรื่อยมา แต่วันนี้เธอจะคาดคั้นเอาคำตอบออกมาจากปากของเจนจิราให้ได้

 


             ร่างบางเดินแกมวิ่งเข้าไปหาร่างบางในชุดนักศึกษาของเจนจิราก่อนจะแอบลอบมองใบหน้าหวานสวยแบบลูกครึ่งของเจนจิราที่ถ้าไม่ทำหน้าหงิกงอก็จะดูสวยมากขึ้นไปอีก เจนจิราเป็นคนสวยและมีผิวขาวอมชมพูน่ารักเพราะเธอเป็นลูกครึ่ง เชื้อสายอีกครึ่งนึงในตัวเจนจิราเป็นเชื้อสายชาวฝรั่งเศสที่ได้มาจาก วินเซนต์   อาเล็กโซ่ บิดาของเจนจิราที่หย่าขาดจากอรดีเรียบร้อยแล้วซึ่งเธอเองก็รู้เรื่องนี้มาจากปากของเจนจิราเอง   

 


              เมื่อครั้งยังเด็กและแรกพบเจอกับเจนจิราเธอและเจนจิราเข้ากันได้ดีมากเสียจนขาดจากกันไม่ได้ เวลาจะไปไหนทุกๆคนก็จะต้องเห็นเด็กหญิงสองคนที่เดินจูงมือกันตลอด คนนึงทักเปียไว้สองข้าง อีกคนก็ปล่อยผมสั้นปะบ่าล้อมใบหน้ากลมใสน่ารักไว้ ทำให้ใครต่อใครต่างพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทุกครั้งเมื่อเห็นเด็กหญิงผมสั้นปะบ่าร้องไห้งอแงเมื่อเด็กหญิงผมเปียไม่ยอมอุ้ม มันเป็นภาพความทรงจำที่เธอยังจดจำได้ดีถึงใบหน้ากระเง้ากระหงอของผู้เป็นน้องสาว จนเจนจิราเข้าเรียนในโรงเรียนประจำ เธอและน้องสาวจึงต้องห่างจากกันไปหลายปี และพอกลับมาเจอกันอีกครั้งน้องสาวของเธอคนนี้กลับมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าวที่เธอเองก็ไม่เข้าใจถึงสายตาที่เปลี่ยนไปของดวงตาคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย ความรัก ความเข้าใจซึ่งกันและกันเหมือนวันวานมันได้เหือดหายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

 


            “เจน วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยมั้ย”

 


             “เหนื่อยสิ เจนไม่เหมือนพี่นี่ ที่เอาแต่นั่งกินนอนกินอยู่ที่บ้านทุกวัน”

 


            เจนจิราพูดก่อนจะสบัดหน้าหนีแล้วเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้คนเป็นพี่ยืนกลุ้มใจกับประโยคเหน็บแนมของผู้เป็นน้อง...ใช่ เธอนั่งกินนอนกินอยู่ที่บ้านทุกวัน ทั้งๆที่เรียนจบและควรจะหางานทำได้แล้ว แต่เพราะเธอเรียนจบเอกภาษาฝรั่งเศสมาและตั้งใจจะเป็นไกด์นำเที่ยวภายในประเทศซึ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ทำให้เธอต้องตกงานไปโดยปริยาย เธอจึงต้องนั่งกินนอนกินอย่างที่น้องสาวของเธอได้ว่าเธอเอาไว้ แต่ใช่ว่าเธออยู่บ้านแล้วจะไร้ประโยชน์อะไร ถ้าอยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำเธอก็จะลงมาช่วยคนสวนจัดสวนบ้าง ช่วยป้านงทำกับข้าวบ้าง หรือไม่ก็นั่งแกะสลักผลไม้เล่น

 


             หญิงสาวถอนหายใจเมื่อคิดกลับไปว่าเธอคงจะเลือกเรียนผิดแล้วกระมังถึงได้จบมาไม่มีงานทำเหมือนคนอื่นแบบนี้ คิดแล้วก็ยิ่งหดหู่ใจหญิงสาวจึงตัดสินใจเดินเข้าบ้านตามน้องสาวไป

 


             เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นกลางบ้านแพรวพราวก็เห็นเจนจิรากับอรดีกำลังนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานจึงเดินเข้าไปหวังจะขอร่วมบทสนทนาด้วย

 


             “กำลังคุยอะไรกันหรอค่ะแม่เล็ก ขอพราวคุยด้วยคนนะคะ”

 


             “จริงสิเจน เดี๋ยวแม่คงต้องไปแล้วล่ะ พอดีนัดทานข้าวกับคุณหญิงสร้อยเอาไว้ ดูสิเจน ว่าแม่สวยหรือยังจ๊ะ”

 


             แพรวพราวหน้าสลดไปทันทีเมื่อเห็นว่าอรดีไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อยกลับหันไปคุยกับเจนจิราหน้าตาเฉยเหมือนว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ในสายตาของสองแม่ลูกเลยซักนิด

 


             “สวยแล้วค่ะแม่ ไม่ต้องแต่งหน้าแม่ของเจนก็สวยอยู่แล้วค่ะ”

 


             “แหม ปากหวานจริงๆเลยลูกคนนี้ ขอแม่ชื่นใจหน่อยสิ”

 


             ว่าแล้วเจนจิราก็เขยิบเข้าหามารดาอย่างรู้ใจ ก่อนจะได้รับรางวัลใหญ่ไปหนึ่งฟอด ภาพความรักของสองแม่ลูกเหมือนจะทำให้แพรวพราวที่ยืนมองอยู่นั้นรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อนึกถึง แพรวพรรณ มารดาของเธอที่เสียไปตั้งแต่เธอยังเล็ก คิดแล้วก็รู้สึกเดียวดายยิ่งขึ้นไปอีก แพรวพราวจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมายังนอกบ้านพลางถอนหายใจอย่างระอากับชีวิตของตัวเอง...

 


             ร่างบางก้มหน้ากับโต๊ะม้าหินในสวนของบ้าน พลางคิดถึงบิดาที่ออกเดินทางไปยังทั่วทุกมุมโลกเพื่อชดเชยเวลาของตัวเองที่เมื่อก่อนเอาแต่ทำงานไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งตั้งแต่มารดาเสียชีวิต บิดาก็เอาแต่โทษตัวเองว่าตนเป็นต้นเหตุให้มารดาต้องเสียชีวิตเพราะบิดาไม่มีเวลาให้ บิดาจึงตัดสินใจออกเดินทางเที่ยวรอบโลก เพื่อจะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปให้เต็ม เพราะอย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่บิดาจะทำให้มารดาได้ในตอนนี้  ตัวเธอเองก็ไม่ได้รบเร้าที่อยากจะไปกับบิดาด้วยเพราะตอนนั้นเธอยังเรียนไม่จบ เธอจึงตัดสินใจอยู่ที่บ้านนี้กับ อรดี เจนจิรา และน้องสาวอีกคน...

 


             “พี่พราว พี่พราวคะ ฤทัยสอบเสร็จแว้วน้า ไปๆไปเที่ยวกัน”

 


             เสียงใสของหญิงสาวร่างเล็กนามเพราะพริ้งฤทัยชนกวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาร่างบางของแพรวพราวที่ตื่นจากภวังค์ของตัวเองทันทีก่อนหันไปมองหน้าจิ้มลิ้มของคนเป็นน้อง แล้วยิ้มให้กับความน่ารักของเธอ ดวงตาใสแจ๋วและดูตื่นเต้นกว่าทุกวันทำให้เธออดส่ายหัวไปมาอย่างนึกเอ็นดูในความน่ารักของน้องสาวไม่ได้

 


             “ไงเรา วันนี้สอบเป็นไงบ้าง ทำได้มั้ย”

 


             “ทำได้สิพี่พราว สอบแค่นี้จิ๊บๆ ฤทัยทำเสร็จก่อนทุกคนเลยน้า แถมยังเสร็จก่อนเวลาอีก ฤทัยเก่งใช่ม้าพี่พราว”

 


              แพรวพราวถึงกับส่ายหัวอีกครั้งอย่างอดหมั่นไส้แม่น้องสาวตัวดีไม่ได้ที่ยังคงยืนโม้ต่อไปอย่างไม่อายฟ้าไม่อายดินเลยซักนิด

 


             “ไปอาบน้ำไปเรา เดี๋ยววันนี้พี่จะพาไปเที่ยวตามสัญญา โอเคมั้ย”

 


             “โอเคค่า พี่พราว ฤทัยอยากไปเที่ยวทะเลอ่ะ พาฤทัยไปหน่อยนะ พรุ่งนี้ก็ปิดเทอมแล้ว ไปค้างซักคืนสองคืนจะเป็นอะไรไป นะๆ”

 


             แพรวพราวมองหน้าของคนเป็นน้องอย่างหนักใจและเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดอย่างมหันต์ที่ไปรับปากยายตัวดีว่าจะพาไปเที่ยวตามที่ตัวเองต้องการหลังสอบเสร็จ และผลของมันก็เป็นดังที่คาดไว้เสมอว่าฤทัยชนกจะต้องไปทะเล แต่อะไรที่เธอหนักใจน่ะหรือ ก็เป็นเพราะฤทัยชนกเป็นคนชอบทะเลมาก ลองได้บอกว่าจะพาไปเที่ยวแล้ว ข้อเสนอของแม่สาวน้อยคนนี้คงไม่พลาดไปทะเลอย่างแน่นอน แต่ไอที่เธอเป็นห่วงก็เพราะฤทัยชนกแพ้อาหารทะเลทุกชนิด ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไปทะเล อาหารตามโรงแรมหรือบ้านพักก็ต้องเป็นอาหารทะเลด้วย แต่เจ้าหล่อนก็ยังดึงดันที่จะไปและพอถึงเวลาอาหาร เจ้าหล่อนก็จะไม่สนใจว่าตัวเองแพ้อาหารทะเลแค่ไหน กลับสวาปามยัดเข้าปากอย่างไม่คิดชีวิตเสียด้วยซ้ำไป

 


             “พี่ว่าเราไปที่อื่นบ้างก็ดีนะฤทัย ไปแต่ทะเล ไม่เบื่อหรือไง”

 


             “ไม่เบื่อค่ะ ฤทัยชอบ สัญญาเลยว่าคราวนี้จะไม่แตะอาหารทะเลเด็ดขาด ถึงแม้ฤทัยอยากจะกินแทบตายก็ตาม นะๆพี่พราว ไปเที่ยวทะเลกัน ฤทัยไม่ได้ไปนานแล้วน้า นะๆ พี่พราวสุดสวยของฤทัย”

 


             พอเห็นพี่สาวทำหน้ามุ่ยฤทัยชนกจึงเข้าไปกอดแพรวพราวอย่างเอาใจ หวังว่าคนเป็นพี่คงจะเห็นดีเห็นงามกับคำเล้าโลมของตัวเองไปด้วย

 


             “ก็ได้”

 


             “เย้ พี่พราวของฤทัยใจดีที่สุดเลย”

 


             “แต่ต้องสัญญากับพี่จริงๆนะว่าจะไม่แตะอาหารทะเลเด็ดขาด”

 


             “โอเคเลยค่ะพี่พราว ฤทัยสาวน้อยน่ารักคนนี้สัญญาว่าจะไม่แตะต้องอาหารทะเลเด็ดขาด”

 


             “ดีมาก”

 


             แพรวพราวอมยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจ ความเหงา ความเดียวดายได้เหือดหายไปแล้ว เมื่อเธอรู้ว่า ยังมีน้องสาวที่น่ารักอย่างฤทัยชนกอีกคนอยู่เคียงข้างเธอ...

 


             ดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนลอบมองใบหน้าของแพรวพราวอย่างขัดเคืองใจก่อนจะหันไปมองใบหน้าหวานของฤทัยชนกด้วยความอิจฉา เมื่อเห็นทั้งคู่คุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเธอไม่เคยได้รับจากแพรวพราวเลยซักนิด รอยยิ้มพิมพ์ใจนั่นมันควรจะมอบให้เธอเพียงคนเดียว แต่นังฤทัย นังเด็กกำพร้า เพราะแกคนเดียว แกมาแย่งพี่พราวไปจากฉัน ฉันจะไม่ปล่อยให้แกได้รับความรักจากพี่พราวคนเดียวหรอกนังฤทัย...

 


             ใบหน้างดงามนั้นแสยะยิ้มอย่างหมายมาดก่อนจะหันหลังเดินจากไปปล่อยให้สองพี่น้องที่กำลังยืนคุยกันอย่างสนุกสนานได้รอรับแรงริษยาของตัวเองในอีกไม่นาน...

 





 

Create Date : 22 ธันวาคม 2552    
Last Update : 22 ธันวาคม 2552 18:44:34 น.
Counter : 117 Pageviews.  

 
 

หมาดำล่องหน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หมาดำล่องหน's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com