Health and Beauty Tips
 
 

"เห็ด เห็ด เห็ด" ของดีมีประโยชน์ ที่เหมาะกับเทศกาลเจ






เคยอ่านเจอว่าคุณแหม่ม คัทลียา ชอบทานเห็ด และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนก็เลยชอบทานเห็ดตาม เพื่อหวังว่าตัวเองจะสวยและสุขภาพดีกับเค้าบ้าง ได้ซักขี้เล็บของคุณแหม่มก็ยังดี ;)

เห็ดนอกจากจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีไขมัน อร่อย ทานง่าย มีหลายชนิดให้เลือกทาน แล้วเห็ดบางชนิดยังมีคุณค่าทางยา เป็นเห็ดมหัศจรรย์ที่หาได้ยากและจัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีสารอาหารสำคัญต่อร่างกายเยอะแยะมากมาย วันนี้จะขอพูดถึงเห็ดหายากสามชนิด ที่มีคุณสมบัติเด่นมากๆ ในทางยา ซึ่งไม่สามารถหาได้ตามตลาดทั่วไป และสามารถยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายได้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เห็ดเหล่านั้นคือ......

เห็ดหลินจือ มีชื่อเรียกหลายชื่อ แตกต่างกันไปตามแต่ละถิ่น ขนาดภาษาไทยยังมีเรียกได้ตั้งหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เห็ดนางกวัก เห็ดขอนไม้ เห็ดกระด้าง เห็ดจวักงู คนญี่ปุ่นเรียกว่า “Reishi” ส่วนคนจีนเรียกว่า “Ling Zhi” แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ คือ Ganoderma lucidum (Fr.) Karst. เป็นพืชในวงศ์ Polyporaceae ถึงเราจะเรียกมันว่าเห็ด แต่จริงๆแล้วมันคือพืชตระกูลรา ซึ่งมีขนาดใหญ่ ลักษณะรูปร่างคล้ายไต มีหลายสี ที่พบบ่อยๆคือสีแดงอมน้ำตาล และสีม่วงแก่ มีลายวงแหวนรอบๆ ผิวเรียบ เป็นมันวาว เนื้อแข็งคล้ายเนื้อไม้ มีก้านสีน้ำตาลอมแดง เห็ดหลินจือที่โตเต็มที่เก็บขายได้ จะมีอายุประมาณ 1-2 ปี

เห็ดหลินจือ เป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางการแพทย์ และมีการใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์แผนจีน แผนไทย หรือแม้แต่การแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ขายกันอยู่ทั่วไปมักจะสีแดงหรือสีม่วง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่หาง่าย และมีคุณค่าสูง สรรพคุณของเห็ดหลินจือ ที่ทราบกันคือ ใช้เสริมสร้างสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะ ยาชูกำลัง (อ่านมาแล้วก็ทำให้ รู้สึกอยากหามาทานบ้างจริงๆ นอนดึก ตื่นเช้า และง่วงทั้งวันแบบนี้ พึ่งเห็ดดีกว่าเรา) ใช้เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ (อืมมม ฤทธิ์นี้ ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ขอบคุณ ฮ่าๆๆ) ต่อต้านความชรา และพบสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (เพราะมีวิตามินซีและสารประกอบอื่นๆ)

จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่าเห็ดหลินจือ สามารถรักษาโรคต่างๆได้ เช่น โรคหัวใจ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรงทางเดินปัสสาวะ ต่อต้านและยับยั้งมะเร็ง ไวรัส การอักเสบของข้อ ลดอาการแพ้ยา ลดความดันโลหิต (เพราะมีสารประกอบประเภท triterpenoid เช่น ganodernic acid) เป็นยาระบาย และป้องกันโรคตับ (จากฤทธิ์ antioxidation จึงช่วยขับพิษ และแบ่งเบาภาระการทำงานของตับ) ว้าวววว อะไรจะครอบจักรวาลขนาดนี้ แต่ที่นักวิจัยเค้าให้ความสนใจกันมากๆ ก็คือ ฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง (เพราะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ farnersyl protein transferase จึงลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนั้นยังมีสารที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็งในเม็ดเลือดขาวคือ interleukin-1 beta, interleukin -6, Tumor Necrosis Factor Alpha, interferon gamma และ beta-d-glucan) และโรคเอดส์ (จากฤทธิ์ของสารในกลุ่ม triterpenoid เช่น Lucidumol A. และ ganoderic acid และ beta-d- glucan ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส) เนื่องจากว่าเป็นโรคที่ร้ายแรง รักษาได้ยาก มีสถิติการหายขาดต่ำ มีรายงานว่าผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลินจือ ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ ในอาฟริกามีสุขภาพดีขึ้น มีความอยากอาหารมากขึ้น ระบบการย่อย และดูดซึมอาหารดีขึ้น

ฤทธิ์ของเห็ดหลินจือมีมายมาย และใช้ได้หลายโรคอย่างนี้นี่เองนะคะ จึงทำให้มีคนเรียกชื่อเห็ดหลินจือ ว่าเป็น “เห็ดแห่งความหวัง”บ้าง “ยาอายุวัฒนะแห่งจิตวัญญาณ (Spiritual Essence)” บ้าง และถือกันว่าเห็นหลินจือคือสมุนไพรที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งค่ะ


เห็ดชนิดที่สองที่น่าสนใจคือ เห็ดไมตาเกะ (Maitake, Grifola frondosa (Dick:Tr.)Gray) เห็ดชนิดนี้มีสมญานามว่า Hen of the Woods หรือแม่ไก่แห่งป่า เพราะมีลักษณะคล้ายขนนกสีน้ำตาล รวมกันเป็นกลุ่ม ขึ้นตามธรรมชาติ เป็นกลุ่มใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม ฐานดอกอ้วนสั้น แล้วแตกกิ่งออกไปเป็นดอกเห็ดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เป็นเห็ดที่คนเอเชียใช้รับประทานเป็นอาหารมาเป็นพันๆปีมาแล้ว และยังถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ด้วย เช่น มีการนำเห็ดไมตาเกะ มาใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อลดอาการข้างเคียงจากการได้ยาเคมีบำบัด มีรายงานการวิจัยในอเมริกาและญี่ปุ่น ว่าเห็ดไมตาเกะ มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV นักวิทยาศาสตร์จีนและญี่ปุ่นพบว่าน้ำสกัดจากเห็ดไมตาเกะ มีสารชื่อ Grifolan ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้องอกในหนูทดลอง และสามารถช่วยลดความดันโลหิต ไขมันในเลือด การอ่อนเพลียเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) โรคตับอักเสบ ใช้เพื่อควบคุมน้ำหนัก และใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานได้


ชนิดสุดท้าย ชื่อไม่ได้ขึ้นต้นว่าเห็ด มันคือ “ถั่งเฉ้า/ถั่งเช่า/ตังถั่งแห่เช่า/ตังถั่งเช่า” หรือชื่อไทยเรียกว่า “หนาวหนอน ร้อนหญ้า” ที่มันชื่อแปลกๆแบบนี้ ก็เพราะว่า เจ้าหนอน Silkworm moth (Heplalus armoicanus Oberthur) ซึ่งหน้าหนาว มันจะจำศีลอยู่ใต้ดิน (เลยเรียกว่าหนาวหนอน ...หน้าหนาว มันเป็นหนอนนะคะ) ต่อมาสปอร์ของเห็ด Cordyceps (Cordyceps sinensis) จะขึ้นห่อหุ้มตัวหนอนไว้มิดทั้งตัว เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ อากาศอุ่นขึ้น ตัวหนอนก็ตายไปเห็ดจะเติบโตดูดกินอาหารจากหนอนจนเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็นแท่ง (พอร้อน เลยดูเหมือนหญ้า จริงๆมันมีอีกชื่อว่าหญ้าหนอน ด้วยนะคะ)

ถั่งเช่าก็คือสมุนไพรที่ขุดขึ้นมาจากดิน ทั้งหนอนทั้งเห็ด นำไปล้างให้สะอาด แล้วตากแห้ง พบได้ทั่วไปในประเทศจีน มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม ถึงเรื่องราวของมันจะอ่านแล้วคล้ายชีวิตของมัมมี่หนอน ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ราคาและฤทธิ์ของมันไม่เบาเลยหล่ะค่ะ สารประกอบสำคัญของมันคือ Cordycepic acid และ Cordycepin และนอกจากนั้นก็ยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน กรดไขมัน และวิตามินบี 12 อีกต่างหาก

สรรพคุณของถั่งเช่า คือเป็นยาบำรุง ที่มีฤทธิ์ไม่ร้อน สรรพคุณคล้ายโสม ใช้บำรุงร่างกายผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือหลังฟื้นไข้ เสริมสมรรถภาพทางเพศ แก้ไอ แก้หอบหืด ขยายหลอดลม ละลายเสมหะ (มีเพื่อนคนนึง บอกว่าคุณพ่อที่เป็นหมอเค้าเอาถั่งเช่าต้มน้ำ ให้หลานชายที่เป็นภูมิแพ้ดื่มทุกวัน ได้ผลดีมากๆ) ช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับง่าย แก้ปวดหลังปวดเอว แต่ต้องรับประทานต่อกันเป็นระยะเวลานาน ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรจีนที่ชาวจีนนิยม นำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร

ซึ่งเห็ดหายากเหล่านี้การรับประทานก็ไม่ใช่การต้ม ผัด แกง ทอด เพราะเนื้อจะแข็งกว่าเห็ดบ้าน ๆ ทั่วไปค่ะ ต้องใช้วิธีการสกัดด้วยวิธีพิเศษที่ได้มาตรฐานเท่านั้น จะว่าไปแล้ว เห็ดนี่มีหลายหลายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์ก็มีรายละเอียด และสรรพคุณที่น่าสนใจมาก เรียกว่าเขียนบทความนี้เสร็จ สงสัยผู้เขียนต้องไปแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากเห็ดหายากเหล่านี้มารับประทานเพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายบ้างซะละ จะได้ไม่ป่วยง่ายไงคะ ^^



References:
1. เลขา มาโนช. ประโยชน์ของเห็ดรา ต่อคน สัตว์ และพืช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด. กรุงเทพมหานคร. 2550: 29 – 30.
2. พิมลพรรณ อนันต์กิจไพศาล. คุณค่ามหัศจรรย์ เห็ดหลินจือ และดอกไม้สมุนไพร 100 ชนิด. บริษัท ยูแพดอินเตอร์ จำกัด. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร. 2552: 11-35.
3. 7 งานวิจัยเด่นจาก ว.ว. เกาะกล่องงานวิจัย กองประชาสัมพันธ์. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. สืบค้นจาก http://opac.tistr.or.th/Multimedia/STJN/4902/4902-13.pdf เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 54
4. Maitake Mushroom. สืบค้นจาก http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-560-MAITAKE%20MUSHROOM.aspx?activeIngredientId=560&activeIngredientName=MAITAKE%20MUSHROOM เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 54
5. อดุลย์ รัตนมั่นเกษม. เครื่องยาอาหารจีน. พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักพิมพ์แสงแดด. กรุงเทพมหานคร. 2542: 151-154.




 

Create Date : 26 กันยายน 2554   
Last Update : 26 กันยายน 2554 12:22:42 น.   
Counter : 681 Pageviews.  


Hola Hula Hoop


Hula Hoop ของเล่นสมัยผู้เขียนเด็กๆ ที่วนกลับมานิยมอีกครั้ง แต่คราวนี้แทนที่จะเป็นเพียงของเด็กเล่น กลับนิยมในหมู่ผู้ใหญ่ที่ต้องการลดห่วงยางรอบเอว หรือเรียกเก๋ๆว่า love handle ส่วนตัว อิอิ .... ผู้เขียนก็มีกับเค้าหนึ่งวงค่ะ เอะ เอะ ไม่ได้หมายถึง love handle นะคะ หมายถึง Hula Hoop ต่างหาก


Ref: http://gotoknow.org/blog/hulahoop/348828



วันแรกๆซื้อมาก็เล่นไม่ได้ หมุนหล่นๆ เล่นแล้วเหนื่อยมากๆ เพราะมัวแต่ก้มหยิบห่วงที่หล่นนี่แหละ ที่เล่นไม่ได้ก็เพราะยังไม่รู้จังหวะมันค่ะ ลองเล่นไปซักสามสี่วัน ไปๆมาๆก็เล่นได้เอง พอเล่นได้กลับกลายเป็นว่าไม่เห็นเหนื่อยเหมือนตอนก้มเก็บห่วงที่หล่นเลย เพียงเคลื่อนไหวช่วงกลางตัวนิดเดียว ห่วงก็ไม่หล่นแล้ว ผู้เขียนก็เลยไปเสิร์ชหาอ่านว่ามันเป็นการออกกำลังกายแบบไหนนะ ทำไมไม่เหนื่อยเลย แล้วมันจะลดเอวได้เป็นนิ้วจริงหรือ

แล้วก็ไปพบกับบทความที่อธิบายว่าการออกกำลังกายด้วย Hula Hoop นี่เป็นการออกกำลังกายแบบ Isometric หรือ Static Exercise ตัวไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก และใช้การกระแทกเป็นระยะๆทำให้เกิดการเกร็งและหดตัวของกล้ามเนื้อเฉพาะที่ และไม่จัดเป็น aerobic exercise ดังนั้นหัวใจจึงไม่ได้เต้นเร็ว เหงื่อไม่ได้ออก จึงถือว่าไม่ได้ exercise หัวใจ เมื่อหัดเล่นจนคล่องแล้ว จึงควรเริ่มที่จะเคลื่อนไหวตัวมากขึ้น เดิน หรือวิ่งไปเล่นไป เพื่อให้มี aerobic exercise ร่วมด้วย จึงจะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ (ณ วันนี้ผู้เขียนเองยังทำไม่ได้ค่ะ ขณะเล่นต้องมีสมาธิ ค่อยๆหมุนๆเรื่อยๆ ขนาดจะยกเวทไปด้วยยังไม่สามารถห่วงหล่นทุกที ดังนั้นการเล่น Hula Hoop จึงเป็นการฝึกสมาธิวิธีหนึ่งด้วย) เมื่อเล่นเก่งแล้วลองเสิร์ชหาใน youtube ก็ได้ค่ะ มีคลิปให้ทำตามเยอะเลย ผู้เขียนลองเปิดดูแล้ว แต่ไม่สามารถเนื่องจากมันยัง advance เกินไปหน่อย

ที่สำคัญคือควรค่อยๆเริ่มเล่นจากห่วงที่น้ำหนักเบา เวลาน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรหักโหม และเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลัง และเข่าค่ะ ไม่ว่าจะทำอะไรตามกระแส อย่าลืมประเมินตนเองก่อนเสมอว่าเราเหมาะกับกิจกรรมนั้นๆหรือเปล่า และศึกษาวิธีที่ถูกต้องก่อนเล่นนะคะ ด้วยความห่วงใยค่ะ




 

Create Date : 25 กันยายน 2554   
Last Update : 25 กันยายน 2554 8:55:32 น.   
Counter : 427 Pageviews.  


Whitfield's ointment ของดี ที่น่าบริจาคสำหรับพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม


ถ้าใครได้ติดตามเรื่องน้ำท่วม คงจะเคยได้ยินผ่านหูว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ต้องการของผู้ประสบภัยน้ำท่วม และกำลังขาดตลาดคือ Whitfield’s ointment สงสัยกันไหมคะว่า Whitfield’s ointment คืออะไร มีตัวยาสำคัญตัวใด และทำไมจึงเป็นที่ต้องการในขณะนี้

Whitfield’s ointment เป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาเชื้อรา และโรคน้ำกัดเท้า จัดอยู่ในประเภท “ointment” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “ยาขี้ผึ้ง” ประกอบด้วย benzoic acid 6% และ salicylic acid 3% เป็นตัวยาสำคัญ กระจายตัวอยู่ใน emulsifying ointment ซึ่งไม่ว่าจะตัวยาสำคัญทั้งสองตัว หรือเบส (emulsifying ointment) ก็มีความสำคัญต่อการออกฤทธิ์ของยาทาภายนอกชนิดนี้

Benzoic acid มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

Salicylic acid มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และช่วยทำให้ผิวหนังที่หนาบางลง

ส่วน emulsifying ointment มีหน้าที่เป็นเบสที่จะนำตัวยาสำคัญไปสัมผัส ติดผิว และดูดซึมผ่านผิว นอกจากนั้นสาเหตุที่ ointment เป็นรูปแบบยาที่เหมาะกับการใช้ในผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม และอาจต้องมีการเดินลุยน้ำ ก็คือ ointment ชนิดนี้ ไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นจะติดผิวทน ไม่หลุดง่ายเมื่อโดนน้ำค่ะ วิธีใช้ ให้ทาบางๆบริเวณที่เป็นวันละ 1-2 ครั้ง และต้องระวังไม่ให้ทาในบริเวณที่มีแผลเปิด หรือแผลอักเสบ

ชื่อ Whitfield’s ointment อาจจะไม่คุ้นหู เพราะเป็นชื่อทางยา จริงๆถ้าเรียกด้วยชื่อการค้าหลายคนอาจจะเคยผ่านหูมาบ้าง ก็ขี้ผึ้งเบอร์ 28 ไงคะ เคยได้ยินกันไหมเอ่ย ตอนนี้ขาดตลาด เพราะคนซื้อไปช่วยน้ำท่วมเยอะ นอกจาก Whitfield's ointment ที่ขาดตลาดแล้ว แนะนำว่าคนที่เดินลุยน้ำ แช่น้ำ หากยังไม่มีการติดเชื้อ ควรป้องกันการติดเชื้อได้โดยการทา white petrolatum (Vaseline) ก่อนลุยน้ำนะคะ

ขอส่งใจไปช่วยในหลายๆพื้นที่ ที่กำลังน้ำท่วมอยู่ ขอให้ฝนไม่ตกเพิ่ม น้ำไม่ไหลมานอง และน้ำแห้งเร็วๆ อย่าให้ต้องเดือดร้อนเยอะค่ะ




 

Create Date : 23 กันยายน 2554   
Last Update : 23 กันยายน 2554 16:49:03 น.   
Counter : 1127 Pageviews.  


บัวหิมะ!!??


สินค้าอย่างหนึ่งที่คนไทยนิยมซื้อเวลาไปเที่ยวเมืองจีน คือครีมบัวหิมะ ซึ่งโฆษณาว่าใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แมลงกัดต่อย ผื่นคัน แผลฝีหนอง แผลอักเสบ สิว ปวดกล้ามเนื้อ และสารพัดอาการทางผิวหนัง เสิร์ชดูในอินเตอร์เนต จะพบว่าครีมบัวหิมะแบบนี้มีขายเยอะมาก หน้าตาไม่เหมือนกันอีกต่างหาก มีทั้ง website ที่เป็นของห้างขายยาจีน ขายโดยบอกตรงๆว่าเป็นยา ไม่ใช่เครื่องสำอาง และ website ที่โฆษณาว่า มันคือครีมจากสารพัดสมุนไพรอย่าง ไข่มุก โสมป่า ว่านหางจระเข้ การบูร วาสลีน ชะมดเช็ด (สารตัวนี้ ในทางเครื่องสำอางใช้เป็นสารแต่งกลิ่นน้ำหอม) นิ่วในถุงน้ำดีวัว (จินตนาการเอานิ่วในถุงน้ำดีวัวมาทาแผล อืมมมม น่าใช้เนอะ เหอ เหอ :P) ซึ่งอ่านแล้วน่าตกใจ และไม่น่าจะถูกต้องด้วยเพราะว่าไม่เหมือนกับประกอบซึ่งเขียนไว้บนฉลากเลย แล้วส่วนประกอบที่ระบุบนฉลากของมันคืออะไรเอ่ย...

ดูที่กล่องสีน้ำเงินๆจะพบว่าด้านหน้ามีคำว่า “OTC” ซึ่งคำนี้ย่อมาจาก over the counter drug นั่นก็คือ “ยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านยา โดนไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์” นอกจากนั้นส่วนประกอบด้านหลังระบุว่ามีตัวยาหลายๆตัวผสมอยู่ ได้แก่ camphor (การบูร), เมนทอล, เมทิลซาลิไซเลท (น้ำมันระกำซึ่งใช้เป็นยาทาถูแก้ปวดเมื่อย), diphenhydramine (สารในกลุ่ม anti-histamine ซึ่งมีฤทธิ์แก้แพ้ แก้คัน), chlorhexidine gluconate (สารฆ่าเชื้อ มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย), glycyrrhetinic acid (สารต้านอาการอักเสบ) เนื้อของครีมเป็นครีมข้นแข็ง มีกลิ่นการบูรและเมนทอล เค้าแนะนำให้เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จึงมักพบว่าคนไทยเก็บครีมนี้ในตู้เย็น เวลาทำกับข้าวโดนของร้อน โดนกะทะ เวลามาทาจึงมีทั้งความเย็นจากอุณหภูมิของเนื้อครีมที่เพิ่งออกจากตู้เย็น และจากการบูรและเมนทอล จึงทำให้รู้สึกเย็นสบายดี และเวลาทาผื่นคัน หรือผื่นแผลก็หายได้แน่นอนค่ะ เพราะมีทั้งยาแก้คัน ยาฆ่าเชื้อ ส่วนผสมซึ่งเป็นตัวยาสำคัญออกฤทธิ์เหล่านี้ ก็เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในยาทาแผลแผนปัจจุบัน แถมราคายาแผนปัจจุบันก็ถูกกว่าเจ้าครีมบัวหิมะกระปุกละพัน ครึ่งพันด้วย

จะว่าไปบ้านผู้เขียนเองก็มีเจ้าครีมบัวหิมะนี่อยู่ในตู้เย็นนะคะ มีญาติซื้อมาฝากด้วยความหวังดีเช่นกัน ดังนั้นถ้าบ้านไหนจะมีก็ไม่ผิด ไม่แปลก แต่ผู้เขียนขอแค่ว่า ให้คุณเข้าใจให้ถูกว่ามันคือยา ไม่ใช่เครื่องสำอาง และหากคุณไปเที่ยวเมืองจีนในอนาคต แล้วอยากจะซื้อครีมบัวหิมะฝากคนอื่นๆ อย่าลืมคิดถึงบทความนี้ซักนิดนึงก่อนซื้อ การจะซื้อใช้ซื้อครีมบัวหิมะฝากคนที่คุณรัก เพื่อแสดงความคิดถึงประหนึ่งเป็น ข้าวหลามหนองมน หรือว่าขนมหม้อแกงเพชรบุรี มันมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะเราไม่ทราบว่าผู้รับคนไหนจะแพ้ยานี้หรือไม่ ส่วนที่ขายกันดาษดื่นในเมืองไทย ก็พบว่ามีทั้งของจริง ของปลอม ของเลียนแบบ และเท่าที่ทราบทางภาครัฐเค้าเคยเจอเจ้าครีมบัวหิมะที่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ ไม่ว่าจะปรอท หรือไฮโดรควิโนนด้วย ระวังไว้สักนิด ก่อนที่ของที่ระลึกจากคุณ จะกลายเป็นของที่ระทึกสำหรับผู้รับนะคะ


ปล.ขอขอบคุณ ภก.พิศาลสิทธิ์ ธนวุฒิ ผู้จุดประกายให้เกิดบทความนี้ค่ะ 




 

Create Date : 23 กันยายน 2554   
Last Update : 23 กันยายน 2554 8:54:48 น.   
Counter : 344 Pageviews.  


กะปริมาณ serving size ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง


คุณเคยจะอ่านเจอว่า คนเราควรบริโภคอาหารเท่านั้นเท่านี้ต่อวัน แล้วมันบอกมาเป็นหน่วยบริโภค (serving size) เราจะทราบได้ยังไงว่า 1 หน่วยบริโภคนั้นเท่ากับกี่คำ กี่ช้อน วันนี้เรามีคำตอบมาบอกกันค่ะ

ปริมาณอาหารที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วย

ข้าวและแป้ง 5-7 หน่วยบริโภคต่อวัน
ผลไม้และผัก 2-3 หน่วยบริโภคต่อวัน
เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว นม 2-3 หน่วยบริโภคต่อวัน
ไขมัน น้ำมัน น้ำตาล เกลือ ปริมาณน้อยๆ

แล้วปริมาณ “หน่วยบริโภค (serving)” ที่ว่านี้ มันเยอะหรือน้อยขนาดไหนนะ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ เราจะเปรียบเทียบนี้กับสิ่งที่เราคุ้นๆกันอยู่รอบตัวค่ะ เอาละ จำเลยนะคะ ฮึบ......

หนึ่งหน่วยบริโภค ของ

ผักและผลไม้ = ขนาดกำปั้นของคุณ

เนื้อสัตว์ = ขนาดฝ่ามือของคุณ

ชีส = ขนาดนิ้วโป้งจากปลายถึงฐานนิ้ว

ข้าวและพาสต้า = หนึ่งถ้วยกาแฟ (ถ้วยเล็ก)

เทียบแบบนี้คงจะทำให้ get และ จำได้ง่ายขึ้นนะคะ


ที่มา: วิตามินและเกลือแร่รวมเพื่อสุขภาพจาก A ถึง Z. Pfizer-Wyeth. Custom Publishing Group, Reader’s Digest Pte. Ltd.




 

Create Date : 22 กันยายน 2554   
Last Update : 22 กันยายน 2554 8:22:46 น.   
Counter : 216 Pageviews.  


1  2  

...kiki...
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ฉันชอบกระดาษ ปากกา ชอบอ่านหนังสือ ฉันใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน/นักแปล แต่ชีวิตจริง...ฉันเป็นเภสัชกรที่ถนัดทำเครื่องสำอางหรือทำยามากกว่าทำกับข้าว จึงขอนำเรื่องที่ถนัดมาเขียนเป็นงานอดิเรก

ใครเข้ามาอ่าน อย่าลืมแวะทักทายกันบ้างนะคะ :)
[Add ...kiki...'s blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com