บันทึกการเดินทาง สนุกๆ ของแมวตัวน้อย

 
เมษายน 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
14 เมษายน 2551
 

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2551 - อิตาลี 2008 (ทัวร์นกขมิ้น) บินสู่ Bologna

เดินทางไปอิตาลีครั้งนี้ ขอเรียกว่า ทัวร์นกขมิ้นค่ะ เพราะใช้เวลาทั้งหมดแปดวันแปดคืนแต่เปลี่ยนที่นอนทั้งหมดห้าที่ คือ ในเครื่องบินทั้งขาไปและกลับ (2 คืน) และโรงแรมใน 4 เมือง คือ Bologna/ Guastalla/Milano/Firenze



คืนออกเดินทางดิฉันไปถึงที่สุวรรณภูมิสักราว 4 ทุ่ม กว่าได้ ยังคิดในใจว่า เออ..หนอที่นี่มีคอนเสิร์ตอัสนี – วสันต์หรืออย่างไร? คนเยอะขนาดเต็สนามราชมังคลาฯคงจะได้ พอไปเช็คอินที่ Lufthansa เจ้าหน้าที่ถามว่ายินดีที่จะเลื่อนลง (downgrade) ไปนั่งชั้นประหยัดไหม? หากยินดีจะชดใช้ให้เป็นเงิน € 1,500 ดิฉันคิดไม่ทันว่าเงินนี้มีมูลค่ามาก - น้อยเพียงไหน แต่ได้ปฏิเสธไปว่า ไม่ยินดีค่ะ เพราะว่าเมื่อไปถึงปลายทางแล้วจะต้องทำงานเลยหากพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วจะทำงานไม่ได้ แต่ถ้าจะเลื่อนขึ้น (upgrade) จากชั้นธุรกิจไปชั้นหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายชดเชยก็ได้ดิฉันยินดีค่ะ น้องเขาเลยได้แต่ขำเพราะว่าเครื่องบินเต็มทุกที่ เต็มขนาดว่านั่งตักกันไปได้คงทำไปแล้ว มาคิดทีหลังเสียดายเหมือนกัน เพราะซื้อ Bottega Venetta ได้เลยน่ะนะ ล้อเล่นน่ะค่ะ ไม่เอาหรอก ยืนยันว่าต้องพักผ่อนให้พอค่ะ



มหกรรมการฝ่าฟันคลื่นมนุษย์ ที่มาพร้อมกันที่สุวรรณภูมิคืนวันนี้ ไม่ได้จบแค่นั้น ผ่านเข้ามาถึงการตรวจพาสปอร์ต ไม่มีที่ยืนเลยค่ะ ทำให้นึกถึงทฤษฏีการจัดการที่เคยเรียนมาว่า หากเป็นแถวๆ เดียวแต่มีหลายช่องทางเข้ารับบริการ (Single queue, multiple servings) น่าจะทำให้แก้ปัญหาเรื่องคนออกัน แล้วเสียงดวงว่าแถวไหนจะโชคดีเจ้าหน้าที่ทำได้เร็วกว่ากันได้ เหมือนเวลาเราไปธนาคารแล้วเขาให้เราเข้าแถวๆ เดียวแต่มีเจ้าหน้าที่หลายๆ ช่องน่ะค่ะ



หลุดจากด่านมาเจอรูปปั้นกวนเกษียณสมุทร ก็นึกได้ว่าอืมม์...ผ่านมาแล้ว 2 ด่าน เหลือด่านสุดท้ายคือ Security ก่อนขึ้นเครื่องคงจะใช้เวลานานอีก เลยรีบจ้ำๆ ไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่องเลยค่ะ ดีใจมากที่ตัดสินใจทำเช่นนั้น เพราะที่นี่แถวรอเอาสัมภาระที่ถือมาเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ยาวกว่าแถวตรวจพาสปอร์ตเสียอีก! สรุปว่าใช้เวลาที่ตรงนี้ไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง เดินมาถึงประตูขึ้นเครื่องพอดี เขาเรียกขึ้นเครื่องเลยค่ะ



ที่นั่งบนเครื่องบินชั้นธุรกิจสมัยนี้จะปรับเอนเป็นเตียงที่โฆษณาว่า 180 องศา หรือ FLATBED คือหรือนอนได้ราบเหมือนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วด้านเท้าจะต่ำกว่าหัวเล็กน้อย ทำให้นอนแล้วตัวเราจะค่อยๆ ไหลลงไปกองที่ด้านล่างค่ะ มีวิธีที่ใช้แก้ปัญหาได้คือเอาผ้าห่มมาห่มก่อนแล้วใส่เข็มขัดนิรภัยจะช่วย ทำให้ไม่ไหลลงไปมากนัก เคยเจอฝรั่งท่านหนึ่งเอากระเป๋าแข็งๆ มาวางที่เท้าแล้วเอาผ้าห่มไปวางทับบนกระเป๋าอีกที เพื่อลดความลาดเอียงค่ะ ก็ว่ากันไปนะคะว่าใครถนัดวิธีไหน เที่ยวบินที่เกือบสิบชั่วโมงแบบนี้หากนอนได้ยาวสักสี่ชั่วโมงก็หรูแล้วค่ะ



ด้วยความที่เราเช็คทรู คือได้บัตรโดยสารจากกรุงเทพฯไปจนถึงปลายทางเลย ในบัตรโดยสารเที่ยวที่สองจาก Frankfurt ไปลงที่ Bologna จะแจ้งไว้เลยว่าไปต่อเครื่องที่ประตูไหน เมื่อเครื่องลงแล้วเราต้องเดินไปให้ถูกที่ค่ะ พอไปถึงที่เยอรมัน มีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของLufthansa มายืนยิ้มรอที่หน้าประตูเครื่อง พร้อมตารางการต่อเครื่องของผู้โดยสารในเครื่องนี้ สำหรับเรา เดินไปเช็คได้ความว่า ต้องไปขึ้นเครื่องอีกประตูหนึ่ง ไม่ตรงกับประตูที่พิมพ์ไว้แล้วในตั๋วค่ะ รอบคอบดีจริงๆ มายืนรอบอก ไม่งั้นเราเดินผิดทางอ้อมตึกแย่ หรือหากเวลาต่อเครื่องกระชั้น พาลตกเครื่องเอาได้นะคะ



มหกรรมประชาชนล้นหลามที่สุวรรณภูมิ ลามติดต่อมาจนถึงที่ Frankfurt เช่นกันค่ะ ผู้โดยสารที่มี Connecting flight ที่จะไปต่อยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรป จะต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อน ที่บริวารด่านตรวจคนเข้าเมือง คนเยอะมากแถมแถวก็เป็นแบบเสี่ยงดวงด้วย (multiple queues, multiple servings) ตอนแรกเราไปต่อแถวที่อยู่ริมๆ เอ...ทำไมแถวมันไม่เลื่อนเลย ที่ไหนได้ ชาวบ้านเข้ามาแทรกมาแทรกจนคุณป้าอเมริกันที่ยืนข้างๆ “ตะโกนด่า” ดิฉันเห็นท่าไม่ดีเลยชวนแกเดินเข้าไปตรงกลางๆ ซึ่งแถวสั้นกว่าค่ะ คุณป้าจากชิคาโก้เลยคุยกับดิฉันใหญ่ พี่ชายดิฉันทึ่งมากว่าแค่นี้ก็รู้จักเขาแล้วเหรอ…ก็แหม…นะ ยืนนานๆ น้ำลายบูดตาย



กว่าเราจะระหกระเหินมาถึง Bologna ได้ก็เกือบเที่ยงของวันอาทิตย์แล้วค่ะ โรงแรมที่มาพักนี้ชื่อ Tre Vecchi ตอนแรกดูโลโก้ยังนึกแปลกใจว่า ทำไมเป็นรูปปลาหมึกสามตัวแต่พอดูจริงๆ แล้วน่าจะเป็นหน้าผู้ชายสูงอายุ 3 คน เรียงกันมากกว่าค่ะ คงจะใกล้เที่ยงหิวตาลายไปหน่อย ไปค้นตำราได้มาว่า Tre แปลว่าสาม ส่วน vecchi มาจากคำว่า vecchio ที่แปลว่าแก่ค่ะ




ภาพหน้าโรงแรม Tre Vecchio, Bologna


ภายในห้องพัก



เรื่องภาษานี้ ต้องขอเล่านิดนึงว่า ดิฉันนับได้ 1 ถึง 10 นะคะ แต่เป็นภาษาสเปน! ด้วยความที่สเปนกับอิตาเลี่ยน คล้ายๆ กัน เลยพอเดาได้ค่ะ คุณอาจจะแปลกใจว่าทำไม ดิฉันเก๋ขนาดนับได้ เรื่องของเรื่องคือหลานสาวสามขวบของดิฉันเขาเรียนภาษาอังกฤษจากวีซีดี ซึ่งได้มาจากอเมริกา ในแผ่นเดียวกันนั้น เขาสอนภาษาอังกฤษคู่กับภาษาสเปนค่ะ พอหลานนับได้ ดิฉันก็เลยพลอยได้เรียนไปด้วย เลยพอจะ uno, dos, tres หรือ เดาได้ว่าจะเป็น uno, due, tre ค่ะ



Bologna

พอเราเก็บข้าวของพร้อมแล้วก็ออกไปหาอะไรหม่ำดีกว่า เดี๋ยวผอมไปจะสวยจนลูกค้าจำไม่ได้ ถนนที่เราพักเรียกว่า via independenza อยู่กลางเมืองค่ะ เดินเลี้ยวซ้ายออกจากโรงแรมไปยังจุดกลางเมืองได้สบายๆ ค่ะ สองข้างทางตึกสวยมากมีโค้งหลังคาคลุมตลอด สามารถเดินชอปปิ้งได้โดยไม่เปียกฝนค่ะ




1


2


เมืองโบโลญ่านี้ เป็นเมืองหลวงของแคว้น Emilia-Romana เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของอิตาลี นับย้อนไปได้ถึงยุคกลาง ที่นี่มีมหาวิทยาลัยที่เชื่อกันว่าเป็นแห่งแรกในยุโรป ในปี 1506 ถูกปกครองโดยพระทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นวัดและคอนแวนต์ แต่ลดบทบาทลงเมื่ออิตาลีตั้งเป็นประเทศขึ้นค่ะ ดิฉันไม่ค่อยสันทัดประวัติศาสตร์เท่าไรนักเลยจำเอามาฝอยได้แค่นี้



เราสองคนพี่น้องเดินออกจากโรงแรมก็เลี้ยวซ้าย ลองนึกภาพตามนะคะ ว่าเราเดินไปจากขาตัวที (T) เมื่อเราเดินถึงถนนที่ตัดขวางข้างหน้า จะเป็นหัวตัวที บริเวณนี้เรียกว่า Piazza Maggiore (ออกเสียงว่า ปิ-อัช-ซ่า มา-จอ-เร่) ในภาษาอิตาเลียนตำราครูพักลักจำสอนว่าการออกเสียงภาษานี้ คือออกทุกเสียงที่เห็น เช่น คำว่า Piazza ก็อ่านว่า ปิ-อัช-ช่า ตรงๆ ตัว ตัวอาร์ (r) นี่ต้องออกเสียงชัดมากๆ กระดกลิ้นแบบแขกเลยค่ะ แต่หากว่าตัวไอ (i) อยู่หน้าตัวโอ (o) เสียงตัวไอจะไม่ออกเสียงค่ะ ดังนั้น maggiore จึงอ่านว่า มา-จอ-เร่ ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเสื้อยี่ห้อดัง Giorgio Armani ที่ต้องอ่านว่า จอร์โจ้ อาร์มานี่ น่านละค่ะ เอาละค่ะมาถึงกลางเมืองโบโลญ่าสักที





3


4




มาครั้งนี้อากาศดีมากเราเลยขอทำตัวกลมกลืนกับบรรยากาศด้วยการหาร้าน Cafe ริมถนน แล้วก็สั่งอาหารมากิน ร้านอาหารกลางวันที่นี่มักจะเป็นร้านขายแซนวิชง่ายๆ แบบซื้อแล้วยืนกินในร้านก็ได้ หรือเอาใส่ถุงไปกินบ้านก็ได้ค่ะ ร้านที่ใหญ่หน่อยจะมีพื้นที่ด้านนอกร้านตั้งโต๊ะสักนิดหน่อย ให้ลูกค้าสั่งมากินก็ได้ เราก็เดินเลือกดูร้านที่คนเยอะหน่อยแล้วก็สั่งอาหารมาทานค่ะ สลัด 4 ยูโร (200 บาท) ชามใหญ่มากกินอิ่มไปจนค่ำเลยค่ะ พออิ่มท้องแล้วไปเดินเที่ยวกันดีกว่า



บริเวณร้านอาหาร


ที่ Piazza Maggiore นี้อยู่ติดกับ Piazza del Nettuno โดยมีโบสถ์ชื่อ San Petronio และ San Domenico ขนาบอยู่ ตึก San Petronio นี้ว่ากันว่า เป็นตึกที่ทำด้วยอิฐมาตั้งแต่ยุคกลางที่ยังใหญ่ที่สุดตึกหนึ่งของอิตาลี ส่วน San Domenico เป็นโบสถ์ที่เป็นสุสานของ St. Dominic ค่ะ ตึกที่น่าสนใจอีกตึกคือ Torri degli Asinellie Garisenda ที่น่าสนใจเพราะว่า เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษ ที่ 12 มีลักษณะคล้ายหอคอยคู่ หอคอยแรกคือหอที่เตี้ยหน่อยสูงราว 3 เมตร ชื่อ Garisenda ส่วนอีกหอคอยนั้นชื่อAsinelli หากขาแข้งแข็งแรงเดินขึ้นไป 500 ขั้นก็จะเห็นโบโลญ่าทั้งเมืองได้ค่ะ เราสองคนสมัครเดินดูวิวไปรอบๆ ถ่ายรูปแล้วก็กลับมาที่โรงแรมค่ะ





5


6



ตอนเย็นลูกค้าที่เป็นคนท้องถิ่นที่โบโลญ่ามาพบ เขาว่าดีใจมากที่เราให้เกียรติเขามาเยือนถึงถิ่นก็เลยขอเชิญเราไปชมเมืองสักรอบ โดยจะเป็นไกด์ให้ อารามเกรงใจก็เลยไม่ได้ปฏิเสธหรือบอกเขาว่าเดินไปดูวิวมาแล้วรอบหนึ่ง เซอร์จิโอก็ใจดีมากเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังจนเพลิน พอทุ่มครึ่งเขาก็พาเราไปกินข้าวที่ร้านชื่อ DIANA (เดียน่า) เป็นร้านอาหารไม่ใหญ่นัก อยู่ตรงข้ามกับโรงแรมเลย อาหารอร่อยดีค่ะ อาหารขึ้นชื่อของเมือง คือ พาสต้า Bolognese meat sauce หรือเรียกว่า Spaghetti al ragu ด้วยความที่เราสองคนพี่น้องไม่กินเนื้อ เซอร์จิโอ เลยสั่งเกี้ยวน้ำอิตาเลี่ยนไส้หมูมาให้กิน Tortellini in brodo ไม่ถึงสองทุ่มครึ่ง (เวลาบ้านเราก็ราวตีสองครึ่ง) เราสองคนผลัดกันหาว เซอร์จิโอเลยปล่อยเรากลับไปพักค่ะ เป็นอันจบทัวร์นกขมิ้นคืนแรก




ภายในร้าน DIANA


เกี๊ยวน้ำอิตาเลี่ยน


ขนมขี้หนู?


7


ของหวาน



Buon giorno Bologna!

วันรุ่งขึ้น เราสองคนตื่นแต่เช้าด้วยความที่เข้านอนแต่หัวค่ำ เลยลงลิฟต์ไปกินอาหารเช้าแต่เช้าเลย ลิฟต์ในโรงแรมที่ไปพักเป็นลิฟต์โบราณแบบที่เปิดที่ต้องคอยลุ้นว่ามันจะหนีบไหม เล็กมากขึ้นได้ทีละสองคนหาก มีกระเป๋าเดินทางด้วยลืมไปเลยค่ะ ใช้ได้ทีละคนเท่านั้น



บ้านเมืองในอิตาลีนี้ มีตึกเล็กๆ เก่าๆ เป็นส่วนมาก ไม่ค่อยเห็นมีตึกทันสมัยที่เป็นตึกระฟ้า โดยเฉพาะในเมืองเก่าที่กฎเกณฑ์เข้มงวด ไม่ยอมให้มีตึกสมัยใหม่มาปะปน ดูแล้วหัวมังกุท้ายมังกรเหมือนบางเมืองที่ปากก็ว่า ฉันมีวัฒนธรรมแต่ตึกสูงบ้าง ต่ำบ้าง ไม่น่าดู (แอบบ่นมาเสียไกล..) หากนึกภาพตามขอให้คิดถึงถนนราชดำเนินกลางบ้านเราละกันละกัน ตึกที่นั้นจะสวยงามเป็นระเบียบแบบนั้นค่ะ



ห้องอาหารเช้าอยู่ชั้นใต้ดิน ต้องไต่บันไดลงไปค่ะ ลงไปถึงก็จะเจอบุฟเฟ่ต์อาหารเช้ามี ไข่กวน ไส้กรอก แฮม และเบคอน ที่เรียกว่า Hot breakfast เตรียมไว้ นอกนั้นมีขนมปังนานาชนิด ส่วนเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อของอิตาลี่คือ กาแฟ ปกติดิฉันไม่ดื่มกาแฟค่ะ แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วต้องขอชิมสักหน่อย คนเสิร์ฟในนี้ส่วนใหญ่หน้าตาไม่ใช่อิตาเลียนแท้เป็นพวกยุโรปตะวันออก คือเป็นสาวร่างใหญ่หน้าตาดุแต่จริงๆ ใจดี ยกกาแฟคาปูชิโนมาให้ ต้องยอมรับว่าอร่อยจริงๆ ค่ะ เครื่องมือเขาพร้อม นมเนยเขาถึงทำให้เอนจอยได้เพลิน



พูดถึงกาแฟ เรียกได้ว่า เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของอิตาลีเลย ส่วนใหญ่เขาจะดื่ม ESPRESSO (เอส-เปรส-โช่ ออกเสียงรอเรือชัดมากๆ นะคะ) คือ กาแฟสดแก้วละช็อตหนึ่ง บางทีอาจจะกินขนมปังแข็ง Biscotti (บิส-ก็อต-ติ) ด้วยช่วยเพิ่มน้ำตาลแต่จะไม่ค่อยใส่น้ำตาลลงไปนะคะ หากดื่มแบบอเมริกัน เหมือนเอา Espresso มาเติมน้ำร้อนลงไป ที่นี่จะเรียกว่า AMERICANO (อะ-เม-ริ-กา-โน่) คนอิตาเลียนจะมองรู้เลยว่า อ้อ สาวก STARBUCKS… นอกจากนี้จะมีกาแฟแบบที่ใส่นมพวกที่เราคุ้นเคยอยู่ เช่น Latte (เอสเปรสโซ่ ใส่นม) Cappuccino (เอสเปรสโซ่ ใส่ฟองนม) หรือ Macchiato (เอสเปรสโซ่ ใส่นมครึ่งล่าง ฟองนมด้านบน) เป็นต้นค่ะ แทบทุกร้านอาหารไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ละค่ะ จะมีกาแฟเสิร์ฟ เราเลือกเอาตามใจชอบ ว่าชอบแบบไหนจะลองทุกร้าน แบบเดียวกัน หรือลองทีละอย่างที่ละร้านก็ได้ค่ะ



หลังอาหารเช้าเราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเลย เซอร์จิโอส่งดาวิเดมารอแล้ว เราได้ไปประชุมกับเขาที่สำนักงานนอกเมืองโบโลญ่า อากาศดีมากนั่งรถดูวิวเพลินๆ ไม่ทันไร ไปถึงแล้ว สำนักงานของบริษัททั่วไปในอิตาลี จะเข้างานราว 9 โมงเช้า ถึง เที่ยงครึ่ง พักกลางวันสองชั่วโมง บางทีพักสองชั่งโมงครึ่ง เริ่มงานอีกทีบ่ายสองครึ่งถึงบ่ายสาม แต่จะเลิกงานราวหกโมงถึงหกโมงครึ่ง ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าเขามักจะกลับไปกินกลางวันที่บ้าน นอนพักและกลับมาทำงานต่อภาคบ่ายด้วยเหตุนี้ เขามักจะกินข้าวเย็นกันดึกคือหลังสองทุ่มไปแล้วค่ะ



ออฟฟิศที่นี่ทันสมัยมากโดยเฉพาะระบบจัดการเก็บสินค้าในคลังที่ใช้พื้นที่แนวดิ่ง ให้เป็นประโยชน์สูงสุดและใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้เก็บสินค้าชิ้นเล็กๆ เป็นหมวดหมู่ไม่ปะปนกันค่ะ แต่เราแอบคิดในใจว่าน่าจะต้องมีระบบสำรองในกรณีที่ไฟดับ หรือคอมพิวเตอร์เสีย ไม่งั้นอาจจะหยิบจับอะไรไม่ถูกพาลจะขายของไม่ได้เอา





การใช้พื้นที่แนวดิ่ง


กลางวันเซอร์จิโอ พาไปรับประทานอาหารพื้นเมืองของโบโลญ่าอีกร้านหนึ่งใกล้ๆ ออฟฟิศ ร้านนี้มีชื่อด้านอาหารที่มาจากปลาค่ะ ดิฉันจำชื่อร้านไม่ได้แต่ถ่ายรูปสลัดมาให้พิจารณาค่ะ ที่เรียกว่า CCW Fish (Counter clockwise) นี้ดิฉันตั้งเอง คือจานนี้ตอนเสิร์ฟน้องเขาหันปลาที่มีมะเขือเทศปะอยู่ด้านบนครึ่งซึก มาใกล้ตัวเราที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แล้วบอกว่า เขาปรุงมาแบบที่เราต้องกินไล่ “ทวน” เข็มนาฬิกาไป ก่อนจะไปจบที่ตรงกลางที่เป็นสลัดเขียว เพราะว่าซอสปลาแต่ละชิ้นจะรสจัดขึ้นเรื่อยๆ ลองชมภาพดูนะคะว่าน่าสนใจแค่ไหน?




จานนี้ต้องทานทวนเข็มนาฬิกา




 

Create Date : 14 เมษายน 2551
1 comments
Last Update : 29 พฤษภาคม 2551 9:03:51 น.
Counter : 1553 Pageviews.

 
 
 
 
มาแปะโป้งไว้ก่อนว่าแวะมาเยี่ยมแล้ว แต่ในเวลางาน!
ฮะฮ่า ไว้มีเวลาจะมาอ่านโดยละเอียดนะจ๊ะเพื่อนเลิฟ
 
 

โดย: สองดี วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:11:35:00 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

mrlamud
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add mrlamud's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com