สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
ข้อคิดคติสอนใจจากพระท่าน ว.วชิรเมธี


ข้อคิดคติสอนใจจากพระท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งถ้าใครสามารถน้อมนำมาคิดและปฏิบัติได้ดิฉันคิดว่ามันก็คือสิ่งดี ๆ อีกสิ่งหนึ่งในชีวิตที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตแบบพอเพียงได้

ข้อคิดคติสอนใจจากพระ

ข้อคิดคติสอนใจ

  • สิ่งที่เราให้คนอื่น แท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
  • ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
  • คนใกล้ชิด เป็นศัตรู แม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
  • เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
  • ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
  • การมีความ สุขที่ก่อ ความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
  • ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
  • ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก

หวังว่าข้อคิดคติสอนใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนนะค่ะ



ที่มา : http://www.n3k.in.th




Create Date : 05 สิงหาคม 2555
Last Update : 5 สิงหาคม 2555 16:44:17 น.
Counter : 1399 Pageviews.

15 comments
  
สาธุค่ะ...
โดย: araya.m วันที่: 7 สิงหาคม 2555 เวลา:9:31:06 น.
  
   จงใช้สุจริต กตัญญูห่มที่ใจ ก่อนจะนำผ้าสีใดใดมาห่มที่กาย. เพราะมนุษย์จะหลงลืม มัวเมาอยู่กับสีของผ้า ที่ยกย่องตัวให้เป็นนักพยากรณ์แลกข้าว แลกทาน แลกไอแพด ไอโฟน แลกวลีเด่นๆดีๆ ดังๆ อินๆ แลกกับลาภ ยศ สรรเสริญ และมวลชน แลกอำนาจบารมี. เพราะการแลกเหล่านั้นแลกมาด้วยเกียรติยศของผู้มีสุจริต กตัญญูที่ผู้มีผ้าสีเหล่านั้นนำชื่อท่านขึ้นปกในใบอนุญาติให้มีพวกเขา(ยังไม่ทราบว่าปลอมมาหรือรวมตัวกันเป็น1250คน ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ มาข่มขู่เอามาหรือเปล่าไม่สรุปนะนะมันนานมาแล้ว) อย่าแสดงความน่าอนาจที่ปากและมือเดียวกันที่เขียนและพูด และขอพร. พร้อมทำลายเกียรติยศ มันสามารถเป็นเครื่องมือชิ้นเดียวกันที่เผยแพร่ความรู้ที่ได้มาอย่างสุจริตจากการมีผู้ตรัสให้ท่านรู้ และทำลายความสุจริต และเจตนารมภ์ท่าน และท่านก็คือผู้กตัญญู ไม่เนรคุณต่อสิ่งใดที่ท่านเสพแน่นอน(เราต้องศรัทธาท่านแทนเชื่อตัวแทนกันแล้ว เพราะศรัทธาคือมั่นคงในเจตนารมย์ที่สุจริต กตัญญู แน่แท้) หลุดพ้นจากตัวแทนที่ทำบริษัท ท่านเสียหาย หลุดพ้นจากการพยากรณ์ใดใด ที่มาจากวรรณกรรมที่เจือด้วยผลประโยชน์ที่มีมนุษย์ลักลอบรับมัน ทั้งมูลค่าการซื้อขายทั้งดอกไม้ไฟ ธูป เทียน ดอกไม้ ทั้งทาน(ที่เป็นอะไรก็ได้กว้างๆเข้าไว้) ทั้งยศฐาชั้น ทั้งสรรเสริญ ทั้งกอบหมู่ชนไว้เพื่อสร้างทานได้ตลอดอายุสินค้านั้น. ผลิตภัณฑ์มนุษย์มิใช่ตัวสร้างทานเพื่อตัวแทนนายหน้าเหล่านั้นเลย. แท้จริงทุกคนสามารถหลุดพ้นจากการวางเหยื่อล่อนี้ได้เอง ถ้าพึ่งพาตนเองดังพระพุทธเจ้าแนะนำไว้ อดทนรอคอยวันที่ยุติธรรมต่อบัญชีภายในของท่านเอง อดทนรอพบอจินไตย(ยังจินตนาการไม่ได้มิใช่ไม่มี. เช่นเดียวกับอวิชา คือยังไม่รู้วิชานั้น มิใช่ไม่มีวิชานั้น) ใช้ขันติที่ท่านเพียรสอนสั่ง ใช้เพียร เพื่อเรียน เพื่อหลุดพ้นจากวรรณกรรมล่อลวงให้หลงทาง เสียทั้งทรัพย์ ทั้งทาน ทั้งเวลาแทนคุณแผ่นดิน. เหล่านี้มาจากเหตุ ปัจจัย ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้แก้ที่นั่น เพราะทุกท่านเห็นการลบทิ้งข้อความที่จรรโลงเกียรติของพระพุทธเจ้ากันทั่วไปแล้วใช่หรือไม่ อย่ามัวมุสาต่อตนเองต่อไปกันเลยนะ. เรามาช่วยกันส่งเสริมเกียรติยศชื่อเสียงของ ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็นศาสดาหนึ่งของมวลมนุษย์ที่ชื่อ สิถถะกันเถิด. เพราะก่อนท่านจะดังท่านก็ต้องไม่มุสา ไม่อกตัญญู ไม่ล้างไม่ลบความจริงจากใครทั้งนั้น. แม้แต่จากจิตท่านเอง
โดย: Ffc IP: 27.55.5.224 วันที่: 8 สิงหาคม 2555 เวลา:3:06:58 น.
  
เมื่อพบปัญญาที่พระพุทธองค์ให้แสวงหาแล้ว ดมื่อพบวิชาหลังจากอวิชาแล้ว เราสามารถกตัญญูต่อปัญญาเดิมที่เราค้นพบมาได้ไหม ในเมื่อเราเสพคุณค่ากันมาตั้งนานแล้ว เพราะ มีผู้คนมากมายเขากตัญญูต่อเจ้าเมืองธรรมชาติกันมากมายทั่วโลก เราเป็นปรัชญาเดียวที่เขาเรียกว่า อกตัญญูต่อคุณค่าที่ตนสูดเสพ ปิดกั้นไว้เพียงธรรมชาติ ไม่ยอมให้คิดต่อแสวงต่อถึงเจ้าเมืองแห่งธรรมชาติที่มีทั้งหลักฐาน และ พยาน
โดย: Gg IP: 27.55.6.208 วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:2:24:51 น.
  
เพราะพบได้จากผล ที่มีผู้คนในปรัชญาที่ไม่เอาเจ้าเมืองธรรมชาติกันจนชาชิน ด้วยการเสพวรรณกรรมปิดกั้นกตัญญู พอมีวรรณกรรมมาล่อลวงนิดเดียวก็ไม่เอาพระเจ้าแผ่นดินงาวยๆ ทั้งๆที่เสพคุณค่ามาตั้งมากมาย หากแก้ที่เหตุ และ ปัจจัยจริงต้องแก้ที่การไม่ฝึกจิตให้อกตัญญูต่อเจ้าเมืองธรรมชาติ ที่อจิตไตยกันทั้งโลก(ที่พระพุทธเจ้าก็ยังรู้มาตั้งนานแล้วเลย)
โดย: ดด IP: 27.55.6.208 วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:2:29:14 น.
  
 วันหนึ่ง สิถถะเดินไปกับอานนท์ สิถถะไม่รู้จักชายหนึ่ง จึงถามอานนท์ว่า. ชายผู้นี้คือใคร. อานนท์ตอบว่า อย่าไปสนเลย ชายผู้นี้นินทาท่าน จาบจ้วงท่าน เพ้อเจ้อ ขี้จ้อ สิถถะจึงหันมาค้อนอานนท์แล้วกล่าวว่า เจ้านั่นแหละที่มุสา เจ้านั้นมันช่างมุสา และมุสาไปกี่มุสาแล้ว. ในเมื่อเจ้าไม่สามารถเล่าได้ว่าเขาพูดอะไรเกี่ยวกับข้าได้ และยังใช้คำรวบเพื่อมุ่งให้คำถามจากข้าหลงทางคิดร้ายต่อเขา.
   นี่คืออีกกระทู้ธรรมแห่งผู้สุจริตแท้ ที่ไม่ปล่อยให้ผู้ที่แต่งแต้มผู้อื่นด้วยการไร้ความจำของตัวการไม่กตัญญูต่อสมองตัว รวบรัดคำพูดที่มุสาวาจาต่อกัน มุ่งหวังให้อีกมนุษย์เข้าใจอีกมนุษย์ผิดไปจากเดิมหรือแยกไปจากเจตนารมภ์ได้. 
โดย: Hh IP: 27.55.8.243 วันที่: 10 สิงหาคม 2555 เวลา:1:26:45 น.
  
ใครเชื่อบ้าง ว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้อกตัญญูต่อเจ้าเมืองธรราติ ที่ทั่วโลกเขายอมรับว่าเสพคุณค่าของผู้นั้น. หากไม่เชื่อ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร ในเมื่อพี่น้องชาวใต้ เขากตัญญูต่อที่นั่น แล้วเราไปลบรูปพระเจ้า หรือ เจ้าเมืองธรรมชาติ ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านว่า รูปคืออจินไตยนั้นทิ้ง เราไปอุตริเช่นนั้น มันมุสา พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้เราทำบาป หรือ วางพระพุทธเจ้าที่เป็นบรรพบุรุษมนุษย์ไว้ผิดตำแหน่งแน่. หากเรายังดื้อดึง เขามีสิทธิ์ที่จะสอนสิ่งที่เราก็ยอมรับมานานว่า เกินจากความรู้ดรา. ขอให้ สอ บต จงใช้แง่คิดนี้ทำงานด้วย จะดีมากๆ
โดย: Hjc IP: 27.55.11.15 วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:6:35:00 น.
  
ผู้ที่มีทั้งผ้าสีพันกาย และมีสุจริต กตัญญูคลุมที่จิต ใจ. จงป่าวประกาศเถิดว่า พระเจ้านั้นมี และพระพุทธเจ้าก็มิเคยปฏิเสธ.เลย. แถมยังชี้ได้ว่ารูปธรรม ของนามที่มีมาตั้งแต่ท่านยังไม่เกิดนั้น อยู่ไหน. สุจริตแท้ต้องทำ มิใช่ทุจริต ปกปิด
โดย: Hyt IP: 27.55.11.15 วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:6:37:35 น.
  
หากมนุษย์ไปฝึกให้มีจิตอกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณมอบคุณค่าต่างให้พระพุทธเจ้าเสพได้ ตามวรรณกรรมกล่อมสมองกันอย่างขมักเขม้น ย่อมเกิดผู้ อกตัญญูกันเต็มประเทศ เวลาวรรณกรรมอะไรมากล่อม ก็ง่ายที่จะยกสะพานออกจากผู้มีพระคุณ ได้ทุกขั้นตอน ให้สังเกตุถึงประชากรไทน ที่อกตัญญู เอ่ยอ้างว่า ไม่มีเจ้าแห่งเมืองธรรมชาติ ไม่ต้องทำสิ่งไร้สาระคือ กตัญญู ขอบคุณ เรียนรู้ในปนัชญา และเจตนารมภ์. ให้สังเกตุว่า คนไทยพุทธนั้น อกตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดินง่ายดาย เพียงวรรณกรรม เพื่อนอบโจทย์ที่คือสุนทรีของมนุษย์ จงขันติ เหลือสิ่งอื่น
โดย: Ghf IP: 27.55.8.137 วันที่: 12 สิงหาคม 2555 เวลา:22:29:45 น.
  
พระพุทธเจ้าได้เสพ ออกซิเจนเจริญเติบโตมา
ท่านได้เสพคุณค่าของผู้อ้างสิทธิ์ ที่ผลิตธรรมชาติ แล้วมอบให้ไม่เหมือนกัน. แต่เจ้าเมืองนั่นก็จัดสมดุลให้ทุกมนุษย์ อย่างมีระบบที่ชัดเจน อธบายได้.
โดย: เรดี IP: 27.55.8.137 วันที่: 12 สิงหาคม 2555 เวลา:22:33:23 น.
  
  จงศึกษาแผนที่ ที่จะไปยังร้านก๋วยเตี๋ยว มีมีป้ายปักไว้ แล้วท่านได้ประจักษ์ หรือพบเห็นผ่านตา. เผื่อร้านที่ท่านๆเคยไปเสพนั้นต้องปิดตัวลง เพราะว่า ร้านนั้นแจงที่มาของผักสดที่ใส่มาให้ท่านเสพไม่ได้  แจงคร่าวๆว่าเก็บมาจากธรรมชาติข้างถนน ที่เข้าข่ายขโมยมา ใส่ชูรสมากไป ใส่กัญชาจนท่านเสพแล้วเมามาย. ใส่สีแต่งแต้ม. แม่ครัวก็ไม่รู้สัญชาติ พฤติกรรม ที่มาหลักแหล่ง และจิตใจเขา. มีการแนะให้เสพแบบมีพนันขันต่อในการแข่งขันกันเสพ. แต่อีกร้านที่มีป้ายบอกทาง แถมชี้แจงได้ทุกขั้นตอนว่าผักมาจากแหล่งใด แม่ครัวมาจากไหน สูตรมาจากใคร. ไม่ใส่ชูรส ไม่ใส่สี. และร้านโน้นก็จ้องทำลายทั้งแผนที่ และการชี้แจงสรรพคุณที่ให้คุณค่าแก่ผู้เสพมากมาย ไม่ขโมย ไม่มีการละเล่นพนัน ไม่ต้องจัดฉากกันเห็นหลังร้าน. และร้านในแผนที่นั้น ก็มีมนุษย์เช่นท่านยืนยันตั้ง3-4พันล้านคนแล้วว่า ทุกสิ่งที่นั่นมีคุณค่า แจงที่มาได้ ไม่มั่ว ไม่ขโมยมาจากข้างทางแน่นอน มีใบเซอร์ฯ จากแหล่งวัตถุดิบทุกตัว. แม่ครัวทุกคนผ่านการคัดเลือกเสป็ค อย่างมาตรฐาน. ใยไม่ศึกษา(แม้จะถูกทำลายถูกขีดแก้ในสาระที่ป้ายมากมาย) เพื่อร้านเดิมที่มีผู้คนเพียง300 ล้านคนเสพมันอย่างเมามาย ต้องปิดตัวลงเพราะความทุจริต ติดอกตัญญู ต่อลูกค้า ต่อผู้ลงทุนแรก เจ้าเรือนหุ้นแรก. ที่น่าสงสารนั้น
โดย: Gg IP: 27.55.1.248 วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:5:50:22 น.
  
   มนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นั้น ได้พูดคุยในเรื่องราวที่จะกตัญญูต่อสิ่งที่ตนสูดเสพประโยชน์มาเสมอ. จนถูกสวมรอยด้วยวรรณกรรมที่จับสุนทรียะ แห่งเสป็คมนุษย์ได้ แล้วมนุษย์ก็สร้างให้มนุษย์เสพ  แถมวรรณกรรมบางวรรณกรรมที่แยบยลบ้างก็กล่าววลีที่ปิดกั้นความมีจินตนาการที่สุจริต ก่อประโยชน์ฝึกฝนการกตัญญูนั้นๆไว้. วลีว่า ธรรมมะ นั้นถูกวรรณกรรมพยากรณ์ปิดกั้นไว่ว่ามันคือ ธรรมชาติ. แท้ที่น่าถูกต้องชัดเจนละเอียดขึ้นกว่านิยามแค่เช่นนั้นได้ว่า"ธรรมมะ คือการพูด คุย สื่อ ถึงการกตัญญู ในเจตนารมที่สุจริต เมตตา กรุณา ปรีชาญาณ รอบรู้ ของเจ้าเมืองธรรมชาติ ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ และสัตว์ทุกผู้นาม ก็ยังไหว". ของมนุษย์ และสัตว์. แต่มนุษย์อาจจะยังไม่ทราบว่าสัตว์มันพูด คุย สื่ิสาร กันเรื่ิองนี้หรือไม่. แต่้ราก็ไม่สมควรพ่าย เสื่อมถอยไปกว่าสัตว์ เราควรหมั่นพูด หมั่นสื่อกันให้สม่ำเสมอ. 
โดย: เก็ดน้อย IP: 115.87.90.91 วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:16:56:09 น.
  
มีใครทราบบ้างว่า พระพุทธเจ้าถูกวางยาตาย โดยกลุ่มที่เขียนไตรปิฏกขึ้นมา. แล้วในนั้น มีผลประโยชน์ของโรงงานดินดำ(ดินปืน) ที่ให้จุดพลุ โรงงานเทียน ขี้เถ้า มากมาย มีการอนุญาติให้กล่าวอกตัญญูต่อ เจ้าเมืองธรรมชาติได้ มีการแนะนำให้พนันในบุญและ กล่าวถึงทาน ที่พวกพ้องตนคือผู้รับประโยชน์มันกันเอง. และวลีกรรมก็ปิดคดีของพระพุทธเจ้า เพื่อมิให้ขุดคุ้ยว่า พระพุทธเจ้ามิให้เอาผิดกับผู้วางยาท่าน เพราะเป็นกรรมของท่านเอง วลีกรรมเลยเป็นปัจจัยสูงสุดในการแต่งวรรณกรรมที่ท่านอานนท์และพวกแต่งให้ผู้คนเชื่อพวกพ้องเขา
โดย: เด็กน้อย IP: 115.87.90.91 วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:17:01:38 น.
  
แล้วใครเชื่อบ้างว่า พระพุทธเจ้าจะแนะนำให้มนุษย์ กล่าวอกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณต่อท่าน ให้ออกซิเจนท่านเสพ. เพราะท่านรอบรู้ท่านต้องรู้ว่าเสพอะไรชีวิตถึงรอด. เพราะฉะนั้น เจ้าเมืองธรรมชาติที่เรียกว่า พระเจ้านั้น พระพุทธเจ้าย่อมไม่อนุญาติให้เนรคุณแน่นอน
โดย: Ff IP: 124.120.163.21 วันที่: 14 สิงหาคม 2555 เวลา:20:38:15 น.
  
   เมื่อครั้งมีมนุษย์ขึ้นมาเพียงไม่กี่คน. มนุษย์มาบนโลกที่เย็นตัวลง เกิดชั้นหิน ดิน ชั้นอากาศที่สมดุล สามารถหายใจสันดาปออกซิเจนเช่นปัจจุบันนี้ได้ มนุษย์ที่ดำรงชีพได้นั้นยังสื่อสารกันไม่เป็น ยังไม่รู้จักสิ่งของ ยังมิกำหนดกฎเกณฑ์ต่อตน ต่อกัน เสื้อผ้าก็ยังไม่มี. เอาล่ะภาพรวมก็เช่นนี้นะ. เริ่มจากวงจรนี้นะ เมื่อเริ่มกระหาย มีน้ำตกจากฟ้า เข้าปาก ก็รู้สึกในสามัญสำนึกว่า สนองความต้องการตนบางอย่าง สมดุลบางสิ่งวิ่งศูนย์กลางก็เสพน้ำนั้น. ทีนี้เมื่อฝนตกมามาก เปียกแฉะ สามัญสำนึกส่วนตัวก็เปียกแฉะเกินจากการเสพน้ำนั้นแล้ว เจ็บอีกต่างหากเมื่อฝนแรง เม็ดโต ก็วิ่งโร่หนีเจ็บ ถ้ำคือที่ราบที่เคลื่อนกายได้ง่ายสุด และสนองสมดุลตัวเองได้ ความปลอดภัยจากที่นั่นก็เกิดจดจำ เกิดความรู้สึกยึดครองเมื่อครั้งหน้ามาถึงอีก.เมื่อมีลมหนาวเห็นหนังสัตว์ที่ถูกเก็บไปด้วยลาวา ด้วยอายุ ด้วยอดอยาก ก็เก็บยึดครอง ห่มกายให้อุ่น และป้องกันเจ็บจากฝนด้วย นี่ข้ามเรื่องอาหารที่มันงอกขึ้นจากดิน แล้วคนแรกๆก็เห็นว่ามีพืช(ที่ยังไม่รู้ว่าเรียกอะไรนะ)งอกขึ้นมา  และพืชนั้นก็สนองระบบหาอาหารอัตโนมัติทั้งแป้ง น้ำตาล ไฟเบอร์ มนุษย์ก็เสพ มนุษย์เสพสิ่งเหล่านี้ น้ำตกจากฟ้าสามัญสำนึกแรกที่ดับกรัหายได้ก็แหงนขึ้นไปน้อบน้อมขอบคุณที่มาของน้ำบนฟ้า สำนึกกตัญญูที่เว้งว้างที่นั่น. บางส่วนที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่แรก มาเสพที่พืชก่อนก็ขอบคุณที่ใต้ดินที่มีอาหารงอกขึ้นมาให้เขา บางส่วนก็ไปขอบคุณหินที่ปกปิดเขาจากความเจ็บปวดของห่าฝน บางส่วนก็ขอบคุณนอบน้อมต่อสัตว์ปีกสัตว์ใหญ่ที่ทิ้งซากหนังให้เขาได้ห่มกายป้องกันตัวจากเจ็บแรกๆถึงเจ็บจากการรุกรานแย่งชิงที่จะกล่าวต่อไป
     ทีนี้มนุษย์สามารถสืบเผ่าพันธ์ ดังเช่นจำนนกันแล้วนะ มนุษย์ก็เริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น. ของ ถ้ำ น้ำที่ร้างผิวโลกยามแห้งแล้ง หนังสัตว์ พืช อาหาร รวมๆแล้วเริ่มน้อยหรือมีเพิ่มมาอาจไม่ทันมนุษย์บริโภค สะสม เพราะสามัญสำนึก เพราะความจดจำว่า จะเกิดความไม่ปลอดภัยซ้ำๆนั้นตลอด ก็มีการรักษาถ้ำ รักษาสมรภูิแหล่งน้ำ มีการจับกลุ่มตั้งสังคม มีการชวนเชื่อด้วยสิ่งเสพ(ตอนนั้นคงยังไม่ต้องเสพ เหตุผล ดังเช่นปัจจุบัน เอาแค่รอดแบบอัตโนมัติ สามัญสำนึกก่อน)ว่าหากมีไอ้ตังแสวงหาสิ่งเสพแบบเรานี้ ช่วยเราออกไปหาสิ่งเสพมาได้โดยที่เราเฝ้าสมรภูมิ เฝ้าถ้ำ เราก็สบายไร้กระหายไร้เหนื่อย ยุ่งยาก เสี่ยงนกยักษ์. แนวคิดนี้ก็เริ่มเกิดขึ้นในมนุษย์ยุคนั้น(แต่ก็ยังะลึกขอบคุณฟ้าบ้าง ดินบ้าง แต่นามธรรมว่าผู้ครอบครองสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ทั้งหมด ทั้งดินฟ้า อากาศ คือผู้เดียวกันคือพระเจ้า (ที่ทุกคนก็ยังจินตนาการไม่ได้เช่นทุกวันนี้)เอาล่ะเราพักเรื่องสากลคือพระเจ้าไว้พลางก่อนนะเดี๋ยวจะเป็นประเด็นเพราะมีบางศาสนาแยกความเป็นสามัญของมนุษย์เองออกไปว่าไม่มีพระเจ้าแล้วเข้าใจผิดว่าการพูดถึงพระเจ้าคือพูดเรื่องศาสนา ทั้งๆที่คือสามัญสำนึกมนุษย์ที่ยังไม่มีศาสนาใดใดปรากฎขึ้นในโลกในสังคมมนุษย์เลยด้วยซ้ำเท่านั้น
     กระบวนการแสวงหา หาตัวช่วยแสวงหา หาคนทำงานแทน แบ่งงาน เริ่มจากการมีจินตนาการแบ่งงาน แบ่งอย่างไร เริ่มด้วยวรรณกรรม จากสมองสู่ปาก.(การป่าวประกาศก็เป็นวรรณกรรมเพราะมีความต้องการของมนุษย์ในนั้น และมีมนุษย์เป็นผู้รับผล ทั้งสำฤทธิ์และล้มเหลว) ก็กำหนดผู้ใต้ บัญชา(ชิงบัญชา)ว่า หากไปหาอาหารมาจุนเจือกันก็จะอยู่ในถ้ำด้วยกันได้(ถ้ำเริ่มน้อยแล้วนิ)ใครเชื่อมั่นก็ไปหามา เจ้าของถ้ำที่ยึดไว้ก่อนก็เริ่มสบาย. แต่มันไม่ง่ายที่จะแข่งขันกับสร้างวรรณกรรมบบเดียวกัน. มันแย่งชิงแรงงานมายากอยู่(ทุกมนุษย์ก็ต้องเริ่มเลือก เริ่มแสวงสังคม สนองความต้องการของตัวเองทั้งนั้น) จึงเริ่มมีการcreateวรรณกรรม ที่ตอบปัญหา ดึงมวลชน ดึงแรงงาน สาวก. จึงเริ่มใช้วลีพระเจ้ากันอย่างเด่นชัด ว่าฉันใกล้พระเจ้ากว่าถ้ำนั้นถ้ำนี้(จริงจะกล่าวว่าพระเจ้ามีจริงและมอบคุณค่าที่สุจริตให้กับสังคมไหนที่ใช้เจตนารมที่พระองสื่อสารมากับกลุ่มชนนั้นๆตอนนี้ก็ยังได้ แต่ยัง เดี๋ยวจะถูกประเด็นเดิมปิดกั้นความมีสติปัญญาของผู้อ่านภาษานี้ออก)
    เอาล่ะซิ ทีนี้ก็ครีเอทกันไปทั่ว. ซึ่งมนุษย์โบราณพวกนั้นก็เหมือนมนุษย์โบราณสมัยนี้นั่นเองคือ เปิดหน้า(ภาษามวย)คือเปิดช่องว่างทางการตลาดครับเรียกหาเหตุผล เรียกหาหลักฐาน ไม่แปลก แต่จะชี้ให้เห็นว่ามิใช่จะเริ่มมีรุ่นเรานะครับ เดียวจะเข้าใจผิดอวดอ้างกันไปว่าพ่อแม่ฉัน ศาสดาฉันฉลาดล้ำเรียกหาเหตุผล เรียกหาหลักฐาน เก่งจริงๆ แต่มิใช่เก่งครับ ปิดกั้นครับ มันคือกระบวนการเพื่อหยุดยั้งความรู้ใหม่ที่จะตกมายังสมองมนุษย์ได้ แล้วถูกผู้เหนือกว่าจัดกลุ่มใช้งานเท่านั้น. กลับไปที่ดึกดำบรรพ์อีกครั้งดีกว่า
     เมื่อมีผู้ใช้สมอง เรียกหาหลักฐาน เรียกหาประจักษ์ เรียกหาเหตุผล โดยยังไม่สามารถเข้าถึงคุณค่าเป็นจำนวนมากแล้ว. เหล่านักแสวงทาสทั้งหลายจึงเริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์(ทำแบบอัตโนมัตินะครับ มิใช่จงใจจัดตั้งแบบอีเว้นท์สมัยนี้แทบทุกอย่างรวมถึงการศาสนาด้วยที่อีเว้นท์มากมายเพราะกลัวเสื่อมถอย ขายของตก ต้องรีบทำ CRM(ศัพท์การตลาด)กันใหญ่โต ตั้งงบดึงงบกันให้วุ่น เรี่ยไรงบแบบทุจริต หรือ พนัน ก็เอา ) การทุจริต อวดอ้างเริ่มมาสักพักแล้วนี่นา. ที่นี้ก็เริ่มอุตริครีเอทหลักฐานกันละซิ ต่างคนต่างครีเอท ปั้นมั้นขึ้นมาหลอกดึงมวลชนกันขึ้นมา คือ รูปปั้น ทั้งดินทั้งหิน โดยมีstory อิงการชวนเชื่อว่ากลุ่มก้อนตนใกล้ชิดผู้ให้น้ำจากฟ้า ผู้ให้พืชจากดิน ผู้ให้เมฆเปลี่นเป็ยน้ำกลั่นหายเค็ม ผู้บริหารทุกสิ่งด้วยกระบวนการโน่นนี่ แล้วแต่จะครีเอท. ที่นี้ใครล่ะจะชวนเชื่อในวรรณกรรมตนได้ ก็ต้องให้สมจริงสมจังเชื่อมโยง ละเอียดขึ้น ปกปิด(การแข่งขัน)ให้สืบค้นยากขึ้น มีปรัชญาที่อ้างว่าใกล้ชิดพระเจ้าเริ่มก่อน มีครอบครัวพระเจ้าเข้ามาในสมองมนุษย์ เชื่อมโยงเหมือนครอบครัวมนุษย์ไม่ปาน มีญาติโกโหติกา แบ่งแยกอำนาจกันไปคนละหน้าที่ เรื่องราว วรรณกรรมนั้นก็ไม่ใช่ย่อยนะ มีคนเชื่อ(เชื่อนะครับ)มากอยู่ จนน่าจะแทบหมดโลกในสมัยนั้น เพราะอะไร เพราะหลักฐานที่เป็นรูปปั้นไงล่ะครับ เพราะเชื่อว่ามีผู้พบครอบครัวพระเจ้า เพราะเชื่อว่าบางพื้นที่มีครอบครัวพระเจ้าอาศัยอยู่ เพราะเชื่อว่ารูปร่างญาติพี่น้องลูกหลานพระเจ้าเป็นดั่งรูปปั้นนั้น พวกบูชาไฟ วูซูก็เริ่มลดน้อยลงด้วยวรรณกรรม. ถึงตอนนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแท้จริงเลยด้วยซ้ำว่า story นั้นถูกต้อง มีแต่เชื่อต่อกันมา ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ 5 ระดับ และสนองสุนทรีต่างๆที่เกิดขึ้นมา(สุนทรีคือ ได้เสพ ได้รู้สึกว่ามีที่มา ที่อยู่ ที่จะไป ที่สนุก ที่สบาย ที่พ้นทุกข์ ที่มันส์ ที่อร่อย ที่อิ่ม ที่ปลอดภัย และอื่นๆอีกมาก)สุนทรีเหล่านั้น มันกล่อม และฝังไว้ในสมองมนุษย์ เป็นเชื้อเพื่อรอการตอกย้ำในความถูกต้องที่มีระดับการยืนยันตามความรู้ทุกๆศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงแล้วประมวลมัน)
   เมื่อมนุษย์ถูกล่อลวงไปจากความเป็นจริงโดยมีสุนทรีต่างๆล่อลวงไปเป็นทาสสนอง needs ของมนุษย์ด้วยกันเองอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนั้น นั่นคือถูกนำออกจากแถวของบรรพบุรุษ ผู้เคยแหงนหน้าขึ้นฟ้า ขอบคุณ และมุ่งหวังที่จะกตัญญูในสิ่งที่สุจริต ยุติธรรม รอคอยอย่างมัขันติที่จะพบ ไม่มีวรรณกรรมให้ลุ่มหลง ไม่มีสุนทรีให้หันห่างไปจากเจตนานั้น สมองใสสะอาดรอรับแต่วิชาความรู้ที่จะประมวลถึงวรรณกรรมทั้งหลายที่จะมาปรากฎกับตน มนุษย์ปัจจุบันนั้น ใยจะคืนสู่สามัญสำนึกเดิมกันไม่ได้เล่า ในเมื่อหลักฐานที่แท้ คุณค่าที่ชัด เหตุผลที่กระจ่างมันตกมายังโลลกนี้นานแล้ว ใยไม่พักวรรณกรรม ใยไม่แสวงความจริง ใยมิใช้สามัญสำนึกเช่นบรรพบุรุษเคยใช้ คือมุ่งกตัญญูต่อต้นทางแท้จริง. เพราะอะไรหรือ ลุงจะวิเคราะห์ให้นะ. ลองย้อนไปที่วรรณกรรมที่ครีเอทครอบครัวพระเจ้าดูซิ มันยากที่คู่แข่งจะตามทัน มันแทบไม่เหลือพื้นที่ในสมองให้แสรกเรื่องอื่นลงไปก่อกำเนิดความจริง(ความฉลาด)เลยนะ. ถ้าลุงอยู่ยุคนั้นก็คงเสร็จวรรณกรรมนั้นด้วยแน่เลย(ฮิฮิ)ที่นี้วรรณกรรมใหม่ๆที่ต้องเกิดใหม่ขึ้นมาจะก๊อปปี้ ก็ยาก. นอกจากใช้ กลยุทธ์ blue ocean ไปสร้างให้ไกลๆจากภูมิภาคเดิม. ไม่รู้ล่ะจะก๊อป จะปรับปรุงจะแก้ไข จะตอบโจทย์ ทั้งสุนทรี ทั้งความเบื่อหน่าย ได้ทั้งนั้น ก็การตลาดมันทำงานมาตั้งแต่ยุคหินแล้วนี่นา บางวรรณกรรมก็ก๊อปปี้วรรณกรรมเดิม โดยตัดการสงครามอันมีมนุษย์เบื่อหน่ายแบบไม่รู้ตัว แต่พอผู้คิด slogan tagline หรือ value นั้นๆได้ มันก็แคะเอาความรู้สึก percivetion ออกมา เลยเรียกว่า "โดน" ไง. แต่สำคัญอีกว่าวรรณกรรมนั้นจะปิดช่องว่างให้เกิดคู่แข่งได้อย่างไร บางวรรณกรรมที่แยบยลยุคหลังๆนี้ พบมากในการใช้วลีบางวลีที่ไร้มาตรฐาน แต่สามารถกด การแสวงปัญญาของผู้เสพได้เช่นวลี สิ่งงมงาย ไร้สาระ จาบจ้วง ลบหลู่และวลีที่ไร้มาตรฐานมากมายที่เข้ามาในสมองมนุษย์เพื่อดึงไปหาความเชื่อ เช่น ดี อร่อย สนุก มันส์ เท่ ขั้นเทพ ความรัก อิ่มบุญ กุศล ขาว เซ็กซ์ซี่ แอบแบ้ว 
     ถ้าเรามีเครื่องมือตั้งค่าให้กับวลีต่างที่เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งโลก (และมีแล้วด้วย คือ กตัญญูสูงสุดเช่นบรรพบุรุษแรกเคยกตัญญู) มนุษย์เราก็สามารถอยู่ร่วมกัน ตักเตือนกัน มีปฎิภากษ์ต่อกันอย่างสันติ.วรรณกรรมของลุง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดใดเลยนี้ ขอให้เพื่อนมนุษย์รับไว้พิจารณา เพื่อค้นหาหลักฐานทุกประการที่ทุกวรรณกรรมอ้างให้พบ. แล้วค่อยพิพากษาว่า วรรณกรรมของลุงนี้มีคุณค่าทางดี หรือ ชั่ว แล้วช่วยกันตีตราให้มันจีรังต่อมนุษย์โลกด้วยเถิด ลูกหลานรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงทั้งดีชั่ว มิต้องลองผิดลองถูกไปตามสุนทรีแห่งตน แห่งสิ่งเร้าในสังคม แห่งภาพลักษณ์ ภาพงานอีเว้นท์ใดใดที่หรูหราน่าเลื่อมใส โดยลืมสามัญสำนึก กตัญญู ที่สูงที่สุดเท่าที่มนุษษ์จะทำได้เท่าเทียมกัน แล้วจงใช้สิทธิ์ในการตักเตือนลุง แต่ต้องระมัดระวังบัญชีของนเองภายในจะติดลบนะถ้าไม่ละเอียด เพราะบัญชีนั้น คือapplication form ที่มนุษย์ทุกคนถือในมือเพื่อยื่นต่อผู้อนุมัติ ให้เป็นมนุษย์ที่ดี และเป็นวิญญาณที่ปลอดภัย (หรือใครขอเป็นมนุษย์ชั่ว เป็นวิญญาณที่ชั่วร้ายล่ะ) และการอดทนมีขันติที่เข้าแถวโดยมีเวลากรอกข้อความ ติ๊กช่องต่างนั้นยังพอมี (ลุงกำลังออกแบบให้เพื่อนๆมนุษย์อยู่) บรรพบุรุษที่มีขันติรอคอยพบ กตัญญู แสดงความขอบคุณ โดยที่มิได้ลุ่มหลงเมามายในการมีวรรณกรรมล่องลอยในโลกนี้มากมาย ไม่ตกในครอบงำนั้น คือแบบอย่างแห่งการมีขันติ  และชาญฉลาด มีปัญญา พึ่งพาตนเอง แสวงหาสุจริตความรู้ ปฎิบัติดีชอบ ที่แท้จริง. ใยเราไม่ย้อนดูบรรพบุรุษเล่า(ยังมีต่อนะ)
    
โดย: Ff IP: 58.11.140.108 วันที่: 15 สิงหาคม 2555 เวลา:3:41:07 น.
  
อย่าติดการเสพวรรณกรรมเพื่อประเทศจะมีผู้กตัญญู ทัดเทียมชาวโลก วรรณกรรมไตรปิฏกนั้น เกิดขึ้นหลังพระพุทธเจ้าผู้สุจริต ถูกวางยาตายไปด้วยซ้ำ ท่านๆจะเชื่อหรือว่า พระพุทธเจ้าจะเป็นมนุษย์ที่อกตัญญูแม้แต่ออกซิเจนที่ท่านเสพ แล้วท่านจะไม่รู้กายรู้ใจหรือ ว่าท่านเสพสิ่งใด
โดย: tht IP: 110.169.207.152 วันที่: 16 สิงหาคม 2555 เวลา:8:32:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
khaolakchai
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



free counters