ไขปริศนาอานุภาพ"แก๊สน้ำตา"

ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์จากหน่วยงานความมั่นคง
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาที่ทั่วโลกใช้ควบคุมฝูงชนว่า
โดยทั่วไปแก๊สน้ำตามีด้วยกัน 2 ชนิด คือ "ชนิดขว้าง" กับ "
ชนิดที่ยิงจากอาวุธปืนเฉพาะ" โดยแก๊สน้ำตาชนิด
ที่ยิงจากอาวุธปืน มีความเร็วต้นประมาณ 50-60 เมตรต่อวินาที

แก๊สน้ำตาทั้ง 2 ชนิดสามารถแยกย่อยได้อีก 2 แบบ คือ
แบบปล่อยควันสารระคายเคือง
และแบบมีระเบิดเสียงผสมกับควันสารระคายเคือง!

วัสดุที่ใช้ทำแก๊สน้ำตานั้น คืออะลูมินัม โดยแก๊สน้ำตาแบบระเบิดเสียง
ผสมกับควันสารระคายเคือง เมื่อถูกยิง
ออกจากอาวุธปืนจะมีลักษณะการระเบิดใกล้เคียงกับ "ระเบิดเสียง"
หรือ Stunt bomb มีวัตถุประสงค์เพื่อข่มขวัญ
มีระดับความดังประมาณ 130 เดซิเบล หากเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ
เสียงระเบิดจะใกล้เคียงกับประทัดยักษ์

นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งชนิดสารระคายเคืองของแก๊สน้ำตาได้อีก 2 แบบ
ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของแก๊สน้ำตา
เรียกว่าแบบ CN กับ CS โดยแก๊สน้ำตาแบบ CN นั้น ปัจจุบันองค์การสหประชาชาติ
ประกาศห้ามใช้แล้ว
และในยุโรปหรืออเมริกาก็ไม่มีการใช้ ทั้งยังเลิกผลิตแล้วด้วย
เนื่องจากเป็นสารระคายเคืองที่มีพิษ ทำให้ผิวพุพอง
และมีสารพิษตกค้าง ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่จึงใช้แก๊สน้ำตาแบบ CS
เป็นส่วนใหญ่ เพราะจะปลอดภัยกว่า


อย่างไรก็ดี แก๊สน้ำตาแบบ CN ยังมีการผลิตและใช้อยู่หลายประเทศ
แต่จะเป็นกลุ่มประเทศค่ายคอมมิวนิสต์
เช่น จีน อิสราเอล และประเทศทางตะวันออกกลาง
กระนั้นในแง่ของการตรวจสอบว่าแก๊สน้ำตาที่ใช้เป็นสารต้องห้าม
หรือไม่ สามารถให้ผู้รับผิดชอบเก็บตัวอย่างสารจากพื้นดินที่แก๊สน้ำตาตกอยู่ไปตรวจสอบได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์ กล่าวอีกว่า การควบคุมหรือสลายฝูงชนนั้น
ตามหลักปฏิบัติสากลจะมีขั้นตอนต่างๆ อยู่
โดยเริ่มจากการใช้เจ้าหน้าที่ถือโล่และกระบองผลักดันฝูงชน
หากไม่ได้ผลก็จะใช้รถฉีดน้ำเข้าเสริมการปฏิบัติ ส่วนการ
ใช้แก๊สน้ำตานั้นจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกรณีที่ฝูงชนบ้าคลั่ง
ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว จึงจะสั่งใช้แก๊สน้ำตา

ที่สำคัญการใช้แก๊สน้ำตาแบบยิงด้วยอาวุธปืน จะมีหลักการใช้อาวุธประเภทนี้
เป็นพิเศษกำกับอยู่อีก กล่าวคือ
เจ้าหน้าที่ผู้ใช้ต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นการเฉพาะ ไม่ใช่ว่าให้ใครก็ได้มาใช้
และการยิงจะต้องยิงเป็นวิถีโค้งทำมุม
ไม่ต่ำกว่า 45 องศาจากระยะไกล และจุดตกของแก๊สน้ำตานั้นจะต้องเป็นจุด
ที่ฝูงชนเบาบาง แต่อยู่เหนือลม เพื่อให้
กระแสลมพาสารระคายเคืองเข้าไปยังกลุ่มฝูงชน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องกำหนดจุดตกเป็นจุดที่ฝูงชนเบาบาง
ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขว้างแก๊สน้ำตาที่ถูกยิงออกไปแล้ว
กลับมายังเจ้าหน้าที่ เนื่องจากก่อนที่แก๊สน้ำตาจะทำงาน มีระบบหน่วงเวลาหลายวินาที

ส่วนเหตุการณ์ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อช่วงเช้า
วานนี้นั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์ วิเคราะห์ว่า จากภาพข่าวที่ปรากฏ
ทางสื่อมวลชนว่า เจ้าหน้าที่ที่ใช้แก๊สน้ำตา
น่าจะไม่ได้รับการฝึกฝนมาจนเชี่ยวชาญ และยิงแก๊สน้ำตาด้วยวิธีที่ผิดหลัก
ปฏิบัติสากล คือ เป็นการยิงในระยะใกล้
ไม่ได้ยิงในลักษณะวิถีโค้ง จุดตกแก๊สน้ำตาอยู่กลางฝูงชน ไม่ได้ตกในจุดที่ฝูงชนเบาบาง
ส่วนแก๊สน้ำตาที่ใช้นั้น น่าจะเป็นแก๊สน้ำตาแบบมีระเบิดเสียงผสมกับสารระคายเคือง

สำหรับผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขึ้นขาขาดนั้น ผู้เชี่ยวชาญรายนี้
เห็นว่า น่าจะถูกแก๊สน้ำตาแบบมีระเบิดเสียง

ผสมกับสารระคายเคือง เพราะมีอันตรายใกล้เคียงกับประทัดยักษ์
หากจุดตกแก๊สน้ำตาอยู่ในระยะประชิด ก็มีความเป็นไปได้
ที่อาการจะสาหัสถึงขั้นขาขาด


แก๊สน้ำตาแบบที่มีระเบิดเสียงนั้นอานุภาพไม่ต่างจากประทัดยักษ์
หากถือไว้หรืออยู่ใกล้มากก็ทำให้บาดเจ็บสาหัส
ได้เช่นกัน เช่น ถ้าถือประทัดยักษ์ขณะระเบิดก็ทำให้นิ้วขาดได้
และเมื่อบวกกับวิธีการยิงแก๊สน้ำตาซึ่งไม่ถูกวิธีด้วยแล้ว
ก็มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่ขาขาดนั้นถูกแก๊สน้ำตาชนิดนี้ขณะเกิดระเบิดเสียงในระยะที่ใกล้มาก


นพ.อัฉริยะ สาโรวาท ภาควิชาศัลยกรรม คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในส่วนของ น.ส.อังคณา
ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบ ที่เสียชีวิตระหว่างการนำส่ง
ลักษณะบาดแผลพบว่ามีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณหน้าอก
ต้นแขน เต้านมด้านซ้ายหายไป ซีกโครงด้านซ้ายหักทั้งหมด
มีเลือดออกที่ช่องปอด ซึ่งทางนิติเวชสรุปว่า เกิดจากการ
กระแทกด้วยของแข็งความเร็วสูง และมีความร้อน อีกทั้งบริเวณ
แผลโดยรอบมีเขม่าดำ **แต่ไม่พบวัตถุที่เป็นโลหะ ที่สะเก็ดระเบิดใดๆ ในร่างกาย**

นอกจากนี้จากการรักษาผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ พบว่า บางรายมีบาดแผลสาหัสที่ข้อเท้า
ขา มือ และแขน โดยเนื้อเยื่อเละเป็นชิ้นๆ
บางรายลึกถึงกระดูก มีถึงขึ้นกระดูหักเป็นเศษเล็กเศษน้อย ทำให้ต้องมีการตัดอวัยวะ
ส่วนนั้นออกไป เพราะไม่สามารถรักษาได้

นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ผู้ช่วยอำนวยการด้านผู้ป่วยวิกฤต ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า
เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างการชุมนุม จากบาดแผลที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ซึ่งตั้งแต่เหตุการณ์ปะทะที่บริเวณ
สะพานมัฆวานรังสรรค์ จากการรักษาผู้บาดเจ็บรายหนึ่งซึ่งมีบาดแผลเป็นรูหน้าขา
รักษาไม่หาย ทำให้ต้องผ่าตัดและพบว่า
มีกระสุนยางฝังตัวอยู่ จะเห็นได้ว่า แม้เพียงการใช้กระสุนยางก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
ดังนั้นเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ผ่านมาคงไม่ต้องพูดถึง

ด้าน พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด
กล่าวว่า จากการนำเสนอภาพของสื่อมวลชนในเหตุการณ์ เห็นว่า แก๊สน้ำตาที่ใช้
มี 2 แบบ ลักษณะยาวประมาณ 6 นิ้ว ขนาด
น้ำหนัก 2 ขีด เวลายิงจะเร็วมาก 200 feet/session ดังนั้นจึงมีแรงกระแทกมหาศาล
และเมื่อตกพื้นจะระเบิดออก มาจากประเทศจีน
ต่างจากแก๊สน้ำตาที่ใช้ในกลุ่มประเทศรวย เมื่อตกพื้นจะไม่ระเบิด แต่แก๊สน้ำตาจะค่อยๆ
ซึมออกมาแทน

แก๊สน้ำตาที่ใช้ขว้างออกไป เมื่อกระทบพื้นจะระบิดตูมและมีไฟลุกขึ้น
ขณะที่แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกา เมื่อตกพื้นจะดังฟึบ
แล้วแก๊สค่อยๆ ซึมออกมา ดังนั้นบาดแผลของผู้บาดเจ็บที่เกิดการเผาไหม้ย่อมเกิดขึ้นได้
รวมถึงน้ำหนักและแรงความเร็วของแก๊สน้ำตา
หากวิ่งมากระทบอวัยวะส่วนใดย่อมทำให้ขาด ชนขา ขาก็ขาดได้ เช่นเดียวกับนิ้วและมือ
และเมื่อเกิดการระเบิด ไฟลุก ก็ทำให้เนื้อ
ส่วนนั้นรุ่งริ่ง มีรอยไหม้เหมือนภาพบาดแผลที่ปรากฏในข่าว พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า
ศัลยแพทย์ทั่วไปหากเคยรักษาเด็กที่ถือ
ประทัดระบิดในมือ หากเป็นประทัดลูกเล็กๆ นิ้วและมือเนื้อจะแหว่ง
แต่หากเป็นประทัดลูกใหญ่มือก็จะถูกแรงระเบิดตัดขาดไป ดังนั้น
แรงระเบิดแก๊สน้ำตาคงไม่ต้องพูดถึง


พล.ต.ท.อัมพร กล่าวต่อว่า สิ่งที่แพทย์พบในร่างกายผู้บาดเจ็บ จะมีชิ้นส่วนเล็กๆ
ที่เป็นพลาสติกบางๆ นั้น เป็นพลาสติกที่ห่อหุ้ม
แก๊สน้ำตาไว้ และจากการสอบถามแพทย์ ไม่พบสะเก็ดระเบิดที่เป็นโลหะ
ดังนั้นจึงตัดประเด็นการใช้ระเบิดที่เป็นระเบิดแท้จริงออกไป
แต่น่าจะเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตานี้มากกว่า


ต่อข้อซักถามว่า จากการแถลงข่าวของตำรวจระบุว่า นส.อังคณาเสียชีวิต
จากระเบิดที่พกมาเอง พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่าไม่ว่าจะเป็น
ระเบิดปิงปอง หรือระเบิดลูกเกลี้ยง หากระเบิดขึ้นจะต้องพบเศษโลหะในร่างกาย
แต่การตรวจของแพทย์ไม่พบ ดังนั้นการที่จะพกระเบิด
มาเองจากที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ให้สังคมกลับไปคิดเอง
และคิดว่าคงตอบเองได้ เพราะทุกคนมีสติสัมปชัญญะเท่ากัน


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในวันที่ตำรวจแถลงข่าวยืนยันใช้แก๊สน้ำตาสลายผู้ชุมนุม
และมีการสาธิตการใช้แก๊สน้ำตานั้น เป็นแบบเดียวกับ
ในวันที่สลายผู้ชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่า เท่าที่เห็นไม่เหมือนกัน
แต่เป็นแก๊สน้ำตาที่ผลิตโดยสหรัฐ เป็นแบบเซฟตี้
เพราะเป็นลักษณะควัน เมื่อกระทบพื้นแล้วจะค่อยๆ ไหลออก
อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบประเทศไทยมีการใช้แก๊สน้ำตาในทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตามการปราบจลาจล แม้ใช้กระสุนยางก็จะไม่ยิงโดยตรง
แต่จะยิงที่พื้นให้กระเด้ง ดังนั้นในรายที่กระสุนยางทะลุนั้น
ไม่รู้ว่าเกิดจากตำรวจอ่อนซ้อมหรือตั้งใจกันแน่ ก็บอกไม่ได้

ด้าน พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาค 4 และอดีตสมาชิก
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ตนอยู่ในสนามรบมาหลายปี
เคยชินกับบาดแผลสงคราม เวลาที่มีคนเจ็บ ตนจะไปรับด้วยตนเอง
และจะตามไปในห้องผ่าตัดด้วยทุกครั้ง ตนไม่เคยพูดเสียงเครือ
แบบนี้มาก่อน แม้ว่าทหารจะเสียชีวิตบาดเจ็บก็ตาม

แต่ในเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคมนั้น ตนอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลยิงใส่ประชาน
ที่กำลังเดินกลับจากรัฐสภาไปทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ได้มีการคุกคามใดๆ
เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ตนเคยชินกับเสียงอาวุธต่างๆ รู้ว่า อะไรเป็นเสียงปืน ระเบิด แก๊สน้ำตา
หากแก๊สน้ำตาเมื่อตกพื้นจะดังป๊อก แต่กลับได้ยินเสียง
ตกป๊อกและมีเสียงบึ้มตามมา ตนนั่งอยู่ในรถ มีลูกหนึ่งตัดกิ่งไม้ขาดมันไม่ใช่แก๊สน้ำตา


ที่มา-www.bangkokbiznews.com
-http://suthichaiyoon.com

ความคิดเห็นส่วนตัว

ตลกสิ้นดีกับนายตำรวจระดับสูง ตอแหลอเก่ง ทั้งที่ยังไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนเสียก่อน กลับแถลงข่าว กล่าวหาใส่ร้าย
ประชาชน ว่าคนที่บาดเจ็บ และเสียชีวิต นั้น สาเหตุจากที่พกพาระเบิดมาชุมชุน (แล้วตำรวจรอดมาได้งัย)
แสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าตำรวจ ไม่ยืนอยู่ข้างประชาชนเลย ไปยืนอยู่ข้างรัฐบาลเลวๆ
ที่สั่งทำร้ายและฆ่าประชาชน

*กรณีประชาชนคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บ นายตำรวจระดับสูงตนนั้น กล่าวหาว่า มืออีกข้างกำระเบิดไว้ ทั้งที่ความจริง
คือพวงกุญแจ จากคำแถลงของหมอและ จนท.ที่รับตัวมารักษา ตำรวจตาถั่ว สอบตำรวจมาได้งัย?
*และกรณี จากการแถลงข่าวของตำรวจระบุว่า นส.อังคณาเสียชีวิต
จากระเบิดที่พกมาเอง พล.ต.ท.อัมพร กล่าวว่าไม่ว่าจะเป็น
ระเบิดปิงปอง หรือระเบิดลูกเกลี้ยง หากระเบิดขึ้นจะต้องพบเศษโลหะในร่างกาย
แต่การตรวจของแพทย์ไม่พบ ดังนั้นการที่จะพกระเบิด
มาเองจากที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ให้สังคมกลับไปคิดเอง
และคิดว่าคงตอบเองได้ เพราะทุกคนมีสติสัมปชัญญะเท่ากัน

*ส่วนแก๊สน้ำตานั้น จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ตอนที่ไล่ยิงไล่ฆ่าประชาชน แก๊สน้ำตาขณะนั้น
มีมาตฐานที่ถูกต้องตรงตามหลักสากลหรือไม่ ตามที่ตำรวจชอบอ้างมาตลอด

ตำรวจ มีอาวุธในมือ ผู้หญิง เด็ก คนแก่ไม่มีเว้น...
ไล่ฆ่า...ทำร้ายประชาชน
ประชาชนสู้ด้วยหัวใจอย่างเดียว จะเอาอะไรไปสู้เจ้าหน้าที่ที่มีอาวุธในมือ
ทำสงครามรบกับประชาชน...
หมดแล้วซึ่งความศรัทธา และเกียรติตำรวจของไทย

จากเหตุการณ์ทั้งหมด ตำรวจก็ไม่ต่างอะไรกะรัฐบาลเลวๆ ที่เอาดีใส่ตัว เอาความชั่วให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ไม่สำเคยสำนึกเลยว่า เงินที่ได้มา ก็มาจากภาษีประชาชน กลับไปสนองตัญหา นักการเมืองเลวๆ เพึยงเพื่อหวังอำนาจ
เมื่อไรเมืองไทยจะเจริญซะที เมื่อมองไปทางใหนก็เจอแต่ตำรวจเลวๆ นักการเมืองเลวๆ
เห็นแต่ประโยน์ของตัวเองและพวกพ้องอยู่ตลอดเวลา






Create Date : 11 ตุลาคม 2551
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 15:42:54 น. 0 comments
Counter : 957 Pageviews.

รักษ์บ้านเกิด
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]










เริ่มนับ 11 ตุลาคม 50

หน้าหลัก   เว็บบอร์ด
code   code สี
comments   ดูหลังไมค์
แปลไทย   ทดสอบ CODE
convert   lobnee






 ความจริงใจ :: คือ เพื่อนที่ดีที่สุด ::



VCD ตำรวจฆ่าประชาชน Version 2
l track1 l track2 l
l track3 l track4 l

Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
11 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รักษ์บ้านเกิด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.