ต้นทุนชีวิตคือการสะสมความเคยชินที่ดี
น้ำปานะ พร้อมดื่ม(ที่บ้าน)


น้ำข้าวกล้องผสมงาดำ


มาแล้วค่ะ สูตรน้ำปานะแบบประยุกต์รสชาติไม่ซ้ำวัน(ตามอารมณ์คนทำ!?)

ก่อนบอกสูตรต้องขอบอกที่มาก่อน เป็นการขอบคุณเจ้าของวิชานะคะ ต้องขอขอบคุณคุณยายแม่ชีที่วัดป่าสุคะโตค่ะ ก่อนกลับจากวัดครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น ได้ไปกราบลาคนครัวชาววัดป่าทั้งหลาย เพราะซาบซึ้งใจเหลือเกินกับอาหารสองมื้อและน้ำปานะทุกสี่โมงเย็น รสชาติและความตั้งอกตั้งใจทำแบบเมนูไม่มีซ้ำในแปดวันที่ไปอยู่นั้น เป็นฐานกำลังอย่างดีของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเลยค่ะ

ตอนกราบลาเลยขอวิชาเสียเลย ตามประสาคนชอบฉวยโอกาส (โอกาสทำความดีนะคะ อย่าเข้าใจผิด อิ อิ)

คุณยายแม่ชีบอกว่า “ทำง่ายค่ะ ปอกเปลือก (เผือก - คือวันที่ไปลากำลังทำเผือกเป็นน้ำปานะค่ะ )แล้วต้มกับใบเตย เสร็จแล้วเอาไปปั่น แล้วต้มอีกที ใส่น้ำตาลกับนม และตามประสาของหวาน ต้องตัดด้วยเกลือนิดหน่อย”

เป็นไงคะ สูตรน้ำปานะประยุกต์จากวัดป่า ง่ายไหม….

สูตรอาหารและขนมแบบไทย ๆ นี่บอกกันแค่นี้เองนะคะ ไม่มีมาตรชั่งตวงวัดแบบอาหารหรือขนมฝรั่ง เรียบง่าย เพราะใช้ใจและเวลาเป็นหลักในการทำค่ะ

แต่เนื่องจากลองทำมานานพอสมควรแล้ว คือตั้งแต่กลับจากวัดเดือนกันยายน จนกลับไปอีกครั้งเดือนตุลาคม ทำเกือบทุกวันเลย ตอนแรกก็ทดลองทำดื่มเองนิดหน่อย พอวิชาแก่กล้าขึ้นก็ต้มหม้อใหญ่ ตักได้เป็นสิบ ๆ ถ้วย เพราะตอนเช้าทำดื่มแทนกาแฟ บ่ายแก่ ๆ ก็ดื่มดักใจไม่ให้ทานอาหารมื้อเย็นได้ แถมต้มครั้งหนึ่งก็แบ่งข้างบ้านได้หลายบ้านด้วย เลยคิดว่าอยากลองเล่าประสบการณ์ที่ลองทำเองดูหลาย ๆ แบบเพิ่มจากสูตรของคุณยายแม่ชีไว้ตรงนี้นะคะ ใครอ่านแล้วอยากทำแบบไหนหรือมีสูตรใหม่ ๆ สำหรับธัญพืชแบบอื่น ๆ บ้าง ก็ลองดูตามสะดวกค่ะ แต่ถ้าอร่อยถูกใจแล้ว ขอเชิญมาแบ่งความรู้กันบ้าง ถือคติว่ายิ่งให้ยิ่งได้นะคะ (ไม่ได้หลอกนา….)

ตรงนี้ถึงวิธีที่ทำที่บ้านจริง ๆ เสียทีนะคะ

อุกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้ ก็คือหม้อต้มค่ะ ทุกครัวคงมีหม้อต้มยำทำแกงเผ็ดแกงจืดกันอยู่แล้วนะคะ แต่อีกอย่างที่จำเป็นก็คือเครื่องปั่นน้ำผลไม้ค่ะ อันนี้เป็นอุปกรณ์ที่บางบ้านอาจไม่จำเป็นต้องใช้ก็คงต้องแนะนำให้หาไว้ใช้สักอัน ไม่เกี่ยงแบบ รุ่น ราคา ค่ะ ห่วงคุณภาพอย่างเดียวว่าขอให้ปั่นได้ไฟไม่ดูด!!



วัตถุดิบที่ใช้ร่วมในทุกประเภทของน้ำปานะแบบบ้าน ๆ นี้ก็คือ น้ำตาลทราย นมพร่องมันเนย และเกลือนิดหน่อยค่ะ บ้านไหนปลูกต้นเตยไว้ก็ดี เพราะตัดใบมาต้มผสมด้วยช่วยให้มีกลิ่นใบเตยในน้ำปานะ หอมอ่อน ๆ ละมุนจมูกดีนะคะ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร หรืออยากซื้อจากตลาดก็ได้ค่ะ มีขายทั่วไป ที่บ้านตอนแรกกอเบ้อเริ่มเลยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ชักจะรูปทรงเพรียวลมขึ้น เพราะถูกตัดทุกวัน



วัตถุดิบหลักที่ใช้แต่ละครั้ง คืออยากดื่มน้ำอะไร ก็ใช้ธัญพืชนั้น ๆ เป็นหลักค่ะ ที่เคยทำดื่มที่บ้านก็มี ฟักทอง เผือก (ยังไม่เคยทำมัน แต่เคยดื่มที่วัดค่ะ) ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำ ข้าวกล้อง เม็ดบัว



วิธีทำก็ง่ายมากค่ะ ถ้าเป็นพวกถั่วก็แช่ค้างคืนไว้เลย แต่ถ้าเป็นฟักทอง เผือก ข้าวโพด ก็ปอกเปลือก หั่นซอยแล้วต้มในน้ำให้เดือด พอเดือดก็ตักใส่โถปั่นค่ะ ผสมน้ำให้เยอะหน่อยนะคะ จะได้ปั่นง่าย ฟักทองจะทำง่ายมาก ต้มสุกแล้วปั่นไม่เกินหนึ่งนาทีก็ละเอียดได้ที่ แต่พวกถั่วจะใช้เวลามากกว่าหน่อย เพราะแข็งกว่ามาก แต่งาดำป่นทำง่ายที่สุดเลย (เพราะไปซื้อแบบที่เขาทำป่นมาแล้ว แหะ แหะ)

พอปั่นธัญพืชละเอียดแล้วก็ใส่หม้อต้มเลยนะคะ หม้อที่ใช้อยู่นี้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 นิ้วค่ะ ปริมาณวัตถุดิบก็แตกต่างกันตามประเภทของธัญพืช เช่น ถ้าเป็นข้าวโพดก็ประมาณสี่ถึงห้าฝักค่ะ (บอกแล้วว่าต้มทั้งที จะดื่มคนเดียวกระไรได้ ดื่มทั้งครอบครัวรวมทั้งเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงด้วยเลย) ฟักทอง ก็ประมาณเจ็ดขีดนะคะ (ประมาณจริง ๆ เพราะไม่เคยเท่าไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง) ถ้าเป็นถั่วต่าง ๆ ก็ประมาณหกเจ็ดขีดเหมือนกันค่ะ ใช้ไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม เพราะเคยใช้ทั้งกิโลหรือหนึ่งถุงที่ซื้อมา ปรากฏว่าข้นมาก แต่ถ้าอยากทำเป็นซุปงาดำ ซุปถั่ว และสารพัดซุป เนื้อเยอะ ๆ ข้น ๆ ก็อร่อยไปอีกแบบนะคะ

เอาละค่ะ ปั่นเนื้อธัญพืชประเภทที่อยากทำละเอียดแล้วก็ต้มค่ะ ใส่น้ำผสมไปพอครึ่งหม้อ ใส่นมพร่องมันเนยไปสักสองกล่อง (ถ้าทำดื่มน้อยสองสามคนในครอบครัวก็ลดลงตามส่วนนะคะ เพราะบอกแล้วว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ พอดื่มสำหรับคนแปดถึงสิบคนค่ะ) เติมน้ำตาลไปพอสมควร (แก่ลิ้นและระดับความชอบของแต่บ้านไปค่ะ) ถ้าเป็นฟักทองก็อาจจะเติมน้ำตาลน้อยกว่าอย่างอื่นหน่อย เพราะเนื้อหวานมันอยู่แล้ว นมก็อาจใช้น้อยกว่าต้มถั่วต้มงา และพวกถั่วและงาดำนี้อาจต้องใช้น้ำตาลมากกว่าหน่อยเพราะรสจืดเหลือเกิน ชิมไปไม่ต้องบ่นนะคะ แค่รับรู้ว่ารสถูกใจหรือยัง เติมเกลือตัดรสหวานนิดหน่อยก็จะช่วยให้กลมกล่อมขึ้นค่ะ



พอน้ำเดือดแล้วก็หรี่ไฟอ่อนหน่อยนะคะ ต้มต่อสักสิบนาทีก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะ แต่จะเสริฟแบบไหนวิธีไหนแล้วแต่ใจแล้วแต่ความเคยชินนะคะ



อ้อ, เกือบลืม ถ้าชอบน้ำใส บางอย่าง เช่นถั่ว ข้าวโพด งา อาจต้องกรองก่อน แต่ถ้าชอบน้ำข้นก็ทำง่ายหน่อย ส่วนที่บ้านบังคับให้ชอบน้ำข้นค่ะ อิ อิ เพราะว่าลดขั้นตอนคนทำ ก็แหม ผู้หญิงสมัยนี้ใครเขาอยู่แค่ในครัวกันละเนอะ ก็ต้องบริหารเวลากันหน่อย…

อ้อ, อีกที มีคำเตือนมาฝากสำหรับการปอกเผือกนะคะ เคยทำแล้วเจอปัญหาว่ายางเผือกกัดมือค่ะ บวมแดงแสบร้อนมากเลย โชคดีที่ไปฝึกเจริญสติมา ไม่งั้นคงบ่นคงครางจนไม่มีใครอยากกินเผือกแน่ แต่ก็อร่อยมากนะคะ คุณ ๆ ที่ไม่แน่ใจจะใส่ถุงมือยางตอนปอกเผือกก็อาจจะปลอดภัยไว้ก่อน หรือถ้าไม่แน่ใจก็ทำฟักทองไปก่อนแล้วกันค่ะ (เคยทำแครอทด้วย แต่รู้สึกไม่ค่อยเข้ากันกับนม เลยไม่ได้แนะนำไว้ตรงนี้ค่ะ)

เกือบลืมของแถมพิเศษค่ะ ซุปงาดำนี่ถ้าปั่นข้าวกล้องผสมเข้าไปด้วยจะช่วยให้นุ่มนวลและอร่อยมากขึ้นค่ะ วันนี้เพิ่งทำ คือข้าวเหลือก้นหม้อจากเมื่อวาน ปั่นผสมไปเลย หอมอร่อยนวลลิ้นดีค่ะ แต่ต้องปั่นละเอียดหน่อยนะคะ

ที่บ้านติดใจน้ำปานะกันมาก พอพ่อลูกไปวัดด้วยกันเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ไปทดลองชิมที่วัด แล้วทั้งสองคนก็บอกเสียงใสตรงกันว่า “ของที่วัดอร่อยกว่าที่บ้านเยอะเลย เข้มข้น อร่อย…” คนทำที่บ้านเลยหน้าจ๋อย ต้องแอบไปถามเคล็ดลับคุณยายแม่ชี คำตอบคือ ท่านใช้นมข้นค่ะ ทั้งหวานทั้งมัน แต่คำเตือนก็คือ “ห้ามใช้สำหรับคนเป็นเบาหวานนะคะ” สูตรที่นำเสนอนี้จึงเหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวาน คนอ่อนหวาน และเอ้อ…คนอ้วนค่ะ

หมายเหตุ: ขออนุญาตแก้ข้อความค่ะ ฟักทองที่ทำหม้อขนาด 26 นิ้วที่พูดถึงนี้ประมาณ 1.2+ กก. ค่ะ ไม่ได้พิมพ์ผิดแต่กะตัวเลขผิด อิ อิ เคยดูแต่ขนาดกับราคา วันนี้มีโอกาสซื้อฟักทองจะมาทำใหม่ เลยดูน้ำหนักซะด้วยเลย ไม่แก้เนื้อหาข้างบน เพราะคิดว่าคงมีหลายคนอ่านตัวเลขนั้นไปแล้ว และอาจจะกำลังนึกบ่นคนเขียนอยู่ว่า ทำไมเนื้อฟักมันจึงโหรงเหรงจัง...เอาเป็นว่า เป็นสูตรประมาณการ...สำหรับฝึกใจคนทำก็แล้วกันนะคะ ถ้าใจอยากทำ ส่วนผสมและรสชาติจะตามมาเองค่ะ (สูตรท้ายนี้รับประกันว่าได้ผลจริง ๆ )

และแถมอีกนิดนะคะ เวลาต้มก่อนเดือดนี่ต้องคนหน่อยนะคะ ไม่งั้นได้เนื้อและกลิ่นไหม้เป็นของแถมแน่นอนค่ะ ถ้าราไฟอ่อน ๆ จะปลอดภัยทั้งเรื่องความสะอาด คือน้ำปานะไม่ข้นเดือดล้นหม้อให้ต้องเช็ดทำความสะอาดพื้นเตา และก็ได้ความใจเย็นกับรสชาติที่นุ่มนวลทั้งลิ้นทั้งใจค่ะ
หมายเหตุ: หลังจากเขียนบล็อกนี้ผ่านมาหลายปี มีผู้คนผ่านมาเจอแวะมาเยี่ยมและอีกหลายความเห็นสะท้อนความ "ไม่ถูกต้อง" ของการเรียกชื่อน้ำปานะที่เอ่ยถึงนี้ เข้าใจถึงเจตนาดีของทุกท่านนะคะ แต่ขออนุญาตไม่แก้ไข ทิ้งประเด็นให้ (ตนเอง)รู้สึกและคิดต่อ ถึงการเปลี่ยนแปลงความหมาย ความเข้าใจ และวิถีปฏิบัติของอะไรหลายอย่างในโลกนี้ ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งสำหรับความเห็นที่สะท้อนมาจากผู้มีเจตนาดีทุกท่านค่ะ



Create Date : 01 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 3 เมษายน 2555 15:14:59 น. 18 comments
Counter : Pageviews.

 
อยากกินๆๆๆๆๆ
แต่ว่า สงสารต้นเตยจังค่ะ
:)


โดย: คนไกลใจคิดถึง IP: 72.194.219.147 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:1:38:52 น.  

 
อยู่ท้องแน่ๆ
สูตรน่าทานจังค่ะ ขอบคุณนะคะ วันหลังจะลองทำดูบ้าง


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:7:18:55 น.  

 
แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: คนขับช้า วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:14:56 น.  

 


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:5:56:21 น.  

 
โอ อ่านแล้วคิดถึงตอนอยู่วัดป่าสุคะโตจริงๆ
น้ำปานะอร่อยมากๆ
เอาไว้ถ้าเข้าไปอยู่กรุงเทพแล้ว จะให้คนที่บ้านลองทำครับ
(ไม่ยอมทำเองครับ อิ อิ) ;}

ปล.1. ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือ The Art of Power ครับ
ขอบคุณพี่ kangsadal ที่แนะนำครับ
ปล.2. ชอบคำคุณจันทร์ไพลิน ครับ
"มีความสุขมากๆ ในวันนี้นะจ๊ะ"
---.....อยู่กับปัจจุบันครับ.....---
ขอบคุณครับ


โดย: ดุษฎี IP: 125.26.107.181 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:8:50:07 น.  

 
เพิ่งกลับมาจากไปเรียนเย็บผ้ากับครูเกาหลี มารายงานตัวก่อนค่ะ ไปซะเจ็ดวัน งานในสวนต้องทำชดใช้อีกเจ็ดวัน พอดีฝนตกด้วย หญ้าขึ้นตรึม
มาเห็นสูตรน้ำปานะ บ้านนี้ เอ๊ะ คล้ายของเราแฮะ เอาถั่วเขียวมาต้มน้ำตาลทรายแดงให้เละ ใส่กล่องเข้าตู้เย็นไว้ เวลาจะกินก็เติมงาดำป่น (แบบที่เขาทำสำเร็จ) กับน้ำเต้าหู้ตรานางพยาบาลแบบจืด ใช้เป็นอาหารแก้หิวงั่ก เวลาทำสวนตอนเช้าๆ พอแปดโมงกว่าๆจะหิวและหมดแรง ได้เจ้านี่เข้าไป ช่วยได้เยอะ


โดย: แมลงขี้เกียจ (Bug in the garden ) วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:42:12 น.  

 
ไม่น่าจะใช่น้ำปานะ นะคับ น่าจะทำไว้ให้ทานรองท้องไม่ให้หิวเฉยๆนะคับ ไม่น่าจะเรียกว่าน้ำปานะ ลองอ่านในเว็ปนี้นะคับ ผิดถูกยังไงจะได้แก้ไขนะคับ ศีลจะได้บริบูรณ์คับ

http://larndham.net/index.php?showtopic=15647


โดย: โอม IP: 58.9.138.59 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2551 เวลา:5:46:33 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณโอม

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่องเว็บไซท์นะคะ เพียงแต่อยากชี้แจงว่า น้ำปานะที่พูดถึงนี้ ได้บอกแต่ต้นแล้วว่าเป็นน้ำปานะประยุกต์สำหรับนักปฏิบัติธรรม มิได้บอกว่าเป็นน้ำปานะสำหรับพระสงฆ์...

ถ้าจะผิดถูกนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไรและในความหมายไหนนะคะ

และก็สงสัยด้วยค่ะว่า ศีลจะได้บริบูรณ์ หมายถึงอะไร

ศีลคือความปกติมิใช่หรือคะ ในบล็อกนี้เรามิได้พูดถึงการถือศีลแปดค่ะ เราเล่าสู่กันฟังถึงการประยุกต์บางสิ่งบางอย่างเข้ากับชีวิตประจำวันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดว่าจะผิดศีลแปดเรื่องน้ำปานะไม่ถูกต้องตามพุทธกาล และไม่คิดว่าจะผิดศีลห้าเรื่องมุสาวาจา

แต่ถ้ามีมุมมองอื่นที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ และนำไปสู่สิ่งที่เหมาะที่ควรกว่าก็จะยินดีมากค่ะ ถ้าคุณโอมจะเขียนมาคุยกันอีก

และถ้าคุณโอมมีข้อมูลเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติเรื่องน้ำปานะที่แท้ ที่เป็นจริงในปัจจุบัน สำหรับพระสงฆ์และสำหรับนักปฏิบัติธรรม (ที่มิใช่ปรากฎอยู่เฉพาะในบทบัญญัติ) ก็น่าจะแลกเปลี่ยนเป็นธรรมทานกันบ้างนะคะ

ยินดีที่ได้รู้จักกันผ่านบล็อกค่ะ


โดย: kangsadal วันที่: 24 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:10:31 น.  

 
ขอบคุณสำหรับสูตรมากๆ ค่ะ


โดย: Pook IP: 58.136.227.80 วันที่: 30 มีนาคม 2552 เวลา:18:38:08 น.  

 
คุณ Kangsadal ก็ ปฏิบัติธรรมเช่นกัน ดีใจจังเลย


โดย: Onibus IP: 58.10.102.134 วันที่: 22 พฤษภาคม 2552 เวลา:8:31:09 น.  

 
สมัยนี้ประยุกต์กันไปใหญ่แล้ว ถ้าบอกว่าน้ำหรือเครื่องดื่มสำหรับนักปฏิบัติศีล 5 ก็โอเคอยู่ ถ้าพูดว่าน้ำปานะนี่ถือเอาตั้งแต่ศีล 8 ขึ้นไปนะ
พระพุทธานุญาตน้ำอัฏฐบาน เรื่องของน้ำปานะ

น้ำปานะ คือ เครื่องดื่ม ที่คั้นจากลูกไม้ หรือ น้ำคั้นผลไม้ ท่านจัดเป็น "ยามกาลิก" คือ ของที่รับประเคนไว้แล้ว ฉันได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถือเอาใจความง่าย ๆ ก็คือ ของที่ฉันได้หลังเที่ยงไปแล้วนั่นเอง หรือ ฉันได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนรุ่งอรุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตน้ำปานะ ๘ ชนิด คือ น้ำปานะทำด้วยผลมะม่วง ๑ น้ำปานะทำด้วยผลหว้า ๑ น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด ๑ น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยไม่มีเมล็ด ๑ น้ำปานะทำด้วยผลมะซาง ๑ น้ำปานะทำด้วยผลจันทน์หรือองุ่น ๑ น้ำปานะทำด้วยเง่าบัว ๑ น้ำปานะทำด้วยผลมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำผักดอง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะซาง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำอ้อยสด
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ฉันน้ำปานะเหล่านั้นผสมกับน้ำตาล แล้วเคี่ยวไฟจนเข้มข้นสามารถฉันได้ จัดเป็น อัพโพหาริก เช่น น้ำอัดลมในสมัยนี้ แม้นน้ำผลไม้สำเร็จรูป เช่น น้ำองุ่นที่กรองเนื้อออกดีแล้วก็ดื่มได้
ความหมายของน้ำปานะ ก็คือ ต้องเป็นน้ำที่คั้นหรือสกัดจากผลไม้โดยไม่ให้มีกากของผลไม้นั้นๆเหลืออยู่ ถ้าทำให้ถูกต้องกรองด้วยผ้าถึงแปดครั้ง ที่สำคัญคือต้องเป็นน้ำจากผลไม้เท่านั้น ผลหรือหัวอย่างอื่นๆไม่ได้เช่น ถั่ว - งา - ข้าว - มัน - เผือก - มอลต์ แบบนี้ไม่ได้ส่วนน้ำเต้าหู้ ทำมาจากถั่วเหลือง หากพระไปฉันเข้าก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ข้อบริโภคอาหารในเวลาวิกาลทันทีถ้าฉันทุกวันก็ต้องอาบัติทุกวัน ก็บาปกันทุกๆวัน ยิ่งเต้าหู้ใส่เครื่องอย่างว่ามายิ่งไปกันใหญ่ ผิดพระวินัยแน่นอน
น้ำที่ไม่ทรงอนุญาต ดื่มแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์
อกัปปิยปานะอนุโลม หรือ เครื่องดื่มที่ไม่พึงดื่ม คือ น้ำปานะที่ไม่สมควร ภิกษุดื่มในเวลาวิกาล(เลยเที่ยง ) ไม่ได้ ถ้าดื่มต้องอาบัติปาจิตตย์ ได้แก่ น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว) ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้
น้ำแห่งมหาผล (ผลไม้ใหญ่ ) ๙ ชนิด คือ ผลตาล มะพร้าว ขนุน สาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไท แตงโม และ ฟักทอง
น้ำแห่งอปรัณณชาติ ได้แก่ ถั่วชนิดต่าง ๆ มีถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ และงา เป็นต้น แม้นจะต้มจะกรอง ทำเป็นเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ก็ย่อมเป็นอาบัติปาจิตตีย์
นม ท่านจัดเป็นอาหารอันประณีต ภิกษุสามเณรไม่พึงฉันยามวิกาล แม้นจะผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ไม่ควร หากฉัน ก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์
ดังนั้น ผู้หวังความบริสุทธิ์ของอุโบสถมีองค์ ๘ พึงงดเว้นเครื่องดื่มที่ทรงห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายในยามวิกาล
การให้ความรู้เรื่องน้ำปานะ แก่อุบาสก อุบาสิกา เพื่อจะถือองค์อุโบสถศีลได้อย่างบริสุทธิ์ ตลอดจนจัดหาน้ำปานะถวายแด่พระสงฆ์สามเณรได้อย่างถูกต้องตามพุทธานุญาตทุกประการ


โดย: แวะมาเยี่ยม IP: 223.207.133.171 วันที่: 11 ธันวาคม 2553 เวลา:2:06:54 น.  

 
วันหน้าจะลองทำกินดูนะคะ อนุโมทนาคะ


โดย: เนตรนภา IP: 125.25.144.166 วันที่: 9 มกราคม 2554 เวลา:18:39:31 น.  

 
ตอนลูกไปบวชเณร ที่วัดก็ให้นมบ้าง โอวัลตินบ้าง เป็นน้ำปานะ ....ลำบากใจเหมือนกัน เพราะเป็นแบบนี้กันแทบทุกวัด ...ทำไงดีค่ะ ...อาบัติกันหมด ...


โดย: เซ็ง IP: 124.122.59.18 วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:17:37:45 น.  

 
ขอบคุณจริงๆๆๆที่บอกสูตรนำ้ปานะกำลังหาไปทำ
ให้คนที่บ้านชิมดู ไม่รู้จะอร่อยมั้ย


โดย: ปลา IP: 10.0.1.126, 118.173.249.7 วันที่: 27 ธันวาคม 2554 เวลา:9:52:20 น.  

 
ถ้าจะบอกว่าเป็นเครื่องดื่มรองท้องประยุกต์ก็ว่ากันไป แต่บอกว่าเป็นน้ำปานะ ความหมายโดยนัยก็หมายตรงตัวอยู่แล้วถึงน้ำที่พระพุทธเจ้าอนุญาติให้ฉันได้ในยามวิกาลสำหรับภิกษุและผู้สมาทานศีลอุโบสถ ควรเปลี่ยนชื่อเรียกน้ำนี้เป็นอย่างอื่นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับน้ำปานะจริง


โดย: ผ่านมาเจอ IP: 180.180.69.60 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:15:14:19 น.  

 
ชอบมากค่ะ จะลองไปทำทานดูนะค่ะ


โดย: คนน่ารัก IP: 180.180.166.208 วันที่: 18 เมษายน 2555 เวลา:11:38:31 น.  

 

อ้างอิงตามนี้เลยค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=asqXpwE_FLw


โดย: ผ่านมาเจอ IP: 118.172.214.196 วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:11:12:02 น.  

 
ขอบคุณนะคะ
ติดใจสูตรน้ำปานะ จากถั่วเขียว จากที่วัดปัญญานันทาราม เลยซื้อมาเตรียมจะทำเอง แต่ไม่มีเครื่องปั่น แต่ว่าจะลองบดดูค่ะ


โดย: Kwarmsook IP: 115.67.130.36 วันที่: 17 มกราคม 2556 เวลา:20:07:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
kangsadal
Location :
เวียงจัน Laos

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]






พระจันทร์เต็มดวงคนมองเห็นได้บางวัน
เช่นกันกับวันที่เห็นพระจันทร์เสี้ยว
แต่ทุกวัน....
พระจันทร์เต็มดวง
online
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
1 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kangsadal's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.