ตะลุยไปเรื่อย....กับนายจิวยี่
Group Blog
 
All Blogs
 

เบเนลักซ์ ชื่อนี้มีดีที่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆที่ติดตามชมกันเป็นประจำ (จะมีอ๊ะเปล่าเนี่ย) วันนี้ภูมิใจนำเสนอทริปเที่ยวยุโรปด้วยตนเองเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้ไปตะลุยด้วยทัวร์มาก่อนแล้ว 2 ครั้ง

จากการที่ได้ตั๋วโปรตามเคย แต่คราวนี้เปลี่ยนสายการบินกันซักหน่อยนั่นคือสายการบิน etihad โดยจุดหมายของเราในครั้งนี้เป็นประเทศเล็กๆในยุโรปที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน แต่ถึงจะเป็นประเทศเล็กๆแต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจไม่ได้แพ้ประเทศใหญ่ๆในยุโรปที่เราคุ้นหูเลย จุดมุ่งหมายหลักของเราในครั้งนี้คือ ประเทศเบลเยี่ยมนั่นเอง

ราคาโปรที่ได้คือประมาณ 23000 บาท แต่ต้องเสียเวลาไปแวะต่อเครื่องที่อาบูดาบีซักเล็กน้อย เนื่องจากราคาโปรที่น่าสนใจเลยอดใจไม่ไหวถึงแม้ต้องเดินทางคนเดียวก็ตาม ทริปนี้เราเดินทางกันช่วงปลายมีนาคมซึ่งเป็นช่วงปลายหนาวก่อนจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ

แน่นอนว่าหลังจากซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว สิ่งที่ต้องสนใจต่อมาก็คือการขอวีซ่า การขอวีซ่าเชงเก้นสถานทูตเบลเยี่ยมก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มต้นจากการเตรียมเอกสารในการขอวีซ่าทั่วไปๆ มีแตกต่างอยู่เล็กน้อยตรงที่ต้องเขียนแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก (เน้นว่าจองเท่านั้นนะครับ อย่าพึ่งจ่ายเงินเพราะวีซ่าอาจจะไม่ผ่านก็ได้ แต่หากได้ตั๋วราคาถูกจริงๆและมั่นใจว่าวีซ่าผ่านแน่ๆก็จัดไปได้เลยครับ) และอย่าลืมต้องทำประกันการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมระยะเวลาที่เดินทางด้วยเท่านั้น

นเรื่องของตั๋วเครื่องบินเราซื้อไว้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้มาดูในส่วนของที่พักบ้าง ผมใช้การจองผ่านเว็บไซต์ booking.com ซึ่งจะมีที่พักที่เราสามารถจองและยกเลิกได้โดยไม่เสียเงิน แต่ต้องดูเงื่อนไขประกอบด้วย หลังได้วีซ่ามาแล้วเราก็ยกเลิกที่พักเพื่อปรับแผนการเดินทางใหม่ และทำการจองที่พักใหม่ทั้งหมด โดยเราเปลี่ยนแผนการซักหน่อยจากที่จะไปเบลเยี่ยมเพียงประเทศเดียว ก็เลยจัดไป 3 ประเทศซึ่งติดกันเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทริปในครั้งนี้ที่เรียกว่า เบเนลักซ์

บเนลักซ์เกิดจากการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจก่อนที่จะจัดตั้งมาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบันเบเนลักซ์เป็นชื่อเรียกโดยการนำเอาพยางค์หน้าของทั้ง 3 ประเทศมารวมกันได้แก่ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก นั่นเอง

วีซ่าเบลเยี่ยมในปัจจุบันต้องทำการจองผ่าน vfs ก่อนที่จะเข้าไปยื่นเอกสารที่สถานทูต โดยไปชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า 2855 บาท ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้น 1 วันจึงเข้าไปทำการจองวันยื่นเอกสารในเว็ป เมื่อถึงวันยื่นเอกสารก็ไปที่สถานทูตที่ตึกสาทรซิตี้ชั้น 17 นำใบจองยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วรอเรียก หลังเจ้าหน้าที่เรียกแล้วก็นำเอกสารต่างๆให้เจ้าหน้าที่ จะมีการสัมภาษณ์เบื้องต้นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จะให้เราจ่าหน้าซองจดหมายเพื่อคืนพาสปอร์ตมาทางไปรษณีย์ก็เป็นอันเสร็จ ใช้เวลาตั้งแต่วันยื่นถึงวันได้รับพาสปอร์ตคืนแค่ 3 วันทำการเท่านั้น และแน่นอนว่าผลวีซ่าของผมผ่าน ^^ (ลุ้นมากๆเพราะไปยื่นเอกสารก่อนออกเดินทางแค่อาทิตย์เดียว)

เมื่อวางแผนเรียบร้อย ในการเดินทางของเราจะมุ่งเน้นไปที่การใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งรถไฟในยุโรปเป็นอะไรที่สะดวกมากๆเพราะสามารถเดินทางไปได้ทั่วยุโรปและใช้เวลาไม่นาน พร้อมทั้งยังได้ชมวิวในประเทศต่างๆไปด้วย รถไฟในยุโรปเรียกกันว่า ยูโรเรล ซึ่งจะมีโปรโมชั่นบ่อยๆ และยังมีแบบที่เดินทางหลายๆประเทศที่คุณสามารถเลือกได้ ในที่นี้เราเลือกซื้อแบบ เบเนลักซ์พาส 5 วัน (มีแบบ 3 วัน กับ 5 วัน) โดยเราต้องมาคำนวณว่าที่เราเดินทางนั้นคุ้มค่ากับค่าพาสที่เราจะซื้อมั๊ย หากไม่คุ้มก็ซื้อแบบเป็นเที่ยวๆก็ได้ (แต่ลำบากในการซื้อหน่อย เพราะภาษาไม่แข็งแรง หุๆๆๆ)

Smiley จากนั้นเราก็ตัดมาถึงวันเดินทางกันเลย ผมออกเดินทางตั้งแต่ 4 โมงเย็นเนื่องจากกลัวจะตกเครื่องเพราะได้ข่าวว่าคิวตม.ยาวมาก หลังเช็คอินปรากฏว่าแถวตม.ไม่ยาวเลย อาจเป็นเพราะช่วงนั้นมีข่าวทำให้การท่าฯมีการปรับปรุงและยังเป็นช่วงเวลาเย็นที่มีเที่ยวบินขาออกไม่มากนัก จากนั้นก็รอเวลาเครื่องออกตอน 2 ทุ่มครึ่ง ก็นั่งดูหนังฟังเพลงไปเรื่อยๆจนอาหารมาเสิร์ฟเป็นข้าวราดหน้าด้วยปลากระพงผัด เครื่องเคียงเป็นปลาแซลมอนอบวุ้นเส้น (อร่อยมาก) และสลัด เมื่ออิ่มก็หลับๆตื่นๆจนถึงอาบูดาบีเวลาเที่ยงคืนพอดี จากนั้นก็ต้องไปต่อเครื่องโดยมีการสแกนกระเป๋าที่ติดตัวไปอีกครั้ง เสร็จแล้วก็ไปรอที่ประตูขึ้นเครื่องจนถึงเวลาตี 2 ครึ่งก็ออกบินต่อมุ่งสู่บรัสเซลส์ประเทศเบลเยี่ยมในเวลา 7 โมงเช้าพอดี โดยมีอาหารอีกมื้อคือไข่เจียวจืดๆ หุๆๆๆ

หลังผ่านด่านตม.ซึ่งก็มีการสัมภาษณ์นิดหน่อย ก็มารอรับกระเป๋าก่อนจะเดินทางไปสถานีรถไฟเพื่อเข้าเมือง เนื่องจากวันนี้เราตั้งใจจะไปเที่ยวลักเซมเบิร์กอยู่แล้วก็เลยใช้บัตรเบเนลักซ์พาสซะเลย ขั้นแรกนำตั๋วพร้อมกับพาสปอร์ตไปยืนยันการใช้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะประทับตราและลงวันที่วันนั้นและวันที่สิ้นสุดภายใน 1 เดือนให้เรา (เราสามารถใช้วันไหนก็ได้หลังจากลงวันที่แล้วภายใน 1 เดือน) เพียงแค่นี้เราก็สามารถขึ้นรถไฟขบวนไหนก็ได้ที่วิ่งใน 3 ประเทศแล้ว จากนั้นเราก็ตรงไปยังชานชาลาทันที ขั้นที่ 2 ก็แค่ลงวันที่และเดือน (ตัวเลข) ที่เราจะใช้ลงไปในช่องวันแรก เวลาพนักงานมาตรวจตั๋วก็แค่ยื่นตั๋วกับพาสปอร์ตให้ดูแค่นี้ก็เรียบร้อย (ข้อสำคัญ ห้ามขีดฆ่าหรือลบใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นก่อนจะลงมือเขียนให้เช็ควันที่ให้แน่นอนซะก่อน) ขั้นที่ 3 ก่อนขึ้นรถไฟตรงประตูจะมีเขียนเลข 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นการแสดงคลาสของตั๋ว เราต้องขึ้นตู้ตามหมายเลขคลาส ส่วนมากเราเน้นที่ราคาถูกและรถไฟคลาส 2 ของยุโรปก็เหมือนคลาส 1 ของบ้านเราอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจซื้อแบบคลาส 2 โดยไม่ลังเล (หากไม่ได้นั่งตามคลาส เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจก็จะถูกให้ย้ายตู้หรืออาจถูกปรับก็ได้) ขั้นที่ 4 จะมีรถไฟบางขบวนไม่สามารถขึ้นได้ (ต้องจองที่นั่งเท่านั้น เสียเงินเพิ่มด้วย) เช่นขบวน Thalys

เมื่อนั่งรถไฟเข้าเมืองมาแล้วเราลงที่สถานี Brussels Zuid เพราะใกล้ที่พักเราที่สุด โดยก่อนจะลงจะมีประกาศสถานีที่จะถึงล่วงหน้าพร้อมทั้งมีป้ายไฟให้ดูด้วย (บางขบวนก็ไม่มีป้ายไฟ) เมื่อลงรถไฟมาแล้วก็อาศัยแผนที่เพื่อจะเดินต่อไปยังที่พักซึ่งไม่ไกลเลยประมาณ 5 นาทีก็ถึง แต่ขนาดดูแผนที่จากกูเกิ้ลไปแล้วก็ยังหลงจนได้ เราก็ใช้วิธีย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟใหม่ไม่ยุ่งยากอะไร ที่พักของเราใน 2 คืนแรกก็คือโรงแรม Floris Ustel

พอมาถึงโรงแรมเราก็ฝากกระเป๋าไว้แล้วรีบกลับไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปลักเซมเบิร์ก ข้อดีของรถไฟในยุโรปคือความตรงเวลามากๆ เท่าที่เคยเดินทางมามีมาผิดเวลาเพียงแค่ครั้งเดียว แถมยังมีบอกด้วยว่ามาช้าไปประมาณกี่นาที (ผิดกับรถไฟบ้านเราลิบลับ) พอเราเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟเราก็แค่ดูว่ารถไฟที่จะไปลักเซมเบิร์กอยู่ชานชาลาที่เท่าไหร่ ออกเวลากี่โมง ซึ่งง่ายมากๆ แต่หากสถานีบางสถานีเป็นสถานีย่อยที่ไม่ได้อยู่ปลายทางก็ให้สังเกตว่า via สถานีไหนบ้าง เราก็ไปที่ชานชาลานั้น หรือหากไม่แน่ใจทุกชานชาลาจะมีตารางเวลาว่ารถไฟแต่ละขบวนวิ่งจากไหนถึงไหน ผ่านสถานีอะไรบ้างและต้องไปที่ชานชาลาหมายเลขใดให้ได้เช็คกันอีกรอบ แต่หากดูไม่รู้เรื่องสุดๆก็ให้ไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเอาเป็นหนทางสุดท้าย

เรารอรถไฟไม่นาน (เพราะมีรถไฟออกทุกชั่วโมง) ก็ได้นั่ง อ้อตรงนี้มีทริคอีกข้อนึงว่า รถไฟสามารถทำการจองที่นั่งล่วงหน้าได้ วิธีดูว่าที่นั่งที่เราจะนั่งมีคนจองมาแล้วหรือยังให้ดูป้ายที่มาติดตรงหน้าต่างที่นั่งว่ามีใครจองที่นั่งหรือเปล่า จากสถานีไหนไปสถานีไหน หากไม่มั่นใจก็หาที่นั่งอื่น แต่หากดูแล้วสถานีนั้นยังไม่ถึง หรือเลยมาแล้วก็สามารถนั่งได้ แต่หากนั่งไปแล้วมีเจ้าของที่มาเราก็จำเป็นต้องย้าย แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยมีการจองที่นั่งกันเท่าไหร่เพราะที่นั่งไม่ค่อยเต็มอยู่แล้ว

ระหว่างทางก็จะผ่านป่าและเมืองต่างๆ แต่วิวจะไม่ค่อยสวยนักเนื่องจากมีการก่อสร้างหลายจุด ก็เลยนั่งอ่านหนังสือที่เตรียมไปเพลินๆ หลังเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงก็ถึงสถานีปลายทางลักเซมเบิร์ก คนก็จอแจพอสมควร เริ่มต้นเราก็หาแผนที่เมืองลักเซมเบิร์กกันก่อนโดยไปสอบถามเจ้าหน้าที่สถานี ปรากฏว่า tourist information อยู่ในเมือง แต่เจ้าหน้าที่ก็ใจดีเอาแผนที่มาให้

หลังจากได้แผนที่เราก็ออกเดินมุ่งสู่ใจกลางเมือง ระหว่างทางก็แวะซื้อโปสการ์ดเพื่อส่งกลับมาบ้าน คนขายก็พูดฝรั่งเศส (จากสำเนียง) ไม่พูดอังกฤษซะงั้น แต่ก็พอจะมั่วๆกันรู้เรื่องเลยซื้อมาได้ และก็แวะซื้อขนมปังเป็นมื้อกลางวันซักหน่อยได้มาเป็นขนมปังฝรั่งเศสไส้ผัก+ทูน่า+ไข่เย็นๆ ราคาประมาณ 1-2 ยูโร แล้วก็เดินไปกินไป

ก่อนจะเดินทางกันต่อเรามารู้จักเมืองลักเซมเบิร์กคร่าวๆกันก่อน ลักเซมเบิร์กแบ่งเขตเมืองเป็น 3 ส่วนคือ เขตเมืองใหม่เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ แหล่งช้อปปิ้ง และสำนักงาน เขตเมืองเก่าเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ สถานที่สำคัญๆในสมัยก่อน และเมืองล่างเป็นที่อยู่อาศัยในสมัยก่อนและป้อมปราการซึ่งได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกด้วย

แน่นอนว่าเมืองใหม่ไม่มีอะไรที่เราสนใจนักก็เลยเดินข้ามสะพาน Viaduc เข้าสู่เขตเมืองเก่า ระหว่างเดินข้ามสะพานเราก็จะเห็นเมืองล่างที่สวยงามสมเป็นมรดกโลก แต่เป้าหมายแรกของเราอยู่ที่เมืองเก่า เราเดินผ่านอนุสาวรีย์ทางทหารก็เห็นมีการจุดไฟและมีพวงหรีดวางอยู่ จากนั้นเราจะเดินลัดเลาะชมความงามของเมืองผ่านจัตุรัส Clairefontaine ที่มีรูปปั้น Grand-duchess charlotte จนกระทั่งไปถึงจัตุรัสวิลเลี่ยมซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นวิลเลี่ยมที่ 2 และยังเป็นที่ตั้งของ Town hall และ tourist information อีกด้วย

เมื่อนั่งพักเหนื่อยพร้อมซึมซับบรรยากาศและเขียนโปสการ์ดเสร็จแล้ว เราก็เดินย้อนกลับมาที่มหาวิหาร the blessed virgin แต่น่าเสียดายว่าวันที่เราไปมีการจัดงานซึ่งต้องให้ไกด์พาเข้าไปเท่านั้น เลยอดชมความสวยงามภายในมหาวิหารกันเลย นอกจากตัวมหาวิหารแล้วด้านข้างของมหาวิหารยังเป็นที่ตั้งของห้องสมุดแห่งชาติอีกด้วย หลังพลาดหวังแล้วเราก็เดินข้ามถนนมาจัตุรัส Constitution ที่มีอนุสาวรีย์ Gelle Fra สีทองสวยเด่นตั้งตระหง่านอยู่ บริเวณนี้จะเป็นที่จอดรถและที่นั่งพักชมบรรยากาศเมืองล่างและเมืองใหม่ได้

หลังจากชมวิวจนพอใจแล้วเราก็เดินย้อนมายัง Place d' armes ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารและการแสดงดนตรีที่ช่วยให้นั่งผ่อนคลายพร้อมๆกับรสชาติอาหารอร่อยๆไปด้วย ฝั่งตรงข้ามจัตุรัสนี้ยังเป็นที่ตั้งของ City palace แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมีรถของราชการจอดบังอยู่ เรานั่งรอซักพักก็ไม่เห็นวี่แววว่ารถจะเลื่อนออกก็เลยถอดใจเดินข้ามสะพานอีกแห่งคือ สะพาน Adolphe แล้วเลี้ยวตัดผ่านพิพิธภัณฑ์ธนาคารย้อนกลับมายังทางลงไปยังเมืองล่าง

ก่อนที่จะเดินลงมาผมคิดว่าเมืองลักเซมเบิร์กก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น แต่พอเดินลงมาแล้วสิครับภาพลักษณ์ของเมืองลักเซมเบิร์กในหัวผมก็เปลี่ยนไปครับ มันเป็นเมืองที่ถูกสร้างอยู่ในหุบเขาล้อมรอบไปด้วยป้อมปราการที่สร้างขึ้นบนหน้าผา ถึงแม้ป้อมปราการจะหลงเหลืออยู่ไม่มากแล้วก็ตาม บ้านเรือนก็หลากหลายสีสันแตกต่างจากเมืองเก่าที่เป็นสีโทนน้ำตาลเหลือง นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำตัดผ่านกลางเมืองอีกด้วย 

หลังจากเราหยุดชื่นชมความสวยงามของลักเซมเบิร์กบริเวณแม่น้ำซักพัก เราก็เดินผ่านถนนที่มีความชันมากๆ โดยที่เดินไปก็หอบแฮ่กๆไป ผ่านโบสถ์เซนต์ไมเคิลจนมาถึงป้อมปราการหิน ที่นี่เราแวะเข้าชมภายในป้อมปราการที่สร้างโดยการขุดเป็นอุโมงค์ลงไป ภายในทำเป็นห้องต่างๆและมีปืนใหญ่ในสมัยก่อนจัดแสดงอยู่ด้วย แต่ก็ค่อนข้างมืดและน่ากลัว ผมเดินไปคนเดียวยังเสียวสันหลังจะมีอะไรมาจ๊ะเอ๋รึเปล่า คงกรี๊ดลั่นกันเลย 5555 เดินอยู่พักใหญ่ๆปรากฏว่าหาทางออกไม่ได้ (โง่ไปอะเปล่า) สุดท้ายต้องมาตั้งต้นกันใหม่ ไล่ตามในแผนที่ไม่นานก็ออกมาได้

วิวที่ได้จากป้อมปราการนั้นสวยงามมากๆ (ลองตามไปดูรูปครับ) จะเห็นเมืองและโบสถ์เซนต์จอห์นในมุมสูง เมื่อเราเดินลงไปทางโบสถ์เซนต์จอห์นแล้วเลาะริมแม่น้ำย้อนกลับมาตรงสะพานข้ามแม่น้ำ แล้วใช้ลิฟท์กลับขึ้นมาที่เมืองเก่า

จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับไปยังสถานีรถไฟเพื่อกลับไปค้างที่บรัสเซลส์ ระหว่างทางเจอม็อบแต่ไม่รู้ว่าประท้วงเรื่องอะไรกันแต่ก็ประท้วงกันแบบเรียบร้อยดี เสียอย่างเดียวรถเลยติดกันยาวทั้งๆที่ประเทศในยุโรปรถไม่ค่อยจะติดซักเท่าไหร่ 

หลังจากเราเดินทางถึงสถานีรถไฟลักเซมเบิร์กไม่นานรถไฟก็มาพอดี เราใช้เวลา 3 ชั่วโมงเท่าขาไปก็กลับมาถึงบรัสเซลส์ประมาณ 3 ทุ่ม แวะซื้อแซนวิช ขนม และน้ำติดมือกลับไปกินที่โรงแรม เมื่อกินอิ่มแล้วก็อาบน้ำนอน ข้อเสียของโรงแรมนี้คือไม่เก็บเสียงและห้องออกจะซับซ้อนไปหน่อย รวมถึงโรงแรมนี้จะมีเด็กๆที่มาทัศนศึกษามาพักอยู่หลายห้องเลยส่งเสียงดังกันทั้งคืน โชคดีทีผมเป็นคนหลับง่ายเลยไม่มีปัญหาอะไร หลับพักเหนื่อยก่อนไปต่อวันต่อไปกันครับ Smiley

เริ่มต้นด้วยอาหารจากสายการบินเอทีฮัท



ระหว่างรอต่อเครื่องที่อาบูดาบี




ถึงแล้วครับบรัสเซลส์ เบลเยี่ยม



ลงมาที่สถานีรถไฟ




กว้างใหญ่ โอ่โถง




ระหว่างรอรถไฟไปบรัสเซลส์ซูท



ภายในขบวนรถไฟ



บรรยากาศระหว่างเดินไปโรงแรม




อนุสาวรีย์หน้าโรงแรม



ถึงแล้วโรงแรมที่พักของเรา



โรงแรม Floris Ustel



บริเวณล็อบบี้



ที่นั่งพักผ่อน



กว้างขวาง สวยงาม



บริเวณที่กินข้าว



โซนด้านใน



ทางไปยังห้องพัก



ถึงหน้าห้องเราแล้วครับ



เข้ามาเจอนี่เลยเตียงนอนนุ่มๆ



นอนสบายมาก



เตียงนอนยามค่ำ



มีทีวีและโต๊ะทำงาน



ที่นั่งชมวิว



ยามค่ำคืน



ตู้เสื้อผ้า



ห้องน้ำ



อีกฝั่ง



เดินไปสถานีรถไฟเจอนี่เลย ตินติน การ์ตูนชื่อดังของเบลเยี่ยม



ธงประเทศเบลเยี่ยม



ระหว่างรอรถไฟที่สถานี



ไปกันเลยที่ลักเซมเบิร์ก



รถไฟมาแล้วขบวนนี้ล่ะครับ



ภายในขบวนนั่งสบายมาก



มาถึงแล้วลักเซมเบิร์ก



สถานีรถไฟ



เดินชมเมือง



สถาปัตยกรรมยุโรปสวยๆ



บ้านเรือนที่เมืองล่าง



เดินข้ามสะพานนี้มายังเมืองเก่า



อนุสารีย์รำลึกทางทหาร



ธงชาติลักเซมเบิร์กและมีการจุดไฟเพื่อการรำลึก



สิ่งก่อสร้างสวยๆ



อนุสาวรีย์ วิลเลี่ยมที่ 2



พระราชวังแกรนด์ดุกซ์



อนุสาวรีย์ Gelle Fra



วิวสะพานสวย



มหาวิหาร the blessed virgin



ด้านข้างเป็นหอสมุดแห่งชาติ



หน้าประตูทางเข้ามหาวิหาร



บนประตูมีลายแกะสลักสวยๆ



มีนักเรียนมาทัศนศึกษาเต็มเลย



ป้ายร้านอาหาร



ตึกสวยๆ



จัตุรัสวิลเลี่ยม ที่นั่งพักดื่มเบียร์ตากแดด ^^



เดินย้อนมายังอนุสาวรีย์ Grand-duchess charlotte



ตึกสีสวยหัวมุมถนน



พิพิธภัณฑ์ธนาคาร



วิวระหว่างข้ามเดินสะพาน



มีธงลักเซมเบิร์กขนาดใหญ่



มองไปเห็นมหาวิหารด้วย



โบสถ์ในลักเซมเบิร์ก



ทางเิดินลงไปเมืองล่าง



มีซอยแบบนี้ด้วย



เมืองล่างอยู่ภายใต้ป้อมปราการ



แต่สีสันก็สดใส



หันกลับไปมองทางที่ลงมา



ตึกสีน้ำตาลส้มสวยเชียว



ตึกแต่ละตึกดูสวยเด่น



หน้าร้านอาหารชื่อร้านมือสอง เอิ่มอาหารมือสองใครจะกินล่ะเนี่ย Smiley



ดอกไม้สีสด



เมืองสวยๆ



บ้านติดแม่น้ำ



สวยจริงๆ



วิวอีกด้าน



มองขึ้นไปยังเมืองเก่า



โบสถ์เซนต์จอห์น



พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ



ทางเดินขึ้นเขามีทำเป็นลักษณะอุโมงค์



สัญลักษณ์ข้างโบสถ์เซนต์ไมเคิล



วิวรถไฟบนสะพาน



ป้อมปราการหิน (ฺBock casemates)



ทางเดินภายใน



บันไดเวียนลงไปใต้ดิน (ของใหม่) ของจริงทำเป็นบันไดหิน



ภายในมีปืนใหญ่



วิวเมื่อมองลงมาเห็นแม่น้ำและโบสถ์เซนต์จอห์น



มองจากในถ้ำเลย



พยายามมาก 5555



วิวสวยจริงๆ



สวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



โบสต์เซนต์จอห์นมุมสูง



ภายในป้อมปราการ



มุ่งหน้าสู่ทางออก อยากบอกว่าข้างในน่ากลัวมาก



วิวมุมสูงสวยจริงๆอะ



สะพานสีสวย



มีความสุขจริงจริ๊ง



รูปสุดท้ายในลักเซมเบิร์กดอกไม้สวยๆกับเมืองงามๆจ้า Smiley




 

Create Date : 08 กันยายน 2554    
Last Update : 23 มิถุนายน 2555 0:45:52 น.  

jiwyeefun
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฟังเพลง
Friends' blogs
[Add jiwyeefun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.