ทิชากับคดีปริศนา ... ตอน บ้านที่ไม่มีใครอยู่ ... Part3 ... End




ความเดิมก่อนหน้า

ลีลาวดีเด็กสาววัย17ปี ตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก และบังเอิญพบเจอเรื่องน่ากลัวชวนขนลุกจากบ้านข้างๆ

ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ วันต่อมาจึงได้เล่าเรื่องที่ตนเองพบเจอให้ทิชาและนิวเพื่อนสนิทฟังที่โรงเรียน

พอตกเย็นมีเหตุให้ต้องอยู่คนเดียว ระหว่างรอพ่อแม่กลับจากเยี่ยมเพื่อนของพ่อที่โรงพยาบาล

เพื่อนสนิททั้งสองได้มาอยู่เป็นเพื่อนลีลาวดีที่บ้าน ทิชาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติจากบ้านข้างๆ และติดใจสงสัยมาก

จึงชวนเพื่อนเข้าไปที่บ้านหลังนั้น และได้พบกับเหตุการณ์เศล้าสลดจนได้ เมื่อพบว่ามีหญิงกลางคนชื่อว่า .. ป้าสุดา

ซึ่งเป็นแม่บ้านที่เจ้าของบ้านจ้างให้มาทำความสะอาดบ้านหลังนี้ ในระหว่างรอผู้เช่ารายใหม่

ป้าสุดาถูกทำร้ายและเสียชีวิตในที่สุด ก่อนจะสิ้นลมหายใจ ป้าสุดาได้พยายามบอกบางอย่างกับทิชา

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ และตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่นั้น ได้มีบางคนแฝงตัวมาอยู่ในเหตุการณ์

และยังได้แอบตามเข้าไปในบ้านของลีลาวดีด้วย และยังมีบุคคลปริศนาที่ลอบเข้าไปในบ้านของทิชาด้วยเหมือนกัน ....


บุคคลปริศนามีวัตถุประสงค์อะไร..?? ใครทำร้ายป้าสุดา..??

ปริศนาที่ทิชาสงสัยก่อนหน้านี้คืออะไร..?? ผ้าม่านปลิวเคลื่อนไหวได้อย่างไร..?? เงาที่ลีลาวดีเห็นจะใช่สิ่งลี้ลับหรือไม่ ..??

ข่าวลือที่ว่าผู้เช่ารายไหนมาเช่าบ้านหลังนี้มักอยู่ได้ไม่เกินสามวันต้องย้ายออก นั่นเพราะอะไรกันแน่ ..?? ... หาคำตอบไปพร้อมทิชาเลยค่ะ ... ^^



ทิชากับคดีปริศนา ... ตอน บ้านที่ไม่มีใครอยู่ ... Part3 ... End


สายๆวันเสาร์ ทิชายังคงคิดไม่ตกกับสิ่งที่สงสัยและติดใจ คิดอยากเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีกครั้ง

แต่ว่าวันนี้ มีลูกค้ามาเลือกซื้อต้นไม้ดอกไม้กันเยอะพอสมควร จึงหาโอกาสปลีกตัวไปไม่ได้

คงต้องรอไปจนเที่ยงๆบ่ายๆ ลูกค้าถึงจะบางตาลง ร้านขายไม้ดอกไม้ประดับของครอบครัวทิชา

เป็นร้านที่มีพันธ์ุไม้มากมาย และหลากหลายที่สุดในย่านนี้ จึงมีลูกค้าแวะเวียนมากันมากในช่วงวันหยุด

เด็กสาวเดินไปหยิบต้นไม้ให้ลูกค้า ตรงมุมใกล้ทางเข้าร้าน จังหวะหนึ่งหางตาเหลือบไปเห็นใครบางคน

ยืนหลบมุม ตรงบริเวณที่จอดรถของลูกค้าอย่างมีพิรุธ จึงหันหน้ามองไปที่คนคนนั้นแบบตรงๆ

คนที่ถูกมองรู้ตัว และมีท่าทีชะงักสะดุ้งเล็กน้อย และได้อาศัยจังหวะที่รถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมาบังไว้

ผละหลบสายตาของทิชาไปจากบริเวณนั้น ... วินาทีนี้ทิชาร้อนรนมาก ไม่อยากรอเวลาอีกต่อไปแล้ว

เมื่อนำต้นไม้ส่งให้ลูกค้าแล้ว จึงอาศัยจังหวะพ่อกับแม่เผลอ แอบตามคนน่าสงสัยนั้นไปทันที

ทิชาเดินเร็วๆกิ่งวิ่ง ไปตามทางที่คิดว่าจะตามเจอ และหยุดถามคนที่เดินผ่านไปมาถึงบุคคลที่เธอกำลังตามเขาอยู่

แต่ก็คลาดกันจนได้ ที่สุดจึงเดินกลับมาที่ร้านขายต้นไม้อย่างเซ็งๆและผิดหวังเล็กๆ จนเมื่อเวลาล่วงเลยไป

ลูกค้าบางตาลงมากพอควร พ่อของทิชา สังเกตเห็นสีหน้าและท่าทีของลูกสาวตัวเอง ก็พอจะเข้าใจ

" ลูกค้าน้อยแล้ว ถ้าลูกอยากไปหาเพื่อนที่บ้าน ก็ไปได้เลยนะลูก ทางนี้พ่อจัดการเองไม่มีปัญหา "

พ่อของทิชาบอกลูกสาวเสียงดังพอควร เพื่อให้แม่ของทิชาได้ยินด้วย จะได้ไม่ถามหาเวลาทิชาไม่อยู่

พ่อพูดพลางทำท่าทางให้ทิชารีบไป ก่อนที่แม่จะคุยกับลูกค้าจบแล้วห้ามไม่ให้ไป ทิชายิ้มกว้างให้พ่อเป็นเชิงขอบคุณ

และตรงไปยังหน้าร้านทันที จากนั้นได้เรียกวินมอเตอร์ไซค์ บอกให้ไปส่งที่บ้านของลีลาวดี ...

แต่เมื่อเด็กสาวมาถึงบ้านของเพื่อน พบว่าบ้านปิดเงียบไม่มีใครอยู่ จึงโทรถาม ...

" วดี ตอนนี้เราอยู่หน้าบ้านเธอนะ เธออยู่ไหนเนี่ย "

" เราอยู่โรงพยาบาล เรามาเยี่ยมเพื่อนของพ่อน่ะ พ่อบอกว่าเพื่อนพ่ออยากเจอเรา เห็นว่าไม่เจอนานแล้ว"

" แล้วเธอจะกลับตอนไหนล่ะ เราโทรหานิว นิวก็ไม่อยู่เห็นว่าแม่พาไปเที่ยว เพื่อให้สบายใจขึ้นจากที่เจอเรื่องเมื่อคืนน่ะ "

"ถ้างั้นเธอเข้าไปนั่งรอเราที่ม้านั่งหน้าบ้านก่อนก็ได้ ลูกกุญแจประตูรั้วอยู่ที่เดิม

ตรงที่เราเคยบอกไง ทิชาจำได้ใช่มั้ย แล้วเราจะขอแม่กลับบ้านก่อนก็แล้วกันนะ "

" จำได้ๆ งั้นเธอรีบมานะแค่นี้ก่อนดีกว่า ไว้ค่อยคุยกันอีกที "

ทิชาวางสายและมองซ้ายแลขวา ก่อนจะเดินไปตรงที่เก็บลูกกุญแจ จังหวะจะเอื้อมมือไปหยิบลูกกุญแจ

แต่ชะงักมือไว้นึกเปลี่ยนใจขึ้นมา และเดินตรงไปยังบ้านข้างๆ ลัดเลาะไปตามแนวรั้วบ้านนั้นไปเรื่อยๆ

จนไปถึงมุมหนึ่งของรั้ว ที่แอบผ่านเข้าไปเมื่อเย็นวาน เด็กสาวมองซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าบ้านใกล้เคียงไม่เห็นตัวเอง

จึงแอบเข้าไปในบริเวณบ้านหลังนั้นอีกครั้ง และเดินตรงดิ่งไปยังประตูหลังบ้านทันที แต่พบว่าประตูถูกล็อคไว้

ทิชาจึงลองมาขยับหน้าต่างบ้าง และเพ่งมองเข้าไปในบ้าน เด็กสาวลองขยับหน้าต่างทุกบาน

ก็ไม่พบว่ามีบานไหน พอจะเข้าไปในบ้านได้เลย ระหว่างที่ทิชากำลังคิดหาหนทางเข้าไปในบ้านอยู่นั้น

ได้มีใครบางคน แอบลอบมองตามทิชาตลอด ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน จนเมื่อทิชานึกถอดใจ หันหลังจะเดินกลับออกไป

และในจังหวะนี้นั้น ทิชาเองก็เริ่มรู้ตัวว่ามีคนสะกดรอยตามและแอบมองอยู่ จึงพยายามทำใจให้นิ่ง และหยุดคิดเรื่องอื่น

ตั้งสติเตรียมรับมือ แต่ยังคงเดินต่อไปอีก แต่ทันใดนั้นเอง !! ทิชาก็หยุดเดินดื้อๆ หันขวับกลับหลังกระทันหัน

หวังใจว่าจะพบคนที่แอบตามอยู่ แต่กลับไม่พบใครแม้เงา จึงถอนใจออกมาและคลายความระวังลง

" เฮ้อ ??.. ไม่เห็นมีใครเลยนี่นา นี่เราคิดมากคิดไปเองอีกแล้วมั้งเนี่ย .."

ทิชาบ่นพึมพำกับตัวเอง ในขณะเดินกลับไปที่ทางเข้ามา แต่แล้วในจังหวะที่ทิชาระวังตัวน้อยลงนั้น !!

จู่ๆมือข้างหนึ่งของใครบางคน !! ยื่นมาจากด้านหลังและปิดหมับลงที่ปากของทิชาอย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างก็กอดทิชาไว้แน่น

เพื่อไม่ให้ดิ้นหลุดได้ ทิชาตกใจแต่ก็ตั้งสติได้ และได้พยายามกระแทกหัวตัวเองเข้าที่ปลายคางคนที่ถูกเขาจับตัวไว้หลายครั้ง

และยกเท้าเหยียบลงที่เท้าของคนที่จับตัวไว้เต็มแรง และแน่นอนว่าได้ผล คนที่จับตัวทิชาไว้ทั้งเจ็บคางและเจ็บเท้า

จึงปล่อยมือจากทิชา มาลูบคลึงคางของตัวเองป้อยๆด้วยความเจ็บ ทิชาเองก็รู้สึกเจ็บหัวเหมือนกัน ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน

ทิชาอยู่ในท่าตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้ หรี่ตามองอีกฝ่ายแบบหยั่งเชิง เด็กสาวคิดในหัวว่า

ศิลปะการต่อสู้ที่พ่อได้ฝึกสอนและเคี่ยวเข็ญให้ทิชาเรียนรู้ไว้เพื่อป้องกันตัว คงจะได้งัดมาใช้เต็มที่ก็คราวนี้ล่ะ

" นี่น้องสาว หน้าตาก็น่ารักดีแต่ดุจังเลยนะเราน่ะ แค่หยอกเล่นนิดเดียว ตั้งท่าพร้อมรบจริงจังมากเลยอ่ะ ไม่ธรรมดาจริงจริ๊ง "

ชายหนุ่มผมยาวประบ่าหน้าตาดูดี แต่ท่าทางยียวนกวนประสาทมากในสายตาทิชา พูดพลางลูบคางตัวเองไปพลาง

" ทำแบบนี้ทำไม หยอกเล่นบ้าบอคอแตกแบบนี้น่ะเหรอ ต้องการอะไรบอกมา หรือว่าแอบเข้ามาจะทำลายหลักฐาน "

"โอ้โห! ยิงคำถามเป็นชุด คิดเองเออเอง สมกับเป็นนักสืบน้อยจริงๆ เลยนะน้องสาว "

อีกฝ่ายไม่ตอบคำถามเด็กสาว แต่กลับยิ่งทำท่าทางยียวน และล้อเลียนทิชามากขึ้นไปอีก จนเด็กสาวทั้งโกรธทั้งอาย

จึงพุ่งตัวเข้าไปหาเขา หมายจะส่งหมัดหนักๆ กระแทกปากคนกวนประสาทซักทีสองที แต่ทว่าเขาก็หลบได้

เขาเองก็เก่งและมีชั้นเชิงต่อสู้พอตัว แม้ว่าทิชาจะพยายามแค่ไหนก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย จนนึกโมโหตัวเอง

และจังหวะหนึ่ง ที่ทิชาพลาดเอง และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และอยู่ในท่าที่ ถ้าขยับตัวหรือดิ้นรนขัดขืน

ต้องได้ถูกเขาเอาเปรียบได้แน่ๆ เมื่อคิดว่าสู้ไม่ไหว จึงเปลี่ยนเป็นร้องตะโกนสุดเสียงขอความช่วยเหลือแทน

" เอ้าๆ แหกปากเข้าไป นี่ถ้าไม่หยุดแหกปากได้โดนดีแน่ ไอ้ข้อหาพรากผู้เยาว์น่ะไม่กลัวหรอกนะจะบอกให้ "

ชายหนุ่มแกล้งพูดขู่อีกฝ่าย ไม่พูดเปล่าแต่ทำท่าเหมือนจะทำอย่างที่พูดจริงๆ งานนี้ทิชาหุบปากอย่างไว

นิ่งสนิทและคิดหาทางออก และเหมือนโชคเข้าข้าง เมื่อเสียงโทรศัพท์ของทิชาดังขึ้น เขาจึงปล่อยทิชาให้เป็นอิสระ

เพื่อให้เด็กสาวรับโทรศัพท์ แต่ก็ขวางทางไว้ไม่ให้เดินไปไหนได้ เมื่อทิชากดรับสาย และคนที่โทรมาคือ

เพื่อนสนิทรุ่นพี่ ที่ชื่อติว หรือติยพัฒน์ ซึ่งเป็นสายให้ตำรวจด้วย ทิชารีบบอกขอความช่วยเหลือ

และรีบเล่าเหตุกาณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ให้ปลายสายฟังด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

" ว่าไงนะทิชา ไอ้หมอนั่นมันทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวพี่จัดการมันให้ "

" พี่ติวพูดเหมือนรู้จักไอ้บ้าโรคจิตนั่น "

" ก็ต้องรู้จักสิทิชา มันเป็นเพื่อนพี่เอง มันก็นิสัยกวนโอ๊ยแบบนี้แหละ อย่าถือสาเพื่อนพี่เลยนะน้อง ฮ่าๆๆ "

" อะไรนะ !! เพื่อนพี่เนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อ หมอนั่นน่ะ มันโจรหื่นชัดๆ "

พูดถึงตรงนี้ชายหนุ่มคู่ปรับทิชา พูดแทรกขึ้นมาว่า " ขอบคุณที่ชมครับ "

" พี่ไม่ว่างจริงๆไปช่วยทิชาไขคดีไม่ได้ เลยให้เพื่อนไปช่วยแทน จะบอกอะไรให้นะ ไอ้บ้านั่น เห็นอย่างนั้น

มันไขปริศนาเก่งนะ สองคนช่วยกัน พี่ว่าคดีนี้ไขง่ายยังกับปอกกล้วยเข้าปากแน่นอน เชื่อพี่ ฮ่าๆๆ "

ติยพัฒน์พูดจบก็ตัดบทวางสายดื้อๆทั้งที่ทิชายังพูดไม่จบ ทำให้ทิชายิ่งหน้างอง้ำขัดใจมากขึ้นไปอีก

" พี่ติวนะพี่ติว จะหาคนมาช่วยน้องทั้งที ดันให้คนบ้ามาช่วย จะได้เรื่องมั้ยเนี่ย

ทำเป็นอ้างติดงาน ไม่กล้ามาเจอหน้ายัยวดีก็บอกมาเถอะ ชิ!! "

ในจังหวะที่ทิชา บ่นพึมพำนึกเคืองเพื่อนรุ่นพี่อยู่นั้น จู่ๆประตูหน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดผลัวะออกมาอย่างแรง

พร้อมกับเพื่อนของติยพัฒน์โผล่หน้าออกมายิ้มเผล่ให้ทิชา เด็กสาวเองมองกลับมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายเสียให้ได้

" จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ยน้อง จะยืนรอให้ชาวบ้านมาเห็นรึไงแม่คุ๊ณ "

ชายหนุ่มพูดกับทิชาเป็นเชิงบอกให้รีบเข้ามาในบ้าน แต่ก็ไม่วายทำหน้ายียวนใส่อีกจนได้

ทิชาเดินหน้างอเข้าไปในบ้าน และนึกแปลกใจมากว่า นายโรคจิตนี่เข้ามาในบ้านได้ยังไงกัน และไวมากๆด้วย

" นี่น้อง พี่ว่าเรามาสงบศึกกันก่อนเถอะ รีบหาหลักฐานแล้วออกไปก่อนที่ตำรวจจะมาหาหลักฐานเพิ่มเติมดีกว่ามั้ย "

" สงบศึกก่อนก็ได้ แต่ไม่ลืมแน่ ว่าแต่นายเข้ามาในนี้ได้ยังไง "

" ก็อาศัยวิชาตีนแมวจอมงัดแงะเข้าช่วยน่ะนะ แค่นี้เองจิ๊บๆน่า "

" แบบนี้เขาเรียกว่าเก่งในทางชั่วๆใช่มั้ย "

" โอ๊วว !! ขอบคุณที่ชมพี่นะน้อง ฮ่าฮ่า คิดอะไรกับพี่รึเปล่า ชมพี่ตลอดเลยอ่ะ "

" หลงตัวเองได้อีกนะนายโรคจิต ถ้าจะสงบศึกจริงๆ ก็เลิกกวนประสาทซะทีจะได้มั้ยเนี่ย "

" เลิกกวนก็ได้ แต่เราก็เลิกเรียกพี่ว่าโรคจิตซะทีสิ พี่ชื่อ .. พายุ .. ไม่ใช่โรคจิต เข้าใจตรงกันนะ "

ทิชาอ้าปากจะต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มต่อ แต่ได้ยินคำว่าพายุก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่ตัวเองติดใจสงสัยอยู่

นั่นคือผ้าม่านในบ้านนี้เคลื่อนไหวได้อย่างไร ทั้งที่ประตูหน้าต่างปิดทุกบาน ระหว่างคิดก็เดินไปจับผ้าม่าน

ตรงหน้าต่างยกขึ้นลง สลับกับกวาดตามองไปรอบๆบ้านเพื่อหาเหตุผลของความเป็นไปได้

" พัดลมไงล่ะ ผ้าม่านปลิวเพราะพัดลมเพดานนั่นไง "

พายุพูดขึ้นเพราะมองออกว่าทิชากำลังคิดอะไร เด็กสาวหันมองสบตาชายหนุ่มเป็นเชิงคำถาม

" เรื่องบางเรื่อง คิดเยอะซับซ้อนมากไปก็ใช่จะเจอคำตอบนะทิชา "

" มันก็ใช่ แต่ง่ายไปมั้ยล่ะ พัดลมเนี่ยนะ ไม่มีคนอยู่ พัดลมจะเปิดได้ไง "

" มีใครบางคนหรืออาจจะหลายคน แอบเข้ามาในบ้านหลังนี้เพื่อทำการณ์บางอย่าง และต้องทำในเรื่องไม่ดีแน่ๆ "

" นายจะบอกว่า มีคนแอบเข้ามา แล้วร้อนเลยเปิดพัดลม ทั้งๆที่บ้านนี้ก็ติดแอร์ด้วยเนี่ยนะ เปิดแอร์ง่ายกว่ามั้ย "

" ฮ่าๆ เด็กน้อยเอ๊ย คืออันนี้ก็คิดง่ายเกินไปนะพี่ว่า "

พายุพูดพลางทำท่าล้อเลียนทิชาไปพลาง จนเมื่อทิชาตั้งท่าจะต่อล้อต่อเถียงกลับ จึงรีบพูดต่อ

" จากที่พี่ไปสอบถามผู้เช่ารายล่าสุดมาแล้ว เขาบอกว่าอยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้เพราะถูกผีหลอกน่ะ "

" ว่าไงนะผีหลอกเหรอ!! บ้าไปแล้ว คิดว่าแค่ข่าวโคมลอยนะเนี่ย เขาบอกแบบนั้นจริงๆเหรอ "

" ใช่ บอกว่า กลางดึกคืนแรกจู่ๆพัดลมก็เปิดเองทั้งที่ไม่ได้เปิด เขาแค่นึกแปลกใจแต่ยังไม่กลัวเท่าไหร่ "

" ยากตรงไหน ก็ใช้รีโมทสิ ไม่ก็ตั้งเวลาเปิดปิดไว้ก็ได้นี่นา "

ทิชาแย้งขึ้น เพราะไม่เชื่อว่ามีเรื่องลี้ลับเกิดขึ้นแน่นอน พายุเห็นด้วยกับทิชา

" คิดถูกแล้ว ตั้งเวลาเปิดปิด แต่คนตั้งเวลาไม่ใช่คนที่เช่าบ้านแน่ เพราะเขาบอกว่า

รีโมทพัดลมเพดานหายไป และเพราะมีแอร์อยู่แล้ว จึงไม่คิดใช้พัดลมไงล่ะ "

" ถ้างั้นต้องมีใครบางคน แอบมาตั้งเวลาเปิดปิดพัดลมงั้นสิ ถ้าผู้เช่าบ้านไม่ได้ทำ คนที่จะเข้ามาในบ้านได้

ก็คือเจ้าของบ้าน หรือไม่ก็ป้าสุดาแม่บ้าน เพราะคนที่ถือกุญเเจบ้านมีแค่สามรายนี้เท่านั้นเองนี่นา "

ทิชาพูดสิ่งที่คิดขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่เดินไปตรงตู้โชว์ที่ตั้งชิดผนังด้านหนึ่ง ซึ่งแถวนี้นั้นคือบริเวณที่ป้าสุดาชี้บอก

เด็กสาวสอดส่ายสายตามองหาสิ่งที่ป้าสุดาพยายามพูด ทิชาได้ยินไม่ชัดนัก เพราะมีเสียงฟ้าร้องดังแทรกมาด้วยตอนนั้น

แต่ได้ยินชัดคำนึงตอนท้ายๆว่าก๊าดนี่แหละ ทิชาเดาว่า ป้าสุดาคงหมายถึง เมมโมรี่การ์ดแน่ๆ

ตรงนี้ทิชาได้บอกทางเจ้าหน้าที่ ในสิ่งที่ตัวเองคาดเดาด้วย และได้ช่วยกันค้นหา แต่ก็หาไม่พบ จึงโบ้ยว่าทิชาฟังผิด

และมองข้ามจุดนี้ไป แต่ทิชาไม่คิดอย่างนั้น ยังปักใจเชื่อว่า ต้องเป็นเมมโมรี่การ์ดแน่ๆ และต้องมีข้อมูลอะไร

ที่สามารถสาวถึงตัวคนร้ายได้ด้วย ทิชายังคงรื้อค้นตรงบริเวณตู้โชว์นั้นไปเรื่อยๆ

ในขณะที่พายุ ก็บอกเล่าถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง ให้ทิชาฟังไปเรื่อยๆเช่นกัน

" แล้วคืนต่อมาก็มีเสียงแปลกๆ และน่ากลัวทั้งคืนจนนอนไม่ได้เลย คนที่เช่าเป็นผู้หญิงสามคนแม่ลูกด้วย

เลยยิ่งพากันกลัวเข้าไปใหญ่ ฝ่ายลูกห่วงแม่ที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ตอนที่เขาทั้งคู่ต้องไปทำงานกัน

เลยตัดสินใจย้ายออกเย็นวันที่สองเลย ยอมเสียค่ามัดจำฟรีๆเลยล่ะ ผู้เช่ารายก่อนหน้าก็เป็นเคสคล้ายๆกันนี่แหละ "

พอพายุพูดถึงตรงนี้ ทิชานิ่งฟังและคิดตาม หาความเชื่อมโยงกันของเหตุการณ์ทั้งหมด คิดทบทวนไปมา

" ป้าสุดากับเจ้าของบ้านต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ๆ "

ทิชาโพล่งขึ้นมาหลังนิ่งคิดและเงียบชั่วครู่ ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย และตบมือแสดงความชื่นชม

ที่ทิชาเก่งกว่าที่เขาคิดไว้ นึกชอบใจเด็กสาวขึ้นมาอีกเยอะเลย จนเผลอมองทิชาด้วยสีหน้าและแววตาชื่นชม

เจือความกรุ้มกริ่มในท่าทีจนออกนอกหน้า จนทิชาหน้าร้อนผ่าวและนึกเขินสายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นขึ้นมาจึงทำเป็นรีบหาของกลบเกลื่อน ...

เสียงโทรศัพท์ของทิชาดังขึ้นอีกครั้ง เป็นติยพัฒน์ที่โทรมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวานช่วงบ่ายแก่ๆ

มีคนแถวนั้นได้ยินว่า เหมือนป้าสุดาทะเลาะกับใครในบ้าน เสียงดังโหวกเหวกเลยล่ะ แต่บางคนก็คิดว่า

อาจจะทะเลาะกับคนอื่นผ่านโทรศัพท์ก็ได้ และไม่อยากยุ่งอะไรกับบ้านหลังนี้เพราะนึกกลัวจากข่าวลือต่างๆ

เลยไม่ได้สนใจเดินมาดู และมารู้ข่าวอีกทีวันนี้ว่าป้าสุดาถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนี่แหละ

เมื่อวางสายแล้ว ทิชาบอกเรื่องที่ได้รู้จากติยพัฒน์ให้พายุฟัง

" ถ้าเรื่องเป็นแบบนี้ก็เข้าเค้าล่ะ เป็นไปได้มั้ยว่าจะมีการหักหลังกันเกิดขึ้น " ทิชาออกความเห็น

" ก็อาจเป็นไปได้ "

" ถ้ามีการทะเลาะกันตอนบ่ายจริง แล้วแสงสว่างในบ้าน ที่ยัยวดีเห็นกลางดึกของเมื่อวานคืออะไร แถมบอกว่าเป็นเหมือนเงาคนด้วยนะ "

พอพูดถึงลีลาวดี ทิชาก็นึกขึ้นได้ เลยเดินไปตรงมุมของบ้าน ที่คิดว่าเพื่อนที่มองมาจากบ้านแล้วจะเห็นตรงส่วนไหนของบ้านนี้

จังหวะที่มองผ่านหน้าต่างออกไปที่บ้านของลีลาวดี หางตาก็เหลือบไปเห็นตู้โชว์เก่าๆของบ้านเพื่อนที่ชำรุดแล้ว

แม่ของลีลาวดีจึงยกมาไว้บริเวณหลังบ้าน วางแอบๆไว้ติดแนวรั้วแถวนั้น พายุเดินมามองตามทิชาบ้าง และเหมือนทั้งคู่คิดอะไรออก

จึงหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ ไวเท่าความคิด ทั้งคู่พากันเดินตรงไปยังหลังบ้าน ซึ่งมีห้องเล็กๆไว้สำหรับเก็บของ

ที่ชำรุดหรือไม่ค่อยได้ใช้ งานนี้พายุโชว์ฝีมืองัดแงะประตูให้ทิชาเห็นแบบจะๆ ทิชาทั้งนึกชื่นชมและหมั่นไส้ไปพร้อมกัน

เมื่อเปิดประตูห้องเก็บของ สองคนพากันมองหาตู้โชว์ที่ไม่ใช้แล้ว พบว่าได้แอบอยู่ตรงซอกที่นอนเก่าของเจ้าของบ้าน

มันคือตู้โชว์เล็กๆเท่านั้นเอง ในตู้โชว์มีเสื้อผ้าเก่าและหนังสือเก่าวางปะปนกันอยู่ จึงรื้อเสื้อผ้าและกองหนังสือ

ทิชาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา เพราะเป็นเล่มที่หนากว่าเล่มอื่นๆ จึงรีบพลิกดูอย่างละเอียดทุกหน้า และแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆกับสิ่งที่เห็น

" ป้าสุดานี่รอบคอบใช้ได้เลยนะเนี่ย เก็บเมมโมรี่การ์ดโทรศัพท์ไว้ในหนังสือด้วย "

ทิชานึกชื่นชมป้าสุดาที่เก็บหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ได้อย่างดีมากๆ โดยไม่ถูกชิงไปก่อน เก็บใส่ซองพลาสติกใสเล็กๆ

ทากาวและเจาะรูหนังสือ ให้พอวางซองใส่เมมโมรี่การ์ดได้ โดยที่หนังสือไม่มีร่องรอยว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในนี้

ไม่รอช้าพายุจัดการนำเมมโมรี่การ์ดนั้น ใส่ในโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วเปิดฟังไปพร้อมกับทิชา

และทิชาได้กดโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อบันทึกเสียงไว้อีกรอบกันพลาด ... เมื่อฟังจบสองคนมองหน้ากัน

แล้วถอนใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก ที่ปริศนาถูกไขได้แล้ว และส่วนใหญ่จะเป็นไปตามที่ทั้งคู่สันนิษฐานไว้ด้วย ...

" ขอบคุณป้าสุดาที่ช่วยนำทางให้ทิชานะคะ ในที่สุดก็ไขปริศนาได้ซักที "

ทิชาพูดขึ้นลอยๆ ในใจนึกถึงสิ่งที่ได้ยินไปเมื่อครู่ วูบหนึ่งแววตาหดหู่ฉายแววให้อีกฝ่ายได้เห็น จนชายหนุ่มต้องยกมือมาตบไหล่ทิชาเบาๆ

เป็นเชิงปลอบใจและให้กำลังใจ แต่ก็ยังไม่วายทำท่ายียวนกวนประสาท จนทิชานึกโมโหขึ้นมาอีกจนได้ ...

ทว่าลึกๆแล้วชายหนุ่มแค่อยากให้เด็กสาวรู้สึกผ่อนคลายเท่านั้นเอง ไม่ได้จะแกล้งจริงจังอะไร

ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง !! ประตูห้องเก็บของก็เปิดพรวดออก พร้อมกับชายสามคนเดินเข้ามา

หนึ่งในชายสามคนนั้น ทิชาจำได้ว่า เป็นเจ้าของบ้าน เพราะเคยเจอกันเมื่อตอนที่มาหาลีลาวดีที่บ้านเมื่อประมาณสองเดือนก่อน

ชายสองในสามคน ยกปืนสั้นขึ้นจ่อทิชากับพายุ และชักสีหน้าดุดันเอาเรื่อง

" แอบตามอยู่ตั้งนาน ในที่สุดก็เปิดเผยตัวออกมาแล้วสินะ ผู้ร้ายน่ะ "

พายุพูดขึ้นอย่างไม่ยี่หระกับปลายกระบอกปืนที่จ่อมาที่ตัวเอง

" ไม่ต้องพูดมาก ส่งเมมโมรี่การ์ดมาซะ ถ้ายังไม่อยากตาย ส่งมาเร็วๆเลย "

ชายเจ้าของบ้านพยักหน้าให้อีกสองคนที่เป็นลูกน้อง เป็นเชิงสั่งให้ค้นหาเมมโมรี่การ์ดจากทิชาและพายุ

ทั้งคู่ถูกคนร้ายชิงโทรศัพท์และอุปกรณ์ทุกอย่างที่พกติดตัว ที่ผู้ร้ายคิดว่าจะมีเมมโมรี่การ์ดอยู่ในนั้นมาจนหมด

แต่แล้วทั้งสามคนก็ต้องตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อเดินออกมานอกห้องเก็บของ ตั้งท่าจะหาทางหนีออกไป

แต่คงหมดหนทางหนีแล้ว เพราะตอนนี้ ตำรวจหลายสิบนาย ได้ล้อมบ้านหลังนี้ไว้หมดแล้ว ....

" เบื่อพวกที่โผล่มาเป็นพระเอกตอนจบโชว์สาวว่ะ "

พายุเดินออกมาหน้าบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับทิชา และเดินมาสบทบกับติยพัตน์ที่ยืนด้อมๆมองเข้าไปในบ้านของลีลาวดี

" พระเอกก็งี้แหละเพื่อน พวกตัวประกอบก็เสี่ยงชีวิตไปสิวะ อย่ามาเยอะว่ะ ฮ่าๆๆ "

" โห ไอ้คุณพี่ติว พูดงี้เลยนะ เดี๋ยวมีเรื่อง แล้วมีแผนซ้อนไว้ไม่บอกน้องนุ่งบ้างเลยนะ พี่ตัวแสบ "

" แผนลับ ก็ต้องเป็นความลับบ้างสิน้องเอ๊ย ไม่งั้นจะจับคนร้ายได้ไง"

" ทำเป็นมีความลับ ระวังเถอะจะไม่ช่วยง้อยัยวดีให้ซะเลยนี่ "

" เฮ้ย อย่าพาลสิทิชา พี่ก็ส่งเพื่อนมาช่วยไขคดีแล้วไง และพี่ไม่ลืมหรอกจะจัดการที่มันทำไม่ดีกับทิชาให้แน่ๆ "

สามคนพูดคุยว่ากันไปมา จนวกมาเข้าเรื่องที่เกิดขึ้นในที่สุด ติยพัตน์บอกกับทิชาว่า เมื่อวานที่ทิชากลับจากให้ปากคำ

นึกเป็นห่วงจึงขอให้เพื่อนซึ่งก็คือ พายุ แอบตามทิชามาห่างๆ เพราะตัวเขาเองได้มาอยู่ปะปนกับคนที่มามุงดู

และสังเกตการณ์ที่เกิดเหตุโดยไม่ให้ทิชาเห็นเพราะกลัวจะพลาด อีกใจหนึ่งก็ห่วงเพื่อนของทิชาเหมือนกัน

เพราะอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่พบป้าสุดาด้วย ส่วนตอนที่ทิชาโทรมาบอกอีกครั้งว่า เหมือนได้ยินคนเคาะประตู

คนที่เคาะคือ พายุที่แอบเข้าไปในบ้านตอนที่พ่อแม่ของทิชาเผลอ และเคาะเพื่อบอกให้ทิชารู้ตัว ว่ามีคนร้ายแอบเข้ามาในบริเวณบ้าน

แต่ที่ไม่เข้าจับกุมคนร้ายไว้ตอนนั้นเลย เพราะกลัวคนร้ายจะรู้ตัวและไม่เป็นไปตามแผน และหลักฐานยังไม่แน่นหนาพอด้วย

และคนที่ทิชาเห็นตอนที่กำลังเดินลัดเลาะรั้วบ้านหนีออกไปคือ เจ้าของบ้านหลังที่เกิดเหตุนั่นเอง เขาเคยอยู่แถวนั้น

ย่อมรู้ทางหนีทางหลบหลีกได้เป็นอย่างดี เพราะต้องการจะไปแอบฟังว่าทิชารู้อะไรมากแค่ไหน แต่เพราะเขาเห็นพายุ

เดินอยู่ในบ้านทิชา เลยกลัวว่าจะถูกเห็นเข้าซะก่อน จึงหลบออกมาแอบอยู่ด้านนอกรั้วบ้านแทน

ส่วนพายุก็แอบหลบออกมาซุ่มดูท่าทีคนร้ายอยู่ห่างๆอีกทอดหนึ่ง

" นั่นแน่พี่ติว แอบเข้าบ้านยัยวดี แอบๆหลบๆทำไมอ่ะ ไม่ให้เจ้าตัวเค้าเห็นแล้วทำเนียนปลอบใจไปล่ะพี่ "

ทิชาได้ทีล้อเพื่อนรุ่นพี่สนุกปากเลยงานนี้

" ขืนให้เพื่อนเราเห็นพี่ นอกจากจะแผนแตก หัวพี่อาจจะแตกด้วยได้ แอบๆน่ะดีแล้ว ปลอดภัยไว้ก่อน ฮ่าๆ"

เมื่อรถตำรวจที่มีผู้ร้ายทั้งสามนั่งรวมอยู่ด้วย แล่นออกไปจากจุดเกิดเหตุ ได้มีการตรวจสอบบ้านหลังกล่าวโดยละเอียดอีกครั้ง

ติยพัฒน์และพายุ ขับรถตามรถของตำรวจไปห่างๆ และก่อนที่พายุจะขับรถออกไปก็ยังไม่วายกวนโมโหทิชาจนวินาทีสุดท้าย

" หวังว่าจะร่วมกันทำอะไรสนุกๆ เอ๊ย!! ช่วยกันไขปริศนาอื่นๆอีกนะ ที่รัก "

" ที่รักบ้าบออะไรของนายกันยะ ตาโรคจิตลมบ้าหมูเอ๊ย !!! "

ทิชาแทบอยากจะกระโดดข่วนหน้านายพายุให้หายเจ็บใจ คิดโมโหหน้างอ กระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียว

จนเมื่อลีลาวดีมาถึง เห็นท่าทีของทิชา ก็นึกว่าทิชาโมโหตัวเองที่มาช้า จนทำให้รู้สึกไม่พอใจว่าต้องรอนาน

" นี่ทิชาเราขอโทษนะ แม่บอกให้อยู่รอเจอเพื่อนอีกคนของพ่อก่อน ถึงจะมาได้น่ะ นี่เธอโกรธเราจนหน้าแดงเลยเหรอเนี่ย "

" เฮ้ย บ้าน่ะวดี เราไม่ได้โกรธซะหน่อย แล้วก็ไม่ได้หน้าแดงด้วย แค่อากาศร้อนเท่านั้นเอง เธอมาก็ดีแล้ว

มีอะไรจะเล่าให้ฟังเยอะเลย เรารีบเข้าไปในบ้านของเธอกันดีกว่า เพราะเราหิวข้าวมากเลย วดีทำข้าวไข่เจียวให้เรากินด้วยนะ "

หลังจากอิ่มข้าวอิ่มขนม สองสาวมานั่งคุยกันที่ม้านั่งหน้าบ้าน และลอบมองสังเกตการณ์บ้านข้างๆไปด้วย

" จริงเหรอทิชา เงาคนในบ้านที่เราเห็นนั่นน่ะ คือเงาของเจ้าของบ้านกับลูกน้อง

ที่แอบเข้ามาตอนดึกๆ เพื่อมาหาเมมโมรี่การ์ดที่ป้าสุดาซ่อนไว้เหรอ "

" จริงแท้แน่นอน และแสงสว่างที่เห็นคือแสงจากไฟฉายนะ ไม่ใช่แสงของอะไรที่น่ากลัวอย่างที่เธอนึกกลัวไปเอง

แล้วตอนที่เธอไปจ้องมองดูบ้านนั้นอยู่ ฝ่ายนั้นรู้ตัวก็เลยรีบเปิดเสียงหมาหอนที่ได้อัดเสียงเตรียมไว้

เพื่อหลอกคนที่มาเช่าบ้าน ให้เธอได้ยินให้เธอกลัวและเข้าใจผิดคิดว่าผีหลอกน่ะสิวดี "

" น่าสงสารป้าสุดาจัง เพราะต้องการเงินไปรักษาลูกที่ป่วยหนัก จึงยอมร่วมมือกับเจ้าของบ้าน

ช่วยจัดฉากผีหลอกคนมาเช่าบ้านให้กลัว จนต้องย้ายออก ยอมเสียเงินมัดจำฟรีๆ และแบ่งเงินค่ามัดจำกันไป "

จากที่ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ลีลาวดี ยึ่งรู้สึกสงสารป้าสุดามากขึ้นไปอีก ที่ได้ถูกบังคับให้ร่วมมือค้ายาเสพติดด้วย

ซึ่งเจ้าของบ้านแอบซ่อนไว้ในบ้าน ถ้าไม่ยอมทำตาม จะทำร้ายคนในครอบครัวของป้าสุดาทุกคน ถ้าปล่อยให้คนอื่นมาเช่าอยู่ได้นาน

วันหนึ่งต้องเจอยาเสพติดที่ซ่อนไว้แน่ๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ภรรยาและแม่ของเจ้าของบ้าน ที่ไม่รู้ว่าสามีและลูกชายตัวเอง

ขายยาเสพติด ก็จะสงสัยได้ว่า ทำไมเจ้าของบ้านถึงไม่ยอมให้คนมาเช่าทั้งที่เจ้าของไม่ได้อาศัยอยู่ เลยคิดจัดฉากสร้างเรื่องผีหลอกนี้ขึ้นมา

หนึ่งในแผนการณ์ผีหลอกคือ อัดเสียงน่ากลัวต่างๆเก็บไว้ เพื่อมาเปิดหลอกคนเช่าบ้านให้กลัวมากๆ

จนไม่กล้าอยู่ และพยายามปล่อยข่าวลือน่ากลัวต่างๆนาๆ ให้คนไม่กล้ามาเช่าบ้านหลังนี้

" ป้าสุดาคงเริ่มรู้สึกผิดและอยากเลิก และนึกกลัวว่าจะถูกฆ่าปิดปาก จึงแอบอัดเสียงไว้ เวลาที่พวกเจ้าของบ้านวางแผนร้ายน่ะ "

พูดถึงตรงนี้แววตาทิชาเสร้าสลดขึ้นมาอีกจนเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ต่างกันกับความรู้สึกของลีลาวดีเลยแม้แต่น้อย

นึกถึงประโยคสุดท้ายในเมมโมรี่การ์ดที่ป้าสุดาอัดเสียงตัวเองไว้ว่า

" หวังว่า เรื่องทุกอย่างที่อัดเสียงไว้ จะลบล้างความผิดของฉันได้แค่เพียงเล็กน้อยก็พอใจแล้ว "

สองสาวนั่งคุยกันอยู่นานราวยี่สิบนาที พ่อกับแม่ของลีลาวดีก็กลับมาถึงบ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่แม่ของทิชาโทรตามให้กลับบ้านพอดี

ทิชาจึงพูดคุยทักทายสวัสดีพ่อแม่ของเพื่อนเล็กน้อยและขอตัวกลับบ้าน ....

ประมาณสี่ทุ่มเศษ ติยพัฒน์ โทรหาทิชา และบอกเกี่ยวกับผลการสอบปากคำคนร้าย

" เจ้าของบ้านรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือทำร้ายป้าสุดา เพราะจับได้ว่าป้าสุดาแอบตุกติก จึงกลัวว่าจะถูกเปิดเผยความลับน่ะ "

" อ้าว แล้วทำไมตอนที่ประตูเปิด เห็นมีแต่ป้าสุดานอนจมกองเลือดอยู่ในบ้านคนเดียวล่ะ

ถ้างั้นเสียงดังที่เหมือนมีอะไรตกแตก ก็เกิดจากที่ป้าสุดาพยายามจะหนีเอาชีวิตรอด จนอาจไปชนอะไรร่วงแตกใช่มั้ย "

" ก็คงจะเป็นอย่างนั้น และเจ้าของบ้านก็แอบอยู่ในบ้านนั่นแหละ มันมืดด้วยไง

และพวกทิชากับเพื่อน ก็มัวแต่ตกใจร้องกรี๊ดแข่งกับเสียงฟ้าร้องอยู่ด้วย เลยไม่ทันได้สังเกตเห็นเขาน่ะ "

" เข้าใจแล้ว เจ้าของบ้านก็เลยอาศัยจังหวะ ช่วงที่มีเสียงเสียงฟ้าร้องกับเสียงร้องของยัยวดีกับนิว

รีบเปิดหน้าต่างด้านที่ไม่มีบ้านคน หลบออกไปและปิดหน้าต่างไว้ โดยที่พวกทิชาไม่ได้ยินเสียงใช่มั้ยพี่ติว "

" ใช่เลยทิชา แล้วมันมืดด้วยยิ่งช่วยพรางตัวได้ดีมากๆ เรื่องคลิปเสียงที่ป้าสุดาแอบอัดไว้ เป็นหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุดเลยล่ะ "

" แหงล่ะพี่ติว ชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนั้น จะแถยังไงก็ฟังไม่ขึ้นแน่นอน "

" ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน เขาได้พยายามกู้ข้อมูลที่ลบไปแล้ว กู้ได้กลับมาบางส่วนด้วยล่ะ นอกจากเสียงแล้ว

ยังมีภาพด้วยนะ เยี่ยมจริงๆ ทิชาช่วยได้เยอะมากๆคราวนี้ ไม่เสียเเรงที่ไว้ใจ เก่งมากไอ้น้องรัก "

" น้องรักอะไรกันไอ้คุณพี่ติว ให้เพื่อนบ้าโรคจิตมาช่วยทิชาซะได้ ฝากไว้ก่อนเถอะ จะแก้เผ็ดคืนให้ได้เลย

อย่าให้เจออีกนะ คิดแล้วก็เคืองไม่หายเลยนะ นายลมบ้าหมูนั่นน่ะ "

" ฮ่าๆๆ พี่ว่าเพื่อนพี่ก็ดูเข้ากันดีกับทิชาอยู่นะ คนหนึ่งก็บ้าโรคจิต อีกคนก็เอาแต่คิดมากเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่ว ฮ่าๆๆ "

ทิชานึกเคืองที่ถูกเพื่อนรุ่นพี่แซวให้อาย และนึกโมโหจึงวางสายตัดบทไม่คุยต่อเอาดื้อๆ ล้มตัวลงนอนหน้างอง้ำ

นอนพลิกตัวไปมา นึกเจ็บใจตัวเองที่เกือบพลาดท่าเสียที แต่พอนึกมาถึงเรื่องราวที่ได้ฟังไปเมื่อครู่ ก็ถอนใจออกมายาวๆและเลิกคิดมาก

ทิชาคิดในใจว่า วันนี้คงนอนหลับอย่างมีความสุขได้ซะที เพราะไม่มีเรื่องอะไรให้ติดใจสงสัยอีกแล้ว ......






ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามอ่านค่ะ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2557
6 comments
Last Update : 17 ตุลาคม 2557 0:26:52 น.
Counter : 368 Pageviews.

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
NENE77 Literature Blog ดู Blog

------------------------

แปะเอาฤกษ์เอาชัยก่อนจ้า อิอิ
ดูเหมือนตอนจบจะมีกุ๊กกิ๊กด้วยนะ อย่างนี้น่ามีตอนต่อไป
ชื่อทิชากับนายโรคจิต

อีโมตัวแรกหายไปกู่ไม่กลับเลยนะ 555

 

โดย: ฟ้าใสวันใหม่ 15 ตุลาคม 2557 11:12:04 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
NENE77 Literature Blog ดู Blog

 

โดย: ก้นกะลา 16 ตุลาคม 2557 2:04:03 น.  

 

เราใช้ IE ... ฮ่วย จั๋งซี่เป็นอย่างนี้
IE=ไอ้อี นี่ อย่างนี้ทุกที เวลาที่เราเห็นอะไรผิดเพี้ยนไป ก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เองเนาะ


คุยกับเพื่อนเสร็จว่าจะเก็บสมบัติบ้าต่อ
พอได้ทำจริง ๆ จัง ๆ ก็เพลินดีเหมือนกันนะ

ชอบอันนี้จริง ๆ ... อยากทำให้ได้อย่างเพื่อนบ้างจัง ทำด้วยความเพลิดเพลิน 555
เราก็กะจะทำให้ได้เร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ของขวัญตัวเองซักกะหน่อย อิอิ
แต่หลายอย่างยังตัดใจทิ้งไม่ลง ก็เลยยังรกอยู่เหมือนเดิม

บอกวิธีเก็บสมบัติบ้าอย่างเพลิดเพลินให้หน่อยสิ

 

โดย: ฟ้าใสวันใหม่ 16 ตุลาคม 2557 13:30:59 น.  

 

จากนิยายสืบสวนกลายเป็นนิยายบู๊ชั่วขณะ ทิชาไฝว้ได้มันส์มากครับ ทีแรกคิดว่าเป็นคนร้าย ที่แท้ก็เป็นแค่คนโรคจิต 555 แถมช่วยไขคดีด้วยนะ
มีเม็มคุณป้าเป็นหลักฐานมัดตัวอีก แต่สุดท้ายตำรวจมาตอนจบเช่นเคย เฮๆ

 

โดย: ชีริว 16 ตุลาคม 2557 22:16:29 น.  

 

สวัสดีค่า ^^
มาลงชื่อก่อนนะคะ
ดึกๆมาใหม่ค่า ไม่เห็นอัพตะพาบ
เลยไม่รู้ว่ามีคดีปริศนา ตอน 2-3 มาใหม่ค่ะ
ยังอ่านไม่จบเลย

ดึกๆมาอ่านนะคะ
ขอบคุณมากๆค่า

 

โดย: lovereason 17 ตุลาคม 2557 8:21:00 น.  

 

สวัสดีค่ะ

มาขอแปะไว้ก่อน เดี๋ยวตามมาอ่านต่อให้จบนะคะ

 

โดย: คนสวยที่ไม่เคยสวย 18 ตุลาคม 2557 1:17:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#10


 
NENE77
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Welcome

Group Blog
 
 
ตุลาคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
13 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add NENE77's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.