อ่านจบเสียที "คนขี่เสือ"
แม้จะใช้เวลานานหลายวัน แต่สุดท้ายก็อ่านจบไปได้ด้วยดี 
ในระหว่างนี้ปันใจอ่านเรื่องอืนอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสตีฟ จ็อบส์ และเรื่อง Game of Thrones

หนังสือเล่มนี้สมกับเป็นหนังสือที่ฝังใจมาตั้งแต่เด็ก หนังสือที่อ่านแล้วอ่านอีกเพราะไม่มีอะไรทำ ไปไหนก็ไม่ได้ต้องแกร่วอยู่บ้านป้า เพราะบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำป่าสัก ป้ากลัวว่าจะเป็นอะไรไป พ่อแม่ผมคงโกรธน่าดู เนื่องจากเป็นบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่เป็นแบบยกพื้นสูงเหมือนบ้านที่อยู่ริมน้ำทั่วไป สาเหตุที่พี่สร้างบ้านใหม่ก็น่าจะเกิดจากน้ำท่วมปีก่อนนั้นเพราะท่วมสูงจนผมเอามือไปละน้ำเล่นได้ เคยเอาฉมวกแทงปลาช่อนได้จากบนบ้าน แต่ก็ลงไปเอาไม่ได้ เพราะน้ำลึกมาก ตอนเย็นๆ บังเอิญพี่ชายกลับมาบ้านซะงั้น เค้าก็เลยลงไปเอาปลามาให้ป้าแกง ผมได้กินปลาช่อนทอด เพราะกินได้แค่นั้นแหละ 
แต่ที่แปลกกว่านั้นคือมันมีหนังสือเรื่องนี้เล่มเดียววางอยู่บนชั้นในบ้าน ผมแค่สิบขวบ ต้องเล่นอยู่คนเดียวท่ามกลางป่าไผ่ ป่าแล้วก็ป่า รอบบ้านมีต้นไม้สูงๆ เต็มไปหมด เงียบเหงาวังเวงพิกล โทรทัศน์ก็มี แต่มันเปิดยาก  มันต้องใช้แบตเตอรี่ ต้องไปเรียกพี่สาวที่เป็นลูกป้าใหญ่ที่อยู่บ้านถัดไปมาเปิดให้  อยู่ไกลมองเห็นหลังคาลิบๆ นั่นแหละกว่าจะฝ่าไปได้ก็ต้องผ่านป่าไป มีหญ้าสูงกว่าหัวผมอีก ผมต้องอยู่กับป้า และก็หลานที่เป็นลูกของลูกป้าที่ยังไม่ถึงสามขวบอีกคนในช่วงปิดเทอม เป็นมาตั้งแต่ประมาณ ป.๒ ได้ มีลูกป้าที่เป็นวัยรุ่นอยู่อีกคน แต่ก็นะ พี่แกไม่ค่อยกลับบ้านหรอก นานๆ กลับที ผมไปอยู่เป็นเดือนๆ ยังเจอแกไม่กี่ครั้ง เวลาพี่มาป้าก็ไม่อยากให้คุยกัน เพราะกลัวพี่เค้าชวนผมไปด้วย ฉะนั้นผมก็เลยต้องอยู่กับป้าและหลานอีกคนเกือบตลอดเวลา 

เวลาเดินผ่านป่าไผ่ไปอาบน้ำ ชอบคิดถึงเรื่องผีที่แม่ชอบเล่าให้ฟังตอนนอน เรื่องพวกนี้แม่กับพ่อเล่าให้ฟังจนโต 

ผมเคยไปบ้านป้าอีกทีตอนที่โตแล้วกับแม่ บ้านป้าอยู่เกือบในเมืองเลย แต่ทำไมตอนเป็นเด็กผมถึงมีความรู้สึกว่ามันไกลปืนเที่ยงมากๆ 

แม้จะไม่คุ้นกับสำนวนการแปลของจิตรเท่าไหร่ เพราะพออ่านไปแล้วมักจะหยุดคิดเสมอว่ามันแปลว่าอะไร บางคืนกว่าจะข่มตาหลับได้เกือบตีสาม เหลือบตามองดูแฟนหลับไปแล้ว เลยต้องแอบย่องมานอนทำใจต่อในห้องทำงาน  
หนังสือมีพิมพ์ผิดเป็นระยะๆ ทั้งเกิดจากการที่อาจจะอ่านลายมือต้นฉบับของจิตรไม่ออก หรืออาจเป็นเพราะการสะกดของจิตรเอง แต่โดยรวมหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลย ที่ผมสงสัยคือเค้าไม่มีหน่วยงานพรูฟรีดหนังสือเหรอ???? ผมเกลียดหนังสือที่พิมพ์ผิดเยอะๆ แบบนี้

แต่หนังสือเล่มนี้ก็ต่างกับหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนั้นผมอ่านแล้วโกรธตัวเองที่ทนอ่านไปได้ยังไง แต่ที่ติดใจคือคณะกรรมการที่ให้รางวัลหนังสือเล่มนั้นมากกว่า จะยังมีอะไรในประเทศไทยที่มันมีความเชื่อถือได้มั่ง  แม้ประเด็นในหนังสือจะมีเรื่องเกี่ยวกับการประท้วงเหมือนกัน แต่เรื่องคนขี่เสือแสดงให้เห็นกึ๋นและชั้นเชิงของผู้รจนาหนังสืออย่างได้อย่างแยบยลและพิสดารมากกว่า มันคงเปรียบกันไม่ได้จริงๆ 
ในหน้า ๓๒๑ จันทรเลขาพูดกับพ่อเรื่องบีเท็น ต่อเรื่องต่างๆ ที่มีคนเอาไปลือเรื่องที่เธอออกไปข้างนอกกับเขาบ่อยๆ ซึ่งเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จะพบว่าเรื่องต้นตอทั้งหลายมันก็มาจากคนวรรณะพราหมณ์ที่เป็นพ่อสื่อ ที่คิดว่าตนสูงส่งเสียเต็มประดา กับโมดิจันท์คนที่คิดจะเอาเลขาเป็นเมียคนที่ห้าของเขา ที่น่าจะเป็นคนสองคนที่สร้างเรื่องป้ายสีนี้ขึ้นมา ในหนังสือเธอสั่นศีรษะและเอ่ยขึ้นว่า
"คนรักชาติต่อสู้กับชนชั้นปกครองที่เลวของประชาชน, แต่พอมีอำนาจมาถึงมือตัวเองเข้าก็กลับกลายไปเป็นพวกชนชั้นปกครองเสียเอง. เรื่องธรรมดา - มีทุกหนทุกแห่งทั่วโลก."
ตัวหนังสือแค่ไม่กี่ตัวมันสะท้อนความเป็นจริงที่ไม่ตกยุคสมัยเลย มันสะท้อนอะไรหลายอย่าง แม้ในเรื่องเธอจะหมายถึงพ่อเธอ ช่างตีเหล็กที่ตัดสินใจขึ้นขี่เสือที่อยากดำรงสถานะความเป็นพราหมณ์กำมะลอของเขาไว้ ถึงขนาดห้ามเธอไปไหนสองต่อสองกับบีเท็นที่เป็นพราหมณ์แต่กำเนิด แต่ละทิ้งวรรณะของตนเองเพราะสะเทือนใจที่น้องสาวของตัวเองฆ่าตัวตาย 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเห็นเพื่อนหลายคนที่ตกบ่วงแห่งลาภยศสรรญเสริญ และบ่วงแห่งผลประโยชน์ไม่ต่างกับที่จันทรเลขาพูดออกมา พวกที่ออกไปต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แต่เมื่อตนอยู่ในสถานะนั้นแล้วกลับกอดมันไว้ไม่ยอมปล่อยมันไป

แต่ในที่สุดกาโลก็ตัดสินใจลงจากหลังเสือ ในวันหนึ่งที่จดหมายจากเมืองตาตา ที่เขียนถึงพิกาศ มุขรชีตกมาอยู่ในมือเขา เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงจากหลังเสือที่นำประโยชน์โภชน์ผลมาให้เขาและลูกสาว แม้เหตุการณ์นับตั้งแต่เขาอุปโลกน์ตัวเองเป็นพราหมณ์ สวมสายญัชโยปวีตจะไม่ถึงปี แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาเลือกจะยุติมันเขาก็ทำได้อย่างเด็ดเดี่ยวสมกับเป็นชายชาติบุรุษ ไม่ว่าเราจะเกิดมาในวรรณะใด สิ่งที่เขาตัดสินใจย่อมยิ่งใหญ่เสมอ

เขากล่าวสิ่งที่ค้างอยู่ในใจที่ครุ่นคิดในเช้าวันทำพิธียัคยะ วันที่มีคนมาพร้อมหน้า วันที่จะสถาปนาลูกสาวคนเดียวของเขาให้เป็นพระแม่แห่งพรเจ็ดประการ แต่เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องก็คือ สารภาพเรื่องราวทั้งหมด แผนการเสด็จมาของพระศิวะอย่างปลอมๆ ที่เป็นต้นเรื่องทั้งหมด ท่ามกลางเสียงก่นด่า มีคนขว้างปาหินใส่เขา ความไม่พอใจของผู้คนจากวรรณะพราหมณ์ที่นั่งอยู่ในเทวาลัย แต่ก็มีผู้คนที่อยู่ในวรรณะเดียวกับเขาที่โห่ร้องยินดีที่เขาสามารถทำให้พวกพราหมณ์แปดเปื้อนได้ที่อยู่รอบนอกเป็นลูกคู่

แต่ก็มีคนมองสิ่งที่กาโลทำแปลกออกไป แน่ล่ะในสังคมวัตถุนิยมที่เน้นผลประโยชน์เป็นหลักมันย่อมต้องมีคนมองเห็นเงินเป็นตัวตั้งเสมอ คนที่ไม่สนใจวิธีการที่จะได้มาซึ่งลาภสักการะ 
"น่าอัศจรรย์จริง!" เขากล่าวออกมา "มันพูดยังกะศาสนาเป็นเรื่องธุรกิจ! วิธีการแน่ไปเลย! ทำไมถึงจะหาไอ้คนสมองใสแบบไอ้ช่างตีเหล็กยังงี้ไปไว้ใช้ที่สำนักงานของผมได้สักคนสองคนนะ?" เขา (เสอร์ อพลลันธุ์)ตบบ่าโมติจันท์ผู้ยืนอยู่เคียงข้าง

เมื่ออ่านจบแล้วก็ได้เวลาสแกนหนังสือเล่มใหม่เอาไว้อ่านอีกแล้ว



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2556 13:48:27 น.
Counter : 254 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
BlogGang Popular Award#10



สมาชิกหมายเลข 980068
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



พฤศจิกายน 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
29
30