มหากาพย์การลดน้ำหนักอันยิ่งใหญ่ของผม




สวัสดีครับ

ผมไม่ได้หายไปไหน หลังจากมีหลังไมด์มาถามว่า หายไปไหน ไม่ออกกำลังกายแล้วหรอหรืออย่างไร

ผมไม่ได้หายไปไหนครับ อยู่ดีๆ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้ทะลักอยู่ครับ ออกกำลังกายบ้าง แต่ยังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร

จดบันทึกไว้ครับ แต่ยังขี้เกียจโพส

จริงๆ มันก็เหมือนกับที่ผ่านๆมานั่นหล่ะ ว่าวันๆๆ ทำอะไร ทานอะไร ออกกำลังกายไง เหนื่อยแค่ไหน

แต่ที่เพิ่ม คือ ความรู้ท่วมหัวผมแล้วครับ แต่น้ำหนักยังคงมากมายอยู่

ผมมีปัญหาเรื่องของสุขภาพ เช่น ท้องเสียเนื่องจากทานเผ็ดจัด บางทีก็ปลาร้าบ้าง อะไรบ้าง

ปัญหาข้อเท้ามีเสียง แถวบ้านเรียกว่า เริ่มเสื่อม ทำให้เล่นท่าหนักๆๆ ไม่ค่อยได้


ระหว่างนี้ ผมก็ศึกษาตามนิตยสารผู้ชายต่างๆ เว็บไซต์ต่างๆ เปิดอากู๋ หาบทความเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก การควบคุมอาหาร การนับปริมาณแคลอรี่ ศึกษาสูตรการกินต่างๆ มากมาย การรับประทานอาหารเสริมต่างๆ สอบถามคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ที่ลดน้ำหนักสำเร็จและไม่สำเร็จ

จริงๆ แล้ว พวกไม่สำเร็จมีเยอะ ที่ที่ผมทำงาน แต่ละคนอ้วนๆ มีน้ำมีนวล กันทั้งนั้น

คือ กิน แล้วก็ทำงาน หรือไม่ก็กินไปทำงานไป มันจะไม่อ้วนได้ไง มีอาหารมาขายที่ตึกทำงาน ทั้งๆที่เค้าห้ามขาย แต่เพราะมีคนอย่างพวกผม ซื้อจนเป็นขาประจำ ของทอด ของมัน น้ำหวาน มีทุกอย่างที่ทำให้อ้วนโดยไม่รู้ตัว สำหรับผมถ้าอยู่ในโหมด "ควบคุมน้ำหนัก" หรือ "ลดน้ำหนัก" ก็จะเซย์โน (SAY NO) หลีกเลี่ยง ถ้าไม่ ก็จะกิน แล้วยิ่งกิน ก็ยิ่งกลับมาอ้วน เป็นวัฎจักร กันแบบนี้ ถึงได้อ้วนๆ ผอมๆๆ โยโย่กันไป

นึกในใจ "อ้วนได้ ก็ลดได้" แต่หลังๆ ยิ่งรู้สึกว่า ลดยากมากขึ้น


--> เข้าประเด็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่กันดีกว่าครับ

ผมจะท้าวความไปเมื่อประมาณสมัยม.ปลาย ก็ผอมครับ

1. มหาลัยปี 1 - 4 ผมน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 55 กิโลกรัม

คงที่ ไม่ว่าจะกินทีละ 2 จาน กินเหล้ากินเบียร์ แอลกอฮอล์สารพัด พูดได้ว่าขี้เมาตัวงง ร้านเหล้าแถว ABAC รู้จักกิตติศัพท์ กินเหล้าหนัก คอแข็ง บางวันเมาเละ บางวันก็ไม่เมา ผมเป็นเด็กเอแบคครับ

เรียนมา 4 ปี เก็บหน่วยกิตได้ประมาณครึ่งนึง เพื่อนบางคนเริ่มจบ ตอนนั้นไว้ผมยาว สมัยนั้นผอมก็ดูขี้ยาแล้ว นี่ยังไว้ผมยาวอีก OMG!! ขี้ยาชัดๆๆ เหล้ากิน บุหรี่สูบ จะมีสาวๆๆ ก็ไม่มี รถก็ไม่ขับ หาสาวๆ ยากครับ ดูขี้ยาอีกต่างหาก โชคดีที่ตัวขาว ไม่มีหนวดเครา เดินไปไหนมีแต่กระเทยมอง กำชีวิต

ผอมเกิน ก็เริ่มไอเดีย อยากจะอ้วนกะเค้าบ้าง


2. ไอเดีย อยากจะอ้วน 

เริ่มสตาร์สจาก 55 ค่อยๆ ครับ ทุกวันนี้ก็ยังจำได้ ว่าทานอะไร ประมาณไหน

เริ่มจากไปทำงานกะญาติ ขายวัสดุก่อสร้าง ต้องขายของหน้าร้าน บางทีก็ต้องยกของ แบกหามนิดหน่อย วิ่งไปมาระหว่างหน้าร้าน หลังร้าน ปีนชั้นวางของ โดดขึ้นรถ ลงรถ หัดขับรถใหม่ รถกระบะพวงมาลัยไม่ออโต้ จึงรู้ว่าที่เคยกิน เคยทาน แล้วไม่ออกกำลังกายเนี่ย มันไม่มีแรง กินเช้า สายหิว กินเที่ยง บ่ายหิว

ก็เริ่มด้วยข้าวเช้า 2 จาน กินคาร์บเยอะๆๆ จนรู้สึกอยากจะอ้วกกันเลย กลางวันก็เช่นกัน กับข้าวที่โต๊ะทุกอย่าง จากที่เคยเกี่ยง ก็กินได้ทุกอย่าง อร่อยมั้ย ไม่ครับ แต่กินจนทุกอย่างที่ขวางหน้า คือของอร่อย

สบายๆ ครับ ทำแบบนี้ อยู่ 2 เดือนเนื่องจากปิดเทอม (คือ ผมไม่ได้จบ 4 ปี) น้ำหนักก็ทยอยขึ้น

เกือบลืม....มื้อเย็น จะออกไปทาน บุฟเฟ่ห์ ต่างๆ นานา กับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เอแบค --> คือ เค้าก็อ้วนอ่ะครับ

ผมก็ต้องหาคนที่อ้วน ทานได้เยอะๆๆ น้ำหนัก ก็ทยอยขึ้นจาก 55 60 63 65 70 ช่วง 70 เนี่ย ถือว่าสุดยอด หุ่นก็ดูดี มีน้ำมีนวล เพื่อนก็ทักว่าขนาดนี้กำลังดูดีครับ ณ ขณะนั้น ช่วง 70 เนี่ย ผมสามารถทานพิซซ่าฮัทได้ประมาณ 16-20 ชิ้น ต่อครั้งนึง ไปทานชาบูชิ ได้ประมาณ ปลาสวรรค์ประมาณ 70-80 ตัว ก็คือประมาณ 25 จานกว่า

หอยตลับประมาณ 60-70 ตัว ก็ 20 กว่าจาน ผักบุ้งอีก 6-10 จาน ผมทานเท่านี้หล่ะ ชอบกินอยู่ไม่กี่อย่าง

นั่นหล่ะครับ ประเด็นคือ หยุดไม่อยู่ จาก 70 ก็ย่างเข้า 75 และ 80 จนถึง 85 มาตันที่ 89

คือ กางเกง เอว 32 34 36 จน 38 ก็ยังฟิต กำชีวิตกับมาตกต่ำอีกครั้ง ช่วงนั้นประมาณปี 5 ครับ อยู่ Major Advertising คล้ายๆ พวกนิเทศ เหล้าเบียร์บุหรี่ เป็นเรื่องปกติของชีวิต ผมบอกได้เลยว่า ห้องเรียนนึง มีคนสูบบุหรี่เกินครึ่ง ดูได้จากตอนพักเบรค เดินสูบบุหรี่กันหน้าห้องตั้งแต่อาจารย์ยันนักศึกษาหญิงชาย บางทีระหว่างรอเรียนก็เบียร์เย็นๆๆ ครับ จับกลุ่มทำรายงาน พร้อมจิบเบียร์เหล้า ถ้าว่างยาวก็ตั้งวงเหล้าครับ

ตกเย็นก็ปารตี้กันต่อ ถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน ปารตี้เนี่ย นอกจากคุยรายงานแล้ว ก็ดื่ม กินสนุกสนานมากครับ ชีวิตช่วงนั้น ทั้งอ้วน ทั้งทำลายชีวิต คิดไปได้เนอะ......!!!!

สรุปจาก 55 เป็น 70 เนี่ย 3 เดือน จาก 70 เป็น 89 ประมาณ 1 ปี 6 เดือน ช่วงนั้นอยู่ปี 6

อ้วนครับ เหล้าเบียร์บุหรี่ ยังเหมือนเดิม ทานหนัก ทานเยอะ เริ่มเหนื่อยง่าย


3. ยุคตกต่ำ 

ช่วงนั้น อยากมีแฟนบ้างครับ ทำไงดี อ้วนครับ อ้วนมาก ก็พยายามลดปริมาณการกิน ประกอบกับต้องทำรายงานส่ง มันเครียดครับ ไม่ค่อยมีเวลากินสักเท่าไร ได้ยินบางคนบอกว่า งดแป้ง งดไขมัน เค้าหนัก 140 เหลือ 70 ภายใน 7 เดือน ผมก็เริ่มปฎิบัติการครับ แต่งดมื้อเช้า กินเที่ยงแค่ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม ตกเย็น พยายามเลิกทานบุฟเฟ่ห์ครับ จากเดิม ทานทุกวันเว้นวันหยุด ปรับเป็น ไม่ทานบุฟเฟห์ อนุญาตทานแค่วันหยุด เหล้าเบียร์ละเว้นมาก นานๆที พอ โชคดีไม่กินน้ำอัดลม ก็จาก 89 ลดเหลือ 75 โล ภายใน 2 เดือน จนเพื่อนๆ ทักว่าผอม คือ กระเพาะเริ่มยุบตัว จากตอนนั้น ถึง ปัจจุบันนี้ 6 ปี ก็ได้ไม่เยอะ เท่าที่เคยทำได้ แต่เรื่องเหล้าเบียร์มันเป็นพักๆๆ บางทีก็กิน บางทีก็หยุดหายไปนาน เนื่องจาก มีแรงบันดาลใจว่าจะงดทานให้ได้ ช่วงนั้นก็เริ่มมีสาวๆๆ มาคุยครับ หุ่นดีเลือกได้ มีพุงบ้าง แต่น้อย ผอมเพียว ดูสมาร์ทด้วยน้ำหนัก 73-75 โล เป็นแบบนั้นอยู่ประมาณ 6 เดือนครับ แล้วมีปัญหาต่อมาอีก


4. ยุคตกต่ำหายไป แต่สุขภาพตกต่ำแทน ...เซง

ช่วงนี้ น้ำหนักโอเคแล้ว หมดแล้วครับยุคตกต่ำ ตอนนั้นเหล้าเบียร์แทบจะไม่ทาน ทานบ้างแต่ไม่เยอะ นิดหน่อย บุหรี่ยังสูบอยู่ ....บุหรี่เริ่มพยายามเลิก สูบบ้างไม่สูบบ้าง แต่สรุปคือ สูบอยู่นั่นหล่ะ

ช่วงนั้น เครียดรายงานด้วย รายงานเยอะ งานเยอะ ไม่เกี่ยวกับที่เรียนหรอก ผมรับจ็อบ รับจ้างทำรายงาน รายได้ดี งานเยอะ นอนน้อย เครียด สูบบุหรี่จัดเฉพาะเวลาทำรายงาน กล่าวคือ กลางวันดูดประมาณ 2-3 ตัว กลางคืน เกือบ 10 ตัว ชาเขียวพร้อมดื่มก็ทานหนักวันละ 3-4 ขวด ดื่มเป็นน้ำป่าว กาแฟก็จัด เข้มๆๆ 2-3 ถ้วยต่อวัน

อยู่มาวันนึง ใจสั่นหนัก วัดได้ประมาณ 180-200 ต่อนาที  เป็นแบบนั้นก็คิดว่าเพราะดื่มชานม เข้มข้ม ซื้อจากร้านนมมนต์ เสาชิงช้ามา ใจจึงสั่น ก็พยายามทานน้ำเยอะๆๆ ก็ไม่หายครับ กว่าจะหายเช้าครับ เล่นเอาเหนือ่ยทั้งคืนเลย ก็คิดอีกว่าสงสัยจะเครียด บุหรี่ก็พยายามลดๆๆ เหลือ 2-3 ตัวต่อวัน ผ่านไปอาทิตย์นึงก็กลับมาเป็นใหม่ คราวนี้ เป็นแล้วไม่หาย 180-200 ต่อนาที ช่วงที่เป็น แต่ถ้าไม่เป็นจะอยู่ที่ 140-160 ประมาณนั้น ความดันปกติ ก็ไปโรงพยาบาล และบอกกลับตัวเองว่า จะไม่สูบบุหรี่แล้ว เนื่องจากคืนนั้นใจเต้นหนัก ...กลัวตายขึ้นมาในบัดดล ช่วงนี้หนักประมาณ 70 กิโล มันไม่ค่อยได้ทานอะไรครับ

5. ยุคฟื้นฟู

...หลังจากเกือบตาย (คิดไปเอง) ผ่านมาได้ ตอนนั้นใจเต้นประมาณ 120-150 ครั้งต่อนาที ไปพบคุณหมอท่านนึง ชื่อ สุกิจ แย้มวงศ์ คุณหมอจากโรงพยาบาลรามาฯ ท่านบอกว่า คุณสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย เครียด กินเหล้า ทำให้เกิด effect กับร่างกาย ใจสั่นเต้นเร็ว ท่านขอไว้ให้ออกกำลังกายวันละอย่างต่ำ 15 นาที อะไรก็ได้ เช่น วิ่ง ถีบจักรยาน แอโรบิค ว่ายน้ำ และงดไปเลย คือ น้ำอัดลม ชา กาแฟ เหล้า เบียร์ บุหรี่ ไขมัน งดหมดครับ

ตอนนั้นเอง เริ่มรู้จักชีวจิต ไดเอทแบบธรรมชาติมากขึ้น แต่เนื่องจากงดสารเสพติดไปทำให้อยากอาหารครับ ทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม จากที่โอเคที่ 70 กิโล ก็เพิ่มขึ้นเป็น 75 มาสุดที่ 78 แล้วก็อ้วนๆ ผอมๆๆ ที่ 73-78 กิโล ไปอีก 2 ปี จนเรียนจบก็แล้ว แต่ออกกำลังกายโดยการถีบจักรยาน เพราะมีเครื่องออกอยู่ ทำอยู่ประมาณ 1 ปี ร่างกายมันปรับได้เอง ต้องขอบคุณคุณหมอท่านนั้นมากครับ ตอนนั้นใจเต้นประมาณ 50-60 ครั้งต่อนาที ความดันปกติ หนักประมาณ 73-78 กิโล ขึ้นๆ ลงๆๆ ตามสภาพการกินครับ แล้วก็ไม่เครียด เนื่องจากไม่ได้รับจ้างทำรายงานแล้ว จึงไม่เครียดมาก


6. ยุคเติบโต ...ก็ไปสมัครฟิตเนตที่ California WOW กะว่าจะสร้างกล้ามเนื้อสักหน่อย หลังจากถีบจักรฯมา 1 ปีกว่า ก็ไปสมัครซะ แต่ไม่จ้างเทรนเนอร์นะครับ เปลืองตัง ศึกษาเองได้ ก็แบ่งการออกกำลังกาย ไปแค่ 3 วัน ต่อสัปดาห์ จันทร์ พุธ ศุกร์ ก็เล่น อก หลัง แขน ไหล่ ท้อง ขา แต่ผลที่ได้รับคือ ยิ่งออกกำลังกายเยอะ ก็กินเยอะขึ้น มันหิว มันโหย มื้อดึกๆ เป็นสิ่งที่กินมัน OK ผมอาจจะไม่ค่อยได้ทานแป้ง ไขมัน เท่าไร แต่วันๆๆ ผมก็ทานเยอะอยู่ ไปๆๆ มาๆๆ น้ำหนักก็ทะลุ 80 และเป็น 85 88 โดยไม่รู้ตัว

กำชีวิต กลับมาอ้วนใหม่ ทั้งๆที่รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเยอะ แต่อ้วนครับ ....เศร้า


7. ยุคไดเอทโหมด (Diet Mode)

ไม่มีอะไรมากครับ ช่วงนี้อ้วน แล้วเพิ่งเริ่มมาเรียนป.โท เจอสาวสวยคนนึง เค้าตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าอยากจะคบกับเค้า ต้องไม่มีพุง และไม่อ้วน คราวนี้เอาจริงมากครับ อยากคบจัด

ก็งดแป้ง งดไขมัน และงดออกกำลังกายอย่างจริงจัง

เพราะถ้าออกกกำลังกายจะทานเยอะขึ้น จึงได้งดด้วย

****

มื้อเช้า-มื้อกลางวัน ทานแค่ สาหร่ายเถ้าแก่น้อยซองละ 40 บาท 1 ซอง (เน้นแบบอบ) โยเกิร์ต 1 ถ้วย

มื้อเย็นก่อนเรียนประมาณ 4 โมงเย็น ทานอาหารตามสั่ง แต่ทานข้าวครึ่งเดียว

กลางคืน ทานแค่สลัดผัก น้ำสลัดเลือกแบบ 0% ไขมัน

****

ผมทานแบบนี้อยู่ 3 เดือน ลดจาก 88 เลือกเพียง 63 กิโล (25โล 3 เดือน) เพื่อนๆที่เรียนก็คิดว่าเราใช้ยาลดน้ำหนักแน่ๆๆ

เอว 38 เหลือ 32 เสื้อไซส์ XL เหลือ M แบบหลวมๆๆ

เป็นที่น่าพอใจครับ น้ำหนักลดได้สมใจ แถมได้แฟนเป็นตัวเป็นตน --> นี่คือข้อดีของการที่ลดน้ำหนักมั้ง

แต่ ข้อเสีย คือ หน้าตาดูโทรม เนื่องจากไม่ค่อยได้ทานอะไร

ผ่านไป 1 ปี น้ำหนักขึ้นมาเป็น 70

และอีก 1 ปี น้ำหนักขึ้นมาเป็น 78 (ประมาณเมื่อ ม.ค.55 ที่ผ่านมานี้เอง)

แต่ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าเพิ่มนะ ก็ยังคงใส่ไซส์ M ได้อยู่ แต่มีพุง

**จะบอกว่า มันขึ้นอยู่กับใจเท่านั้น ตอนที่ไดเอท ไม่รู้ว่าคิดได้ไง สมองสั่งการว่ามันไม่หิวเลย ไม่มีความอยากอาหารด้วย ลดธรรมชาติโดยแท้*** มันถึงลดได้ขนาดนั้น


8. ยุคควบคุมน้ำหนัก+ลดน้ำหนัก อย่างจริงจัง

ยุคนี้ เริ่มได้ยินโปรแกรมของ Beachbody ก็เริ่มหาข้อมูล หาอุปกรณ์ รวบรวมแรงใจ

กว่าจะได้ฤกษ์ฝึกก็ปาเข้าไปเดือน พฤษภาคม

เป็นครั้งแรกที่ได้ลองโปรแกรม P90x เหนื่อยมากครับ พยายามทำได้ประมาณ เดือนครึ่ง

ก็ประสบความสำเร็จเล็กๆ จาก 78 ลดมาได้ เหลือประมาณ 70 นิดๆๆ ก็โอเคครับ

แต่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้า ทำให้ต้องหยุดๆๆ เริ่มๆๆ จนทุกวันนี้


9. ยุคสุดท้าย ยุคแก่ตัว

ยุคนี้ อายุ 35+ แระ หุ่นก็ไม่ดี ระบบเผาผลาญก็แย่ ออกกำลังกายหรอ แทบไม่ได้ออก

ไปบวชอยู่พรรษา ทำได้แค่เดินขึ้นเขา เดินจงกลมวันละ 25-30 ก.ม. เท่านั้น

รู้สึกรับไม่ได้กับตัวเอง น้ำหนัก 85++ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆ เริ่มเสื่อม

โรคภัยต่างๆ เริ่มมา ....เพราะฉะนั้นต้องกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ จะออกไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ออกไม่ได้ จบ





Create Date : 21 มกราคม 2560
Last Update : 21 มกราคม 2560 10:35:55 น.
Counter : 98 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)
iTFiT
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วันที่เลิกสูบบุหรี่ ก็บอกตัวเองว่า ทำลายสุขภาพมาเยอะแล้ว ขอให้สิ่งดีๆ ให้กับตัวเองบ้าง จึงหันมาออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่ไม่ชอบออกกำลังกายเอามากๆ แต่มันคือสิ่งจำเป็น สุขภาพสร้างได้ด้วยการออกำลังกาย แต่โดนทำร้ายจากปากเรานี่แระ ชอบกินอะไรตามใจปาก ซึ่งบางครั้งก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ตามใจปาก จนคนรอบข้างบอกว่า "อ้วน" ก็จะกลับมาออกกำลังกายพร้อมควบคุมอาหารอีกครั้ง อ้วนๆ ผอมๆ หลายครั้งแล้ว สลับกันไป
นอกจากนั้น ยังเริ่มเอาตัวเองเข้าสู่เส้นทางแห่ง มรรค ผล นิพพาน เน้นไปทางเดินจงกลม นั่งสมาธิ ทำใจให้ไม่มีอะไร ใจให้รู้ รู้แบบซื่อๆๆ แล้วกำลังกาย กำลังใจ กำลังจิต จะมาเอง เมื่อใจมีกำลัง กายก็มีกำลังตาม เรียกได้ว่า "ภายในสู่ภายนอก".....เวอร์หล่ะ ไม่อ่ะ เรื่องจริงทำได้มาแล้ว ..กลายเป็นพวกบ้าพลังโดยไม่รู้ตัว