Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
28 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
“เศรษฐกิจพอเพียง” กับ “การสถาปนาพระราชอำนาจนำ”: เสวนาที่ ม.อุบลราชธานี



จากวิทยานิพนธ์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2547 หัวข้อ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำ = The Rayally-Initiated Projects : the making of royal hegemony (B.E. 2494-2546)” โดย ชนิดา ชิตย์บัณฑิตย์ นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย.50 ชนิดาได้นำเสนอบทความ “มองเศรษฐกิจพอเพียงผ่านแว่นหลากสี: “เศรษฐกิจพอเพียง” กับ “การสถาปนาพระราชอำนาจนำ” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในการประชุมเชิงวิชาการ เรื่องเหลียวหลังแลหน้าการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทอีสานช่วงทศวรรษ 2540-2550 กรณี “เศรษฐกิจพอเพียง: ความรู้และความไม่รู้” ที่จัดโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยมี ผศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็น ต่อไปนี้นี่คือสิ่งที่ อ.ชนิดา นำเสนอโดยสังเขป

ขอเสนอมุมมองเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเป็นอุดมการณ์ด้านการพัฒนาในสังคมไทย คือเสนอว่า เศรษฐกิจพอเพียงมิได้นำเสนอแต่แนวทางในการพัฒนาเท่านั้น แต่เศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นการประสานกันของอุดมการณ์ด้านการพัฒนาของกลุ่มต่างๆ ทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ปัญญาชน โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน

โดยการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์การพัฒนาในสังคมไทยเป็นผลมาจากบริบททางการเมืองยุคหลังสงครามเย็น และบริบททางเศรษฐกิจหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาในสังคมไทย และยังมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แนวคิดหลักที่ใช้คือแนวคิดเรื่องอุดมการณ์และปฏิบัติการทางอุดมการณ์ของกรัมชี่ และแนวคิดเรื่องอำนาจนำ อุดมการณ์ หมายถึงองค์รวมของระบบความเชื่อ ระบบคุณค่าที่บุคคลมีต่อตนเองและมีต่อสังคม เราจะเข้าใจอุดมการณ์ได้ต้องดูที่ปฏิบัติการทางอุดมการณ์ ซึ่งเป็นการแปรแนวความคิด ระบบคุณค่าออกมาเป็นการปฏิบัติ ส่วนอำนาจนำ หมายถึงกระบวนการที่ชนชั้นปกครองหรือชนชั้นอื่น สร้างความยอมรับเหนือชนชั้นอื่นๆ ผ่านกลุ่มปัญญาชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการเผยแพร่แนวคิดหรืออุดมการณ์ในสังคม

ถ้านำแนวคิดทั้งหมดมามองเศรษฐกิจพอเพียง จะพบว่า เศรษฐกิจพอเพียงจัดเป็นปฏิบัติการทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่มีอุดมการณ์ เนื่องจากประกอบด้วย แนวคิด ปรัชญา รวมถึงภาคปฏิบัติการที่ชัดเจน ซึ่งก็คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยบริบทและปัจจัยแวดล้อมส่งผลต่อการเผยแพร่แนวคิดสู่สังคม

ในด้านบริบท เศรษฐกิจพอเพียงถูกขานรับจากสังคมภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ประกอบกับในทางการเมืองเป็นยุคที่อุดมการณ์ทางการเมืองไม่มีผลสำคัญต่อการเผยแพร่ หรือเติบโตของบทบาทหรือพระราชอำนาจนำของพระมหากษัตริย์อีกต่อไป ส่งผลให้บทบาทหรือพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีสถานะสูงสุดในสังคมไทย ทั้งในแง่สังคม การเมือง หรืออุดมการณ์ การที่ทรงเผยแพร่แนวความคิดต่างๆ สู่สังคม ย่อมได้รับการยอมรับในวงกว้าง และการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ก็จะส่งผลต่อการสร้างบทบาทพระมหากษัตริย์ยุคใหม่ คือ พระมหากษัตริย์นักพัฒนา

ในแง่นี้อาจมองได้ว่า เป็นการครองอำนาจนำในด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำ และผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่างๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงขยายในแง่อุดมการณ์การพัฒนาไปครอบคลุมส่วนต่างๆ ของสังคม ก็คือ การที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำมาประสานกับอุดมการณ์การพัฒนาที่องค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งเคยเสนอมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ที่เรียกว่าวัฒนธรรมชุมชน ปัญญาชนที่มีบทบาทสำคัญในการตีความแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้เชื่อมโยงกับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ได้แก่ อ.ประเวศ วะสี, อ.เสน่ห์ จามริก, อ.อภิชัย พันธเสน และ อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา โดยปัญญาชนเหล่านี้มีความพยายามเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการพัฒนาทางเลือก

เงื่อนไขอีกอย่างที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ก็คือ การเชื่อมประสานของอุดมการณ์การพัฒนาของภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่แผน 5 (พ.ศ.2525-2529) ที่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนา โดยประสานแผนความมั่นคงเข้ากับแผนพัฒนา ทำให้พื้นที่เป้าหมายของการพัฒนาเปลี่ยนไปอยู่ภาคชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่หลักขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานอยู่แล้ว จึงเกิดการประสานงาน เกิดองค์กรประสานงานขององค์กรพัฒนาเอกชนในปี 2528 ทำหน้าที่ในการเชื่อมกับภาครัฐ แผน 7 เริ่มเชิญนักพัฒนา 4 คนเข้าร่วม โดยผู้ที่มีบทบาทในการเชื่อมต่อองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งกับภาครัฐ ก็คือ หมอประเวศ

แผน 8 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากมีการนำเสนอแนวคิดเน้นคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และวิพากษ์ทิศทางการพัฒนาประเทศเป็นครั้งแรกในแผน ในแง่ของกระบวนการก็แตกต่างจากเดิม มีการจัดเวทีระดมความเห็นจากหน่วยงานราชการ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน องค์กรชุมชน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล(เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา) และในแผน 9 เศรษฐกิจพอเพียงก็ถูกผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติผ่านเครือข่ายปัญญาชนที่เข้าร่วมในการร่างแผนฯ ดังกล่าว ต่อเนื่องมาถึงแผน 10

รูปธรรมหรือปฏิบัติการของเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็คือเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรที่ดำเนินการตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่จะต้องแบ่งพื้นที่การผลิตออกเป็น 3 ส่วน เพื่อทำการผลิตให้มีกินมีอยู่ ขั้นต่อมา คือรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ พัฒนาการผลิต การตลาด และเติบโตเป็นธุรกิจชุมชนขนาดย่อยต่อไป องค์กรที่มีบทบาทหลักในการเผยแพร่อุดมการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ มูลนิธิชัยพัฒนา หน่วยราชการต่างๆ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง

กรณีศึกษาการเผยแพร่อุดมการณ์การพัฒนาตามแนวพระราชดำริโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเผยแพร่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงสู่เกษตรกรศูนย์ฯได้จัดตั้งคณะทำงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ มีหน้าที่จัดอบรมให้เกษตรกร โดยคัดเลือกเกษตรกรที่อาศัยอยู่รอบๆ มาฝึกอบรม แนวคิด ปรัชญา รวมถึงภาคปฏิบัติ เช่น การแบ่งพื้นที่ การพัฒนากิจกรรมการเกษตรต่างๆ หลังการฝึกอบรม เกษตรกรต้องเขียนโครงการเพื่อปรับปรุงที่ดินของตนเองให้เข้ากับเกษตรทฤษฎีใหม่ คณะทำงานจะประเมินศักยภาพ ถ้าเหมาะสมจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือต้องทำหน้าที่เป็นเกษตรกรตัวอย่าง ในการเผยแพร่ให้กับเกษตรกรอื่นๆ ในแง่นี้ ตัวเกษตรกรจึงถูกพัฒนาให้กลายเป็นผู้เผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงผ่านวิถีชีวิตของตนเอง

จากการสัมภาษณ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 13 ราย พบว่า ปัจจัยที่ทำให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงดำรงอยู่ได้ หรือเป็นภาคปฏิบัติของเกษตรกรได้ มี 6 ประการ คือ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ เฉลี่ยครอบครัวละหลายแสน, อุดมการณ์ความเชื่อมั่นของเกษตรกรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากเกษตรกรต้องต่อสู้กับกลไกตลาด ต้องกระตือรือร้น ไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเรื่องยากในสังคมปัจจุบัน, ทักษะในการประยุกต์แนวคิดทฤษฎีใหม่มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมการเกษตรและในชีวิตประจำวัน, ปัจจัยด้านเงินทุนหมุนเวียน ตลาด และแรงงาน , ภาวะหนี้สินของเกษตรกร ถ้าเกษตรกรมีหนี้สินมาก่อน หรือมีเงื่อนไขที่จะทำให้เป็นหนี้สิน เช่น มีลูก ก็ยากที่จะดำรงชีวิตอย่างพอเพียงได้, และปัจจัยเชิงวัฒนธรรม เช่น ต้องไม่สังสรรค์ ไม่กินเหล้า ไม่ร่วมงานบุญ ถ้าหากขาดปัจจัยเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง ก็ยากที่จะบรรลุอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง

กล่าวโดยสรุป เมื่อมองเศรษฐกิจพอเพียงในความหมายของอุดมการณ์ จะพบว่า อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงมีความย้อนแย้งในตัวเองสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของสังคมไทย กล่าวคือ อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง ในด้านหนึ่งดูเหมือนจะวิพากษ์อุดมการณ์ทุนนิยม แต่ถึงที่สุดแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้นำเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการผลิตเหมือนระบบเศรษฐกิจอื่นๆ

อีกประการหนึ่ง อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง มีบทบาททั้งในการหนุนเสริม และวิพากษ์อุดมการณ์รัฐ ในแง่ของการหนุนเสริมอุดมการณ์รัฐ เนื่องจากอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย อุดมการณ์กษัตริย์นิยม กับ อุดมการณ์การพัฒนา ตัวอุดมการณ์กษัตริย์นิยมเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์รัฐในแง่ของอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น การนำเสนอเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตอกย้ำอุดมการณ์ของรัฐ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจพอเพียงก็วิพากษ์อุดมการณ์รัฐ ทั้งในเรื่องการพัฒนาตามแนวทุนนิยม และในเรื่องระบบการบริหารจัดการ ซึ่งก็คือระบบราชการ แต่แท้ที่จริง ปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญมาจากการเผยแพร่ผ่านหน่วยงานรัฐเป็นหลัก

ในทางความหมาย เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายที่ลื่นไหลไปมา ไม่ผูกติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่ามีนัยยะทางการเมืองแฝงอยู่ในการนำเสนอเสมอ ดังนั้น ถ้าพิจารณาในแง่อุดมการณ์ จำเป็นต้องดูบริบทของกลุ่มที่นำมาใช้หรือตีความ ว่าสร้างความชอบธรรมให้กับการพัฒนารูปแบบใด หรือมีนัยยะทางการเมืองอะไรอยู่เบื้องหลัง

และเมื่อมองเศรษฐกิจพอเพียงประสานกับบทบาทในการสถาปนาพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะพบว่า การเติบโตของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นภาพสะท้อนชัยชนะของการครองพระราชอำนาจนำเหนือสังคมไทย โดยเฉพาะในการกำหนดอุดมการณ์ในการพัฒนา

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ยังกล่าวว่า เห็นด้วยที่ อ.ชนิดา นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยเชื่อมโยงกับความเป็นไปทางการเมืองและการสถาปนาพระราชอำนาจนำ ประเด็นที่อยากเสนอเสริมคือ การอธิบายเศรษฐกิจพอเพียงในแง่บริบท/ความเป็นมาทางการเมืองไทย

ในแง่ของความหมาย ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง โลภน้อย ไม่สุดโต่ง สายกลาง อ.อภิชัยใช้คำว่า พุทธเศรษฐศาสตร์ ไม่แน่ใจว่าศาสนาพุทธกับเศรษฐศาสตร์ไปกันได้หรือเปล่า แต่เป็นการนิยามที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นนามธรรมขั้นสูงมาก มีช่องว่างในการตีความมาก

ในเชิงวิชาการ เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง การผลิตในระดับท้องถิ่น(local) อาจเป็นชุมชนหรืออำเภอ ไม่จำเป็นต้องมีการซื้อขายมาก ลงทุนมาก แต่หน่วยการผลิตไม่ได้อยู่ที่ครัวเรือน มีการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วเราจะกลับไปสมัยนั้นหรือ ก็คงไม่ใช่

ถ้าในความหมายว่า พอกินพอใช้ คือไม่จำเป็นต้องมีเงินออม แล้วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ลูกต้องเรียน ต้องปรับปรุงการผลิต เศรษฐกิจพอเพียงจะสอดคล้องไหมในระดับจุลภาค และในระดับมหภาคจะต้องเป็นอย่างไร

โดยนัยยะแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงตามความหมายดังกล่าว มีนัยยะที่สำคัญ คือ จำกัดการเคลื่อนสถานะทางสังคม (social mobility) และรักษาสถานภาพเดิม ส่งผลให้ไม่เกิดความขัดแย้งในทางสังคม

ถ้าพิจารณาเศรษฐกิจพอเพียงในเชิงบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ประเด็นที่จะเสริมก็คือ การสถาปนาพระราชอำนาจนำ มีมานานแล้ว และโดดเด่นมากตั้งแต่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และถ้าย้อนกลับไป ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 มีความพยายามในการสถาปนาพระราชอำนาจนำของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น กบฎบวรเดช (ปี 2476) หรือจนถึงปัจจุบันสังคมไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากองคมนตรีแล้วกี่คน...?


ที่มา : ประชาไท วันที่ : 27/11/2550




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2550 17:46:09 น. 6 comments
Counter : 1213 Pageviews.

 
เก็บตกเสวนาจาก ม.อุบลฯ: คำถามถึง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’





เมื่อวันที่ 20-21 พ.ย. ที่ผ่านมา สาขาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จัดการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “เหลียวหลังแลหน้าการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทอีสานช่วงทศวรรษ 2540-2550 กรณี “เศรษฐกิจพอเพียง: ความรู้และความไม่รู้” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงอันจะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และทำความเข้าใจนัยยะที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจจากปัจจุบันไปสู่อนาคต มีนักศึกษา ครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ และชาวบ้าน จากจังหวัดอุบลฯ และใกล้เคียง เข้าร่วมงานประมาณ 200 คน
บทความที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้ เป็นการมองเศรษฐกิจพอเพียงในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ “เศรษฐกิจพอเพียง” กับ “การสถาปนาพระราชอำนาจนำ” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ภาคปฏิบัติการของวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียงในระดับท้องถิ่น โดย พฤกษ์ เถาถวิล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มอง “พอเพียงนิยม” แล้วย้อนดูวัฒนธรรมกระฎุมพีไทย โดย สุรสม กฤษณะจูฑะ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, เศรษฐกิจพอเพียงในรั้วมหาวิทยาลัย โดย พนา ใจตรง นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, และเศรษฐกิจพอเพียงในสายตาของนักพัฒนาเอกชน จาก “เศรษฐกิจพอเพียง” สู่การคิดค้นสังคมอนาคต โดย สนั่น ชูสกุล นักพัฒนาเอกชน จังหวัดสุรินทร์ (โปรดติดตามสรุปบทความ และการวิจารณ์ ได้ในประชาไทเร็วๆ นี้)
ปิดท้ายการประชุมด้วยวงเสวนา “เศรษฐกิจพอเพียง: องค์ความรู้ในงานพัฒนา งานวิจัย: ความรู้และความไม่รู้” ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.สุริชัย หวันแก้ว จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ผศ.ดร.จิตรกร โพธิ์งาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, สมเกียรติ พ้นภัย ชาวบ้านจากปากมูล และ สมพร นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์: ส่วนตัวแล้วคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ดี แต่การหยิบมาใช้ในบริบทของสังคมไทยในขณะนี้ หรืออดีตที่ผ่านมา 4-5 ปี ต้องตั้งคำถามเยอะ เราพูดถึงความพอเพียงโดยลืมไปหรือเปล่าว่ามีคนยากจนอยู่ในประเทศไทย เราคิดว่าเราฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย บ้าวัตถุ แล้วต้องลดลงมาอยู่ที่ความพอเพียงนั้น เป็นมายาคติหรือภาพลวงตา ถ้ามองจากเบื้องล่าง เรายังอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนมากมาย คนที่ไม่พอกินยังมีเยอะ
วิธีคิดเศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่สอดคล้อง เราจะสมาทานเศรษฐกิจพอเพียงไปเพื่ออะไร เพื่อที่จะกลบปัญหาความยากจนให้หมดไปอย่างนั้นหรือ มันจะทำให้เราไม่มามองการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยากจนเป็นผลมาจากการเข้ามาผูกขาดของทุนนิยม ตั้งแต่สมัยอาณานิคมถึงปัจจุบัน ทุนนิยมระบบโลกทำให้วิถีการผลิตเปลี่ยนไป ทำให้การอยู่อย่างพอเพียงเปลี่ยนเป็นอยู่อย่างขาดแคลนและยากจน เศรษฐกิจพอเพียงเป็นศิลปะการใช้ชีวิตของคนในภูมิภาคนี้ แต่ถูกทำให้ล่มสลายโดยทุนนิยม และการแทรกแซงของระบบโลก การแก้ปัญหาโดยการรื้อฟื้นเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการให้ยาผิด แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ต้องแก้ที่ระบบ มองที่โครงสร้างสังคมให้มากขึ้น
ความอึดอัดก็คือ การทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่เฟ้อ หาสาระในแง่ของการแก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ ประชาชนรับเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ตามกระแส หรือคนบางกลุ่มรับมารณรงค์เพื่อแอบอิงกับอำนาจบางประเภท อย่างไรก็ตาม การที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงควรทำให้เป็นทางเลือกของชีวิต ที่คนเลือกใช้ตามบริบทของพื้นที่ ประสบการณ์ ปัญหาของแต่ละคนหรือชุมชนที่เผชิญอยู่ ไม่ควรมีการยัดเยียดโมเดลใดๆ ที่เฉพาะเจาะจงลงมา
ถ้าเราไม่สามารถตอบโต้กับระบบทุนนิยมโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สิ่งที่รัฐต้องทำก็คือ รัฐต้องจัดระบบสวัสดิการที่มีคุณภาพให้กับประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องพึ่งตนเองตามยถากรรมในแนวพุทธ
เศรษฐกิจพอเพียงจะไม่ประสบความสำเร็จที่ไหนเลย เพราะละเลยเงื่อนไขที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียงคือ หนึ่ง สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สอง การเมืองที่ยุติธรรม แบ่งปัน และสาม ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ทั้งในระดับโลก ประเทศ และชุมชน ไม่ผูกขาด กระจายรายได้ที่สมดุล
สมเกียรติ พ้นภัย: ชุมชนแต่ก่อนไม่มีไฟฟ้าน้ำประปา รถรา หรือเงินทอง แต่อยู่กันได้มีความสุข เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ไปมาหาสู่กันได้ เพราะมีทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า การพัฒนาจากภายนอกเข้ามา กลายเป็นทำให้คนพลัดที่นา อำนาจและทุนเป็นสิ่งที่มาทำลายความพอเพียงที่มีอยู่ เอารัดเอาเปรียบ เอากำไรกับคนจน แย่งดิน น้ำ ป่า ไป เงินในประเทศไม่มี รัฐก็ยังไม่ยอมหยุด แต่มาบอกให้เราพอเพียง ชาวบ้านไม่พอกิน ไม่มีที่ทำกินด้วยซ้ำ หาหน่อไม้ หาเห็ดก็ถูกจับ จะให้พอเพียงได้อย่างไร
ทุกวันนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแค่เพียงวาทกรรมลวงโลก ทำจริงไม่ได้ ถ้าจะให้พอเพียง ทุนต้องหยุดเอารัดเอาเปรียบ ประชาชนต้องมีทรัพยากร สามารถเข้าถึง จัดการได้ ใช้ประโยชน์ได้ ต้องสำรวจว่าคนจนมีเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าน้ำไฟ ค่าเล่าเรียน การไปเอาคนที่หลุดจากระบบแล้วหันมาทำเกษตรทางเลือกมาประชาสัมพันธ์ เป็นการหยิบเอาคนเหล่านี้มาเป็นโล่ โดยที่รัฐไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ถ้าไม่อยากให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาทกรรมลวงโลก รัฐที่มีอำนาจเต็มต้องจัดสรรทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ถ้าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญไม่เกินคนละ 15 ไร่ ก็ให้ลองทำดู
ผศ.ดร.จิตรกร โพธิ์งาม: ข้อสังเกตคือ เศรษฐกิจพอเพียงมีความสับสนในเรื่องการนิยาม ถ้าหากใช้คำว่าเศรษฐกิจแบบศีลธรรม หรือเศรษฐกิจแบบมีจิตสำนึก จะตีความได้ง่าย สื่อสารได้กับคนทุกระดับ ไม่สับสนคลุมเครือ ประเด็นที่ทำให้สับสนคือ ปรัชญานี้มีคำว่าเศรษฐกิจ และพอเพียง คำว่า “เศรษฐกิจ” ทำให้เข้าใจว่าเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบหนึ่ง คำว่า “พอเพียง” ก็เป็นคำที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีคำอธิบายได้ ที่เลวร้ายก็คือ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้จากโลกาภิวัตน์
แต่มีปรากฏการณ์อยู่ 2 เรื่อง คือ หนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ผลในภาคใต้ คำอธิบายคือ วิธีคิดทางเศรษฐกิจของคนใต้เป็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศแล้ว โซ่ห่วงการผลิตจัดตั้งจากต่างประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้ในอีสาน เพราะคนอีสานถูกปลดเกษียณแล้วจากตลาดแรงงาน มีเวลาว่างมาก ส่วนคำอธิบายที่ว่า มีหลายหมู่บ้านประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นความเข้าใจผิด เขาประสบความสำเร็จโดยศักยภาพอื่นๆ เช่น ทุน ภูมิปัญญา เครือข่าย การจัดการในการดึงทรัพยากรมาจากที่อื่น ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับความพอเพียง
สอง ที่ผ่านมา คมช.พยายามโค่นล้มทักษิณ ล่มสลายทักษิโณมิคส์ แต่หลังประกาศกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ทุกพรรคยังขายประชานิยม แสดงว่า พรรคการเมืองไม่เชื่อมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ หรือว่าเป็นการสื่อสารเพื่อดึงความโหยหาที่แท้จริงของชาวบ้านมาเป็นมวลชนจัดตั้ง หรือว่ากำลังส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจที่เป็นอีกแบบหนึ่งในอนาคตอันใกล้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงมวยคู่ก่อนเวลาที่รอพระเอกตัวจริงมาจัดการแบบเบ็ดเสร็จ
เรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อของเยื่อบางๆ ระหว่างความรู้ 2 เรื่อง คือ วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง กับ การรับรู้และตีความรูปแบบเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ทุนนิยมหรือก่อนทุนนิยมว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
ในแง่ของวาทกรรม เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาทกรรม เพราะถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2517 และถูกบ่มเพาะด้วยความเหมาะสมของสถานการณ์เมื่อปี 2540 เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงจึงเป็นการตอบโต้กับความรู้หรืออำนาจของคนที่กุมอำนาจรัฐในเวลานั้น ดังนั้น วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียงจึงเกิดขึ้นอย่างมีบริบทและนัยยะสำคัญ ในส่วนของรัฐ เศรษฐกิจพอเพียงถูกดึงขึ้นมาเพื่อปิดกั้นพื้นที่ของไทยรักไทยและแย่งชิงมวลชน ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึงถูกพยายามทำให้เป็นวาทกรรมหลัก ในส่วนข้าราชการ ปฏิบัติการทางวาทกรรมคือเป็นผู้รับคำสั่ง จึงทำไป แต่ส่วนใหญ่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ และไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด ส่วนชาวบ้านปรับตัวกับวาทกรรมอย่างไร ไม่มีคำตอบ
ส่วนการถกเถียงกันเกี่ยวกับกระบวนการรับรู้และตีความรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดมาก่อนทุนนิยมเสรีว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง คำถามก็คือว่า ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงในอดีตมีจริง มันเป็นแบบไหน และทำไมคนในอดีตจึงโหยหาสังคมอุดมคติ เช่น ยุคพระศรีอาริย์ ยูโทเปีย ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็บ่งบอกว่า ในอดีตไม่ได้สวยงาม โรแมนติก ยังมีโรคระบาด การก่อการร้าย สงคราม แล้วชีวิตอย่างไหนจึงจะพอเพียง
ที่เลวร้ายคือรัฐไทยเข้าใจผิด มองเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออก มีคนบอกว่า “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหิ่งห้อย ส่องแสงในตนเอง แต่ช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้”
มีความขัดแย้งในการโลกทัศน์เกี่ยวกับวิธีคิดเศรษฐกิจพอเพียง การตีความของแต่ละกลุ่มคน ข้อเสนอคือ ควรจะมีการศึกษาเรื่องโลกทัศน์เปรียบเทียบภาคต่างๆ ผลการศึกษาจะเป็นบทสรุปว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นเศรษฐกิจแห่งความหวังในโลกาภิวัตน์ หรือเป็นวาทกรรมชั่วคราว
เศรษฐกิจพอเพียงจะยังคงมีอยู่ อย่างน้อยก็ในระยะ 1 ปี เพราะ หนึ่ง เกรงใจในหลวง สอง มีความจำเป็นที่จะใช้ประโยชน์ในการรักษาและสร้างดุลยภาพในทางจิตสำนึกที่ว่าด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสาม ยังไม่มีใครหาทางออกเรื่องเศรษฐกิจได้ ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงต้องดำเนินต่อไป สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องจัดการความเสี่ยงหรือพัฒนารูปแบบทั้งในสถานการณ์ที่มั่นคง และไม่มั่นคง เช่น ขาดแคลนทรัพยากร ไม่มีตลาด และต้องวิเคราะห์ต้นทุนและผลลัพธ์ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจพอเพียง
สมพร: ประเทศลาวมีการปกครองแบบสังคมนิยม ยึดมั่นทฤษฎีมาร์กซ์ ในทางเศรษฐกิจแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วง คือ นับแต่ปี 1975-ปัจจุบัน เริ่มต้นเศรษฐกิจลาวเป็นแบบบริหารเกื้อกูล รัฐดำเนินการฝ่ายเดียว ต่อมาโลกและสากลมีการเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจลาวจึงเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจธรรมชาติ ให้ประชาชนช่วยตัวเอง โดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน รัฐช่วยเหลือในโครงสร้างพื้นฐาน
ช่วงต่อมาเมื่อเข้ายุคโลกาภิวัตน์ โลกและสากลมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอย่างใหญ่หลวง รัฐจึงเปลี่ยนนโยบายเป็นเศรษฐกิจสินค้า ทำให้ปัญหาสังคมเกิดตามขึ้นมา วัฒนธรรม ศาสนา ครอบครัว เสื่อมถอย และตั้งแต่ปี 2000 ถึงปัจจุบัน จึงได้เปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจตลาด ให้เอกชนลงทุนภายใต้การคุ้มครองของรัฐ ในขณะที่ประชาชน 85% เป็นเกษตรกร แต่ถ้าวิเคราะห์ก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงในลาวมีความเป็นไปได้ในสภาพปัจจุบัน เพราะยังมีทรัพยากรพอเพียง แต่ถ้าธรรมชาติหมดไป ปัญหาก็จะเกิดขึ้นแน่นอน
รศ.สุริชัย หวันแก้ว: เศรษฐกิจพอเพียงที่เสนอให้กับคนจน ถ้าฐานทรัพยากรยังอยู่ก็พอจะทำได้ แต่ถ้าชาวบ้านโดนแย่งชิงทรัพยากรไปหมด เศรษฐกิจพอเพียงจะทำอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียงที่จะอยู่ร่วมกันทั้งสังคมโดยชนบท/เมืองไม่เบียดเบียนกัน ทำลายทรัพยากรกัน เรายังมีการพูดกันน้อย ส่วนใหญ่เป็นคำนิยามสำเร็จรูป เฉพาะกลุ่ม แยกส่วน ไม่เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เรานึกถึงแต่เศรษฐกิจพอเพียงที่สวยงาม โดยไม่ได้นึกถึงความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ต่อไปเราคงต้องถกกัน ฟังเสียงของคนที่มีความทุกข์มากขึ้น เพราะเป็นส่วนที่ขาดหายไปในการพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง





________________________________________โดย : ประชาไท วันที่ : 25/11/2550



โดย: Darksingha วันที่: 3 ธันวาคม 2550 เวลา:14:54:38 น.  

 
ขอ add คุณไว้หน่อยนะคะ
มีอะไรน่าอ่านเยอะมากมาย
แล้วหายปวดหัวเมื่อไหร่จะแวะมาอ่านคะ


โดย: a_mulika วันที่: 6 ธันวาคม 2550 เวลา:20:39:25 น.  

 
ด้วยความยินดีครับคุณ a_mulika


โดย: Darksingha วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:10:42:49 น.  

 
เก็บตก “จาก ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ สู่การคิดค้นสังคมอนาคต” โดยสนั่น ชูสกุล วิจารณ์โดยนลินี ตันธุวนิตย์



สนั่น ชูสกุล นักพัฒนาเอกชน ผู้มีประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาร่วมกับชุมชนในภาคอีสานมากว่า 25 ปี นำเสนอบทความ จาก “เศรษฐกิจพอเพียง” สู่การคิดค้นสังคมอนาคต ในการประชุมเชิงวิชาการ เรื่องเหลียวหลังแลหน้าการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทอีสานช่วงทศวรรษ 2540-2550 กรณี “เศรษฐกิจพอเพียง: ความรู้และความไม่รู้” ที่จัดโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2550 ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมี ผศ.ดร.นลินี ตันธุวนิตย์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแสดงความเห็น “ประชาไท” ขอนำเสนอโดยสรุป เพื่อการถกเถียง ดังนี้

00000

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปลายปี 2540 นั้น ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวในทุกภาคส่วน เกิดการขบคิด ขยายคำ นำไปใช้ สู่การคิดค้นนโยบาย วางแผน ปฏิบัติ ทั้งในหน่วยงานรัฐ องค์กรธุรกิจ วงวิชาการ องค์กรทางสังคม และองค์กรประชาชน แต่ด้วยจุดยืน ผลประโยชน์ ระดับความเข้าใจ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน

ในสายตาของตนเองซึ่งทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน เห็นว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการนำเสนอทางเลือกทางเศรษฐกิจสังคมอันเป็นอุดมการณ์ท้าทายสังคมปัจจุบัน ท่ามกลางแนวคิด/ทางเลือกใหม่ๆ ในการพัฒนา/เปลี่ยนแปลงสังคมที่ถูกนำเสนอเพื่อตอบโต้อุดมการณ์ทุนนิยม แนวคิดเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับหลักคุณค่าในชุมชนท้องถิ่นของเรา อันได้แก่วัฒนธรรมชุมชนและคุณธรรมทางศาสนา อย่างไรก็ตาม ตนเองมีข้อพิจารณาต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียงและข้อเสนอต่อการคิดค้นสังคมอนาคต

ในเบื้องต้น ขอพิจารณาความหมายและฐานะของเศรษฐกิจพอเพียง หลังมีพระราชดำรัสฯ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2540 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ มาร่วมกันกลั่นกรองพระราชดำรัสฯ สรุปเป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนำมาเป็นแนวทางในการจัดทำแผนฯ 9 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจ และนำไปประกอบการดำเนินชีวิต ต่อมาจึงปรากฏนโยบาย แผนงาน โครงการต่างๆ ของหน่วยราชการทุกระดับ ป้าย “เศรษฐกิจพอเพียง” ถูกติดตั้งขึ้นทุกหนแห่ง รวมทั้งสองข้างถนน และในไร่นาของเกษตรกร วาทกรรม “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงแพร่หลายไปในสังคมอย่างรวดเร็ว

การขยายความของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ใน สศช. กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแบบจำลองทางความคิดที่มุ่งเสนอแนวทางการพัฒนาสังคมในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และด้านอื่นๆ โดยเน้นการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ไปพ้นจากวิกฤติอันเกินความพอเพียงของมนุษย์ หรือวิกฤติของระบบทุนนิยม อันเป็นบริบทของสังคมไทยในปี 2540

หากกล่าวถึงระบบทุนนิยม โดยหัวใจของระบบ คือ เชื่อว่าความต้องการที่จะบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ เป็นสิทธิส่วนบุคคล จึงต้องหาวิธีการผลิตให้ทันความต้องการของมนุษย์ซึ่งไม่มีขีดจำกัด ในขณะที่ ทรัพยากรในโลกมีจำกัด เกิดเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่มีเป้าหมายใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดผลิตให้มีประสิทธิภาพ เกิดกลไกการตลาดที่จะช่วยให้การแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นไปเพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต คือ มีแรงจูงใจให้เกิดการแข่งขัน ทำให้เกิดการผลิตให้เพียงพอความต้องการ มีการสะสมทุนเพื่อขยายการผลิต/การบริโภค เกิดลัทธิทุนนิยม บริโภคนิยม

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุนเป็นใหญ่ เงินเป็นพระเจ้า ผลิตล้นเกิน บริโภคแหลกลาญ ผลาญทรัพยากร แย่งชิงไปจากชนบท ทำให้คนเห็นแก่ตัว เกิดช่องว่างระหว่างคนรวย/คนจน เมือง/ชนบท สังคมเสื่อม ศีลธรรมเสื่อม เกิดธุรกิจการเมือง เศรษฐกิจแบบยังชีพของชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ กลายเป็นเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพิงภายนอก

ท่ามกลางความเป็นไปนี้ ได้เกิดแนวคิด/อุดมการณ์ต่างๆ มากมายที่วิเคราะห์ความเป็นไปของทุนนิยม ตอบโต้ และเสนอทางออกแก่สังคม ได้แก่

1.อุดมการณ์สังคมนิยม วิเคราะห์ให้เห็นว่าทุนนิยมมีการขูดรีดส่วนเกินของแรงงานไปอย่างไร มีการทำนายว่าสังคมต้องเกิดความขัดแย้งทางชนชั้น และชนชั้นกรรมาชีพจะลุกขึ้นมาโค่นล้มชนชั้นนายทุน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในที่สุดเราก็พบว่า ประเทศสังคมนิยม เช่น จีน ก็ต้องเปิดประเทศเพื่อใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะแบบแผนการพัฒนาที่มีความเสมอภาค มีการปฏิวัติที่ดินมาเป็นของรัฐ กิจกรรมการผลิตใช้ระบบการวางแผนงานจากส่วนกลางจัด เป็นคอมมูน รัฐเป็นคนแบ่งปันผลผลิตนั้น ไม่มีแรงจูงใจในการผลิต เกิดการอดอยากขาดแคลน เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น

2.แนวคิดมนุษยนิยม วิพากษ์ทุนนิยมและสังคมนิยมว่าเน้นการพัฒนาเชิงวัตถุ ระบบ และโครงสร้าง โดยไม่เห็นความเป็นมนุษย์ แนวคิดนี้จึงเสนอว่า การพัฒนาที่แท้ควรที่จะพัฒนาเพื่อให้คนเกิดคุณภาพ โดยหันกลับไปสู่เรื่องจิตใจ

3.การพัฒนาแนวพุทธ ได้แก่ ขบวนการสรรโวทัยในศรีลังกา เสนอแนวทางการพัฒนาที่เน้นความเป็นมนุษย์ ความสามัคคี การมีส่วนร่วม และต้องปฏิวัติวัฒนธรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้คนหลุดพ้นจากการครอบงำทุกชนิด เป็นการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และต้องเป็นการพัฒนาแบบมีจริยธรรม

4.เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เป็นการประยุกต์พุทธธรรมมาอธิบายหลักเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเสนอว่า การบริโภคต้องทำด้วยปัญญา มีความเข้าใจ รู้เท่าทัน และพอประมาณ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตที่พอประมาณ ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น และที่สำคัญ การบริโภคเป็นเพียงกระบวนการที่มีเป้าหมายไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

5.ธัมมิกสังคมนิยม เป็นแนวคิดที่ท่านพุทธทาสได้เสนอเป็นทางเลือกของสังคม เป็นแนวคิดสังคมนิยมที่ อยู่บนฐานของธรรมะ มีหลักการใหญ่ๆ คือ คำนึงถึงผลประโยชน์ของมหาชน, ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใดๆ อย่างเด็ดขาด, จัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม, ใช้หลักสหกรณ์ คือ ร่วมมือกัน พึ่งพิงอาศัยกัน, ใช้ระบบคอมมูน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาทั้งในระดับชุมชนและในเชิงประเด็นปัญหา, มีวินัย, และมีธรรมะ

6.แนวคิดนิเวศวิทยาการเมือง เป็นแนวคิด/อุดมการณ์ที่มีพลังและการเคลื่อนไหวที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน แนวคิดนี้ถือว่า ระบบนิเวศ และสังคมต้องพึ่งพากัน โดยมีหลักการ คือ รักษาระบบนิเวศ, มีความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของสังคมนิยม, มีประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน คือ ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ, และใช้สันติวิธี

หากกลับมาดูความคลี่คลายขององค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชนในภาคอีสาน ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2520 ซึ่งด้านหนึ่งเป็นแรงกระเพื่อมจากสากล อีกด้านหนึ่งเป็นการคลี่คลายของการเมืองไทยเอง โดยเริ่มจากการที่คนเล็กๆ 3-5 คนลงไปอยู่กับชาวบ้าน ทำงานในเรื่องต่างๆ ตามความเชื่อและความถนัด คำหลักในขณะนั้นคือ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”, “การพึ่งตนเอง”, “การมีส่วนร่วม” ฯลฯ เมื่อเวลาผ่านไป เราได้พบว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้สรุปบทเรียนความล้มเหลวของเกษตรแผนใหม่ และคิดค้น “ระบบเกษตรผสมผสาน”ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ/วิถีชีวิต และพัฒนาเป็นระบบเกษตรที่เป็นทางเลือก ไม่ร่วมมือกับระบบทุนนิยม เกิดแนวความคิดเชิงระบบ โดยยืนอยู่บนขา 4 ขา คือ

(1) ในด้านอาชีพ คิดค้นการผลิตที่ผสมผสาน เกษตร หัตถกรรม ปศุสัตว์ และพัฒนาให้ครบวงจร ทั้งการผลิต แปรรูป การตลาด

(2) การรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และอำนาจในการจัดการตนเอง

(3) ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ,

(4) ประสานความร่วมมือกับภายนอก

และในที่สุดองค์ความรู้ต่างๆ ก็ยกระดับเป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับชุมชน เช่น วัฒนธรรมชุมชน, เศรษฐกิจชุมชน, สิทธิชุมชน, วิสาหกิจชุมชน, ป่าชุมชน ฯลฯ

ถ้าพิจารณาสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีความหมายเช่นเดียวกับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ โดยเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสถาปนาอำนาจนำ และมีการผลักดันแนวคิดนี้ไปทางระบบราชการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ค้ำจุนการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยม ในแง่นี้จึงต้องพิจารณาว่า เศรษฐกิจพอเพียงวิเคราะห์สังคมที่เป็นอยู่อย่างไร มีสมมติฐานว่าปัญหาของสังคมเกิดเพราะอะไร หากเชื่อตามที่ท่านพุทธทาสกล่าว ก็คือ ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างและระบบที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดความสามานย์ในระบบทุนนิยม ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องหาวิธีการดำเนินการเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้ตรงกับเหตุของปัญหา และต้องไม่มองอยู่ในปริมณฑลของเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องเอาการเมือง สังคม วัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สุดท้าย ขอเสนอว่า ในการคิดค้นสังคมอนาคตต้องนำแนวคิด/ทฤษฎี/อุดมการณ์ที่ชี้นำการเปลี่ยนแปลงของสังคม มาผสมผสาน ใช้จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละส่วน เพื่อให้เป็นพลังในการอธิบายปรากฏการณ์ และเป็นพลังในการต่อสู้ สร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น ก่อนที่โลกจะร้อนไปกว่านี้

00000



ในทางตรรกะ ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงกล่าวโทษระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม
อีกด้านหนึ่ง ยุยงให้คนจนปรับปรุงตัวเองโดยไม่ต้องแตะต้องระบบ
ในทางปฏิบัติการของรัฐ ด้านหนึ่งบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น
อีกด้านหนึ่ง บอกว่าเราต้องรณรงค์สิ่งนี้ในท้องถิ่น โดยคนที่ไปรณรงค์เป็นคนชั้นกลางรวมทั้งคนชั้นสูง



ผศ.ดร.นลินี ตันธุวนิตย์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: เห็นด้วยในข้อที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเท่ากับเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หมายถึงทั้งสองอย่างมีตรรกะที่เหมือนกัน คือบอกว่าความยากจนมีสาเหตุจากปัจเจก แนวทางแก้ไข คือ แก้ที่ปัจเจก แก้นิสัย ความโลภ บริโภคล้นเกิน แต่ไม่เหมือนธัมมิกสังคมนิยม ที่บอกว่าปัญหาเกิดจากระบบ/กลไก/โครงสร้างของทุนนิยมที่ทำให้ปัจเจกเป็นอย่างนั้น การแก้ไขจึงต้องแก้ที่กลไก/โครงสร้างของระบบทุนนิยมด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้คำนึงถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มองที่ปัจเจกเท่านั้น

คุณสนั่นมองเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกระบวนการสร้างขั้วตรงข้ามอย่างเด็ดขาด หรือผ่านการสร้างเรื่องเล่าแบบเหมารวม 2 เรื่อง เรื่องที่หนึ่ง ว่าด้วยความชั่วร้ายของระบบทุนนิยม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปัญหาที่เกิดจากทุนนิยมทั้งสิ้น ยิ่งพัฒนายิ่งจน ทำลายทั้งคนและระบบนิเวศน์ เรื่องที่สอง ว่าด้วยคุณค่าที่ดีงามของท้องถิ่น มีความพอเพียง แบ่งปัน มีภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกันของคนกับธรรมชาติ

การเล่าเรื่องเล่าแบบเหมารวมแบบนี้ จูงใจให้เชื่อว่ามี 2 ขั้ว เปิดทางให้เศรษฐกิจพอเพียงมีที่ยืน คือยืนอยู่ฝ่ายธรรมะเพื่อต่อสู้กับอธรรม ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวแทนของฝ่ายธรรมะคือพระมหากษัตริย์ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมีภาพเยอะแยะ มีชุมชนตั้งหลากหลาย ข้อมูลจากงานศึกษาหลายชิ้นอธิบายว่า พื้นที่ในชนบทไม่ว่าอีสานหรือภาคเหนือในอดีตไม่มีความพอเพียง และไม่สามารถที่จะผลิตและอยู่รอดได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเงื่อนไขของระบบนิเวศน์และภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย แต่เราก็ทำประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้เป็นชุดเดียวชิ้นเดียว เหมือนกันกับระบบทุนนิยม ซึ่งไม่ได้มีด้านชั่วร้ายเพียงด้านเดียว เราได้ใช้ประโยชน์ในการใช้เทคโนโลยี และระบบเครือข่ายข้ามชาติ

ประเด็นต่อมา คือ การสร้างเรื่องเล่าแบบเหมารวมแบบนี้ ทำให้เรามองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมและเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้งสองมีข้อเหมือนกัน และเอื้อซึ่งกันและกันใน 2 เรื่อง คือ 1) ทำให้คนจนยอมจำนนอยู่ภายใต้ระบบ ไม่ต่อสู้กับระบบ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้พูดถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างและกลไกของระบบที่ทำให้ชีวิตคนยากลำบาก แต่บอกว่าความยากจนยากลำบากเกิดจากความไม่พอเพียง 2) เศรษฐกิจพอเพียงประคับประคองให้ทุนนิยมอยู่ได้ ให้คนจนเป็นฐานการผลิตสินค้าราคาถูก อย่างน้อยก็หาเลี้ยงตัวเองได้ รัฐไม่ต้องช่วย ทุนไม่ต้องช่วย ทุนนิยมรังเกียจคนจน แต่ไม่รังเกียจความยากจน เพราะความยากจนทำให้ทุนนิยมอยู่รอด ทำให้คนยอมไปขายแรงงานราคาถูกให้ระบบอุตสาหกรรม ทำให้คนยอมขูดรีดแรงงานของตัวเองเพื่อผลิตสิ่งที่ขายได้ต่ำกว่าต้นทุน เช่น ข้าว

ถ้าเราไม่สร้างเรื่องเล่าแบบเหมารวม จะทำให้เราเห็นประเด็นเหล่านี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว อยากเห็นการเลื่อนไหล การขอยืม การปล้นนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงจากฝ่ายธรรมะเพื่อเอาไปใช้ มากกว่าตรึงไว้กับภาพเรื่องเล่าเหมารวม

สุดท้าย สิ่งที่เห็นจากบทความคือ ความขัดกันของตรรกะและปฏิบัติการของเศรษฐกิจพอเพียง ในทางตรรกะ ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงกล่าวโทษระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม อีกด้านหนึ่ง ยุยงให้คนจนปรับปรุงตัวเองโดยไม่ต้องแตะต้องระบบ ในทางปฏิบัติการของรัฐ ด้านหนึ่งบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น อีกด้านหนึ่ง บอกว่าเราต้องรณรงค์สิ่งนี้ในท้องถิ่น โดยคนที่ไปรณรงค์เป็นคนชั้นกลางรวมทั้งคนชั้นสูง


ที่มา : ประชาไท วันที่ : 7/12/2550



โดย: Darksingha วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:14:19:28 น.  

 
.......


โดย: ..... IP: 125.24.36.226 วันที่: 12 ธันวาคม 2550 เวลา:20:38:01 น.  

 
ขอบคุณในความรู้มาก เป็นเกร็ดความรู้ที่วัยรุ่นอย่างเราควรเรียน


โดย: มดตะนอย IP: 202.28.51.71 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:50:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.