Group Blog
 
<<
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
12 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
1 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สังคมไทยเรียนรู้อะไร?



สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ก่อนครบ 1 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สังคมไทยได้เรียนรู้อะไร?” เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ดำเนินรายการ





“ระบอบอุปถัมภ์คืออุปสรรคต่อการเดินหน้าระบอบประชาธิปไตย

และการสร้างระบบสังคมที่เป็นธรรม”





จอน อึ๊งภากรณ์ ประธาน กป.อพช. กล่าวว่า 11 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เขาเรียนรู้มี 4 ข้อ คือ หนึ่ง ความขัดแย้งที่ฝ่ายภาคประชาชนเคยมีกับรัฐบาลทักษิณ กับความขัดแย้งระหว่างขั้วการเมือง 2 ขั้ว ในปัจจุบัน เป็นคนละเรื่อง



ในสมัยรัฐบาลทักษิณนั้น องค์กรภาคประชาชนจำนวนมากต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณในหลายประเด็น ได้แก่ การที่รัฐบาลทักษิณพยายามควบคุมสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพสื่อมวลชน หรือพื้นที่เปิดรับฟังความเห็นของประชาชน โดยใช้อิทธิพลและสื่อของรัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ที่องค์กรรัฐภายใต้รัฐบาลทักษิณฆ่าประชาชนจำนวนมาก กรณีกรือเซะ ตากใบ การสังหารทีมฟุตบอลสะบ้าย้อย การใช้นโยบายยาเสพติดเปิดไฟเขียวให้ตำรวจฆ่าประชาชน จนกระทั่งกรณีสงครามยาเสพติด ที่ประชาชนซึ่งถูกสังหารกว่า 2,000 รายไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ความจริง การใช้อำนาจเข้าครอบงำระบบรัฐสภาอย่างผิดกฎหมาย เช่น เอาคนของตัวเองเข้าไปในองค์กรอิสระ ทำลายระบบตรวจสอบตัวเองทั้งหมด



นี่คือตัวอย่างของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย มีคะแนนเสียงท่วมท้น สามารถสร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างมาก แต่กลับอาศัยคะแนนเสียง อำนาจอิทธิพลสร้างฐานอำนาจของตัวเอง ลดพื้นที่รับฟังความเห็นภาคประชาชน ถึงขั้นผลักดันนโยบายจำนวนมาก โดยไม่สนใจว่า ประชาชนจะรับได้หรือไม่ เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้า การผลักมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ดังนั้น รัฐบาลทักษิณจึงไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย แต่เป็นรัฐบาลที่อยู่ได้ด้วยระบอบประชาธิปไตย



ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารที่เกิดขึ้น แม้ด้านหนึ่งโล่งใจที่รัฐบาลทักษิณหมดไป แต่ก็ไม่คิดว่าจะชอบการหมดไปด้วยวิธีการรัฐประหาร เพราะเชื่อมาตลอดว่า รัฐบาลทักษิณสามารถล้มได้ด้วยพลังภาคประชาชน ด้วยวิธีการที่เป็นประชาธิปไตย การต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 เหตุการณ์ พ.ค. 35 มันพิสูจน์แล้วว่าพลังภาคประชาชนสามารถแก้วิกฤตในสังคมได้



แต่ปัจจุบัน ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่เป็นความขัดแย้งของ 2 ยักษ์ใหญ่ ระหว่างอิทธิพลของรัฐบาลทักษิณและกลุ่มคนที่อยู่ใต้อาณัติอุปถัมภ์ของรัฐบาลทักษิณ กับกลุ่มคนที่อยู่ใต้อาณัติอุปถัมภ์ของ คมช. เป็นการต่อสู้ที่จะยืดเยื้อ ไม่จบตอนเลือกตั้ง จะมีต่อไป แนวโน้มอาจจะต้องเกิดรัฐประหารอีกต่อไป โดยเฉพาะถ้าฝ่าย คมช. เสียเปรียบจากผลการเลือกตั้ง ความขัดแย้งนี้มีเดิมพันสูงมาก เพราะถ้าฝ่ายทักษิณแพ้ จะถูกเสียทรัพย์สิน แต่หาก คมช.แพ้ จะถูกเล่นงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความขัดแย้งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อการสร้างประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ทำให้เราต้องเผชิญกับรัฐบาลอ่อนแอ และความเสี่ยงในการเกิดรัฐประหารอีก



สอง ไม่ว่าทักษิณหรือ คมช. ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชน โดยสิ่งที่เครือข่ายประชาชนติรัฐบาลทักษิณนั้น คมช. ก็ทำ แต่ต่างวิธีการ เช่น เสรีภาพของสื่อมวลชน ทักษิณใช้ระบบอุปถัมภ์ อำนาจ และอิทธิพล ส่วน คมช. ใช้การออกกฎหมาย โดยสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ควบคุมอำนาจประชาชนในระยะยาว มีกฎหมายลิดรอนสิทธิหลายฉบับ โดยรวมทั้งสองขั้วมีความอันตรายทั้งคู่



สาม ระบอบอุปถัมภ์คืออุปสรรคต่อการเดินหน้าระบอบประชาธิปไตยและการสร้างระบบสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งทั้งทักษิณและคมช. ต่างก็ใช้ระบอบอุปถัมภ์ ควบคุมให้ประชาชนต้องมีสังกัด ทักษิณเข้าคุมระบบราชการ คมช.ก็เช่นกัน เพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการลงโทษผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผลประชามติไม่รับร่างฯ



สี่ เครือข่ายภาคประชาชนต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องหลุดจากระบบอุปถัมภ์ ไม่ใช่ว่าเจรจาต่อรองกับ คมช.ไม่ได้ ทำได้โดยเสมอภาคเหมือนที่ทำกับทุกรัฐบาล สามารถเสนอความคิดเห็นต่อผู้มีอำนาจ ผลักดันได้ แต่ต้องไม่เข้าไปอยู่ในระบอบอุปถัมภ์



ทั้งนี้ จอนเชื่อว่าพลังภาคประชาชนสามารถมีบทบาทได้ รัฐบาลทักษิณ แปรรูปการไฟฟ้าไม่ได้ เพราะภาคประชาชนเข้มแข็ง คมช.จะเอา พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในประเทศ เข้า ก็ไม่ง่าย แม้ภาคประชาชนจะกำหนดทิศทางไม่ได้แต่ต่อสู้กับความอยุติธรรมได้ ผลักดันได้ เพราะฉะนั้นอย่ามองว่าไม่มีความหวัง





“แม้ว่าอาจเข้าใจได้ว่า แกนนำบางคนของคณะรัฐประหารมีคุณธรรม

หรือเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง

แต่ไม่เคยเชื่อว่า ใครจะดีได้ โดยไม่มีการตรวจสอบ”





อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า ขอแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเหมือนเดิมว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับวิธีการใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ทั้งนี้ เขาเห็นว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้น ส่งผลในด้านต่างๆ ดังนี้



หนึ่ง ด้านการเมือง การแก้ปัญหาความขัดแย้งและวิกฤตทางการเมือง หากไม่ยึดมั่นในหลักการและครรลองของระบอบประชาธิปไตย จะทำให้ความขัดแย้งซับซ้อนยุ่งยากขึ้น หลัง 19 กันยายน ความขัดแย้งเหมือนว่าจะจบ แต่ไม่ใช่ โดยกลับเป็นการกดปัญหาลง เนื่องจากเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ที่ไม่ใช่แค่ไม่เอาทักษิณ เอา คมช. หรือเอา คมช. ไม่เอาทักษิณ ซึ่งจะเป็นความขัดแย้งที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานในสังคมไทย โดยวิธีจัดการกับความขัดแย้งที่ดีที่สุดต้องอาศัยกระบวนการประชาธิปไตยและให้ประชาชนตัดสิน



สอง ด้านการต่างประเทศ รัฐประหาร 19 กันยา ได้ดึงปัญหาความขัดแย้งในประเทศไปสู่นานาชาติ เป็นการดึงประเทศอื่นมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนี่คือยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นภาวะไร้พรมแดน ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุดมการณ์ทางการเมือง เป็นค่านิยมร่วม การเลือกตั้ง และสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกยอมรับ เป็นสิ่งที่ใช้เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงกิจการได้ แม้สังคมไทยแก้ได้เอง แต่วันนี้อาจเกิดสภาวะไม่มั่นใจว่า สังคมไทยจะสร้างความโปร่งใสได้หรือไม่ จึงเกิดกรณีอียูขอเข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งขึ้น



สาม รัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งเป็นผลผลิตของรัฐประหาร 19 กันยา ดูเหมือนมีกระบวนการร่างที่ค่อนข้างเป็นประชาธิปไตย มีพิธีกรรมคล้ายว่าเป็นของประชาชน โดยมีการลงประชามติ แต่เนื้อหาหลายประเด็นไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยนัก กลับรอมชอมอำนาจระหว่างนักการเมืองกับอำมาตยาธิปไตย ที่เห็นได้ชัดคือ ที่มาของ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง แสดงว่า ไม่เชื่อมั่นในพลังประชาชน ไม่เชื่อว่าประชาชนจะลงคะแนนโดยพิจารณาอย่างรอบคอบ คิดว่าประชาชนซื้อได้ รวมทั้งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีประสิทธิภาพ จัดการอะไรไม่ได้ นักการเมืองจะแย่งเก้าอี้กัน ซึ่งทำให้ต่อไปจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก



สี่ เกิดนวัตกรรมทางการเมืองและวาทกรรมทางการเมืองใหม่ๆ เนื่องจากรัฐประหารเป็นสิ่งล้าสมัยที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับ จึงพยายามทำให้คนรู้สึกว่า เป็นเผด็จการที่ไม่เหมือนเผด็จการ แม้ว่าอาจเข้าใจได้ว่า แกนนำบางคนของคณะรัฐประหารมีคุณธรรม หรือเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเชื่อว่า ใครจะดีได้ โดยไม่มีการตรวจสอบ



ห้า ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ อย่างน้อยที่สุด 10 ปี จึงจะคลี่คลาย โดยความขัดแย้งในขณะนี้ ไม่ใช่แค่ 2 ขั้วระหว่างอำนาจเก่ากับคมช. แต่ในขั้วเก่าที่ไปสร้างแนวร่วมกับขั้วใหม่ก็แตกกันเอง โดยความขัดแย้งจะชัดขึ้นหลังการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. คนใหม่ อย่างไรก็ตาม อนุสรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งนี้เทียบเท่าตำแหน่งอธิบดี ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น การที่การแต่งตั้งนี้มีความสำคัญ จึงทำให้เห็นว่าเพราะทหารมีอำนาจทางการเมือง



หก การกำหนดวันเลือกตั้งนั้น แม้ พล.อ.สุรยุทธ์อยากให้เลือกตั้งเร็ว แต่ขั้วอำนาจใน คมช. บางขั้วไม่อยากให้เลือกตั้งเร็ว เนื่องจากอยากให้มั่นใจว่าอำนาจเก่ากลับมาไม่ได้



เขากล่าวว่า รัฐประหารเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง แต่การปล่อยให้ทักษิณผูกขาดก็ไม่ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีผลทันทีต่อเศรษฐกิจ เพราะรัฐประหารนั้นล้าสมัยในประชาคมโลก จะเห็นว่า รัฐบาลและเศรษฐกิจไทยถูกคว่ำบาตร ไม่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนในหลายเรื่อง รวมทั้งเกิดความชะงักงันในภาคลงทุนด้วย



รัฐประหารทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในปี 2549-2550 ซึ่งเป็นปีทองของเศรษฐกิจเอเชียไป แต่ก็ถือว่าประเทศไทยโชคดีที่เกิดรัฐประหารในช่วงปีทองของเศรษฐกิจ จึงยังไม่เดือดร้อน เพราะตัวเลข GDP ขยายตัวได้ถึง 4% ทั้งนี้ หากเกิดการรัฐประหารในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในการลงทุนอย่างแน่นอน



รัฐประหาร 19 กันยายน อย่างน้อยที่สุด ทำให้สังคมไทยเชื่อว่า รัฐประหารเกิดขึ้นได้ตลอด ภูมิคุ้มกันรัฐประหารแบบไทยๆ อ่อนแอมาก น่าเสียใจที่ประเทศนี้ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกได้ตลอด ใครมีอำนาจก็กำหนดชะตากรรมบ้านเมือง ใครมีอำนาจสูงสุด ก็ชี้เป็นชี้ตายได้ ไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม โดยหากยึดที่ตัวบุคคลไม่ยึดระบบ ปัญหาต่างๆ จะซับซ้อนและแก้ไขยากขึ้น





“คำถามที่ตามมา น่าจะคือต้องเกิดรัฐประหารอีกกี่ครั้ง

คนไทยจึงจะถึงบางอ้อว่า รัฐประหารแก้ปัญหาไม่ได้

และไม่ใช่คำตอบสำหรับประชาธิปไตยและสังคมไทย”





ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าว นสพ.เดอะเนชั่น กล่าวว่า เนื่องจากหัวข้อเสวนาในวันนี้เป็นคำถาม จึงได้ขยายคำถามออกเป็นอีก 5 ข้อ คือ หนึ่ง มุมมองต่อรัฐประหารและบทบาททหารใน 1 ปีที่ผ่านมา เรียนรู้อะไร พบว่า ไม่มีการเรียนรู้เกินกรอบ เพราะกลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารก็ยังเอาทหาร กลุ่มที่ไม่เอารัฐประหารก็ยังต่อต้านเหมือนเดิม แต่ที่แน่ๆ คือ รัฐประหารและข่าวภารกิจรัฐประหารได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว สื่อก็มักถามว่าจะเกิดรัฐประหารขึ้นอีกหรือไม่ ขณะเดียวกันผู้คนหรือสื่อกลับไม่โกรธแค้นและรับได้ที่สังคมไทยจะอยู่กับปัจจัยเสี่ยง กับอุบัติเหตุทางการเมือง วัฒนธรรมการใช้กำลังแบบทหาร ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติ



“คำถามที่ตามมา น่าจะคือต้องเกิดรัฐประหารอีกกี่ครั้ง คนไทยจึงจะถึงบางอ้อว่า รัฐประหารแก้ปัญหาไม่ได้และไม่ใช่คำตอบสำหรับประชาธิปไตยและสังคมไทย”



อีกแง่ สังคมยังไม่ตกผลึกว่า บทบาทของทหารคืออะไร หลังรัฐประหาร ทหารมีบทบาทหลายอย่าง ทั้งดูแลการจราจร และเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบอร์ด ทอท. และทีโอที ที่มากไปกว่านั้น คือ ข่าวเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. คนใหม่ ซึ่งกลายเป็นเรื่องหวาดเสียวสำหรับสังคมไทย ทำให้คนรุ่นเก่าๆ นึกไปถึงสมัยที่ทหารเป็นใหญ่ ที่การเปลี่ยน ผบ.ทบ. สำคัญมาก ทำให้เห็นว่า ทหารนำการเมือง และอาจนำสังคมด้วย



“แง่นี้ หากการแก้ปัญหาใดๆ ใช้กำลัง ก่อรัฐประหาร เป็นที่ยอมรับของชนชั้นกลาง ในแง่นี้ต่างกับการแก้ปัญหาโดยใช้กำลัง อย่างการฆ่าตัดตอนสงครามยาบ้าของคุณทักษิณอย่างไร”



สอง เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความคิดเรื่องสมานฉันท์ เขาเห็นว่า มุมมองเรื่องนี้มีปัญหา และเราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ความคิดเรื่องนี้ถูกใช้โดยผู้มีอำนาจ ไม่ให้ความเห็นที่แตกต่างมีที่มีทางในสังคม คนที่สนับสนุนรัฐประหารเชื่อว่า รัฐประหารจะยุติความแตกแยก



“ขอถามว่า จะหนึ่งปีผ่านไป ความขัดแย้งยุติแล้วหรือไม่ และถ้าไม่ ทำไม”



คำตอบคงชัดเจนในคะแนนประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งมีเสียงไม่เห็นด้วยถึง 40% ของประเทศ



ถ้าสมานฉันท์คือการทำให้คนคิดเหมือนกัน ชอบคนเดียวกัน พรรคเดียวกัน สมานฉันท์ก็เท่ากับเผด็จการนั่นเอง



เขาเห็นว่า สิ่งที่น่าจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าคือ ทักษะการเรียนรู้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฆ่าตัดตอนหรือการตัดตอนทางการเมืองโดยคณะรัฐประหาร ในแง่นี้ จึงมองว่า คำว่าสมานฉันท์ ที่ถูกใช้โดยผู้มีอำนาจไม่ต่างจากคำลวงโลกที่ถูกใช้โดยเผด็จการ เพื่อไม่ให้มีความต่างในทางการเมือง และด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะถูกใช้โดยเผด็จการในคราบชุดทหารนายพลหรือชุดสูทพันล้าน ก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่



ทั้งนี้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติของสังคมที่จะแตกต่างและแตกแยกได้ เพียงแต่ว่าจะจัดการอย่างไรเท่านั้น แต่สังคมที่คนถูกบังคับใหคิดเหมือนกันหมด ไม่ต่างจากแปลงพืชเดี่ยวที่แมลงลงทีก็ไปทั้งสังคม



สาม หลังรัฐประหาร สังคมเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนจนที่ถูกขนานนามว่า โง่เลือกทักษิณอย่างไร เรื่องคนจน โง่ ไร้การศึกษา และเลือกทักษิณ เป็นข้อกล่าวหาของชนชั้นกลางที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ตลอดจนผลประชามติรัฐธรรมนูญ



1 ปีผ่านไป คนชั้นกลางก็ยังคิดเหมือนเดิม ก็ยังใช้คำอธิบายเก่าอธิบายการลงประชามติ จึงไม่แปลกที่เกือบครึ่งของ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 50 จะมาจากการแต่งตั้ง และกฎอัยการศึกก็มีท่าทีว่าคงจะยื้ออย่างที่สุด แม้ว่าสหรัฐฯ หรืออียู จะเรียกร้องให้ยกเลิกก็ตาม



ไม่มีการเรียนรู้ ชนชั้นกลางเหมือนไม่มีคำถามว่า เขาพยายามเลือกในตัวเลือกที่จำกัดจำเขี่ยไหม แล้วต่างอะไรกับชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาและนักธุรกิจอีกจำนวนมากที่รับรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เลือกตั้งเร็ว เศรษฐกิจฟื้นตัว ถามว่าเป็นการมองระยะสั้นรึเปล่า แล้วใครคิดสั้นกว่า และใครเห็นแก่ตัวกว่ากัน



สี่ มุมมองต่อทักษิณเปลี่ยนไปหรือไม่ คนที่เกลียดก็ยังเกลียดเข้ากระดูกดำ ส่วนคนที่ชอบก็รักสุดสวาท ยังมองทักษิณเป็นขาวเป็นดำเหมือนเดิม และไม่พยายามยอมรับหรือมองพ้นกรอบ



ทั้งที่นี่เป็นครั้งแรก ที่แม้เกิดการโกงกัน แต่เป็นครั้งแรกที่คนจนในชนบท ตระหนักว่าคะแนนเสียงของตนเป็นพลังผลักดันการเมืองได้ระดับหนึ่ง และจากการโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะเห็นว่าเสียงนี้แจ้งเกิดแล้ว และชนชั้นกลางที่มีการศึกษาต้องหันมาเรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้และหาทางออกให้สังคมอยู่ร่วมกันได้



ห้า มุมมองต่อที่ทางและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย เราเรียนรู้อะไรบ้าง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อตะวันตกพูดถึงบทบาทของสถาบันค่อนข้างมากหลังเกิดรัฐประหาร เพราะชื่อของ คปค. ซึ่งมีวลีว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องมาตรา 7 แต่ความเห็นส่วนใหญ่ทุกวันนี้ต่อสถาบันกษัตริย์ที่ควรจะเป็น ต่อการเมืองและสังคมไทย ไม่สามารถเสนอพูดจาถกเถียงอย่างเปิดเผยได้ในสื่อกระแสหลัก ที่มีก็เป็นอย่างลับๆ ล่อๆ ในอินเทอร์เน็ต ล่าสุด ไฟแนนซ์เชียลไทมส์รายงานว่า มีคนไทยสองคนถูกจับเนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ภายใต้กฎหมายอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต โดยเลี่ยงไม่ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ



สิ่งที่อยากถามคือ อีก 20 ปีผ่านไป ถ้ายังคงวัฒนธรรมเช่นนี้ไว้ หรือต้องการพึ่งสถาบันกษัตริย์ต่อไปแบบนี้ สังคมจะเป็นอย่างไร เพราะอีกด้านหนึ่งช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คิดว่าสังคมถูกปลุกกระแสเชิดชูสถาบันหรือเหลืองนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะฉะนั้น เรื่องนี้น่าเป็นห่วง เพราะคนที่อยากจะคิดอย่างเท่าทันหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็คงจะได้แต่คิดในใจ อาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง อย่างมากก็เอาไปซุบซิบนินทา





“ข้ออ้างในการทำรัฐประหาร 4 ข้อที่สพรั่ง กัลยาณมิตร บอกว่า ทำสำเร็จแล้วนั้น

ขอสรุปในทางตรงข้ามว่า ไม่มีข้อใดบรรลุ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”





สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ข้ออ้างในการทำรัฐประหาร 4 ข้อที่สพรั่ง กัลยาณมิตร บอกว่า ทำสำเร็จแล้วนั้น ขอสรุปในทางตรงข้ามว่า ไม่มีข้อใดบรรลุ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง



หนึ่ง ปัญหาความแตกแยกในสังคมยังแก้ไม่ได้ ความแตกแยกยังดำรงอยู่ ซึ่งไม่ใช่ความแตกแยกระหว่างฝ่ายอุปถัมภ์ทักษิณกับ คมช. แต่เป็นความแตกแยกระหว่างฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนรัฐประหาร เพราะรัฐประหาร เป็นการกระทำที่ล้าหลังและประชาชนไม่ยอมรับ



ความขัดแย้งต้องโดยให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม แต่กรณีการลงโทษพรรคไทยรักไทยด้วยการยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหาร 111 คน 5 ปี ไม่ใช่การลงโทษด้วยกฎหมายปกติ แต่ใช้ประกาศ คปค. เป็นฐาน ซึ่งเขาเห็นว่า ถ้าแน่จริงต้องสามารถใช้กฎหมายยุบพรรคได้โดยไม่ต้องอ้างประกาศ คปค. นอกจากนี้ การใช้กฎหมายย้อนหลังและการลงโทษเหมารวมทั้ง 111 คน โดยไม่ได้แจงความผิดรายคนในกรณีนี้ยังผิดหลักนิติธรรมสากลอีกด้วย ดังนั้น เมื่อกฎหมายไม่เป็นธรรมแล้ว จะยุติความขัดแย้งไม่ได้



สอง การแทรกแซงองค์กรอิสระของรัฐบาลทักษิณ ปัจจุบัน องค์กรอิสระถูกแทรกแซงควบคุมโดย คมช. มาจากการแต่งตั้ง โดย คมช. ในรัฐธรรมนูญ 50 ก็มีการกำหนดให้องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นโดย คมช. ทำงานต่อได้จนครบวาระแทบทุกองค์กร รวมทั้งมีการต่ออายุเกษียณราชการให้ศาล จึงมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กัน



สาม การทุจริตคอร์รัปชั่น จนป่านนี้ยังไม่เห็นเลยว่า จะใช้กฎหมายอะไรเล่นงานทักษิณในเรื่องทุจริตได้ ทั้งนี้ การประกาศยึดทรัพย์ทักษิณทั้งหมดนั้น ทำเป็นลืมไปว่า ข้อเรียกร้องก่อนหน้าที่เคยเรียกร้องต่อทักษิณคือ ทักษิณทำผิดจริยธรรม ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ถ้าคิดว่า ควรจะต้องเสียภาษี ก็ควรแก้กฎหมายว่าต้องเสียภาษี เพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้เสมอหน้ากัน แต่การที่ไม่แก้ แปลว่ายอมรับว่าถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ เช่นนี้แล้วจะเอาผิดตรงไหน



ทั้งนี้ เขามองว่า ส่วนที่อาจมีการโกงจริง ก็คือ แอมเพิลริช ที่มีการเอาเงินไปหมุนเวียน ซึ่งผิดอย่างมากก็ปรับหนึ่งถึงสองพันล้าน ไม่ใช่ทั้งหมด 73,000 ล้าน เนื่องจากที่ขายไป มีต้นทุนอยู่ด้วย



สี่ เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาได้เล่นงานใครบ้างหรือไม่ มีใครหมิ่นฯ บ้างไหม สุธาชัยบอกว่า เห็นแต่ทหารที่ทำรัฐประหารที่แอบอ้างว่าเป็น คณะปฏิรูปการปกครอง... “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เช่นนี้ เป็นการแอบอ้างว่า under monarchy ไหม



นอกจากสิ่งที่แก้ไม่ได้ สุธาชัย ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่รัฐประหารทำได้คือ เศรษฐกิจเสียหายยับเยิน งบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีการขยายอัตรา การคงอัยการศึก ทั้งที่ประเทศไทยไม่มีเพื่อนบ้านเป็นศัตรู เป็นการประกาศโดยไม่มีศึก



รัฐธรรมนูญฉบับกลัวประชาชน เนื่องจากกลัวประชาชนมีอำนาจมากเกินไป จึงต้องถ่วงอำนาจ โดยกลัวแบบลักปิดลักเปิด คือ กลัวประชาชน แต่ก็ให้เป็นตรายาง โดยให้ลงประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอำมาตยาธิปไตยที่สุดนับตั้งแต่ 2520 เป็นต้นมา ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ 6 ต.ค. 19 ไทยใช้รัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ 31 ปี ที่น่าตื่นเต้นคือ ฉบับปี 19 มีกรรมการร่าง 1 คนจาก 13 คน ชื่อมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งไล่ดูทั้ง 7 ฉบับล้วนมีนายมีชัย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการร่างทั้งสิ้น





“คมช.จะบอกว่า เรื่องโผ บัญชีโยกย้ายทหารเป็นเรื่องของทหาร

รัฐบาลหรือนักการเมืองอย่ามายุ่ง ใครจะมารู้ดีเท่าทหาร

แล้วเรื่องบริหารประเทศ คมช.ไปยุ่งกับเขาทำไม”





ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับจอนว่า ประชาชนสามารถกดดันรัฐบาลทักษิณได้โดยอาศัยพลังประชาชน ไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐประหาร ซึ่งเข้าใจว่า ถ้ามีการเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้แล้ว ถ้ารัฐบาลทักษิณชนะ จะไม่สามารถกระทำการแบบในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 ได้ เพราะสังคมไทยได้เรียนรู้แล้ว แต่ก็มาสะดุดเมื่อมีรัฐประหาร ทำให้แทนที่จะก้าวหน้า ก็กลับถอยหลัง



อีกประเด็น เขามองว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่ยกเลิกมาตรา 112 ในกฎหมายอาญา การแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ก็คงทำอะไรมากไม่ได้ ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสว่า พระองค์วิจารณ์ได้ แต่ทำไมทางการของไทยไม่คิดที่จะยกเลิกมาตรานี้เสีย



ทั้งนี้ ก่อนจะบอกว่า สังคมไทยเรียนรู้อะไร อยากจะบอกว่า สิ่งที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้ คือ การทำรัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหาประเทศชาติ นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2489 โดยผิน ชุณหะวัณ ข้ออ้างทุกครั้งของรัฐประหารคือ บ้านเมืองเสื่อมโทรม มีการทุจริต มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนทุกวันนี้ ข้ออ้างก็ยังคงอยู่ ถ้าหากการรัฐประหารเป็นทางออกจริง ภัยต่างๆ ที่ว่าต้องยุติแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ยุติ สังคมควรจะเรียนรู้ได้แล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่ทางออก



อีกเรื่อง คือ การร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรายังวนเวียนร่างกันอยู่ เมื่อรัฐประหารก็จะมีการร่างใหม่อยู่เรื่อยๆ จนฉบับปัจจุบันฉบับที่ 18 และต่อไปก็จะมีฉบับที่ 19-20 การร่างรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทุกเรื่อง เหมือนเป็นยาวิเศษ โดยผู้ร่างเข้าใจว่าเป็นทางออก ทั้งนี้ เขามองว่า ความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรัฐธรรมนูญ เราร่างอย่างไรก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยอยู่นอกเหนือจากที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องอาศัยวัฒนธรรมของประชาธิปไตยซึ่งคือ การยอมรับเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ เคารพกฎหมาย ที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้เลย สิ่งเหล่านี้แก้ไม่ได้ด้วยการเขียนในรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐธรรมนูญ 40 เขียนว่า ประชาชนต่อต้านรัฐประหารได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ หรือในประมวลจริยธรรมนักการเมืองของรัฐธรรมนูญ 50 เขียนไว้ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าบังคับใช้แล้วนักการเมืองจะสะอาดหมด ต้องอาศัยหลายอย่างเป็นชั่วอายุคน ซึ่งจะเกิดได้ด้วยการศึกษา แต่ก็ยังไม่เห็นรัฐบาลไหนทุ่มให้กับตรงนี้ เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงต้องอดทนและรอคอย มันไม่มีทางลัด ไม่ใช่วิธีเอารถถังมา เพราะนั่นมันเป็นวิธีที่มักง่าย



อีกสิ่งที่ไม่ได้เรียนรู้ คือ ประชาคมระหว่างประเทศไม่เอารัฐประหาร เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความด้อยพัฒนา แต่น่าแปลกที่ผู้มีอำนาจและนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหารกลับไม่ตระหนักถึงความเสียหายเท่าที่ควร



ทั้งนี้ ประสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ ความเป็นกลางไม่มีจริง ทั้งที่ควรคาดหวังความเป็นกลางได้จากสื่อ นักวิชาการ คตส. ไม่เว้นแม้แต่องคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า องคมนตรีมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อกษัตริย์ ซึ่งกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การแสดงความเห็นหรือวางตัวขององคมนตรี ต้องทำด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้นแล้วจะกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้



นอกจากนี้ เขามองว่า คุณธรรม จริยธรรม ไม่มีอยู่จริง โดยยกตัวอย่างว่า หากมีจริง คงไม่มีกรณีเรื่องที่ดินเขายายเที่ยง การสมรสซ้อน หรือการใช้บ้านหลวง และว่า การเป็นคนดี เป็นเรื่องของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ปลูกฝัง ไม่ใช่เรื่องของใครจะมาชี้นำ



หลักเรื่องความสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of civilian government) ซึ่งจะป้องกันการเกิดรัฐประหาร ไม่หยั่งรากลึกในสังคมไทย หลังเหตุการณ์ พ.ค. 35 ทหารกลับเข้ากรมกองเป็นทหารอาชีพ แต่พอหลังรัฐประหารจะเห็นว่า ทหารมีบทบาทมากขึ้น สื่อจับตาว่าใครจะมาเป็น ผบ.ทบ.



“คมช.จะบอกว่า เรื่องโผ บัญชีโยกย้ายทหารเป็นเรื่องของทหาร รัฐบาลหรือนักการเมืองอย่ามายุ่ง ใครจะมารู้ดีเท่าทหาร แล้วเรื่องบริหารประเทศ คมช.ไปยุ่งกับเขาทำไม”



นอกจากนี้ สิ่งที่เรียนรู้ คือ เนติบริกรเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากร่างคำสั่งต่างๆ ร่างได้เนียนขึ้น รวมถึงมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญ 50 ที่นิรโทษกรรมการรัฐประหารล่วงหน้าไว้ด้วย รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญที่กลับไปสู่ยุคที่ให้อำนาจกับข้าราชการ โดยลดอำนาจนักการเมือง เช่น การกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐให้เป็นเจตจำนง ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถแข่งขันกันเรื่องนโยบายได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว การร่างรัฐธรรมนูญนี้อาจแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว แต่สร้างปัญหาใหม่ตามมา



สุดท้าย สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความหมายของ constitutional monarchy หรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประสิทธิ์คิดว่า ถ้อยคำนี้มีความหมาย สังคมไทยต้องศึกษาทำความเข้าใจ ถ้ามีความเข้าใจแล้วคงไม่เกิดการเรียกร้องมาตรา 7 ซึ่งเป็นความถอยหลัง แต่แน่นอนเมื่อเทียบกับรัฐประหาร รัฐประหารถอยหลังมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องอภิปรายศึกษาความหมายของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


ที่มา : ประชาไท วันที่ : 12/9/2550




Create Date : 12 กันยายน 2550
Last Update : 12 กันยายน 2550 17:55:59 น. 4 comments
Counter : 557 Pageviews.

 
บทความ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช :เอ็กซเรย์ 1 ปี สังคมไทยหลังรัฐประหารได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง



ชื่อบทความเดิม “ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร: สังคมไทยเรียนรู้อะไร”



ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์







อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบ 1 ปี ของการทำรัฐประหาร (ครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจจำได้) ผมลองมานั่งประเมินดูในสายตาของผมว่า สังคมไทยเรียนรู้หรือไม่ได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยผมขอเริ่มจากสิ่งที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้ก่อน





สิ่งที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้

1. รัฐประหารไม่ได้เป็นวิถีทางในการเเก้ไขปัญหาของประเทศชาติ



บทเรียนนี้สังคมไทยสอบตกอย่างสิ้นเชิง เกือบทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร ในแถลงการณ์หรืออารัมภบทของธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมักจะเอ่ยอ้างหรือท้าวความถึงปัญหาต่างๆนานา พร่ำพรรณนาถึงวิฤตการณ์สารพัดจนคณะรัฐประหารทนไม่ได้ต้องเข้ามาจัดการหรือคลี่คลายวิกฤติการณ์ด้วยการทำรัฐประหาร แต่จะเห็นได้ว่า หลังจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา ปัญหาของประเทศชาติก็ไม่ได้คลี่คลายลงไปแต่น้อย ความสมานฉันท์ของคนในประเทศไม่ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบก่อนทำรัฐประหาร มิหนำซ้ำ ผลของการลงประชามติได้เกิดประเด็นโต้เถียงราวกับว่าเกิด “แบ่งเขาแบ่งเรา” คือระหว่างภาคเหนือ- อีสานกับ ภาคใต้ มีการกระแหนะกระแหนกัน ซึ่งเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็น “ภูมิภาคนิยม” ขึ้นมา



สำหรับปัญหาการทุจริตซึ่งเป็นหนึ่งในข้ออ้างของการทำรัฐประหารนั้น เกือบทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารก็มักจะฉกฉวยโอกาสที่จะแสงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง ซึ่งมักจะเคลือบแฝงในนามของเงินเดือน ผลประโยชน์ เบี้ยประชุม การนั่งเป็นประธานบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ การอนุมัติงบลับ การแต่งตั้งพรรคพวกตนเองเข้าไปดำรงในตำแหน่งสนช. สสร. หรือการอุปโลกน์องค์กรเฉพาะกิจอื่นๆโดยมีค่าตอบแทนจำนวนมากเป็นเครื่องล่อ ซึ่งเราจะจัดพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายประพฤติมิชอบหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ผมนั้นถือว่าเป็นการประพฤติมิชอบแต่ทำให้ดูเนียนขึ้นเท่านั้นเอง



ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้นไม่ต้องพูดถึง เราท่านต่างได้รู้สึกถึงความสามารถของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดีว่ามาความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ด้อยเพียงไร



สรุปก็คือ เราไม่สามารถเเก้ไขปัญหาประเทศชาติด้วยการ “ล้มกระดาน” (tabura rasa) เเล้วเเทรกเเซง กระบวนการยุติธรรมตามระบบปกติด้วยการอุปโลกน์องค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่เเทน ทำให้ความน่าเชื่อถือต่อหลักนิติรัฐรวนไปทั้งระบบ ปัญหาของประเทศชาติในปัจจุบันทวีความซับซ้อนเเละเกี่ยวกันกับกระเเสโลกาภิวัฒน์มากขึ้นทุกทีๆ จนไม่สามารถมักง่ายด้วยการทำรัฐประหารต่อไปอีกเเล้ว



2. การร่างรัฐธรรมนูญ

ดูเผินๆ แล้ว สังคมไทยดูเหมือนจะให้ความสำคัญหรือคุณค่าของรัฐธรรมนูญมากประเทศหนึ่งในโลก ดังจะเห็นได้จากเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุด (ใกล้ 20 ฉบับเข้าไปทุกทีแล้ว) และรัฐธรรมนูญก็มีเนื้อหายาวมากที่สุดเช่นกัน (รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มี 336 มาตรา ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 มี 309 มาตรา) โดยสังคมไทยเชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นกติกาของการปกครองประเทศและจำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย แท้จริงแล้ว ระบอบประชาธิปไตยมิได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับปัจจัยหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วัฒนธรรมของความเป็นประชาธิปไตย” เช่น การเคารพเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเลือกตั้ง หรือลงคะแนนเสียงในเรื่องหนึ่งเรื่องใด) การเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีโดยปราศจากการปิดกั้น การเคารพกฎหมาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้หรือแม้เขียนไว้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีชีวิต เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการเรียนรู้ การศึกษาซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา



นอกจากสังคมไทย (โดยเฉพาะชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง) จะยังไม่ค่อยเรียนรู้วัฒนธรรมข้างต้นแล้ว สังคมไทยกลับมีจารีตประเพณีที่ขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตยด้วย คือวัฒนธรรมการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ บ่อยครั้งที่สังคมมีความขัดแย้งซึ่งเป็นเรื่องปกติ แทนที่สังคมไทยจะร่วมระดมสมองถกเถียง โต้แย้งด้วยเหตุผล แต่ก็ถูกบรรดาผู้ใหญ่ซึ่งมักเป็นตัวแทนของจารีตนิยมออกมาอบรมสั่งสอนอยู่เนืองๆ ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ไม่ควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเหล่านี้



ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของประวัติศาสตร์การเมืองไทย สังคมไทยมักจะให้พูดถึงเรื่อง “เสรีภาพ” (Freedom) แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 สสร. ก็ออกมาโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพมากที่สุด แต่แท้จริงแล้วหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่เสรีภาพอย่างเดียวแต่อยู่ที่ “ความเสมอภาค” (Equality) ต่างหาก แม้รัฐธรรมนูญจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนดีเพียงไรก็ตาม แต่หากสังคมไทยยังไม่มีความเสมอภาค ยังแบ่งชนชั้นกันอยู่ ประชาชนก็ไม่อาจใช้สิทธิและเสรีภาพได้เกิดประโยชน์ ลองคิดดู หากประชาชนจะชุมนุม หรือแสดงความเห็น ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่แล้วก็มีบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาห้ามปราม หรือชี้นำแล้ว สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ไร้ความหมาย นับแต่นี้ไปประชาชนต้องออกมารณรงค์ เรียกร้องต่อสู้เรื่อง “ความเสมอภาคต่อกฎหมาย” (Equality before the law) มากกว่าที่จะมุ่งเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ



เรื่องต่อไปที่ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือการควบคุมหรือตรวจสอบการทำงานขององคมนตรี หากมีลักษณะเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยเเท้หรือเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ ที่ผ่านมาองคมนตรี (บางท่าน) ได้มีบทบาททางการเมือง มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองและสังคมมากมาย ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยแบบ Constitutional monarchy เช่น ประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น องคมตรีจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เท่านั้น องคมนตรีไม่สามารถออกมาเกี่ยวข้องหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะได้ มิพักต้องพูดถึงการออกมาอบรมสั่งสอนตามสื่อโฆษณาต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศใดในโลกเขาทำกัน ฉะนั้น ในอนาคตควรมีการแก้ไขให้มีการควบคุมองคมนตรีหากองคมนตรีท่านใดแสดงความเห็นทางการเมือง มิฉะนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นว่ามี “มือที่มองไม่เห็น” คอยชักใยหรือแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลโดยปราศจากการควบคุม อีกทั้งองคมนตรียังไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองแต่ประการใดด้วย





สิ่งที่สังคมไทยได้เรียนรู้

1. ความเป็นกลางไม่มีอยู่จริง

หลังรัฐประหารเป็นต้นมา องค์กรหลายองค์กรซึ่งโดยวิชาชีพหรือโดยสภาพควรต้องมีความเป็นกลางนั้น ปรากฎว่าปราศจากความเป็นกลางไม่ว่าจะเป็นสื่อ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่เว้นแต่องคมนตรี (บางท่าน) คตส. ฯลฯ แม้องค์กรเหล่านี้จะบอกว่าตนเองเป็นกลางแต่ลักษณะของการทำงาน ประชาชนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงความเป็นกลางหรือการเลือกปฎิบัติขององค์กรเหล่านี้



2. คุณธรรม จริยธรรมไม่มีอยู่จริง

หลัง 19 กันยายนเป็นต้นมา มีการขุดคุ้ยในเรื่องต่างๆ มากกมาย คนที่ประชาชนคิดว่าจะมีคุณธรรมจริยธรรม (เพราะว่าเป็นคนพูดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าใคร) กลับกลายเป็นคนที่มีปัญหาด้านจริยธรรมเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสซ้อน การไม่ยอมคืนบ้านหลวง การเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องญาติสนิท ฯลฯ มองในแง่นี้ประชาชนอาจต้องขอบคุณที่มีการทำรัฐประหาร มิฉะนั้นแล้วประชาชนคงตาบอดไปอีกนาน บทเรียนที่ประชาชนได้รับคือ ไม่มีใครดีไปกว่าใคร คุณธรรมมิได้เป็น “อุณหภูมิ” ที่จะวัดได้ด้วยการอมปรอทไว้ในปาก แต่ละคนก็สร้างมายาภาพให้ตัวดูดีในสายตาของประชาชน



3. หลักความสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian Government)

หลักนี้หมายความว่า กิจการการบริหารของบ้านเมือง (ทั้งภายในและการต่างประเทศ) อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทหารจะถูกกันออกจากการการเมือง ทหารต้องเป็นทหารอาชีพ แต่ที่ผ่านมา ทหารก็ยังคงมีบทบาททางการเมืองเหมือนเดิมโดยสะท้อนจากคำสัมภาษณ์ของคมช. ที่ว่า ไม่รับประกันเรื่องการปฎิวัติ หากมีเงื่อนไขหรือเพื่อประเทศชาติ หรือการให้ความสำคัญกับตำแหน่งผบ.ทบเป็นอย่างมาก รวมถึงการเตรียมการออกกฎหมายความมั่นคงภายในรื้อฟื้นอำนาจของกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน ตราบใดที่หลักความสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร ยังไม่หยั่งรากลึกลงในสังคมไทย การเมืองไทยก็จะวนเวียนกับการทำรัฐประหารและการให้ความสำคัญกับบัญชีโยกย้ายทหารต่อไปอีกนาน



4. ประชาคมระหว่างประเทศรังเกียจรัฐบาลเผด็จการทหาร (Military junta)

กระแสประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกระแสหลักของโลกในเวลานี้ไปแล้ว การไม่ต้อนรับรัฐบาลไทยจาก EU รวมทั้งกรณีที่ EU ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศปลายปีนี้น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนแก่คนไทยทั้งประเทศว่า ระบอบประชาธิปไตยโดยผ่านการเลือกตั้งมีความสำคัญเพียงไรต่อการเป็นสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดในโลก(ยกเว้นเผด็จการด้วยกันเองซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศแล้ว) ที่จะยอมรับรัฐบาล (รวมถึงกระบวนการยุติธรรม) ที่เป็นผลพวงมาจากรัฐประหาร รัฐประหารเป็นสัญลักษณ์ของความด้อยพัฒนา ที่บ่งบอกถึงสติปัญญาของคนในประเทศนั้น ๆว่า ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาของประเทศได้โดยอาศัยสติปัญญาของตนเอง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จนต้องลากรถถังออกมาใจกลางเมืองหลวงเพื่อยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และกำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่อีกไม่กี่วัน



5. การปกครองโดยหลักนิติรัฐกับการปกครองโดยกฎหมาย

การปกครองโดยหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม (the Rule of Law) นั้น มีการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายทั้งในแง่ของ “รูปแบบที่มาของกฎหมาย” และ “เนื้อหาของกฎหมาย” กล่าวคือ องค์กรที่ตรากฎหมายต้องมีความชอบธรรม มีหลักการแบ่งแยกอำนาจ เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่มีการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่ประชาชน เป็นต้น ในขณะที่การปกครองโดยกฎหมาย (ruled by law) นั้น ไม่สนใจทั้งในเรื่องของกระบวนการออกกฎหมายและเนื้อหาของกฎหมายว่าจะสอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตยหรือไม่ ขอให้ตนเองมีอำนาจรัฐเป็นอันใช้ได้ ในประเด็นนี้สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้มากสักเท่าไร ทุกสังคมไม่ว่าประชาธิปไตยหรือเผด็จการล้วนแล้วมี “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศด้วยกันทั้งสิ้น แต่จุดแบ่งของ “สังคมประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” คือ กระบวนการตรากฎหมายและเนื้อหาของกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่างหาก สังคมไทยยังแยกไม่ออกระหว่าง rule of law กับ rules by law





บทส่งท้าย

ครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร 19 กันยา ที่ผ่านมานั้น สังคมไทยได้เรียนรู้และไม่ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ผมหวังว่า สังคมไทยคงไม่เอาชะตากรรมของคนทั้งชาติสนองความอยากส่วนตัวด้วยการทำรัฐประหารอีก เพราะคราวนี้อาจจะเกิด “การปฎิวัติของประชาชน” เเทน





..............

หมายเหตุ

ข้อเขียนนี้ปรับปรุงจากการแสดงความเห็นงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ ก่อนครบรอบ ๑ ปี รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ สังคมไทยได้เรียนรู้อะไร ?” เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๐ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์


ที่มา : ประชาไท วันที่ : 13/9/2550



โดย: Darksingha วันที่: 14 กันยายน 2550 เวลา:12:12:35 น.  

 
วิทยากร บุญเรือง : 1 ปีหลังรัฐประหาร กับ เสียงผู้ถูกตราหน้าว่า “เหยื่อระบอบทักษิณ” !http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9558&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai


โดย: Darksingha วันที่: 14 กันยายน 2550 เวลา:13:06:48 น.  

 
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับจอนว่า ประชาชนสามารถกดดันรัฐบาลทักษิณได้โดยอาศัยพลังประชาชน ไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐประหาร ซึ่งเข้าใจว่า ถ้ามีการเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้แล้ว ถ้ารัฐบาลทักษิณชนะ จะไม่สามารถกระทำการแบบในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 ได้ เพราะสังคมไทยได้เรียนรู้แล้ว แต่ก็มาสะดุดเมื่อมีรัฐประหาร ทำให้แทนที่จะก้าวหน้า ก็กลับถอยหลัง


ประโยคนี้บอกได้ตรงใจ สุดๆ


โดย: กายแก้ว วันที่: 16 กันยายน 2550 เวลา:18:25:45 น.  

 
ไม่มีอะไรให้ประชาชน นอกจากการ ‘ชำระแค้น’ อำนาจเก่า






เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่เวทีอภิปราย ‘ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และอนาคตสังคมไทย’ จัดโดยเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ ที่ห้องประชุม อาคารปฏิบัติการชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงหนึ่งของเวทีอภิปราย มีการจัดเสวนาหัวข้อ “1 ปี รัฐประหาร ประชาธิปไตยไทย และทางออกสังคมไทย?” โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน เข้าร่วมเวทีอภิปรายเป็นจำนวนมาก



โดย รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกล่าวว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็น Official Revolution ไม่ใช่ People Revolution เป็นเรื่องของนายทหารไม่กี่คน ทำรัฐประหารก่อนวันแต่งตั้งโยกย้ายทหาร 11 วัน ซึ่งจะเป็นวันที่ชีวิตของหลายๆ คนในกองทัพจะต้องเปลี่ยน มันเป็นวิกฤตของพวก Officer ไม่ใช่วิกฤตของพวกเรา



ข้ออ้างว่าการทำรัฐประหารของ คมช. เพื่อให้บ้านเมืองสงบนั้นไม่จริง บ้านเมืองเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม การรัฐประหารไม่ได้ทำให้บ้านเมืองสงบ เขาเห็นว่าหลังรัฐประหารในรอบ 12 เดือน มีความสงบอยู่เรื่องเดียว คือข่าวไข้หวัดนกที่เงียบหายไปเลย



รศ.สมเกียรติ กล่าวว่าผลจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้การเมืองย้อนยุค ทำให้เศรษฐกิจถดถอย ต่างประเทศไม่ให้การยอมรับ นอกจากนี้ผลของการทำรัฐประหารยังทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ทั้งยังมีการสร้าง ‘กลไกชำระแค้น’ ของ Bureaucratists (พวกขุนนาง) ต่อกลุ่มอำนาจเก่า และมีการให้รางวัลหลังการทำรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการร้อยละ 4 มีการขึ้นเงินเดือนให้ศาล ต่ออายุให้ศาล เป็นต้น



นอกจากนี้ในรอบปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่าง ‘หลีกภัย’ ทั้งสิ้นกล่าวคือ หลังการทำรัฐประหาร ตลอดเวลา 1 ปี มีแต่ความทุกข์ยากของประชาชนที่ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีพรรคการเมืองไหนบ้างออกมาต่อสู้เรื่องนี้ แม้แต่พรรคการเมืองที่บอกว่า ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุเรศมาก พรรคการเมืองในประเทศไทยจึงไม่เคยเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ



“มันไร้ซึ่งความหวังสิ้นดี สำหรับพรรคการเมืองในประเทศไทย” รศ.สมเกียรติ กล่าว



นอกจากนี้ยังเกิดการเมืองหมาหมู่ แย่งกันกินเนื้อ มีข่าวออกทีวีว่า นักการเมืองพวกนี้จะรวมตัวกันอย่างไรเพื่อที่จะกระชากเหยื่อ ปราศจากนโยบายทั้งสิ้น นักการเมืองจึงไม่ต่างจากสุนัข



รศ.สมเกียรติ กล่าวขยายความรายละเอียดกลไกชำระแค้นของพวกขุนนาง Bureaucratese ว่าได้แก่ 1.การประกาศกฎอัยการศึกและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมปกติ 2.มีการแต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญโดยไม่มีภารกิจอื่นๆ นอกจากพรรคไทยรักไทยและตัดหัวคน 111 คน ทั้งที่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อื่น ที่จำเป็นกว่านั้นกลับไม่ไปทำ



3.มีการตั้ง กกต. ที่ไม่ยอมเซ็นบันทึกข้อตกลงหรือ MOU เพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้งกับสหภาพยุโรป โดยอ้างว่า ‘เราไม่ได้เป็นอาณานิคม’ ซึ่งมันบ้ากันใหญ่แล้ว เพราะมหาวิทยาลัยไทยทำ MOU กับมหาวิทยาลัยต่างประเทศหมด MOU ไม่ใช่สนธิสัญญาที่อยู่ภายใต้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต MOU เป็นบันทึกข้อตกลง ข้อไหนไม่พอใจก็สามารถต่อรอง แก้ไขได้



และ MOU ก็ไม่ใช่การทำ FTA ที่ทำแล้วแพ้เขาตลอดด้วย เรื่องไม่ทำ MOU นี้จึงเป็นเรื่องของคนที่อ่านกฎหมายไม่แตก แล้วแปลผิดๆ ถูกๆ



4.นอกจากนี้ก็มีการตั้ง คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) ซึ่งมาจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สนามหลวง นับเป็น Conflict of interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน) 5.มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับกระดาษชำระ’ คือใช้เพื่อชำระความแค้นกับศัตรู ส่วนมาตรา 339 ในรัฐธรรมนูญก็ใช้ชำระโทษให้กับตัวเอง



5.การตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อเปิดพื้นที่ชำระแค้น จัดสรรตำแหน่งให้ลงตัว แต่งตั้งทหารยศนายพลนอกราชการมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งใช้เวลาเรียนรู้ถึง 6 เดือน ก่อนที่จะทำเทคนิค Spin doctor 6 เดือนแรกก็ไม่มีผลงานอะไร แต่หลังจากนั้นนายพลนอกประจำการคนนี้ใช้เทคนิค Spin doctor ให้นักข่าวมาสัมภาษณ์ตัวเองที่ทำเนียบทุกวันเสาร์ ส่วนประธาน คมช. ระยะหลังๆ เริ่มมีโฆษณาของตนเอง หน้าขาวขึ้น ปากแดงขึ้น เพราะนี่คือนายพลที่ทำการปฏิวัติและอยู่หน้าจอทีวีจึงต้องใช้ไวท์เทนนิ่ง



6.มีการให้รางวัลตุลาการ ทหาร และข้าราชการด้วยการขึ้นเงินเดือน และ 7.หนึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลและ คมช. ไม่มีนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน นอกจากมีรัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อชำระแค้น ซึ่งน่าสงสัยว่าไม่เซ็น MOU เพราะอะไร หรือว่าต้องการเบี้ยวการเลือกตั้งเดือนธันวาคมนี้หรือเปล่า รศ.สมเกียรติกล่าว



ส่วนนายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กล่าวว่าผลจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ก่อให้เกิดกลุ่มทุนเข้มแข็งเป็นรัฐบาล และทุนนี้ได้เบียดสองฝ่าย หนึ่งคือเบียดข้าราชการและเบียดกลุ่มทุนอื่นๆ ที่เคยมีอำนาจในรัฐ และหนึ่งคือ เบียดขับการเมืองภาคประชาชนไม่ให้เติบโต ดังนั้นคุณทักษิณจึงมีศัตรูสองด้าน



เขาเห็นว่า ไม่มีชนชั้นนำฝ่ายไหน ที่ไม่สนับสนุนระบบทุนนิยมเลย ไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือ คมช. เพราะต่างก็คิดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่ชนชั้นนำพวกนี้ขัดแย้งเพราะแย่งกันมีบทบาทนำในการปกครอง



และการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่ยุติในหมู่ชนชั้นนำ ชนชั้นนำได้ต่อสู้เพื่อจัดโครงสร้างอำนาจใหม่กันในรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดพื้นที่ของอำมาตยาธิปไตย ทั้งในระดับวุฒิสมาชิกที่จะมาจากการแต่งตั้ง 74 คน และยังปรากฏข่าวว่าทหารแสดงความไม่พอใจเรื่องการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. เพราะองค์กรของเขามีสมาชิกซึ่งมีกำลังพลเป็นแสนทำไมได้ ส.ว. คนเดียว แต่กับอีกองค์กรหนึ่งมีสมาชิก 20 คน หรือมีสมาชิก 5 คน ก็เสนอได้คนเดียวเหมือนกัน จะเห็นว่าพื้นที่ ส.ว. นี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยจะเข้ามาขยาย ยึดครอง อยู่ต่อ และถ่วงดุลอำนาจ



ส่วนพื้นที่ต่อมาที่อำมาตยาธิปไตยจะเข้าไปยึดคือ องค์กรอิสระ แต่พื้นที่ๆ อำมาตยาธิปไตยไม่แตะ คือพื้นที่ภาคประชาชน เพราะสังคมไทยได้ผ่านประสบการณ์ต่อสู้ของประชาชน อย่างเช่น ขบวนการชาวนาที่มีมาทั้งก่อนและหลัง พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ที่สู้กับอำนาจรัฐ ประสบการณ์การต่อสู้ของหลายๆ ฝ่าย จึงสถาปนาพื้นที่การเมืองภาคประชาชนในหลายมิติเอาไว้ได้ เช่น มิติพื้นที่จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติพื้นที่ในการกำหนดแผนโครงการนโยบายของรัฐ มิติพื้นที่สื่อสาธารณะ การเข้าไปเป็นเจ้าของ ยึดครองสื่อสาธารณะ และมิติการไปต่อรองสัญญาระหว่างประเทศ นี่เป็นผลผลิตของการต่อสู้ของประชาชน ต้องให้เครดิตกลุ่ม FTA watch ที่เกาะติด กัดไม่ปล่อย



การพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าอำนาจของประชาชนดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่ามันดำรงอยู่จริงๆ ในอำนาจทางสังคม ยกตัวอย่าง ถ้าตรงไหนที่ประชาชนเข้มแข็ง รัฐก็จัดการประชาชนไม่ได้ เราจึงเห็นการต่อสู้หลายพื้นที่ เช่น พื้นที่ด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบโครงการของรัฐ แต่ว่าพื้นที่ภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นสิ่งที่ประชาชนอ้างอิงเพื่อใช้ต่อสู้กับฝ่ายอื่นๆ ใน 4-5 มิติที่กล่าวไป



อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์เห็นว่า หากการเมืองภาคประชาชนจะมีพื้นที่สาธารณะได้ ถึงกับต้องถอดชุดชั้นในประท้วงอย่างที่เป็นข่าวนั้น เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดมาก ต่อไปอาจต้องเปลือยกันจริงๆ หน้าทำเนียบ และกล่าวว่า ถ้าต่อไปภาคประชาชนยังขึ้นต่อความขัดแย้งของพวกข้างบน ภาคประชาชนก็จะไม่เป็นอิสระ ดังนั้น อยากให้มีพื้นที่ภาคประชาชนจริงๆ โดยเราต้องปฏิบัติการจริง ลงมือทำ ไม่งอมืองอเท้า เช่น ถ้าต้องเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็ต้องเข้าชื่อ ในระยะหนึ่งปีที่มีการออกกฎหมาย เราก็ต้องเสนอกฎหมาย พื้นที่ของภาคประชาชนถึงจะขยาย



ที่มา : ประชาไท วันที่ : 21/9/2550



โดย: Darksingha วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:16:35:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.