นิยาย " จันทรากินรี" - เหมชาติ ทอง ( ตอนที่ 1. )






































































.
.                 คำนำ
.
.      ขนาดว่า "สกุลไทย" " พลอยแกมเพชร".....
ที่ผมนึกนิยมมาตลอด  ว่าเป็นนิตยสารชั้นนำของ
ประเทศไทย
ยังต้องปิดหัวนิตยสาร 
.      กลายเป็นตำนานสิ่งพิมพ์ และเป็นประวัติ
ศาสตร์กำเนิดนิยายดังๆ ของเมืองไทยไป
.
.    ดังนั้น ในสถานการณ์ของโลกโซเชี่ยล มีเดีย
  เช่นนี้  จะรออะไรล่ะครับ
.      ผมก็ใช้บล็อกตัวเอง เป็นสำนักพิมพ์ไปเลย
.
 .           นิยาย " จันทรากินรี "  ของผม
จึงได้หัดแต่ง --แต่งไป  แก้ไขไป
.          

 .      กับหัดวาดรูป ประกอบนิยายของตัวเอง
ตรงนี้ครับ 

.
.
.
. อนึ่ง
.    1. ท่านที่อ่านผ่านคอมบ้าน หรือผ่านแลปท็อปส์
อาจสงสัยว่า
.  ทำไมผมจัดหน้าเพจให้มีคอลัมน์ที่ค่อนข้างแคบ
พิมพ์ตัวหนังสือไปได้ช่วงบรรทัดนึง ก็ขึ้นบรรทัดใหม่
ซะละ
.     ทั้งนี้เพราะ ผมต้องการเอื้อความสะดวก
สำหรับท่านทีอ่านผ่านมือถือ จะได้อ่านแบบ
สบายตา
.   ก่อนนี้ ผมเคยพิมพ์บรรทัดยาวกว่าที่เห็น
พออ่านทางมือถือ มือถือก็จะจัดหน้าเพจ
เรียงบรรทัดให้ใหม่ 
.   เล่นเอาบรรทัดเดิมรวน โย้ไป เย้มา
.     แต่จัดคอลัมน์แคบๆ แบบนี้ อ่านทางมือถือ
ก็จะได้ตามอารมณ์เดิมๆ ครับ
.
.   2. นิยายเรื่องนี้ ผมแต่งแบบจิ๊กซอว์
คือแต่งตอนที่ 1. เสร็จ ผมก็เว้นตอนที่ 2. ไว้
.     โดดไปแต่งตอนที่ 3. และ 4. ก่อน
.จากนั้น ย้อนกลับมาแต่งตอนที่ 2. ให้รับ
กับตอนอื่นๆ
.     แล้วแต่งตอนที่ 5. 6.  และ 7.
จนจบ
.         .... งงตัวเองเหมือนกันครับ
.              
.
      *    *   *   *   *   *   *  *   *
.
.
.
.
จันทรากินรี
.
.      เหมชาติ ทอง
.
.
๑.
.
.
.
.
.   ป่าเบื้องหน้ารกทึบ ปกคลุมด้วยสีเขียว
เข้มของมวลไม้สูง
.     อีกทั้งเถาวัลย์นานาพันธุ์ก็งอกงาม
เลื้อยไต่ กระหวัดกิ่งโน้นนี้ ไปทั่ว
.     พันเกี่ยว และแตกเส้นสาย เถาใบ
แทรกแน่นหนา จนภาพตรงหน้า คือป่าปิด
.
.     ที่เหมือนจะปิดสนิท ไร้ช่องทางใดๆ 
ไม่อยากคิดว่า จะมีใครที่สามารถบุกฝ่าเข้าไป
ในแมกไม้ที่ขึ้นเบียดเสียดจนดูมืดครึ้มอย่างนั้นได้
.
.    แล้วบรรยากาศรอบๆ มันช่างสงัด วังเวง...
 เหมือนป่าแห่งนี้ จะไร้ซึ่งสรรพสิ่งมีชีวิตอาศัย
 .    ประหลาดนัก ที่ทั้งป่าเงียบ ปราศจากเสียง
นก เสียงชะนี เสียงค่าง อย่างป่าดงดิบอื่นๆ
.
.       ----  แต่ รู้ไหม ?
 ตรงนี้ มันคือ "ประตูป่า"
.
  .         ใช่แล้ว .. ประตูป่า
 หรือประตูมิติแห่งกาลเวลา ที่กางกั้น
ซ่อนเร้นโลกลี้ลับไว้เบื้องหลัง
.
.    หยิบจีบพลู พร้อมหมากผ่า ...
และช่อดอกกาสะลองคำ หรือปีบทอง
ที่หายาก
.
     ที่ต้องสอยเก็บ จากต้นที่อยู่สูง
ริมหน้าผาไกลโน้นมา เพื่อการนี้
.
.  ส่วนเสริมอีกอย่าง  คือขนมต้มขาว
ต้มแดง
.     ที่ปู่ย่าตายายกำชับนัก ว่าต้องมี 
เพราะวิญญาณภูตเร่ร่อน ผีไพร และผีพง
ชอบกิน
.
.
(ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.
.
.        มนต์แห่งเวทย์ ได้ถูกจารึกไว้
บนใบลานโดยฤๅษีตนหนึ่ง
.         ผู้มาบำเพ็ญพรตในถ้ำ ที่อยู่ห่างจาก
ที่นี่ไป
เพียงชั่วเดินเท้าครึ่งวัน
.
.      มีผู้พบมันในย่าม ข้างกายแน่นิ่ง
 ที่ละสังขารแล้ว ของท่านฤๅษี
.   คำจารึกเป็นภาษาที่ไม่อาจเดาแหล่ง
หรือชนเผ่าได้เลย แต่เหมือนมันจะดลใจ
ให้ผู้ที่ถือมัน อ่านเป็นภาษาเทพได้เอง
ซ้ำๆ
.     ตรงหน้าสะตวงของหมากพลู ดอกไม้
และขนม ที่วางไว้กับพื้นหญ้า เพื่อบูชาป่า
.
.            มันคือ ...
. บทสวด เปิดป่าหิมพานต์
.  
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.    อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.           อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.      จงยืน กางขาให้มั่น
แล้วกำหนดจิตให้แน่วแน่
 .     ชี้นิ้ว -- ตรงไปข้างหน้า
 แล้วพร่ำสวดคาถานี้ที่เป็นคำสั่ง
ให้ประตูป่าเปิด
.
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
          อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
    อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.         จงอย่ากลัว ...
.    เมื่อฉับพลัน ท้องฟ้าจะก่อแนวเมฆ
สีดำคล้ำ ดูมืดทมึนทั่วผืนฟ้า
.
.       เมฆดำบางกลุ่ม จะม้วนก้อน
รวมตัว แปลงกายเหมือนเงาอสูรยักษ์
.    แล้วโน้มต่ำลงมา ทำท่าราวจะ
ขย้ำ....
.
.           อย่ากลัว...
.     ให้สั่งจิต บอกตัวเองว่า
มันเป็นเพียงภาพมายา
.   มันไม่สามารถจะทำอะไรเรา
จริงๆ จังๆ ได้
 .    และจงอย่าหยุดท่องมนต์
สั่งป่าให้เปิดโดยเด็ดขาด
.
.        แม้บัดนั้น...
. เหมือนคล้ายมันจะแกล้งหลอก
ให้เวลาแห่งกลางวัน แปรเปลี่ยน
เป็นราตรีกาล
.          ก็จงอย่าหลงกล
จงมั่นคงไว้....
.
.        และจงอย่าหวั่นไหว
ต่อเสียงสรรพสัตว์ ที่ทันใดนั้น
ก็พากันร้องเซ็งแซ่ พร้อมกันขึ้นมา
ราวกับป่าแตก
.
.    ...อย่าสนใจเสียงกรีดร้อง
ของค่างใหญ่ ที่โหยหวน ก้องลึก
เขย่าหัวใจให้แกว่ง
.    เพราะพวกมันจะพากันกรีดร้อง
สุดเสียง ราวกับว่า พวกมันกำลังจะถูกฆ่า
.   --กำลังจะตายต่อหน้า
.
.       มันเป็นกลลวง...
ที่ป่าพยายามขืนบทสวด จะเอาชนะ
คาถาของฤๅษี
.
.           จากนี้... 
.  จงกระชับขาที่กางไว้นั้น ให้มั่น
ยืนปักหลัก ไม่ให้ต้องล้มลง
.
.   เพราะจะมีลมอะไรก็ไม่ทราบได้ 
ก่อตัวอย่างทันที
.   แล้วพัดกรรโชก หอบเอาใบไม้
สดๆ ฮือเข้าใส่ อย่างรุนแรง
.
.     จงตรึงสติ และกล้ามขาไว้เช่นนั้น  
อย่ากลัว....
.   ป่ากำลังจะพ่ายแพ้แก่เวทย์มนต์แล้ว...
.
.          อีกครั้ง...
 .  จงสวดคาถาเปิดป่าหิมพานต์
ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน
.      ประกาศก้อง ให้สำเร็จ
.
."  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.      อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.         อิสรา อัมโปรนี
.   อันโตร ----  เม ดราาาาาาาา   "
.
.
.        บัดนั้น...
.    ภาพป่าเบื้องหน้า ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยน
เหล่าต้นไม้สูง ที่บดบังป่าเป็นแนวทึบ
.  ก็ค่อยๆ เลือนหายไป อย่างประหลาด.....

.
.
( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.                 อะไรกันนั่น....
.       ป่าทึบเหล่านั้น หายไปหมด
.   แล้วเบื้องหน้า มีภูเขาใหญ่ปรากฏตระหง่านอยู่
.         เห็นเด่นแต่ไกล
.
.           ภูเขานั้น ....
.    ทำไมจึงชวนสังหรณ์ใจนัก
 ว่าจะต้องเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าอะไรสักอย่าง
 .       จริงๆ นะ.. มันรู้สึกได้อย่างนั้น
         แต่ คืออะไรล่ะ ...
มันก็บอกไม่ถูก
.
.               พลัน....
.     บนท้องฟ้า ก็ปรากฎ เหมือนกลุ่มฝูงนก 
กำลังพากันบินลงมาจากภูเขา แหวกผ่านเมฆใส
 ลงมาที่นี่ 
.
.      ซึ่งที่ตรงนี้  มีโขดหิน หน้าผา และน้ำตกใหญ่
ที่มีน้ำไหลแรง
สาดเทตกลงมา กลายเป็นสระน้้ำ
ขนาดใหญ่
.      บริเวณรอบๆ ก็เป็นลานหิน และลานดิน มีป่าไม้
ขึ้นเขียวชะอุ่ม
.
.
( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.
.   จากสายตา คะเนว่่า บินกันมาเป็นกลุ่มใหญ่
ราวๆ หกสิบ-เจ็ดสิบตัว เห็นจะได้  
.
.     แต่เมื่อบินใกล้เข้ามา  ก็เห็นชัด
ว่าพวกมันไม่ใช่นก...
.
.      หากเป็นคน.. ที่ตัวเท่าคนปกติ 
มีแขน มีขา 
.        แต่ก็มีปีก และมีหาง  
.      โอ -นี่คือเหล่ากินรี  จากป่าหิมพานต์
หรือนี่ ?
.
.         พอบินใกล้เข้ามา...
.   ตัวที่มาถึงน้ำตกก่อน รีบร่อนถลา
ลงมาเหยียบพื้น   สะบัดปีกหาง พรึ่บพรั่บ
.       ตัวที่ตามมา ก็ค่อยๆ ผ่อนปีก
ร่อนกายตามลงมา เป็นลำดับ
.
.       ฝูงกินรี ต่างทยอยร่อนบิน
ลงมาจากท้องฟ้า
.      ตัวแล้ว ตัวเล่า...
 ดังโลกของเทพนิยาย ที่เล่าสืบกันมา
.
       ช่างเป็นภาพอัศจรรย์
  ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
.
.         ไม่นาน...
.   ที่ลานหิน และลานดินของผาน้ำตก 
ก็คลาคล่ำ เต็มไปด้วยฝูงกินรี
.     ที่เมื่อถึงพื้นแล้ว ก็ส่งเสียงหัวเราะ
 กระเซ้าเย้าแหย่  คุยกันสนุกสนาน
.   ราวกับสังคมของเหล่ามนุษย์
.
.     อาภรณ์ที่พวกกินรีสวมใส่
ดูงดงามแปลกตา
.     มันเป็นเปลือกไม้บางๆ คล้ายตาข่าย
เยื่อแห
หรือรกหุ้มของต้นมะพร้าว
.     แต่นำมาเย็บถัก สานซ้อนติดกัน
ให้กลมกลืนเข้ากับรูปร่างของแต่ละตน
 .    และประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด
และใบไม้สด
ตามแต่ที่จะเห็นสวยเห็นงาม
.
.    ได้เห็นว่า มีทั้งเพศเมีย และเพศผู้ 
หรือจะเรียกว่า มีทั้งหญิง และชายก็คง
ได้
.            เช่นนั้น...
.  ฝูงนี้ จึงมีทั้งกินรี และกินรา
.   
.         ที่น่าพิศวง ก็คือ เหล่ากินรา
และกินรีสามารถถอดเก็บปีก และหางออก
.  กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาได้
.       และช่างน่าประหลาด ที่แต่ละคน
มีรูปร่าง หน้าตาอย่างมนุษย์ ที่ล้วน
แลสวยงาม
หล่อเหลา กลมกลึง...
.   ดูเจริญหูเจริญตากันแทบทุกตัวตน
.
.   โดยเฉพาะ กินรีสาวรุ่น นางหนึ่ง
ที่เธอกำลังถูกห้อมล้อม รายรอบด้วยเหล่า
กินรีสาวๆ ด้วยกัน
.
.     นางเป็นกินรีที่มีรูปร่างและหน้าตา
งดงาม
โดดเด่น สะดุดตากว่าใครทั้งหลาย
.      อาภรณ์ของนางก็ดูจะวิเศษสุด
เกินหน้าใครเขา ด้วยเป็นเปลือกเยื่อไม้
ที่ถูกประดิษฐ์ด้วยฝีมืออันประณีต 
.       เป็นอาภรณ์รูปแบบที่สลับซับซ้อน
มีสีทองอร่าม 
.         รับกับดอกไม้สีทองดอกบวบ
ที่ถูกร้อย ห้อยเป็นสายสังวาลย์
ประดับตุ้งติ้ง อยู่รอบๆ กายของนาง
.      ตามแขน และปลายขา ก็มีกำไล
ปะวะหล่ำ ที่ร้อยสายเป็นลูกเล็กๆ
.       ประดับแบบซ้อนเป็นชั้นๆ
อย่างนางละคร

.   มิหนำซ้ำ นางยังมีมงกุฎทองคำทรงสูง
สวมไว้ที่ศีรษะ ขณะที่คนอื่นๆ ไม่มี
.    ราวกับจะแสดงสถานะว่า นางเป็นกินรี
ที่สูงศักดิ์
หาใช่กินรีทั่วไปไม่
.
.       ถูกแล้ว.....
. นางคือ  องค์หญิง " จันทรากินรี "
.       พระธิดาผู้เลอโฉม แสนงดงามยิ่ง
 ของท่านเทพปักษา ผู้ปกครองเหล่ากินรา
 กินรี แห่งภูผาหิมพานต์ 
นั่นเอง
.
        *    *   *  *   *   *    *
.
.       " องค์หญิง...
    จะเสด็จลงสรงน้ำตก
.       หรือยังเพคะ "
.
.   นางพี่เลี้ยงกินรี  อายุคราวรุ่นพี่
ที่ดูจะสนิทใกล้ชิดกับจันทรากินรีเป็นพิเศษ
.     ทูลถามอย่างเอาใจ
.
.            " พี่โพระดก ...
.  วันนี้ หญิงคงไม่ลงเล่นน้ำหรอกนะ
.        หญิงรู้สึกไม่ค่อยสบาย ตัวร้อนๆ
  คอยแต่กระแอมไอ มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
.       นี่ไง .... ท่านพ่อยังประทานโอสถ
แก้ไอของโยคี มาให้หญิงติดตัวไว้จิบ "
.    
.     จันทรากินรีส่งตัวยาในขวดแก้ว
 ให้นางโพระดกผู้พี่เลี้ยงดู
.     ซึ่งพอเห็น ก็รีบบอกว่า
.
.    " โอ--
  โอสถแก้ไอโยคีตัวนี้
.      พี่โพระดกก็เคยใช้เพคะ
  ดีมากเลย --
.       ไอที ก็ยกจิบที
 รสชาติหวานหอม ชุ่มคอดีเพคะ "
.
.   นั่งพักผ่อนพอชั่วครู่ยาม
จันทรากินรีหันไปบอกเหล่าพี่เลี้ยง ที่นั่งๆ นอนๆ
อยู่รอบกายว่า
.
.   " พวกพี่ๆ จะลงเล่นน้ำ ก็ตามสบาย
เลยนะ
.   หญิงขอนั่งรับลมเย็นๆ  ฟังเสียงเพลง
จากสัญญาณสวรรค์ดีกว่า "
.
.   เหล่านางกินรีทั้งหลายได้ฟังคำอนุญาต
ก็เริงร่า
.       พากันทูลลา ผละจากเจ้าหญิง
แล้วต่างถอดปีก ถอดหางลงเล่นน้ำตก
วักน้ำ สาดใส่กัน
.
.     มีแต่นางโพระดก ที่ยังคงอยู่
ถวายการรับใช้ ไม่ยอมห่าง
ไปอย่าง
.  คนอื่นๆ
.
.   จันทรากินรีหยิบกระจกแก้วมนตรา
ออกมา
.      มันเป็นแผ่นแก้ว ทรงสี่เหลี่ยม
ขนาดประมาณสองฝ่ามือชนกัน
.      เอามาวางบนแท่นหิน
.
.       กระจกนี้ คือแก้วใสบริสุทธิ์
 ที่เกิดจากผลึกของเส้นใยหินแร่
. พบเห็นได้ แถวบริเวณหน้าผาเสียงสะท้อน
ของป่าหิมพานต์
.   โดยมันจะสะท้อนตัวเองกับแสงอาทิตย์
ยามใกล้เที่ยงวัน เป็นแสงวะวาบ มองดูวิบวับ
  ทำให้หน้าผานั้น กลายเป็นดั่งหน้าผาเพชร
.
.   ชาวกินรา และกินรี ต่างรู้จักคุณสมบัติ
ของมันดี
ว่า มันสามารถรับสัญญาณภาพ
และเสียง และสะท้อนเสียง และภาพ
.    ส่งไปยังกระจกมนตราอีกอันได้
.
.       จึงสกัดเอาผลึกแก้วมาใช้เป็น
กระจกมนตรา เพื่อสื่อสารระหว่างกัน
ทั่วทั้งเมืองปักษา
.     สืบต่อกันมาช้านาน
.
      *  *  *  *  *  *  *
.
   " พี่โพระดก ...มาดูนี่สิ "
.
.     จันทรากินรี บอกอย่างตื่นเต้น
.
.      " พอเราเปิดประตูป่า...
 ออกมาเล่นน้ำตกกันข้างนอก
.     มีสัญญาณเสียงสวรรค์ จากที่ไหนก็ไม่รู้
เข้ามาปนแทรก อยู่ในกระจกแก้วมนตรา
 ของน้อง
  .      แล้วนี่ เป็นภาพอะไรกัน ?
...น้องไม่เคยเห็นมาก่อน  "
.
.       โพระดกรีบชะโงกดู 
.
.     "ไหนเพคะ"
.
.         "นี่ไง-- "
.   เจ้าหญิงชี้ให้พี่เลี้ยงดู
.
.       ภาพที่เห็นในกระจกมนตรา ตอนนี้
 คือภาพเคลื่อนไหว ของมนุษย์เพศชายคนหนึ่ง
.
.        เป็นหนุ่มที่แสนจะรูปงาม
--งามแบบหาตัวจับยาก
 .      แต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดี
กำลังถือธนู เดินท่องป่าตามลำพัง...
.
.      ยามที่กระจกจับภาพเข้ามาใกล้ๆ ..
หัวใจของเจ้าหญิงจันทรากินรี ผู้เริ่มสาว
แรกรุ่น
พลันรู้สึกหวั่นหวามกับภาพ
ชายหนุ่มที่เห็น
อย่างสุดจะควบคุม
.
.      โลหิตสาวพลุ่งพล่าน
ฉีดพักตร์นาง จนแดงซ่าน
.
.          นี่ใครกัน ...
.      ไฉนจึงรูปงาม สะกดสายตา
ได้ถึงเพียงนี้
.
.   " คืออะไรเหรอ..
.             ...พี่โพระดก "
   กระซิบถามพี่เลี้ยง ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
.
.      " มนุษย์เพคะ...."
.
.     โพระดกกลืนน้ำลาย
.
.        " เขาคือ มนุษย์
.. ที่อยู่อีกโลก
 .      คนละโลกกับพวกเราเพคะ
  .  โอ- เขาช่างเป็นมนุษย์ผู้ชาย
   ที่สวยงาม อะไรอย่างนี้
 .         และดูดี มีสกุลวรรณะ
 พี่คิดว่า  เขาคงเป็นเจ้าชายจากที่ไหน
สักแห่ง นะเพคะ
.    --  ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน "
.
.     นางโพระดกเอื้อมมือแตะขอบกระจก
รัวๆ สองครั้ง แบบดับเบิ้ลคลิก
.    ทำให้กระจกขยับขยายภาพ
.         จนเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น
 ชัดเจนขึ้น ...
.     ราวกับเขามายืนอยู่ตรงหน้า
.
.       หากแท้จริงแล้ว ...เขาก็ไม่ได้รู้ตัว
  ยังคงมองไปทางโน้น ทางนี้
.      แบบคนที่กำลังสำรวจป่า
.
.      จน--และแล้ว ...
.    กระจกก็จับภาพ ช่วงที่เขาหยุดนิ่ง
แล้วหันหน้ามองตรง
.       จ้องมา--ที่สองนาง
.   พลางยิ้มน้อยๆ เหมือนพบสิ่งที่ถูกใจ
.
.      ความหล่อเหลา สาดส่งเสน่ห์
มา
อย่างท่วมท้น
.      สองกินรี ถึงกับตะลึงงัน...
.
.       หัวใจของจันทรากินรีร้อนวูบวาบ
 แต่ก็พยายามข่มไว้
  .
.       " เขามีธนูด้วย..
.  น้องว่า คงเป็นพรานมากกว่า "
.
 .    " ไม่ใช่พรานเพคะ
   อาภรณ์หรูเยี่ยงนี้ 
 .      คือเจ้าชายองค์หนึ่งเท่านั้น "
.
 .     ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็หยิบลูกศร
มาง้างธนูขึ้นกลางอากาศ
.
.   " เขาจะยิงธนูแล้วเพคะองค์หญิง
ธนูเขาแปลกจัง
.          มีศรสองดอก
  อยู่ในอันเดียวกัน... "
.
.     " ใช่ - เป็นธนูแฝด
 อันนึง ธนูเงิน
 .     อีกอัน ธนูทอง "
.
.    จันทรากินรีรู้สึกทึ่งในธนูนั้น
.
.
.  " น้องหญิงงงงงง.. "
.
.    มีเสียงเรียกมาแต่ไกล ด้านหลัง
.ทั้งสองจึงหันไปทางต้นเสียง
      เป็นเหล่าหนุ่มกินรา
ที่กำลังเดินมาหาเป็นกลุ่ม
.
.  " องค์ชายสุริยันกินรา เสด็จ
กลับมาจากป่าแล้วเพคะ "
.
.    จันทรากินรีรีบคว้ากระจกมนตรา
เก็บไว้ในห่อผ้าตามเดิม
.
.         ลงจากแท่นหิน
.  ยืนรอรับเจ้าชายสุริยันจันทรา
ผู้เชษฐา
.
.  " พี่ชายเสด็จกลับมาแล้ว
 หญิงเป็นห่วงมากนะเพคะ "
.
.   " พี่ได้รวงผึ้งป่ามาฝากน้องหญิง
มีน้ำผึ้งหอมสด กรุ่นเต็มรวงเลย "
.
.       เจ้าชายสุริยันกินรา
กินรารูปงามผู้สูงศักดิ์ ยกของฝาก
จากป่าให้น้องสาวสุดที่รักดู
  .   ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
.
.  " โธ่ -ลำบากองค์เปล่าๆ  "
.
.     " ไม่หรอก ...
.    พอดีเหล่าพี่เลี้ยงเห็นมันห้อย
อยู่บนคาคบไม้สูง ตรงโน้น
.    พี่รู้ว่าน้องชอบดื่มโสมผึ้ง
จึงบินขึ้นไปเก็บลงมาให้ "
.
.   " ขอบพระทัยอย่างสูงเพคะ "
.
.   ทันใดนั้น...
เสียงหวีดหวิวของวัตถุ ที่กำลังแหวกอากาศ
.  เสียดแทรกมาอย่างเร็ว  ดังขึ้น
.
.      ทุกคนตกใจ
  หันขึ้นไปมอง เลิ่กลั่ก
.
.    " อะไรน่ะ..
.           เสียงอะไร ..."
.
.   " โอ๊ยยยยยย...!!!  "

.    เจ้าชายสุริยันกินราร้องด้วยความเจ็บปวด
วรกายถลาล้มลง
 .       ณ ตรงนั้นทันที
.
.      " ว๊ายย...
.     เสด็จพี่สุริยันถูกธนูยิง "
.
.      จันทรากินรีกรีดร้อง...
.
.    เหล่าพี่เลี้ยงกินรา รีบกรูกัน
เข้ามาประคองเจ้าชาย
.      พิงองค์กับโขดหินไว้
.
.   ที่ทรวงอกของสุริยันกินรา
มีเลือดทะลัก ไหลริน
.     เพราะมีธนูรูปร่างประหลาด
ปักเสียบเข้าตรงหัวใจพอดี
.    เจ้าชายหนุ่มสิ้นสติ
ไม่ไหวติง
.
.    จันทรากินรีตกตะลึง
 พยายามดึงธนูออกจากอกพี่ชาย
.    มันปักเข้าไปลึกมาก
จนเมื่อนางขยับดึงแรงๆ
.   มันจึงได้หลุดติดมือออกมา
.
.        รูปร่างเป็นธนูแฝด
    แม้จะเปื้อนโลหิตของสุริยันกินรา
แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่า
.     ศรดอกบนมีสีขาวละเลื่อม
.   ส่วนศรดอกล่างเป็นทองคำ เนื้อ
สุกปลั่ง
.
.    จันทรากินรีกำลูกธนูไว้แน่น
.       ภาพที่เห็นจากกระจกมนตราเมื่อครู่
นางยังไม่ลืม
.
.         รำพึงในใจ....
   " ธนูเงิน ธนูทอง ! ..."
.
          *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
.
.
.
( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.
.     จันทรากินรีตั้งสติ หยุดกรรแสง
รีบสั่งให้ทุกกินรา กินรี ช่วยกัน
หามร่างขององค์สุริยันกินราออกมาจาก
ผาน้ำตก

.
.    แล้วนางก็รีบปลีกตัว ไปร่ายมนต์
ปิดประตูป่าหิมพานต์ โดยทันที....
.
.     พี่เลี้ยงกินรากลุ่มใหญ่ พากันบินขึ้น
สู่ต้นไม้สูงที่รกรุงรังด้วยเหล่าเถาวัลย์ ย่าน
สาย
.      เกาะที่กิ่งไม้ใหญ่ แล้วร่อนบินลงมา
คว้าที่ย่านเถาวัลย์
.     ช่วยกันโหน และกระชาก ขย่มดึงเถาวัลย์
เส้นยาว
ๆ ที่แข็งแรง ให้หลุดออกมา
.       พอได้แล้วก็โยนลงมายังพื้นล่าง
เถาแล้ว เถาเล่า
.        ให้หมู่กินรีรับไป แล้วช่วยกันถักสาน
เป็นเปลหามขนาดใหญ่
.   
กินราบางตน ก็หอบเถาวัลย์ บินลงมาให้
เหล่ากินรีเอง

.
.    ขณะที่ขะมักเขม้นกันเพื่อการนี้
.     น้ำตาของเหล่ากินรี และกินรา หลั่งริน
ตลอดเวลา
.  เพราะจากสภาพที่เห็น  พระวรกายชุ่มพระโลหิต
ที่แน่นิ่ง  ไม่ไหวติง
.      เจ้าชายสุริยันกินราผู้เป็นที่รักของทุกคน
ทรงงสิ้นชีพไปแล้ว อย่างแน่นอน
.
.   ต่างเร่งช่วยกันสร้างเปลเถาวัลย์ขนาดใหญ่
เพื่อใส่พระศพอย่างเร่งรีบ
      ....
จนแล้วเสร็จ 
.
.     ช่วยกันช้อนองค์  ยกวางลงบนเปล
แล้วใช้เถาวัลย์สาย รัดที่องค์อีกรอบ
.      กินราร่วมสิบตน จับชายของเปลรอบด้าน
ไว้มั่น
.     จากนั้น ก็โผบินขึ้นพร้อมกัน
.
.     หามเปล ที่มีร่างไร้ชนม์ชีพของเจ้าชาย
ขึ้นสู่ท้องฟ้า
.    กลับสู่ยังนครปักษา บนภูผาแห่งหิมพานต์
 ด้วยความเศร้าโศก
.
    *  *  *  *  *  *  *  *
.
.    ท้าวเทพปักษาสะอื้นไห้...
เอาแต่คร่ำครวญถึงโอรสผู้จากไป
.  อย่างไม่มีวันกลับ
.
 .      บรรดาประชากรกินรี กินรา ต่างรีบส่งข่าววิปโยคนี้
แก่กัน ทั่วเมือง
.    มีทั้งทางกระจกมนตรา ที่ออกเป็นภาพและเสียง
คล้ายวิดิโอคอล สมัยนี้
.    และที่บินไปเอง  ไปบอกที่รังของกินรี กินราที่ตนรู้จัก
ให้รู้จากปากเลย
.
.     ซึ่งทันที่ที่ได้ทราบเรื่องราว
ต่างร่ำไห้ สะอึกสะอื้น
และรีบชวนกันออกมาจากที่อาศัย
      ทั้งแบบที่เป็นรัง บนคาคบไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า
           และที่เป็นถ้ำ  ซึ่งมีทั้งแบบเดี่ยว  แบบแฝดคู่
และแบบเจาะหน้าผาเป็นคูหาๆ เรียงต่อๆ กัน
      คล้ายทาวน์เฮ้าส์ - ทาวน์โฮม ก็ไม่ปาน

.     ทุกตน บินมุ่งตรงไปที่วังของท่านเทพปักษา
อันเป็นที่ตั้งพระศพของเจ้าชายสุริยัน
.     เหนือหิมพานต์ยามนี้ จึงมีกินรี กินรา
หลายร้อยตน  บินว่อน คลาคล่ำทั่วท้องฟ้า
.
          *  *  *  *  *  *  *
.
.     พอเห็นประจักษ์แก่สายตา ก็ถึงกับร่ำไห้กันอีกครั้ง
บางกินรีถึงกับตีอก ชกตัว   คร่ำครวญ ด้วยความเวทนา
และอาลัย
.        เพราะองค์สุริยันกินรา ทรงเป็นเจ้าชาย
 ที่ทุกตนชื่นชม และรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง
.
.          เสียงสะอึกสะอื้น อาดูร .. ดังไปทั่ว
ทุกมุมเมือง
.             
.        พอทรงได้สติ ...
 .    ท่านเทพปักษาจึงบัญชาให้นำร่างของเจ้าชาย
สุริยันกินรา
ใส่ไว้ในโลงแก้ว ตามราชประเพณี
.
.       เจ้าหน้าที่ราชวัง   ก็รีบเร่งจัดตั้งริ้วขบวน
แห่พระศพอย่างรีบด่วน
.        อันได้แก่ เหล่าคนธรรพ์ที่คอยบรรเลง
ประโคมดนตรีทิพย์
.      และเหล่านางกินรีช่างฟ้อนที่ร่ายรำ
นำหน้าโลงแก้ว
.       แห่แหนพระศพ ไปรอบๆ เมือง
.
.       ยามที่ขบวนผ่านสถานที่สำคัญ
ก็จะมีเหล่ากินรี กินรา เฝ้ารอรับ
.        โปรยดอกไม้หอม เพื่อส่งเสด็จ
สู่สรวงสวรรค์
.
.      จากนั้น....
.   ขบวนแห่ก็นำโลงแก้วไปไว้ในถ้ำค้างคาวดำ
ที่ชานเมือง
ตามราชประเพณีอีกเช่นกัน
.
.     ถ้ำแห่งนี้  ชาวกินรี กินรา นิยมใช้
เป็นที่เก็บศพผู้เป็นที่รัก
.     เนื่องจากอากาศในถ้ำชั้นในนั้นเย็นจัด
จนมีเกล็ดน้ำแข็ง จับอยู่ตามผนังถ้ำ
.     บ้างก็เกาะ ย้อยเป็นม่านแก้ว เต็มทั่ว
ไปหมด
.       ความเย็นขั้นยะเยือกนี้เอง ที่ทำให้ศพ
ยังสภาพคงเดิมไว้ได้ ไม่เน่าเปื่อย
.
.
.
( วาดเล่นๆ ไว้นานแระ --อิ อิ เอามาแจมกับเรื่องซะเลยครับ )
.
.
.     จันทรากินรี เดินเกาะโลงศพแก้ว
 ร่ำไห้ตลอดทางของขบวน ด้วยความรัก
 และผูกพันพี่ชายของตน
.
.     ่เพราะตลอดเวลา สุริยันกินราจะดูแล
จันทรากินรีอย่างดียิ่ง
.     เอ็นดู รักใคร่น้อง  ปกป้อง และเสียสละ
ทุกอย่างให้น้องเสมอ
.
.     ความทราบถึงเจ้าแม่ย่า
มารดาของท้าวเทพปักษา
.
.       ท่านโผผิน บินลงมาจากถ้ำ
ทางทิศตะวันตก
ที่ท่านไปแอบจำศีล
ภาวนาธรรม
.      ตรงรี่ มาที่ถ้ำค้างคาวดำ
ทันในเวลาที่กำลังประกอบพิธี
.
.   กินรีเฒ่าชรา ก้มลงมองศพของเจ้าชายหนุ่ม
หลานรัก
.    พลางสะอึกสะอื้นด้วยความเวทนา
.
.     จากนั้น นางก็คลี่มวยผม สยายผมที่หงอก
ขาวโพลน
.     เช็ดถูโลงศพแก้วให้ ด้วยความอาลัยรัก
.
.    " สุริยันหลานย่า-
.            ...  อนิจจา
   ย่าเกือบไม่ได้เห็นหน้าเจ้า รู้ไหม "
 .
.     บรรดากินรี และกินรา ณ ถ้ำค้างคาวดำ
  ต่างฟุบหน้า หมอบกราบเจ้าแม่ย่า
.
.  " บอกข้ามาเดี๋ยวนี้...
 .         ว่าใคร
.  เป็นผู้เปิดประตูป่า ! "
.
.    เจ้าย่า ในชุดบำเพ็ญศีล สีกรัก แดงก่ำคล้ำ
 ทรงถามอย่างกราดเกรี้ยว...
 .   ที่ทราบว่า มีผู้กระทำผิดกฎหิมพานต์
.
.       "ข้าได้สั่งเตือนพวกเจ้ามาตลอด
   ว่าอย่าได้บังอาจเปิดประตูป่าหิมพานต์
.   แต่พวกเจ้าก็หาฟังคำเตือนของข้าไม่..
.
.         ศัตรู และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย
.  มันถึงได้ถือโอกาส แทรกผ่านประตูป่า
เข้ามาทำร้ายพวกเรา เช่นนี้... "
 .
.     ทรงคาดคั้น อีกสองสามรอบ..
จึงมีพี่เลี้ยงกินราตนหนึ่งยอมกราบบังคม
ทูล
.
.          " เจ้าแม่ย่า ....
.  --ควรมิควร ฯ
 .      ผู้ที่ร่ายเวทย์เปิดประตูป่าครั้งนี้
  คือองค์สุริยันกินรา - พระเจ้าข้า "
.
 .   " นี่เจ้ากล้าโยนความผิดให้กับหลานข้า
ผู้ที่ไม่อาจตื่นมายืนยันคำพูดของเจ้า
.   - เยี่ยงนี้ เชียวรึ ? "
.
.    จันทรากินรีได้ยินเช่นนั้น จึงรีบยืนขึ้น
ทูลต่อเสด็จแม่ย่า
.
.       " เสด็จแม่ย่า..
  ลูกขอยืนยันแทนพี่สุริยัน
  .      ว่าที่พี่เลี้ยงกล่าวมา
    เป็นความจริงเพคะ  "
.
.   " จันทรา-  เจ้าเป็นหญิง 
มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ "
.
.      นางตอบว่า
.
    " หลานมาคิดดู--
ที่พี่สุริยันเปิดประตูป่า
 .  ก็คงเพราะพี่สุริยันรักหลาน
 อยากให้หลานได้เที่ยวเตร่นอกบ้าน
  บ้างเพคะ "
.
.        " สุริยันรักเจ้ามาก
  ... ย่ารู้ "
.
.         เจ้าแม่ย่าสะอื้น 
 พยักหน้าหงึกๆ
.
 " ถึงขนาดยอมทำผิดกฎ
ที่ย่าสั่งห้ามไว้... "
.
.  จันทรากินรีได้ฟัง ก็สะอื้นฮัก
.
.     " เสด็จย่า..
หลานอยากช่วยให้พี่สุริยันฟื้นชีพขึ้นมา
.  พอมีหนทางใด ที่จะทำได้บ้าง เพคะ..."
.
.       " ข้าไม่รู้ .."
.
.    เจ้าแม่ย่าส่ายหน้าปฏิเสธ...
.     แล้วทรงหันไปทางค้างคาวตัวใหญ่
เท่าๆ กวางป่า   ที่เกาะห้อยหัวนิ่ง อยู่ตรงผนังถ้ำ
ใกล้ๆ
.
 .     "  เจ้าก็ลองถามท่านค้างคาวดำ
 ผู้ครองถ้ำ ดูสิ...
 .   ท่านบำเพ็ญพรต จนมีฌานพิเศษ ติดต่อกับสวรรค์
เบื้องบนได้
.      ย่าว่า ท่านค้างคาวดำคงทราบแน่นอน  "
.
               *  *  *  *  *  *
.
.  ค้างคาวดำถูกกล่าวพาดพิง ก็เริ่มขยับตัว..
.        แผ่ปีกใหญ่
ที่ยาวสมดุลกับขนาดตัว ที่ใหญ่โต
เกือบเท่าม้า ออกไปทั้งสองข้าง.....
.
.      แล้ววาจาที่แหบห้าว ก็เอ่ยออกมา จากศีรษะ
ที่ห้อยหกนั้น
.
.
( ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล-
      และต้องขออภัย ที่ต้องนำภาพของท่าน มาตีลังกา กลับหัวแบบนี้  )
.
.
 .        " หนทางมี....
   แต่ใครเล่า จะยอมเสียสละ...
  .    เพราะอาจ แม้ต้องถึงแก่ชีวิต "
.
.      จันทรากินรีรีบประนมกรกราบ
.
.  " หลานยอมสละชีพได้เพคะ ท่านปู่ค้างคาวดำ
  โปรดชี้แนะหนทางนั้น มาเถิดเจ้าค่ะ "
.
 .     " จันทรากินรี...
  เรื่องนี้ เป็นชะตากรรม
 .     ... ฟ้าดินเขาลิขิตไว้
 ถ้าเจ้ารับปาก ต่อที่มหาสมาคมแห่งนี้
.          ว่าเจ้าเต็มใจจะอาสา...
ข้าถึงจะยอมบอก "
.
.      "  ท่านปู่เจ้าข้า ...
   จันทรากินรี ข้านี้ให้สัญญา
 ด้วยเกียรติของวงศ์วานเทพปักษา
.     แห่งป่าหิมพานต์ เจ้าข้า... "
.
.     " เช่นนั้น---
.   ฟังที่ข้าจะบอก "
.
.       ท่านค้างคาวดำกระพือปีกไปมา
 ส่งกลิ่นอับๆ  อวลคลุ้งไปทั่วทั้งถ้ำ
.  ชวนให้เอาแอร์เฟรชชี่ มาฉีด ไล่กลบกลิ่น
ซักสอง-สามกระป๋อง
.
.     " สุริยันกินราจะฟื้นคืนชีพ
.   ถ้าเจ้าเอาดวงใจ ที่ผ่าเพียงครึ่งหนึ่ง
ของศัตรู ที่เจ้ารัก
.       และเขาก็รักเจ้า....
.   มาวางบนอกของพระศพนี้
.
.   และต้องทำให้ทัน ภายในเวลา 15 ทิวา
ราตรี
.      นับแต่วันนี้ ที่เจ้าได้สัญญา  "
.
.    " เพียง 15 ทิวาราตรีเองหรือ
ที่ข้าต้องนำหัวใจผ่าครึ่งของศัตรู
มาวางบนอุรของเจ้าพี่สุริยันกินราที่นี่
.          มิหนำซ้ำ ..
  ยังเป็นศัตรูที่เขาต้องรักข้า
.      และข้าก็ต้องรักเขา ... "
.
.    จันทรากินรีทวนคำอย่างงุนงง
.
.     " แล้วข้าจะรักศัตรูของข้า
.  ได้ยังไงล่ะท่านปู่ ? "
.
.
.     ค้างคาวดำหุบปีก ...หลับตานิ่ง
และเงียบ
.      ไม่กระดุกกระดิก
.          ไม่ยอมเอ่ยอะไรอีก
.
.     เป็นอาณัติสัญญาณให้จันทรากินรี
และทุกคนรู้ว่า ป่วยการที่จะรบเร้าให้ท่าน
ตอบ
.
.    จึงพร้อมกันก้มลงกราบ ลาเจ้าของถ้ำ
.
                   * * * *  * * *  * * *
.
.  " พี่ขอตามเสด็จองค์หญิง ไปเมือง
  มนุษย์ด้วยเพคะ "
.
 .    จันทรากินรี ที่กำลังแต่งกายให้รัดกุม
ขึ้น
  หันมาสบตาพี่เลี้ยงโพระดกผู้ภักดี
 .   ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า
.
.   " หญิงไม่ขอรบกวนพี่โพระดกนะจ๊ะ...
.        เรื่องนี้ มันเสี่ยงเกินไป
 พี่ก็รู้ ว่าหญิงกำลังไปเอาหัวใจของเขา...
.    หญิงเอง ก็อาจต้องแลกชีวิตกับมัน "
.
 .     " ก็เพราะพี่รู้ ว่ามันอันตราย
พี่ถึงได้ขอตามติดไปด้วย...
.     เมื่อคืน พี่ได้บอกกับครอบครัวของพี่
ว่าพี่เป็นห่วงองค์หญิงมาก
 .    ...คงไม่สามารถปล่อยให้เสด็จออกป่า
เมืองมนุษย์โดยลำพังได้
.    นี่พ่อแม่ของพี่  ท่านก็อนุญาตแล้วเพคะ "
.
 .   จันทรากินรีโผเข้ากอดพี่เลี้ยง กรรแสง
สะอื้น
ด้วยความตื้นตันใจ
.
.    " พี่โพระดกจ๋า...
.              ฮือๆๆ  ....
.   หญิงขอขอบคุณพี่จริงๆ  ที่ไม่เคยทอดทิ้ง
กัน
.     เกิดมา  หญิงไม่เคยเป็นศัตรูกับผู้ใด
.   แล้วดูเถิด - บัดนี้   พอมันเป็นอย่างนี้เข้า
น้องเองก็สับสนไปหมด
.       -- ทำอะไรไม่ถูก จ๊ะพี่ "
.
.      " ไม่ต้องวิตกไปนะเพคะ
ขอให้เรามั่นใจ ว่าทุกอย่างต้องแก้ไขได้
. เราจะไปด้วยกัน..อยู่เคียงข้างกัน
.      ในเวลา 15 ทิวาราตรี เราจะต้อง
ทำการนี้ให้สำเร็จ
.   เพื่อเอาพระชีพขององค์สุริยันกินรา
กลับมาให้จงได้ "
.
 .   เจ้าหญิงกินรียื่นมือให้พี่เลี้ยงดู
.
     " เมื่อวาน เจ้าแม่ย่าประทานแหวน
เตือนกาลเวลา
กำชับให้หญิงใส่ติดมือไว้
.    ท่านกลัวว่าหญิงจะเผลอไผล
จนลืม   เลยเวลาที่สวรรค์กำหนด "
.
 .    ที่นิ้วซ้ายของจันทรากินรีมีแหวนทอง
เกลี้ยงๆ
วงใหม่ สวมไว้
.
 .  "  แม่ย่าบอกไว้ว่า  หากเวลานั้น...
เหลือเพียง อีกหนึ่งทิวาราตรี
.     แหวนวงนี้ จะเปลี่ยนเป็นสีแดง
สด
เพื่อเตือนเรา..."
.
.       " ดีแล้วเพคะ...
. พี่โพระดกก็จะคอยดูแลเรื่องนี้ให้ด้วย
.    โลกมนุษย์ที่เราจะออกไปเผชิญ
อาจจะวุ่นวายกว่าที่หิมพานต์ของเรานัก 
.  ทำให้เราคลาดเคลื่อนเรื่องกาลเวลา
 ได้อยู่ เพคะ "
.
 .   " อ้อ--แล้วตอนก่อนรุ่งอรุณ
.   ท่านพ่อเทพปักษา
ก็ให้หญิงทบทวน
พระเวทย์
.     ที่ชื่อ " มนต์กินรี"  อีกสามรอบ
.จนน้องจำขึ้นใจแล้วละพี่ "
  .
  .   "  มนต์กินรี  ...
.      อ๋อ--พี่นึกออกเพคะ ..
เป็นมนต์ที่พวกเราใช้ในยามคับขัน
.  ร่ายเวทย์ เพื่อเรียกหมอกควันหนาทึบ
มากำบังตัว
.  แล้วสวมปีกหาง บินขึ้นฟ้าหนีศัตรู "
.
.      " ช่าย--
.  เวทย์นั้น-- นั่นแหละจ๊ะ "
.
.        " ส่วนพี่เอง ...
.  พี่มีเวทย์ "ตัวไร " เพคะ "
.
" เวทย์ตัวไร ...
 .        คืออะไรเหรอพี่ "
.
    " คืองี้ เพคะ - "
.
.     โพระดก ลอยหน้าลอยตา
อธิบาย
เวทย์ของตนอย่างพราวด์
 . -proud
สุดๆ
.
  " ...ราชวงศ์ขององค์หญิงเป็นกินรา
- กินรี
ที่มาจากวงศ์มยูรทอง
 .      แต่ครอบครัวของพี่ ....
เราเป็นกินรา กินรี จากสายนกโพระดก
เพคะ
.       โดยกำเนิดชาติตระกูล
พวกเราเป็นนกตัวสีเขียว อาศัยในโพรงรู
บนต้นไทรสูง
.       ส่งเสียงร้อง ..."  โฮกป๊ก!  "
 - โฮกป๊ก อยู่หนไหน
       -- เอ่อ เฮอ เอิงเงย "

.     ...  แล้วก็จะมีตัวไรนก
มาอาศัยตามขนพวกเรา เยอะไปหมด
.    พวกเราจึงมีเวทย์ เรียกตัวไรนก-
ให้ยกกองทัพไร แบบมืดฟ้า มัวดิน
     มารุมถล่ม ไต่ตามตัวศัตรู ...
  จนมันต้องคันยุบยิบ-
   ... ยุบยิบ แล้วก็ ยุบยับ
.            แบบว่า....
 อยู่นิ่งไม่ได้เลย ละเพคะ "
.
 .         ทั้งสองกินรีหัวเราะขำ
จันทรากินรีนั้น ขำท่าทางเล่าของ
พี่เลี้ยง
   ส่วนโพระดกขำตัวเอง ที่เล่าแบบ
ฟินมากไปหน่อย
.
.    นางเขิน เลยบอกแก้เก้อว่า

.   " ยังไง
-สักวัน เราอาจได้ใช้ประโยขน์
จากเวทย์นี้ นะเพคะ "
.
.   " หญิงจะเอากระจกมนตรา
ของหญิง
ติดตัวไปด้วย "
.
.        " อู๊ย--ดีมาก เพคะ...
.   รุ่นที่องค์หญิงมี เป็นรุ่นที่รับสัญญาณภาพ
 และเสียง
ดีกว่ารุ่นที่พี่ใช้--
.      ของพี่ สัญญาณอ่อน ติดๆ หายๆ
.   พี่ยังไม่มีทรัพย์ พอจะไปแลกกับกระจก
มนตรารุ่นใหม่
จากรังกินรากระจกมนต์...
.    ยิ่งพอมีข่าวร่ำลือกัน ว่าแก้วกระจกมนตรา
รุ่นหลังล่าสุด
ชอบระเบิด
.   พี่ก็เลย ยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยน "
.
.   " ทางเมืองมนุษย์จะมีสัญญาณแบบนี้ไหม
ก็ไม่รู้-- "
        จันทราเกิดกังขา
 .
.      " เอาติดไปก่อนเพคะ องค์หญิง
 ใช้ได้-ไม่ได้ ค่อยว่ากันอีกที "
.
               *  *  *  *  *  *  *
.
.    ท่ามกลางแสงแดดประเปรี้ยง
 ในยามสายของวันนั้น
.        จันทรากินรี และโพระดก ก็โผบิน
จากราชวังบนหน้าผาสูง
.      ร่อนผ่านก้อนเมฆ ตรงมายังประตูป่า
.
.   จันทรากินรี ยืนร่ายมนต์
      และแล้ว....ประตูป่าก็เปิดออก
กลายเป็นผาน้ำตกอันเดิม ที่สุริยัน
กินราต้องจบชีวิตลง
.
.    แล้วจันทรากินรี ก็หันหลังกลับ
 ยืนร่ายเวทย์มนต์บังไพร
.    เพื่อปิดประตูป่าหิมพานต์....
.
.         ทันใดนั้น --
.   ต้นไม้สูง นับพันๆ หมื่นๆ ต้น ก็พลัน
งอก
ทะลวงทะลุพื้นดินขึ้นมา อย่างรวดเร็ว....
.     ตามด้วยเหล่าเถาวัลย์นานาชนิด
พากันงอก  ไต่เลื้อย พันต้นไม้สูงอย่าง
รีบเร่ง
.
.    เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ชวนให้
สยดสยอง
.
.    เถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด ม้วนรัดโอบ
แล้วดึงลากพุ่มไม้ให้เข้ามาติดชิดกัน

.       พุ่มแล้ว พุ่มเล่า...
.
.    จนทั้งป่า เกิดเสียงดัง เปรี๊ยะ -ปร๊ะ
จากกิ่งไม้ ที่ถูกเถาวัลย์เหนี่ยวกระชาก
อย่างรุนแรง
.
.        เพียงครู่เดียว---
 ทุกอย่างก็เงียบสงบ เหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น
.
.       บัดนี้ ประตูป่าถูกปิดสนิทแล้ว
.    มองไป เห็นแต่แมกไม้ที่ขึ้นแน่นหนา
เขียวทึบ
.    ไร้ช่องทางที่จะฝ่าเข้าไปได้
.
                  *  *  *  *  *  *  *
.
.   จันทรากินรี และโพระดก
รีบถอดปีก และหางออก
.      กลายเป็นมนุษย์ สาวงามเดินดินธรรมดา
ที่กำลังจะตามล่า หาหัวใจครึ่งก้อน
.        ของศัตรู ผู้ที่รักเธอ...
  และ เธอเอง ก็ต้องรักเขา....
.
.
*  *  *  *  *  *  *  *  *  *
.
.           ( จบ ตอนที่  ๑. )
.
.
ขอบคุณทุกท่าน
ที่กรุณาให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนบล็อกครับ                 



Create Date : 04 ตุลาคม 2559
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 14:12:41 น.
Counter : 1702 Pageviews.

0 comments

เปียงดิน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



ข้าราชการบำนาญ
ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
6
8
10
11
13
14
15
16
17
18
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog