1. เรื่องเรียบง่ายธรรมดาที่เรียกว่า ธรรมะ


 

เป็นการยากที่เราจะเห็นได้ว่า  ธรรมะเป็นเรื่อง

 

เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด  เพราะภาพลักษณ์

 

ของศาสนา  หรือของธรรมะที่เรารู้จักนั้น

 

ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลย  เริ่มตั้งแต่ภาษาที่ใช้

 

เต็มไปด้วยภาษาบาลี  มีศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะ

 

มากมาย  แค่ทำความเข้าใจศัพท์ก็ยาก

 

นักหนาแล้ว

 

                พอรู้ศัพท์แล้วลงมือศึกษาตำราจริงๆ

 

ก็พบความยากอีก  คือ  ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรง

 

สอนไว้มีมากเหลือเกิน  และตำราที่พระรุ่นหลัง

 

ลงมาท่านเขียนไว้  ก็มีอีกมากมาย

 

                บางท่านพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ  ก็มี

 

ปัญหาอีกว่า  สำนักปฏิบัติมีมากมาย  ทุกสำนัก

 

บอกว่าแนวทางของตนถูกตรงที่สุดตามหลัก

 

มหาสติปัฏฐาน  บางทีก็ทับถมสำนักอื่นหน่อยๆ  ว่า

 

สอนไม่ตรงทาง

 

                ความยากลำบากนี้  พบกันทุกคนครับ

 

ทำให้ผมต้องนั่งถามตนเองว่า  เป็นไปได้หรือไม่

 

ที่เราจะศึกษาธรรมได้อย่างง่ายๆ  โดยไม่ต้อง

 

รู้ศัพท์บาลีหรือไม่ต้องอ่านหนังสือ  หรือเข้า

 

สำนักปฏิบัติใดๆ  เลย

 

                ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้

 

เป็นเรื่อยง่ายๆ  ธรรมดา  ดังที่ผู้ได้ฟังธรรมจาก

 

พระโอษฐ์  มักจะอุทานว่า  “แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า

 

ธรรมที่ทรงแสดงเหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย”

 

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ผู้ฟังจะ

 

รู้สึกเช่นนั้น  ก็เพราะผู้ฟังเองเกิดมากับธรรม

 

อยู่กับธรรม  จนตายไปธรรมเป็นอย่างนี้มาแต่ไหน

 

แต่ไรแล้ว  เพียงแต่มองไม่เห็นว่า  ธรรมได้

 

แสดงตัวอยู่ที่ไหน  เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะ

 

ก็สามารถรู้เห็นตามได้โดยง่าย

 

                อีกประการหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

 

ถึงพร้อมด้วยความรอบรู้  สามารถอธิบายธรรม

 

อันยุ่งยากซับซ้อนให้ย่นย่อเข้าใจง่าย  สามารถ

 

ขยายความธรรมอันย่นย่อให้กว้างขวางพอเหมาะ

 

แก่ผู้ฟัง  ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษาคือ

 

สามารถสื่อธรรมด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ

 

ไม่เหมือนผู้ศึกษาและสอนธรรมจำนวนมากใน

 

รุ่นหลัง  ที่ทำธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและแสน

 

ธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน

 

และไกลตัวเสียเหลือประมาณจนเกินความจำเป็น

 

เพื่อความพ้นทุกข์  และสั่งสอนด้วยภาษาที่ผู้ฟัง

 

ไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย

 

                แท้จริงแล้ว  ธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว

 

ใกล้จนถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง

 

และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียว

 

คือ  ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์

 

                ถ้าจะศึกษาธรรมะ  ก็ศึกษาลงไปเลยว่า

 

“ความทุกข์อยู่ที่ไหน  เกิดขึ้นได้อย่างไร 

 

และดับไปได้อย่างไร”  และความสำเร็จของการ

 

ศึกษาธรรมะอยู่ที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์

 

ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง  หรือเพื่อความ

 

สามารถในการอธิบายแจกแจงธรรมได้อย่าง

 

วิจิตรพิสดาร

 

                แท้จริงแล้ว  ความทุกข์ของคนเราอยู่ในกาย

 

ในจิตของตนนั่นเอง  สนามศึกษาธรรมะ

 

ของเรา  จึงอยู่ที่กายที่จิตนี่แหละ  แทนที่เราจะ

 

เที่ยวเรียนรู้ไปภายนอก  ก็ให้เราย้อนเข้ามา

 

ศึกษาอยู่ในกายในจิตของเรานี่แหละ  วิธีการก็

 

ไม่มีอะไรมาก  ขอเพียงให้หัดสังเกตกายและจิต

 

ของเราเองให้ดี  เริ่มต้นง่ายๆ  จากการสังเกต

 

ร่างกายก่อนก็ได้

 

                ขั้นแรก  ทำใจให้สบายๆ  อย่าเคร่งเครียด

 

อย่าไปคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรม  แต่ให้คิดเพียงว่า

 

เราจะสังเกตดูร่างกายของเราเองเท่านั้น  สังเกตแล้ว

 

จะรู้ได้แค่ไหนก็ไม่เป็นไร  เอาแค่ว่าจะเฝ้า

 

สังเกตให้ได้เท่าที่ทำได้ก็พอ

 

                เมื่อทำใจสบายๆ  แล้ว  ลองนึกถึงร่างกาย

 

ของเรา  นึกถึงให้รู้พร้อมทั้งตัวเลยก็ได้

 

เหมือนเรากำลังดูหุ่นยนต์อยู่สักตัวหนึ่ง  ที่มันเดินได้

 

เคลื่อนไหวได้  ขยับปากได้  กลืนอาหารอันเป็น

 

วัตถุเข้าไปในร่างกาย  ขับถ่ายกากอาหารออกจาก

 

ร่างกาย

 

                ถ้าเราเห็นหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าตัวเรา

 

มันทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ  เราเป็นคนดูเฉยๆ  ถึงจุดหนึ่ง

 

ก็จะเห็นแจ้งประจักษ์ใจเองว่า  ร่างกายนี้

 

ไม่ใช่ตัวเรา  มันเป็นวัตถุก้อนหนึ่งเท่านั้น

 

มีความไม่หยุดนิ่ง  ไม่คงที่  แม้แต่วัตถุที่ประกอบ

 

เป็นเจ้าหุ่นนี้  ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไหลเข้า

 

ไหลออกอยู่ตลอดเวลา  เช่น  หายใจเข้าแล้วก็

 

หายใจออก  กินอาหารและน้ำแล้วขับถ่ายออก

 

ไม่ใช่สิ่งที่เป็นก้อนธาตุที่คงที่ถาวร  ความยึดถือ

 

ด้วยความหลงผิดว่า  กายเป็นเราก็จะบรรเทา

 

เบาบางลงได้แล้วก็จะเห็นอีกว่า  ยังมีธรรมชาติ

 

ที่เป็นผู้รู้ร่างกาย  อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เอง

 

                เมื่อเห็นชัดแล้วว่า  กายนี่เป็นแค่ก้อนธาตุ

 

ไม่คงที่  ไม่ใช่ตัวเรา  คราวนี้ก็ลองมาสังเกตสิ่งที่

 

ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้ต่อไป  เป็นการเรียนรู้

 

เรื่องของเราเองให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก

 

                สิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายที่เห็นได้ง่ายๆ  คือ

 

ความรู้สึกเป็นสุขบ้าง  เป็นทุกข์บ้าง  เฉยๆ  บ้าง

 

เช่น  เมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา

 

ไม่นานก็จะเห็นความเมื่อยปวด  ความหิว

 

กระหาย  หรือความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้แทรก

 

เข้ามาเป็นระยะๆ  พอความทุกข์นั้นผ่านไปทีหนึ่ง

 

ก็จะรู้สึกสบายไปอีกช่วงหนึ่ง  (รู้สึกเป็นสุข)  เช่น

 

กระหายน้ำ  เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น  พอได้ดื่มน้ำ

 

ความทุกข์เพราะความกระหายน้ำก็ดับไป  หรือ

 

นั่งนานๆ  เกิดความปวดเมื่อย  รู้สึกเป็นทุกข์

 

พอขยับตัวเสีย  ก็หายปวดเมื่อย  รู้สึกว่าทุกข์หายไป

 

(รู้สึกเป็นสุข)

 

                บางคราวมีความเจ็บไข้ได้ป่วย  ก็จะรู้

 

ความทุกข์ทางกายได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น  เช่น

 

เกิดปวดฟันติดต่อกันนานๆ  เป็นวันๆ  ถ้าคอย

 

สังเกต  รู้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น  ก็จะเห็นชัดว่า

 

ความปวดนั้น  เป็นสิ่งที่แทรกอยู่กับเหงือกและฟัน

 

แต่ตัวเหงือกและฟัน  มันไม่ได้เจ็บปวด

 

ด้วยเลยกายเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความเจ็บปวด

 

เพียงแต่มีความเจ็บปวดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝง

 

อยู่ในกาย

 

                เราก็จะรู้ชัดว่า  ความรู้สึกสุข  รู้สึกทุกข์  หรือ

 

รู้สึกเฉยๆ  ไม่ใช่ร่างกาย  แต่เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่

 

แทรกอยู่ในร่างกาย  และที่สำคัญเจ้าความรู้สึก

 

เหล่านั้น  ก็เป็นสิ่งที่กำลังถูกรู้ถูกดูอยู่  เช่นเดียวกับ

 

ร่างกายนั้นเอง

 

                ถัดจากนั้น  เรามาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเอง

 

ให้ละเอียดมากขึ้น  คือ  คอยสังเกตให้ดีว่า

 

เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นนั้น  จิตใจของเรามันจะ

 

เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจตามมาด้วย  เช่น

 

หิวข้าวแล้วจะโมโหง่าย  เหนื่อยก็โมโหง่าย

 

เจ็บไข้ก็โมโหง่าย  เกิดความใคร่แล้วไม่ได้รับ

 

การตอบสนองก็โมโหง่าย  ให้เราหัดรู้ให้เท่าทัน

 

ความโกรธที่เกิดขึ้นในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์

 

                ในทางกลับกัน  เมื่อเราได้เห็นของสวยงาม

 

ได้ยินเสียงที่ถูกใจ  ได้กลิ่นหอมถูกใจ  ได้ลิ้มรส

 

ที่อร่อย  ได้รับสิ่งสัมผัสร่างกายที่นุ่มนวล

 

มีอุณหภูมิ  พอเหมาะ  ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป

 

ได้คิดถึงสิ่งที่พอใจ  เราจะเกิดความรักใคร่

 

พึงพอใจในสิ่งที่ได้เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ได้รส

 

ได้สัมผัส  และได้คิดนึกนั้น  ก็ให้เรารู้เท่าทันความ

 

รักใคร่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น  พอเรารู้จักความโกรธ

 

หรือความใคร่พอใจแล้ว  เราก็สามารถโกรธ

 

หรือความใคร่พอใจแล้ว  เราก็สามารถ

 

รู้จักกับอารมณ์อย่างอื่นๆ  ได้ด้วยเช่น 

 

ความลังเลสงสัย  ความอาฆาตพยาบาท  ความหดหู่ใจ

 

ความอิจฉาริษยา  ความคิดลบหลู่ผู้อื่น

 

ความผ่องใส  อิ่มเอิบของจิตใจ  ความสงบในจิตใจ ฯลฯ

 

                เมื่อเราเรียนรู้อารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้

 

มากขึ้นๆ  เราก็จะเริ่มรู้ว่า  ความจริงแล้ว

 

อารมณ์ทุกอย่างนั้นไม่คงที่  เช่น  เมื่อโกรธและ

 

เราก็รู้อยู่ที่ความโกรธนั้น  ก็จะเห็นระดับของ

 

ความโกรธเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  อยู่ไปๆ

 

ความโกรธก็ดับไปเอง  และไม่ว่าความโกรธจะดับ

 

หรือไม่ก็ตาม  ความโกรธก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้

 

ไม่ใช่ตัวเรา  ไม่มีเราอยู่ในความโกรธ

 

แม้อารมณ์อื่นๆ  ก็จะเห็นในลักษณะเดียวกับ

 

ความโกรธนี้ด้วย

 

                ถึงตอนนี้  เราจะรู้ชัดว่า  ร่างกายก็เป็นแค่

 

หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง  ความรู้สึกสุขทุกข์  และอารมณ์

 

ทั้งหลาย  ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้  ไม่ใช่ตัวเรา  เมื่อหัด

 

สังเกตเรียนรู้จิตใจตนเองมากขึ้น  คราวนี้ก็จะ

 

เห็นการทำงานของจิตใจได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

จนรู้ความจริงว่า  ความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่มีเหตุ

 

ทำให้เกิดขึ้นเป็นคราวๆ  เท่านั้น

 

                เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอย่าง

 

ในจิตใจของเรา  เช่น  พอเห็นผู้หญิงสวย

 

ถูกใจ  พอจิตใจเกิดความรู้สึกรักใคร่พอใจแล้ว

 

มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา  ให้เคลื่อน

 

ออกไปยึดเกาะที่ผู้หญิงคนนั้น  ทำให้เราลืมดู

 

ตัวเอง  เห็นแต่ผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น

 

                (เรื่องจิตเคลื่อนไปได้นี่  ถ้าเป็นคนที่เรียน

 

ตำราอาจจะงงๆ  แต่ถ้าลงมือปฏิบัติจริงจะเห็นว่า

 

ความรับรู้มันเคลื่อนไปได้จริงๆ  ตรงกับที่

 

พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเที่ยวได้ไกล  ไม่มี

 

คลาดเคลื่อนแม้แต่คำเดียว)

 

                หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม 

 

ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร  ก็จะเห็นแรงผลักดันที่

 

บังคับให้เราคิดหาคำตอบ  จิตใจของเราเคลื่อน

 

เข้าไปอยู่ในโลกของความคิด  ตอนนั้นเราลืมดู

 

ตัวเราเอง  เจ้าหุ่นยนต์นั้นก็ยังอยู่  แต่เราลืม

 

นึกถึงมันก็เหมือนกับว่ามันหายไปจากโลก

 

ความรู้สึกต่างๆ  ในจิตใจเราเป็นอย่างไร  เราก็ไม่รู้

 

เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นเอง

 

                หัดรู้ทันจิตใจตนเองมากเข้า  ไม่นานก็จะทราบ

 

ด้วยตนเองว่า  ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร  สภาพที่ไม่ทุกข์

 

เป็นอย่างไร  สภาพจิตใจมันจะพัฒนาของ

 

มันไปเองทุกอย่าง  ไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาน

 

เรื่องญาณ  หรือเรื่องมรรคผลนิพพานใดๆ  ทั้งสิ้น

 

                ถึงตรงนี้  อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ

 

แปลศัพท์บาลีไม่ได้สักตัว  แต่จิตใจพ้นจาก

 

ความทุกข์  หรือมีความทุกข์  ก็ทุกข์ไม่มากและ

 

ไม่นาน

 

                ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเป็นของฝากสำหรับผู้เริ่ม

 

สนใจจะศึกษาธรรมะ  เพื่อบอกว่า  ธรรมะ

 

เป็นเรื่องธรรมดาๆ  เป็นเรื่องตัวเราเอง 

 

และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนักด้วยตนเอง  อย่าพากัน

 

ท้อถอยเสียเมื่อได้ยินคนอื่นพูดธรรมะแล้ว

 

เราฟังเขาไม่รู้เรื่อง  เราไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ได้

 

รู้แค่ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ก็พอแล้ว

 

เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

 

ซึ่งจำเป็นที่คนๆ  หนึ่งควรจะเรียนรู้ไว้

 

จากหนังสือแด่เธอผู้มาใหม่

 

จัดพิมพ์โดย  ชมรมกัลยาณธรรม

 

พิมพ์โดย  บริษัท  ขุมทองอุตสาหกรรมและการพิมพ์  จำกัด

 




Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2560 17:49:40 น.
Counter : 143 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28