1. ความรักกับความทุกข์


 

ความรักกับความทุกข์  อาตมภาพคิดว่าคำๆ  นี้  เมื่อถูกพูดขึ้นมา 

 

ไม่ว่าจะพูดโดยผู้ชายหรือผู้หญิง  หรือใครก็ตาม  บริบทของคำว่าความรักกับ

 

ความทุกข์  หรือความรักคือความทุกข์มักจะเป็นบริบทของความรักในเชิง

 

ชู้สาวเสียมากกว่า

 

                เรื่องนี้ในทรรศนะของพระพุทธศาสนามองว่าอย่างไร  ในทรรศนะของ

 

พระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  “ทุกๆ  การยึดติดถือมั่น  มีค่าเป็น

 

ความทุกข์อยู่เสมอ”

 

                ภาษาของอาตมภาพแปลเสียใหม่ว่า  “ที่ใดมีกอด  ที่นั่นมีกัด” 

 

ทุกๆ  การครอบครองมีค่าเท่ากับการขาดอิสรภาพในทรรศนะของมนุษย์ 

 

ทุกครั้งที่เราครอบครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มักภูมิใจว่าฉันเป็นเจ้าของแล้ว  เช่น

 

ฉันมีรถเบนซ์  มีบ้าน  มีแฟน  ก็คิดว่าเป็นเจ้าของรถ  เจ้าของบ้าน  เจ้าของแฟนสาว

 

หารู้ไม่ว่าทันทีที่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของๆ  เรา  เราก็ตกเป็นทาสสิ่งเหล่านั้น

 

เรียบร้อยแล้ว  เช่น  จอดรถเบนซ์ไว้นอกบ้าน  พอฝนตกเราก็นอนไม่หลับแล้ว

 

เห็นไหม  หรือมีบ้านหนึ่งหลัง  พอน้ำประปารั่ว  ปลวกขึ้นบ้าน  เราก็ใช้ชีวิต

 

ไม่มีความสุขแล้ว  หรือมีแฟนสักคนหนึ่ง  ส่ง  sms  ไปแล้วเขาหายไป  3  วัน

 

ชีวิตก็ไม่รื่นรมย์แล้ว  เห็นหรือยังว่าเราครอบครองเขาหรือว่าตกเป็นทาสของเขากันแน่

 

                ดังนั้น  “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์”  จึงเป็นสัจธรรมสากลถูกต้องที่สุด

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้ง  2,500  กว่าปี  ถึงตอนนี้เราไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง

 

คำกล่าวของพระองค์ท่าน  แล้วทำไมมนุษย์โดยมากจึงมักบอกว่าที่ใดมีรัก

 

ที่นั่นมีสุข  เพราะเขายังไม่ได้เรียนรู้ความรักตั้งแต่ต้นสายถึงปลายทาง

 

                คนที่บอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีสุข  โดยมากมักเริ่มต้นแค่รู้จักความรัก

 

ช่วงก่อนโปรโมชั่น  พูดประโยคอย่างนี้กันทั้งนั้น  พอเริ่มเรียนรู้ที่จะรักไปสักพักหนึ่ง

 

ถ้าสังเกตอย่างละเมียดละไมก็จะเห็นว่ามันเริ่มสุขๆ  ทุกข์ๆ  ปนกัน

 

โดยตลอด  หลังจากนั้นเมื่อหลวมตัวแต่งงานไป  วันเวลาส่วนใหญ่เป็นเรื่อง

 

ของความทุกข์มากกว่าความสุขแล้ว  ฉะนั้นความสุขซึ่งเกิดจากการมีความรัก

 

เชิงชู้สาวนั้น  แท้ที่จริงก็คือความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง  มันคือความสุข

 

แต่แท้ที่จริงคือเจ้าความทุกข์ที่รอเวลาแสดงตัว  คนหนุ่มคนสาวจำนวนมาก

 

ไม่รู้ก็เลยคิดว่าความรักนั้นช่างหอมหวานเหลือเกิน  จริงอยู่ความรักเป็น

 

ความหอมหวาน  แต่เป็นความหอมหวานของเนื้อทุเรียนซึ่งมีเปลือกที่แสนขรุขระ

 

ใช่ไหมล่ะ

 

                อาตมภาพเห็นด้วยกับพระพุทธเจ้า  ที่พระองค์ตรัสว่า  “ที่ใดมีรัก  ที่นั่น

 

มีโศก  ที่ใดมีโศก  ที่นั่นก็มีภัย  ที่ใดไร้รักไร้โศก  ที่นั้นก็พ้นโศกพ้นภัย”

 

                ฉะนั้นถ้าคุณรักแล้วอยากจะปฏิเสธทุกข์  อย่าทำเลย  ไม่มีทาง

 

ถ้าคุณมีโศกก็หมายความว่าคุณยึดติด  แล้วจะปฏิเสธความเศร้าที่ตามมา  ไม่มีทาง

 

ใครทุกคนที่เริ่มมีความรัก  ขอให้เรียนรู้กติกาของความรักเอาไว้เลยว่า

 

ความรักมีความทุกข์เป็นของแถม  เหมือนกับเราหยิบเหรียญกษาปณ์ขึ้นมา

 

1  เหรียญ  ถ้าด้านที่ปรากฏต่อเราคือด้านหัว  ด้านตรงกันข้ามก็คือด้านก้อย

 

เช่นเดียวกันเมื่อเรายกหน้ามือขึ้นมาพินิจ  หลังมือก็ติดมาพร้อมๆ  กันนั่นแหละ

 

ความรักกับความทุกข์จึงเป็นของคู่กันมาตั้งแต่ต้นจนจบ  แต่การที่คน

 

ส่วนใหญ่มองไม่เห็นก็เพราะเขายังถูกความรักบังตา

 

                เช่นเดียวกับที่ในหลวงรัชกาลที่  5  ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า

 

“ความรักเหมือนโรคา  บันดาลตาให้มืดมน  ไม่ยินและไม่ยล  อุปสรรคใดใด

 

ความรักเหมือนโคถึก  กำลังคึกผิขังไว้  ก็โลดและแล่นไป    ยอมอยู่    ที่ขัง

 

ถึงแม้จะผูกไว้  ก็โลดไปด้วยกำลัง  ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง    หวนคิดถึงเจ็บกาย” 

 

นี้เป็นสัจธรรมที่อยู่ในกวีนิพนธ์

 

                พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้แบบนี้แหละ  คนมีความรักนั้นมีกำลังนับร้อยเท่า

 

นับพันเท่า  โลดแล่นโจนทะยานออกไป  บางครั้งโจนทะยานออกจาก

 

อกพ่ออกแม่เพื่อมาค้นพบในภายหลังว่า  คนที่รักเราแท้ที่สุดก็คือพ่อคือแม่

 

นั่นเอง

 

                ฉะนั้นทุกครั้งที่เราเริ่มต้นมีความรัก  สิ่งหนึ่งซึ่งควรมาคู่กักนับการมี

 

ความรักก็คือความเข้าใจในธรรมชาติของความรัก

 

                ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่  หรือรักกันมาตั้งห้าหกปีแล้ว

 

สุดท้ายก็เลิกกัน  หรือแต่งงานมาสิบปีแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน  คนที่เจ็บปวด

 

จากความไม่สมหวังในความรักจากการใช้ชีวิตคู่  ควรมองออกไปให้กว้างว่า

 

ขาดเขาแล้วเราไม่ตาย  เพราะก่อนจะมีเขาเรายังอยู่มาได้  เมื่อย้อนกลับไป

 

ไม่มีเขาอีกครั้งหนึ่ง  เราก็กลับไปยืนอยู่    จุดเดิม  ก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้

 

แล้วอย่าทำร้ายชีวิต  อย่าทำร้ายตัวเอง  แต่ให้มองว่าการที่เราเกิดเป็นคนแล้ว

 

ไม่ได้ทุกอย่างดังใจหวังนั้น  เป็นบทเรียนอีกขั้นหนึ่งของชีวิต  เป็นบันไดขั้นหนึ่ง

 

ของชีวิตที่ต้องก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

 

                “ในชีวิตของมนุษย์เรามีบทเรียนอยู่สองบทเรียน  หนึ่งบทเรียนที่ยาก

 

และสอง  บทเรียนที่ง่าย  บทเรียนที่ง่ายก็คือทำอะไรก็สมหวังไปเสียทุกอย่าง

 

แต่พอสมหวังไปเสียทุกอย่าง  มนุษย์มักจะหลงตัวเอง  พอหลงตัวเอง  นั่นคือ

 

ต้นทางของความผิดพลาด”

 

                บทเรียนที่ยากมักจะช่วยขัดเกลาฝึกปรือเราให้เข้มแข็ง  เหมือนคนบางคน

 

ที่เกิดมายากจนจึงเรียนรู้ที่จะต่อสู้  และเมื่อพยายามต่อสู้ในที่สุดก็ประสบ

 

ความสำเร็จกลายเป็นคนมั่งคั่งพรั่งพร้อมได้  คนจำนวนมากที่สามารถสร้างเนื้อ

 

สร้างตัวขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนั้นเพราะเขาไม่ปฏิเสธบทเรียน

 

ที่ยาก  แต่กลับถือว่าเป็นบทเรียนที่เปรียบเสมือนหินลองทอง  หรือเปรียบเสมือน

 

หินลับมีด  หรือบางทีเปรียบเสมือนกระดาษทรายที่ทำหน้าที่ขัดสีฉวีวรรณให้ชีวิต

 

ของเราผุดผ่องแวววาวทอประกายเจิดจรัสงดงามยิ่งขึ้น

 

                ฉะนั้นการที่เราล้มเหลวในเรื่องความรักในเรื่องชีวิตคู่  ขอให้ถือว่า

 

ความล้มเหลวนั่นแหละคือบทเรียนแสนยากที่เป็นบันไดขั้นหนึ่งซึ่งเราต้อง

 

ก้าวข้ามไป  พอเราก้าวข้ามไปได้  ชีวิตของเราก็จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

                ผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า  ชีวิตที่ไม่ผ่านการต่อสู้เป็นชีวิตที่ไม่ควรค่าแก่การ

 

ยกย่อง  เห็นไหม  เรามีหน้าที่สู้ชีวิต  มีหน้าที่ก้าวข้ามความยากลำบาก  ไม่ได้

 

มีหน้าที่มาจมปลักอยู่กับความยากลำบากแล้วก็ทำร้ายทำลายตัวเอง

 

                ทุกครั้งที่เจอบทเรียนแสนยาก  บอกตัวเองว่าต้องก้าวข้ามมันไป

 

ไม่ใช่ฝังตัวเองอยู่กับบทเรียนแสนยาก  บทเรียนยากๆ  ทั้งหลายนั้นเปรียบเสมือน

 

ขั้นบันได  ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องก้าวผ่านบันไดเหล่านั้นไป  ไม่ใช่ไปนั่งจุ้มปุ๊ก

 

อยู่ตรงบันไดแล้วบอกว่าพอแล้วสำหรับชีวิตฉัน

 

 

จากหนังสือรักแท้  คือ  กรุณา

 

ผู้แต่ง   ว.วชิรเมธี

 

ดำเนินการพิมพ์โดย บริษัท สำนักพิมพ์สุภา จำกัด  (กลุ่มลูกพุทธะ)

 




Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2560 18:16:36 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
1 กุมภาพันธ์ 2560