<<
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
9 พฤศจิกายน 2559

**ปุจฉา..วิสัชนา : เหตุใดพยายามนั่งสมาธิแต่ทำแล้วไม่คืบหน้า**





  ญาติผู้สูงอายุท่านหนึ่งปรารภกับผมเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เธอไปเรียนทำสมาธิกับอาจารย์ที่สอนการเจริญวิปัสสนา มีกำหนด 6 เดือน แต่ทดลองนั่งสมาธิดูแล้วหลายครั้ง ไม่ประสบผล ไม่อาจทนนั่งอยู่ได้นาน มีอาการฟุ้งซ่าน วอกแวกจนต้องยุติการทำสมาธิ

หลายท่านที่เริ่มทำสมาธิใหม่ๆ จะประสบปัญหาเดียวกันนี้ ในที่สุดก็ล้มเลิกความคิดที่อยากจะนั่งสมาธิไปเลย 

ใครที่ประสบปัญหานี้ ขอบอกว่า อย่าเพิ่งท้อถอย เป็นเรื่องเกือบปกติของปุถุชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ตามอำเภอใจมานาน จิตมีอิสรภาพที่จะกำหนดการกระทำ ความรู้สึกของร่างกายเมื่อได้รับสิ่งเร้าและถูกกระทบกระทั่ง(เวทนา)  เลยอาศัยประสบการณ์ที่เคยพานพบมาในอดีตอันยาวนาน(สัญญา) และความเคยชินกับการถูกปรุงแต่งให้รู้สึกเช่นนั้น(สังขาร) ผลลัพท์ทำให้เกิดเจตสิก กลายเป็นความท้อถอย

จิตเมื่อถูกบังคับให้ต้องอยู่ในกรอบ อยู่ในอารมณ์ที่กำหนด ย่อมจะต้องต่อต้านในระยะแรก แต่เมื่อสามารถกำหนดจิตให้เคยชินกับสภาวะนั้นไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้จิตลดภาวะฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย(อุทธัจจะ กุกกุจจะ) ท้อถอย เซื่องซึม(ถีนมิทธะ) ให้ลดน้อยลงได้

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติทุกท่านจึงควรที่จะศึกษาหลักธรรมะ วิธีการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวพุทธศาสนาเบื้องต้น อย่างน้อยที่สุดต้องรู้จักแยกแยะว่า กาย และจิต เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน ไม่ขึ้นแก่กัน รวมทั้งเข้าใจการเกิดและดับของขันธ์5 หากเรียนรู้และเข้าใจหลักปรัชญานี้ได้ ก็จะทำให้การเจริญสมาธิพัฒนาไปได้เป็นลำดับ

แต่หากผู้ปฏิบัติเรียนรู้และเข้าใจความหมายของไตรลักษณ์..สติปัฏฐาน4..อนุสติ10..สังโยชน์10..มรรค8 เป็นอย่างดีก็จะยิ่งทำให้การเจริญสมาธิพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างราบรื่นจนบรรลุวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายไว้

อย่างไรก็ตาม ผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ ต้องมีอิทธิบาท4 (ฉันทะ..วิริยะ..จิตตะ..วิมังสา) ยึดมั่นไว้เป็นแนวทางจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้  เพราะหากขาดอิทธิบาทข้อใดข้อหนึ่ง กิจการใดๆ ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ

ในการนี้..ผมขอยกพุทธพจน์ของการเจริญสติที่ว่า.. 

มิจฺฉาสติสฺส  มิจฺฉาสมาธิ  ปโหติ

สมฺมาสติสฺส  สมฺมาสมาธิ  ปโหติ

แปลได้ว่า..มิจฉาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มี มิจฉาสติ

สัมมาสมาธิ  ย่อมบังเกิดแก่ผู้มี สัมมาสติ


"ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง  ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย  เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน  เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ จึงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ตามที่แสดงไว้ข้างต้น ดังเช่นการติดสุข คือสุขในวิปัสสนูปกิเลสอันให้โทษ,   จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง  
จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง"
(จาก..http://www.nkgen.com/13.htm)

สรุปได้ว่า..การเรียนรู้อย่างมีพื้นฐานนั้นสำคัญสำหรับการเริ่มต้น อย่ารีบเร่งลงมือปฏิบัติโดยละเลยพื้นฐาน เมื่อล้มเหลวแล้วจะเรียกคืนศรัทธากลับมาได้ยาก



Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2559 9:45:00 น. 0 comments
Counter : 538 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

*bonny
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




[Add *bonny's blog to your web]