happy memories
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
ทุจริตจำนำข้าว (๑๗)






"โครงการรับจำน้ำข้าว : ทางเลือกที่ดีที่สุดของไทยควรทำอย่างไร?"
ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผู้อำนวยการศูยน์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


กระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา และกำลังจะวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปในปีที่ ๓ นั่นก็คือการใช้นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าของรัฐบาลที่รับจำนำทุกเมล็ดในราคา ๑๕,ooo บาทต่อตัน สำหรับข้าวที่มีความชื้นไม่เกิน ๑๔%

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงในสภาระหว่างการแถลงผลงาน ๑ ปีของรัฐบาลว่า ปริมาณการรับจำนำข้าวในช่วง ๒ ฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา คือ ปีการผลิต ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และ ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ว่า มีปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำจำนวน ๔๔ ล้านตัน หรือคิดเป็นข้าวสารจำนวน ๒๗.๔ ล้านตัน และใช้เงินในโครงการเฉลี่ยปีละ ๓.๔ แสนล้านบาท โดยสามารถระบายข้าวสารไปแล้ว ๑๑.๗ ล้านตัน ผ่านการทำสัญญารัฐต่อรัฐและการขายในตลาดล่วงหน้า แต่ยังมีข้าวเหลือในสต็อกอีก ๑o.๘ ล้านตัน (ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตได้ว่ามีตัวเลขข้าวสารหายไปเป็นจำนวน ๔.๙ ล้านตัน ซึ่งอาจสอดคล้องกับการชี้แจงที่บอกว่าในส่วนดังกล่าวมีภาระผูกผันอยู่ ๕ ล้านตัน)

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าการรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับชาวนาจำนวนมาก โดยชาวนามีเงินออมมากขึ้น เช่น ในปี ๒๕๕๔ เกษตรกรมีเงินฝากเฉลี่ย ๑.๒ หมื่นบาทต่อบัญชี ปี ๒๕๕๕ มีเงินฝากเฉลี่ย ๑.๔-๑.๕ หมื่นบาทต่อบัญชี และปี ๒๕๕๖ มีเงินฝากเฉลี่ย ๑.๗ หมื่นบาท โดยรัฐบาลสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาเฉลี่ยต่อคน เพิ่มขึ้นปีละ ๖.๖ หมื่นบาท

แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลจะกำหนดให้รับจำนำข้าวในปีที่ ๓ คือ ฤดูการเพาะปลูก ๒๕๕๖/๒๕๕๗ ไว้ไม่เกินครัวเรือนละ ๓๕o,ooo บาท หรือพูดง่าย ๆ ว่าลดการใช้วงเงินลง แต่ผู้คนหลายฝ่ายก็ยังให้ความห่วงใยในนโยบายนี้ว่า จะใช้เงินมากจนเป็นอันตรายต่อฐานะการคลังของรัฐบาลในอนาคต ตลอดจนปัญหาข้าวล้นสต็อกจนทำให้เกิดปัญหาขาดทุนสูง และปัญหาการใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่าและเสียเงินส่วนหนึ่งไปกับการคอร์รัปชัน

คำถามที่สำคัญคือ "นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ดีจริง ๆ ต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว" ผมคงต้องตอบว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ครับ เพราะการดำเนินการตามนโยบายนี้ในรอบ ๒ ปีนั้นยังไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ (ลำพังการประเมินผลความคุ้มค่าของโครงการจากการพิจารณาข้าวในสต็อกว่าขาดทุนเท่าไรยังเป็นปัญหาเลยครับ) ว่าส่งผลกระทบในเชิงบวกและลบต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจอะไรบ้าง และมากน้อยเพียงใด ตลอดจนมีผลประโยชน์สุทธิเกิดขึ้นโดยรวมหรือไม่ และคิดเป็นมูลค่าเท่าไร ยังไม่มีการดำเนินการครับ

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ เป็นการประเมินโดยใช้ความรู้สึกและ/หรือประสบการณ์จริงของผู้ตอบ โดยส่วนใหญ่ว่าได้รับผลดีหรือผลเสียอย่างไรจากการจำนำข้าวนี้ เสียงเชียร์ที่สนับสนุนนโยบายส่วนใหญ่จะบอกว่านโยบายนี้ทำให้ชาวนามีรายได้สูงขึ้นเร็ว และพลิกฟื้นชีวิตให้ดีขึ้นได้เร็ว ขณะที่เสียงค้านจะบอกว่าการรับจำนำในราคาสูงทำให้ข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งมาก จนทำให้การส่งออกข้าวลดน้อยลง ทำให้เกิดการเสียโอกาสในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ และจะเกิดผลเสียในระยะยาวคือมีแต่ผู้ผลิตขายข้าวโดยไม่เน้นคุณภาพในการผลิต แต่สามารถขายได้ในราคาแพงให้กับรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่สามารถส่งออกข้าวได้ ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันและมีโอกาสเสียตลาดข้าวให้กับคู่แข่งได้ง่ายในระยะยาว

ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของชาวนาและผู้ประกอบการส่งออกข้าวเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ผ่านหอการค้าโพล (ซึ่งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์ http://www.utcc.ac.th/cebf เกี่ยวกับผลการสำรวจ) พบว่า การสำรวจทัศนะต่อนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จากชาวนา ๑,๒๒๘ ตัวอย่าง พบว่าชาวนาส่วนใหญ่ ๖๓.๗% เห็นว่าภาพรวมโครงการรับจำนำข้าว เพราะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นปีละ ๕-๖ หมื่นบาทต่อครัวเรือน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่า ๑ แสนล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้น เนื่องจากมีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีเงินออมมากขึ้น ชาวนามีเงินไปใช้หนี้ ส่งผลให้หนี้สินเดิมลดลง แต่ก็อาจมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นจนเกิดเป็นหนี้ก้อนใหม่ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น จากการขยายพื้นที่ในการเพาะปลูก และการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ชาวนาส่วนใหญ่ยังต้องการให้รัฐบาลดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวต่อเนื่องไปอีก โดยชาวนา ๓๕.๒% เห็นว่าไม่ควรยกเลิกโครงการรับจำนำเลย รองลงมา ๒๒.๘% เห็นว่าจะยกเลิกได้ต่อเมื่อราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลจะยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ ๔o.๙% อาจจะมีการชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้คงนโยบายรับจำนำต่อไป จึงไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่ชาวนาจะคิดแบบนี้และสนับสนุนโครงการนี้ เพราะนี่คือผลประโยชน์โดยตรงที่ชาวนารับรู้และจับต้องได้จากประสบการณ์ของตัวเองจริงๆ

แต่ถ้าพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ส่งออกข้าวจำนวน ๑๓๕ ตัวอย่าง พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ๗o.๖% เห็นว่าแม้เกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่โครงการรับจำนำมีผลเสียต่อประเทศมากกว่า เพราะการรับจำนำในราคาสูงทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกอย่างเวียดนาม อินเดีย กัมพูชา ดังนั้น ควรยกเลิกโครงการรับจำนำทันที หรือเร็วที่สุด และหากปล่อยให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวไปตามกลไกตลาดที่แท้จริงแล้ว ไทยอาจจะกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกได้ใน ๓-๔ ปี ความเห็นนั้นแตกต่างกันอย่างกับฟ้ากับดินเลยครับ พื้นที่หมดแล้วคงต้องคุยกันต่อในครั้งหน้า เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการใช้เงินของรัฐบาลปีละ 3 แสนล้านบาท การใช้เงินควรให้คุ้มค่าต่อ


จากคอลัมน์ "เกาะติดเศรษฐกิจ"
นสพ.ไทยโพสต์ ๓o ก.ย. ๒๕๕๖








"ข้าวของแพง : เรื่องจริงหรือคิดไปเอง?"
ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผู้อำนวยการศูยน์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


หลายครั้งหลายคราที่ผมจับกระแสความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทยได้ว่า เรื่องใดเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจหรือเป็นปัญหาในลำดับต้น ๆ ของผู้คนในสังคมจากการถูกตั้งคำถามหรือถูกสัมภาษณ์โดยสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ในเรื่องนั้นๆ ซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ หน เรื่องล่าสุดที่ผมถูกถามบ่อยมาก และถูกถามล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี่ เอง คือ เรื่องข้าวของแพง ซึ่งเป็นทั้งประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองไปพร้อม ๆ กัน

ข้าวของแพงหรือสินค้าและบริการต่าง ๆ มีราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก คือเรื่องที่ประชาชนคนไทยและสื่อสารมวลชนพูดถึงบ่อยมากในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่มีมหกรรมขึ้นราคาสินค้าและบริการแบบบูรณาการ ๓ เรื่อง เรื่องแรก การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG ในอัตรา ๕o สตางค์ต่อกิโลกรัมทุกเดือน ต่อเนื่องจนราคา LPG เท่ากับราคาในตลาดโลก หรือประมาณ ๑๒ เดือน หรือจากราคา ๑๘.๑๓ บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ไปสู่ระดับ ๒๔.๘๒ บาทต่อกิโลกรัม หรือเท่ากับราคาก๊าซหุงต้มของภาคขนส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนสถานการณ์โลก และลดภาระรายจ่ายของกองทุนน้ำมัน

เรื่องที่สอง คือ การปรับขึ้นราคาค่าทางด่วน ๕-๑o บาทต่อด่านผ่านทาง และเรื่องสุดท้ายคือการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโน มัติหรือเอฟที ในรอบเดือนกันยายนถึงธันวาคม ๒๕๕๖ ปรับขึ้นหน่วยละ ๗.o๘ สตางค์ จากค่าเอฟทีงวดที่แล้วเก็บที่ ๔๖.๙๒ สตางค์ต่อหน่วย เป็น ๕๔.oo สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งสามเรื่องของการปรับขึ้นราคาที่ปรับขึ้นพร้อม ๆ กันในต้นเดือนกันยายน ผนวกกับปัญหาราคาข้าวของแพงที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓oo บาททั่วประเทศ และราคาน้ำมันเบนซินและก๊าซโซฮอล์ที่ยืนตัวในราคาสูง ทำให้วลีเด็ดทางการเมืองคือ "แพงทั้งแผ่นดิน" กระหึ่มขึ้นกลางดวงใจของคนไทยหลายต่อหลายคน

คำถามที่สำคัญคือ "ของแพงจริงหรือไม่" คือคำถามที่คนต้องการคำตอบและต้องการข้อพิสูจน์ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ จากประสบการณ์ตรงของผมเมื่อตอบคำถามนี้ ผมจะได้รับปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้คน ๓ กลุ่มด้วยกันครับ (ไม่ได้เรียงลำดับมาก-น้อยนะครับ) กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ฟังเฉย ๆ ไม่หือไม่อือใด ๆ ทั้งสิ้น ฟังไปพยักหน้าไป ถามพอให้หายข้อสงสัย ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่อาจทราบได้ กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยหรือข้อกังขาใด ๆ เลย พร้อมพูดกับผมว่า ผมมีความเป็นกลางมาก ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ไม่เชื่อสิ่งที่ผมอธิบายพร้อมกับสำทับกับผมว่าผมลำเอียงจริงๆ เข้าข้างฝ่าย... เหลือเกิน นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผมจะพูดในบทความนี้ ผู้อ่านอาจมีความเห็นไปในทางใดทางหนึ่งในสามทางนี้แหละครับ แต่ผมก็ไม่ทราบว่ากลุ่มไหนจะมากกว่ากัน

การวัดระดับราคาสินค้าว่าแพงขึ้นมาก-น้อยแค่ไหน คงมีวิธีวัดง่าย ๆ ด้วยกัน ๒ วิธีครับ หนึ่งคือการวัดในระดับบุคคล คือ ใช้ตัวเราเองเป็นผู้วัดระดับราคาสินค้าว่าถูก-แพงแค่ไหน วิธีนี้จะใช้ข้อเท็จจริงในการจับจ่ายใช้สอยในแต่ละวัน แต่ละเดือนในสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกัน ที่ร้านค้าเดียวกัน หรือร้านค้าประเภทเดียวกันมาเปรียบเทียบว่าราคาปรับเปลี่ยนอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในวิธีนี้ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะทำได้ต่อเนื่อง และถูกต้องตามหลักวิชาการนะครับ เพราะต้องมีการบันทึกบัญชีสินค้าทุกรายการที่เราซื้อหามาในแต่ละวันละเดือน พร้อมทั้งเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น ผมคาดว่าการวัดระดับราคาสินค้าโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเป็นการใช้ความรู้สึกเปรียบเทียบว่าในอดีตเคยซื้อสินค้านี้ราคาเท่าไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับราคาในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าการเปรียบเทียบสินค้ากับเวลาในอดีตของแต่ละคนตรงกันหรือไม่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ

วิธีที่สอง เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการอย่างกว้างขวาง และใช้เป็นมาตรฐานในการวัดระดับราคาสินค้าและบริ การของแต่ละประเทศทั่วโลกครับ นั่นก็คือการวัดการเปลี่ยน แปลงของระดับราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน หรือที่เราเรียกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งวัดมาจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (consumer price index : CPI) ซึ่งเป็นวิธีที่หน่วยงานของรัฐทุกประเทศต้องดำเนินการวัด เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนเพื่อใช้เป็นข้อมูลของธนาคารกลางในการดูแลควบคุมปัญ หาเงินเฟ้อ จึงต้องมีความแม่นยำสูง

CPI เป็นตัวชี้วัดระดับราคาสินค้าและบริการโดยเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายไป โดยจะสำรวจราคาสินค้าจากตลาดหรือแหล่งจำหน่ายที่สำคัญทั่วประเทศ สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่สำรวจมีจำนวน ๓๗๓ รายการ มีคำเฉพาะเรียกว่าตะกร้าสินค้า (Market Basket) คือ กลุ่มสินค้าและบริการที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายส่วนใหญ่ซื้อมาบริโภคเป็นประจำ ประกอบด้วยสินค้า ๗ หมวด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม, หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า, หมวดเคหสถาน, หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล, หมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร, หมวดการบันเทิง การอ่านและการศึกษา, และหมวดสุดท้ายคือหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์

ล่าสุด CPI ของเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้น ๑.๕๙% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตัวเลข CPI เฉลี่ย ๘ เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น ๒.๔๗% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นหมายความว่าการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการในปีนี้เทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้นไม่ถึง ๓% ครับ นั่นหมายความว่าราคาข้าวของในปีนี้แพงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย นี่คือข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเก็บรวบรวมข้อมูลมา แสดงว่าในข้อเท็จจริงแล้ว สินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของคนไทยหลายรายการรวมกันแล้ว โดยเฉลี่ยทั่วประเทศไม่แพงมากเกินไป

แต่ถ้าสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคของหอการค้า โพลทุกครั้งในรอบปีนี้ผู้คนจะตอบว่าข้าวของแพง นั่นหมาย ความว่าคนไทยรู้สึกว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและรายได้ที่หาได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่างหากครับ.


จากคอลัมน์ "เกาะติดเศรษฐกิจ"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑๖ ก.ย. ๒๕๕๖








"บัดซบพอกัน"
อัญชะลี ไพรีรัก


ดีใจที่มีข่าว “ทักษิณ” กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ออกมาให้คนไทยได้รับรู้... ร้องอ๋อกันเลยละสิทีนี้ว่า ทำไม “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ถึงได้กร่างนักกร่างหนา เห็นตำรวจกอดขาประจบเลียผู้ร้ายแล้ว นึกถึงคำเก่าๆ ของคนก่อน ๆ “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ของเดิมแปลว่า “เก่ง” เป็นตำรวจตรวจสะบัด แต่ของใหม่แปลว่า “ชั่ว” จนแยกไม่ออกระหว่างสีกากีกับนังกากี

เรื่องนี้ว่าเศร้าแล้ว ลองได้เห็นบ้านใหญ่ในแถบเซนต์เจมส์ที่อังกฤษ ซึ่งทหารใหญ่ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่เงินแม้วซื้อให้ซะก่อนเถอะ จะครวญครางกันยิ่งกว่านี้อีก เพราะอะไรรึ!!! เพราะเงินมันซื้อคนได้ยังไงเล่า หมดกันแล้วประเทศไทย ไปสวนลุมฯ สมทบกับลุงปรีชา-จำลอง เห็นท่าจะดีกว่า

แต่ที่เศร้าสลดที่สุดเห็นจะเป็นข่าว “ข้าวถุง” –“ถูกใจ”- ที่เน่าคาโกดังแล้ว ยังฝืนเอาไปขายเพื่อแจกประชาชนตอนน้ำท่วม!!! พวกมันเลวสุดบรรยาย ฆ่าได้กระทั่งคนไทยด้วยกัน

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับเมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๕๖ มีรายงานพิเศษเจาะลึกจากพื้นที่ว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังกลางแห่งหนึ่งที่ใช้เก็บสต๊อกข้าวถุงยี่ห้อ “ถูกใจ” ย่านจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ นักข่าวของ นสพ.ฐานฯไปพบข้าวถุงกองมหึมาจำนวนกว่า ๑ หมื่นถุง บรรจุถุงขนาดใหญ่ ๕o กิโลกรัม ตั้งเรียงซ้อนกันสูงเกือบท่วมโกดัง นักข่าวถึงกับตกตะลึงเมื่อสังเกตพบว่า ตามข้างๆ ถุงจะมีมอดตัวเล็ก ๆ สีดำ ไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เมื่อนำข้าวถุงมาแกะออกดูข้างใน ก็พบว่าแต่ละถุงมีตัวมอดเต็มไปหมดเช่นกัน ส่วนเมล็ดข้าวเริ่มมีสีขุ่นออกแกมเหลืองอย่างเห็นได้ชัด และยังมีฝุ่นผงข้าวที่เกิดจากมอดแมลงกัดกินฟุ้งไปหมด

ข่าวเจาะลึกของ นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ได้คืบไปสอบถามเจ้าหน้าที่เฝ้าโกดังได้รับคำชี้แจงว่า ข้าวดังกล่าวเก็บไว้นานพอประมาณ โดยมีการบรรจุถุงตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ๒๕๕๖ เพื่อรอส่งให้ตามคำสั่งขององค์การคลังสินค้า(อคส.) ซึ่งการดูแลรักษาให้มีคุณภาพคงเดิม ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะข้าวบรรจุซ้อนกันถึง ๒ ชั้น...ชั้นแรกเป็นถุงขนาดใหญ่น้ำหนักรวม ๕o กิโลกรัม...ส่วนชั้นที่สอง ยังมีข้าวบรรจุถุงขนาด ๕ กิโลกรัม บรรจุอยู่ภายในอีก ดังนั้นพอรมยาจะไม่ถึงข้าวถุงชั้นใน จึงเกิดมอดและแมลง ส่วนการรมยาจะทำทุก ๓ เดือน และเว้น ๓ เดือน ทำให้ข้าวที่เห็นเสื่อมคุณภาพแล้ว แต่ก็ยังสามารถนำไปหุงเพื่อรับประทานได้

ประหลาดหนักขึ้นไปอีกเมื่อ นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ตาม ไปถามต่อจากวงการโรงสีซึ่งให้ความเห็นว่า เป็นธรรมดาสำหรับข้าวที่เก็บไว้ ย่อมต้องเสื่อมคุณภาพตามกาลเวลา ดังนั้นจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่จะไม่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ เพราะคุณภาพไม่ดีแล้ว อาจจะมีเสียงร้องเรียนจากผู้บริโภคได้ และปัจจุบันนี้มีข่าวประเภทนี้ คือ หมดสภาพ เน่า มอดไชยั้วเยี้ยคาโกดังจำนวน ๗๓ ล้านถุง

ข่าวเจาะชิ้นนี้มีคุณค่ามหาศาล ตรงที่ลงลึกไปอีก ถึงองค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ให้ข้อมูลว่า ข้าวบรรจุถุงที่อยู่ในมือโรงสีทั้งหมดกว่า ๓ แสนตัน หรือราว ๗๓ ล้านถุง นั้น ทางอคส.มีแนวคิดที่จะนำข้าวลอตดังกล่าว ไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั้งหมด เพราะข้าวดังกล่าวไม่สามารถจำหน่ายได้ปกติ แต่ยังสามารถรับประทานได้ โดยจะมอบให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไปแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน คาดว่าทาง อคส.จะชงเรื่อง เสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวในเร็ว ๆ นี้

ถามว่าข้าวถุงสีเหลือง มีกลิ่น มอดไช นำมากินได้ไหม นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ก็ไปหาคำตอบจาก นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ที่เสนอข้อมูลว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ข้าวถุงที่มีมอดแมลง สามารถนำกลับมาบริโภคได้ โดยการผ่าถุงแล้วนำไปอบยาและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑o วัน หลังจากนั้นพักสารตกค้างไว้อีก ๔๘ ชั่วโมง แล้วนำไปขัดสีใหม่ก็สามารถบรรจุถุงใหม่นำกลับมารับประทานได้…ใครกล้ากินก็ขอเชิญตามสะดวก

เวลานี้ รัฐบาลกำลังปวดหัวตัวร้อนกับเรื่องข้าวล้นโกดัง ขณะที่เงินในกระเป๋ารัฐบาลขาดมืออย่างหนัก รัฐต้องเร่งหาเงินมาอีก ๒.๗ แสนล้านบาท เพื่อโปะการประกันราคาข้าวทุกเม็ดในราคาตันละ ๑.๕ หมื่นบาท อย่างที่เคยทำ มิเช่นนั้นจะโดนม็อบชาวนา ดาหน้ามากระทืบจมนาข้าว

โครงการรับจำข้าวทุกเม็ดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผลาญภาษีประชาชนทั้งประเทศไปกว่า ๗ แสนล้านบาท แล้ว ยังไม่นับ ๒.๗ แสนล้านบาท ที่กำลังตามมา แปลกดีที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องเล่าเหล่านี้ เป็นเพราะสื่อกระแสหลัก ถูกรัฐใช้โฆษณาล่อซื้อเกลี้ยง พวกนี้จึงพับเพียบเขียนข่าวสัพเพเหระไม่สนเรื่องข้าวเน่า…เน้นละครน้ำเน่ากับตลกโก๊ะตี๋ดีต่อชีวิตหรูหรา

การรับจำนำข้าวทุกเม็ดเป็นโครงการที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬารและได้น้ำได้เนื้อมากที่สุด มากจนกระทั่งชาวนาเพ้อหาแต่ทักษิณ หัวคะแนนอิ่ม นักการเมืองท้องถิ่นสายพันธุ์ตระกูลชินอวบ นักการเมืองระดับชาติอ้วน พ่อค้าวาณิชไม่ต้องพูดถึง พากันนับเงินไม่ทันไปตาม ๆ กัน

ยังไม่พูดถึง “เจ๊ ดอ” ที่สามารถส่งเงินผ่านโพยก๊วนแถวประตูน้ำ ไปฝากไว้ที่ธนาคารสิงคโปร์และฮ่องกง เป็นถุงเป็นถัง

ขนาดพวกปลายแถวอย่างคนเผาเมืองเดี๋ยวนี้ก็มีเงินในบัญชีที่สิงคโปร์กับเขาด้วยเหมือนกัน...เดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือนไม่บอก…ไม่น้อยด้วย...ไอ้ที่แฉในคลิปเรื่องอีไก่–อีนก-อีเมย์-อีแก้มนั่นนะ จิ๊บ ๆ แค่ ๑oo กว่าล้าน ทำมาคุยในวงเหล้า โธ่อีเมียไพร่ โน่นหัวหน้าทีมเผามือวางอันดับหนึ่งเข้า-ออกธนาคารที่สิงคโปร์เป็นว่าเล่น เชอะ...อย่าสะเออะมาคุย!!!

รัฐบาลชุดนี้มีแต่เรื่องโกงเล็ดลอดออกมามากมาย และก้อนใหญ่กว่ารัฐบาลชุดใดๆที่เคยมีเรื่องโกงกิน เป็นสมัยก่อนทหารถือปืนออกมาจี้ปฏิวัติไปแล้ว ในฐานะโกงบ้านกินเมือง แต่สมัยนี้ทหารหมอบราบคาบแก้วต่อชายกระโปรงยิ่งลักษณ์ พินอบพิเทากันยิ่งกว่าอะไร เกรงใจกันเป็นไหนๆ อย่าว่าแต่ลากรถถังหรือถือปืนออกมาจี้เลย แค่กลิ่นกะเพรายังไม่ให้โชยออกไปให้ระคายอารมณ์....

เราอยู่ในสังคมดัดจริตชีวิตต้องป๊อบ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถ่างกว้าง คนจนจึงตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองยุคนี้ที่ใช้เป็นฐานเหยียบไปสู่อำนาจและเอาอำนาจไปหาเงินจากภาษีของเรา แล้วเอาเงินที่ปล้นไปจ่ายคนจนอีกที

วงจรอุบาทว์นี้หมุนไม่รู้จบและดูเหมือนไม่สิ้นสุด !!!

จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า เงินที่นักการเมืองโกงไปคือ เงินของเราทั้งสิ้น เงินเหล่านี้รัฐต้องจัดสรรกระจายไปให้กับระบบการศึกษา สาธารณสุข สาธารณูปโภค เพื่อสร้างคน สร้างบ้านเมือง และสร้างอนาคตของพวกเรา

แต่วันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น เงินสร้างและซ่อมประเทศถูกนักการเมืองงาบไปใส่กระเป๋าตัวเอง ซึ่งไม่ยุติธรรม

ใครทนได้ทนไป แต่เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องไม่ทน !!!

ฟังภาคเอกชนเล่าแล้วใจสลาย เขาบอกว่า เงินใต้โต๊ะวันนี้หนักข้อสูงถึง ๔o% แล้ว ลองนึกดูสิว่า ถ้าเอางบประมาณของประเทศทั้งหมด แล้วหักออกไป ๔o% คนที่หักออกไปจะมีเงินสด ๆ ในกำมือเท่าไร !!! ซื้อประเทศไทยได้สองสามชาติเลย แต่นี้ไปคนมีเงินขนาดนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด แล้วถ้าคนคนนั้น คือทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ละ ลองนึกอนาคตสิ สังคมไทยจะเป็นอย่างไร คนจน คนมี จะพากันไปรวมศูนย์ ทักษิณจอมสร้างภาพกันหมด ความดี ความงามจะเปลี่ยนและแปร่ง

ใครทนได้ทนไป แต่เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องไม่ทนอีกต่อไป !!!

มาดูสิว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ที่กำลังเอาเถิดเจ้าล่อ มีรายละเอียด ๓๕ มาตรา วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,ooo ล้านล้านบาท (ประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมา ๑๒๕,ooo ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕.๒ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๙.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลองหลับตามโนเอานะว่า ถ้ามีใครได้ไป ๔o% ของงบประมาณปีหน้า แล้วรวมกับงบนอกระบบอีก ๒ ล้านล้านบาท บวกงบน้ำท่วมอีก ๓.๕ แสนล้านบาท ผสมกับโครงการรับจำนำข้าวอีก ๗ แสนล้านบาท รวมกันแล้วจะเป็นเท่าไร

บัญญัติไตรยางค์นี้คิดออกไหม? ว่า ภาษีจากหยาดเหงื่อของเราจะถูกโกงไปเท่าไร? และในตลอดชีวิตของเราของพ่อแม่เรานี้ ถูกนักการเมืองโกงไปเท่าไรแล้ว? เขาโกงภาษีของเรา โกงความอุดมสมบูรณ์ของเรา โกงอนาคตของเรา บีบบังคับให้เราจำนน กดหัวให้เราจำยอมกับนโยบายที่เขายื่นมา ถามกลับว่า

เราจะยอมนิ่งดูดายให้เขาสนตะพายงั้นหรือ? เมื่อเขาโกงเรากลับเฉย เมื่อเขากินเรากลับนิ่ง เมื่อเขาทำลายเรากลับยกย่อง…การเมืองเรื่องของเรา อย่าดัดจริตดีดมันออกไป หรืออย่าดูดายทนอีควายนั่งครองเมือง...มิเช่นนั้นเข้ายุค คนไททิ้งแผ่นดินแน่


จากคอลัมน์ "เล่าหลังไมค์"
นสพ.แนวหน้า ๔ ต.ค. ๒๕๕๖








"จำนำข้าว ศึกทวงหนี้ : กระทรวงการคลัง VS กระทรวงพาณิชย์"
พัสณช เหาตะวานิช


ความล้มเหลวของนโยบายจำนำข้าว ที่เป็นนโยบายประชานิยมโหดร้ายฉาบคำสวยหรูไว้หลอกชาวนาให้ได้รู้สึกไปเองว่า ได้เงินเยอะแล้ว พอแล้ว รัฐบาลดีแล้ว แต่ความจริง หากชาวนาถอย ๑ ก้าวมามองทั้งระบบจะเห็นภัยของตัวเองว่า ปีถัด ๆ ไปตัวเองจะไม่ได้ขายข้าวในราคานี้อีกแล้ว แย่ไปกว่านั้น อาจไม่มีที่ให้ขายข้าวเลยก็อาจเป็นได้

ผลจากการจำนำข้าว ๒ ปีทำให้ ราคาข้าวดิ่งฮวบ แต่รัฐรับภาระในการรับซื้อหรือที่เรียกไปเองว่าจำนำที่ราคาประกันสูงกว่าราคาตลาด ๑๕,ooo บาทต่อไป ดังนั้น จำนำข้าว คือ การซื้อที่ราคาสูงกว่าตลาดในตรรกะประกันราคา (ส่วนนโยบายประชาธิปัตย์คือ ประกันรายได้ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับราคา ไม่ได้แทรกแซงกลไกตลาด แต่ไปเพิ่มส่วนต่างเข้าบัญชีชาวนาโดยตรง)

ณ ตอนนี้ จากตัวเลขที่ ๒ ปี คนไทยสูญสิ้นเม็ดเงินภาษีไปทั้งสิ้น ๖๗o,ooo ล้านบาท จากการจำนำข้าว และในรอบนี้ รัฐบาลเคยบอกว่าไว้ว่าจะใช้แค่ ๕oo,ooo ล้านบาท เท่านั้น แปลว่าบริหารจัดการล้มเหลวจนเกินวงเงินมา ๑๗o,ooo ล้านบาท ถามว่าทั้งหมดมาจากไหน มาจากสองส่วนคือ ๑. ให้กระทรวงการคลังกู้ ๒. ควักเนื้อ ธกส.มาก่อน ทั้งที่ ธกส.ไม่ได้มีไว้ทำจำนำข้าวอย่างเดียว

ปีที่ ๓ รัฐบาลโดยมติครม.จะให้ใช้เงินกู้อีก ๒๗o,ooo ล้านบาท คราวนี้ ธกส.กรีดร้องผ่านสื่อทวงเงินจากกระทรวงพาณิชย์ให้ได้ยินกันทั้งแผ่นดินว่า ที่ให้ควักเนื้อออกไปก่อนนั้น ยังไม่ได้คืนมาครบเลย จึงมีการเรียกร้องให้คนที่ทำหน้าที่ขายข้าว รีบ ๆ ขายแล้วเอาเงินมาคืน ไม่เช่นนั้น ข้าวทั้งหมดเกือบ ๒o ล้านตันในโกดัง จะกลายเป็นข้าวเน่าที่ต้องตีมูลค่าเป็นหนี้สูญทั้งหมด เพราะข้าว ไม่ใช่เหล็ก ที่จะเก็บได้ยาวนาน

ตัวเลขจำนำข้าว ๖๗o,ooo ล้านกับ ๒๗o,ooo ล้าน รวมกันได้ ๙.๔ แสนล้านบาท มูลเค่าเท่ากับวงเงินโครงการ “รถไฟความเร็วสูง” ในพรบ.กู้ ๒ ล้านล้าน สั้นๆคือ หากไม่จำนำข้าว ๒ ปี เราจะได้รถไฟความเร็วสูง ๓ สาย !!

กระทรวงการคลัง ในฐานะคนทำบัญชีการขายข้าว เพราะอย่างที่บอกคือ เป็นคนให้กู้ทั้งหมดให้รัฐบาลเอาไปใช้ก่อน ก็ต้องมีหน้าที่ปิดบัญชี ปรากฎว่า ต้นปี ๒๕๕๖ ก็ยังปิดไม่ได้ ไม่ใช่คลังปิดไม่ลงเองนะครับ ย้ำว่า ปิดไม่ได้ เพราะ ข้อมูลสต็อกที่คลังต้องตีมูลค่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวโยงกับการขายข้าว ที่ดูแลสต็อกให้พาณิชย์ คือ อตก. กับ อคส.นั้น เล่นใหญ่ เฉไฉไม่ส่งข้อมูลสต็อกให้ และช่วงต้นปีใครจำได้ ไฟไหม้โกดังข้าวบ่อยมาก เสมือนแอบทำอะไรกับตัวเลขคงเหลือในสต็อก

เลวร้ายที่สุดในทั้งระบบคือ การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า "ข้าวหาย ๑ ล้านตัน" หายไปไหน คือคำถามที่คลังโยนถาม อตก.อคส. แต่ปรากฎว่า เมื่อข้าว ๑ ล้านตันที่หายนั้นไม่สามารถตอบได้ เลยทำให้ปิดบัญชีไม่ได้ยากเข้าไปอีก

ทั้งหมดนี้กลับมาคิดแบบ ร้านขายของทั่วไปครับ แม่ค้าไปยืมเงินญาติมาเปิดร้าน ๖ แสนกว่า ถึงเวลาคืน ผ่านมาเป็นปี ๆ แล้ว ญาติที่ให้ยืมอยากรู้ว่า ไหนขายอะไรบ้าง ของเหลือเท่าไหร่ ขายไปเท่าไหร่ ลูกค้าคนไหน ขายดีมั้ย แต่ปรากฎว่า แม่ค้า ตอบไม่ได้เลย ว่า ๖ แสนกว่า ลงทุนไปอย่างไรบ้าง

คำถามคือ หากญาติคนนั้นสติดีพอ เขาควรจะให้เงินแม่ค้าเพิ่มอีก ๒.๗ แสนมั้ยครับ

ถ้าเป็นในชีวิตจริง ที่ชาวบ้านอย่างเรา ๆ จะเห็นค่าของเงินมากกว่า ที่รัฐบาลไม่เห็นค่าของการใช้เงินภาษี เราจะหวงแหนเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์มากจนกระทั่ง กรณีนี้คนให้ยืมเงินจะต้องแจ้งความให้ตำรวจ หรือฝ่ายตรวจสอบมาเร่งรัดดูข้อมูลเชิงลึกแล้วว่า ๖.๗ แสนล้าน ที่ลงทุนไปนั้น วุ่นวายหมกเม็ดขนาดนี้ เป็นเพราะอะไร ใครผิด เพราะนี่คือ นโยบายประชานิยมที่มีไว้ฟอกเงินดี ๆ นี่เอง

แจ้งคนไทยทราบนะครับ กรณีแบบนี้ในประเทศไทยจะมีให้เห็นไม่บ่อยครั้งนัก ที่หน่วยงานรัฐจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน ทวงเงินกันผ่านสื่อแบบไร้ยางอายกันขนาดนี้ สาเหตุหลักคงต้องดูลงไปทางการเมืองคือ จำนำข้าว ถูกคนของพี่สาวนายกฯ คุมทั้งกระบวนการเอาไว้ ยึดโยงเป็นระบบ ตั้งแต่ ตัวรมว.พาณิชย์คนก่อน จนถึงคนใหม่ที่เข้ามา ก็ไม่ได้ทำอะไร จากนั้นก็ส่งเด็กตัวเองอีกคนไปนั่งที่ คลัง ให้คุมรัฐวิสาหกิจ ธกส.ที่ดูแลบริหารจัดการโครงการ แยบยลสุดคือ ส่งคนไปเป็น "เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์" โดยตำแหน่งในการจัดการสต็อกและเส้นทางการเงินของการค้าข้าวในไทยตลอดเกือบสามปีที่ผ่านมา ส่วนคนที่เป็นเจ้ากระทรวงที่ต้องปล่อยเงินให้กู้นั้น อยู่สายน้องสาว ที่จะไปแตะอะไรก็ไม่ได้ เจ้ากระทรวงเลยปลีกวิเวกตัวเองไปคุมแค่หน่วยงานซึม ๆ อย่าง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และไปรับจ๊อบดูแล กรมธนารักษ์ ที่เกี่ยวโยงกับ ที่ดินราชพัสดุ ของทั้งประเทศ ซึ่งประเด็นนี้คงได้แตกประเด็นกันในบทความหน้า เพราะเกี่ยวโยงกับระบบการยึดประเทศฮุบที่ดินของคนตระกูลทรราชนี้ สุดท้ายแล้ว หน่วยงานราชการที่ว่าก็ต้องมาประกาศโอดครวญลงหนังสือพิมพ์ว่า ธกส.ไม่มีเงินจะมาทำอะไรแล้วนะ หากกระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไม่ได้เสียที

อนาถใจที่สุดกับชาวนากว่า ๑o ล้านครัวเรือน ที่กลายเป็นเหมือนเหยื่อแห่งความชั่วร้ายของนโยบายปีศาจนี้เหลือเกินครับ ผ่านมาสองปี ผลวิจัย TDRI ตอกย้ำเข้าไปอีกว่า เม็ดเงิน ๖.๗ แสนล้านดังกล่าว ตกถึงมือชาวนาเพียง ๓o% แปลง่ายๆคือ ๑o ล้านครัวเรือน ชาวนาได้ ๓ ล้านครัวเรือน และเหล่านี้เป็นชาวนาที่ร่ำรวยอยู่แล้วเท่านั้น หนำซ้ำบางรายเป็นเจ้าของที่เป็นเจ้าของโรงสีที่ใกล้ชิดรัฐบาลเองที่จะมีสิทธิ์ขายข้าวที่ราคา ๑๕,ooo บาท แล้วอีก ๗%o อยู่กันยังไงครับ คำตอบคือ รายย่อยพวกนี้ก็ขายตามโรงสีชุมชนเล็กๆ ในราคาตลาด นั่นคือ ๘,ooo-๑o,ooo บาทเท่านั้น

โดยสรุปก็เห็นชัดตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของการจำนำข้าวครับว่า เงินหายไปไหน เงินจมไปกับอะไร ชาวนาได้เงินจริงไหม ถ้าให้เช็คว่าเ ขารวยขึ้นไหมเช็คง่ายมากครับ ยอดบัญชีเงินฝากในธกส.ของชาวนาทั้งระบบไม่เคยสูงกว่าปี ๒๕๕๓ ที่มีการประกันรายได้เกษตรกรเลย ดังนั้น นี่คืออะไร

ที่ชัดเจนแล้วครับว่า คนกลุ่มนี้จะยังคงถูกกระทำให้มีความยากจนต่อไป ถูกฉกฉวยโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกหลานก็ยังคงต้องเป็นแรงงานภาคการเกษตร หรือแรงงานในเมืองใหญ่แล้วส่งเงินกลับไปให้บุพการีที่ยังคงถูกพรรคเพื่อไทย เอาเปรียบด้วยนโยบายจำนำข้าว ที่ฉาบคำหวานเอาไว้ต่อไปอีกหลายรุ่นต่อหลายรุ่น


จากคอลัมน์ "การเมืองเรื่องเงิน ๆ"
นสพ.แนวหน้า ๑๔ ก.ย. ๒๕๕๖








"ข้าวถุงรวมใจ อย่ารวมใจโกง ซ้ำเติมขาดทุนจำนำข้าว"
สารส้ม


รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังหาทางกำจัดข้าวในโครงการรับจำนำ ที่กองเป็นภูเขาเลากา ประจานความล้มเหลวของนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

ทักษิณเคยคุยโวว่า เมื่อรับซื้อข้าวราคาแพงกว่าตลาด จะดันราคาข้าวในตลาดโลก เพราะชาวโลกจะมาง้อซื้อข้าวไทยราคาแพงๆ แต่ความจริงปรากฏว่า ตลาดโลกหันไปซื้อข้าวจากอินเดีย เวียดนาม ฯลฯ การส่งออกข้าวไทยตกต่ำ แถมข้าวในโกดังของรัฐบาลก็ไม่สามารถระบายออกได้ตามเป้า เก็บจนเน่า รมยาจนเบื่อ ข้าวหายไปก็มี

ล่าสุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามจะระบายข้าว โดยนำมาจัดทำข้าวถุงขายราคาถูกพิเศษ

๑) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กำลังเดินหน้าจัดทำข้าวถุง ขนาดถุง ๕ กิโลกรัม จำหน่ายราคา ๘๕ บาท ภายใต้ชื่อ“ข้าวถุงรวมใจ” ขณะนี้กำลังคัดเลือกเอกชนในการปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุถุง คาดว่าลอตแรกจะแล้วเสร็จและพร้อมออกจำหน่ายภายในวันที่ ๒o ต.ค. ผ่านร้านค้าในโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น ร้านถูกใจ ร้านธงฟ้า ร้านโชว์สวย-โชห่วย

สำหรับโครงการนี้ คณะกรรมการระบายข้าวได้อนุมัติข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าว ๒oo,ooo ตัน ซึ่งจะสามารถบรรจุเป็นข้าวถุง ๔o ล้านถุง

๒) นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในยุครัฐบาลชุดนี้มีการนำข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวออกมาจัดทำข้าวถุงขายราคาถูกพิเศษในลักษณะนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยทำมาแล้ว และเคยเกิดปัญหาอื้อฉาว อื้ออึงมาแล้ว

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถรายงานสต๊อกข้าวได้ถูกต้องชัดเจน ไม่สามารถปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวได้เสียที กระทั่งมีข่าวว่าข้าวล่องหนหลายล้านตัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีนโยบายให้ระบายข้าวจากโครงการรับจำนำ ๒.๕ ล้านตัน นำไปจัดทำข้าวถุงจำหน่ายราคาถูกพิเศษ ถุงละ ๗o บาท อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนทั่วไป โดยให้บริษัทเอกชนเข้าประมูลซื้อข้าวไปในราคาถูกพิเศษ ตันละ ๗,๖๒๕ บาท เพื่อบรรจุข้าวถุงขายต่อในราคาถูกแก่ประชาชน

แต่ปรากฏว่า คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่มีโอกาสได้แอ้มข้าวถุงราคาพิเศษดังกล่าวเลย

ข้าวหายไปไหน?

ไปเข้าท้องใครพุงกาง?

การตรวจสอบของคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบเรื่องระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล (พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี เป็นประธาน) จากคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พบว่า มีข้อพิรุธสงสัยว่าน่าจะเกิดการทุจริตโกงกินข้าวถุงมโหฬาร

พล.ต.ท.ยุทธนา ยืนยันว่า “เริ่มตั้งแต่ครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)ระบายข้าวจำนวน ๖ หมื่นตัน เพื่อแจกจ่ายผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่ระหว่างที่แจกจ่ายได้ประมาณ ๑ หมื่นตัน ก็มีการเปลี่ยนข้าวคุณภาพต่ำมาแทนกว่า ๔ หมื่นตัน”

ต่อมา ช่วงต้นปี ๒๕๕๕ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้อนุมัติการระบายข้าวสารจำนวน ๑ แสนตัน ราคาเพียงตันละ ๗,๖๒๕ บาท ให้บริษัทเอกชนไปดำเนินการบรรจุถุง หลังจากนั้น ก็ขออนุมัติอีกครั้ง ๑ แสนตัน

ปลายเดือน พ.ค. ๒๕๕๕ กขช.ได้อนุมัติอีก ๕ แสนตัน

จากนั้น เมื่อวันที่ ๑๙ ธ.ค. ๒๕๕๕ กขช.ได้อนุมัติการระบายข้าว ๑.๘ ล้านตัน อ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยทยอยระบายครั้งละ ๖ แสนตัน จำนวน ๓ ครั้ง

รวมข้าวสารที่ถูกอนุมัติให้ระบายออกไปราคาถูกพิเศษทั้งหมด ๒.๕ ล้านตัน

การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า มีการขายข้าวถุงแพงเกินราคาที่กำหนดถุงละ ๗๕ บาท (บางแห่งขายถุงละ ๙๕ บาท) ขัดต่อเป้าประสงค์ของโครงการที่รัฐอ้างว่ายอมขายข้าวสารราคาถูกพิเศษ ก็เพื่อจะได้บรรจุถุงขายต่อราคาถูกพิเศษให้แก่ผู้บริโภค

ยิ่งกว่านั้น ในระยะเวลาเพียง ๑o เดือน ข้าวสารจำนวน ๑.๘ ล้านตัน ได้มลายหายไปหมด คณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือถึงกรมการค้าภายใน สอบถามตัวเลขการระบายของร้านถูกใจ แต่กลับไม่ได้คำตอบ จึงได้ทำหนังสือถึงบริษัทเอกชนที่จัดส่งข้าวถุงไปร้านถูกใจ ได้คำตอบว่ามีการส่งข้าวให้ร้านค้าทั่วประเทศเพียง ๕๖,๒๓๕ ตันเท่านั้น

คณะกรรมาธิการฯ จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น และขอให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุติการดำเนินการโครงการดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อมิให้รัฐเสียหายมากกว่านี้

๓) การดำเนินการข้าวถุงราคาพิเศษ หากมีการล่องหนเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า คนไทยถูกโกง ๓ เด้ง

เด้งแรก รัฐบาลยิ่งลักษณ์เอาเงินภาษีไปรับซื้อข้าวราคาแพงพิเศษจากชาวนา นำไปจ้างโรงสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร จัดเก็บทำให้ต้นทุนข้าวสารของรัฐบาลอยู่ประมาณ ๒๔,ooo บาทต่อตัน

เด้งที่สอง รัฐบาลยิ่งลักษณ์อนุมัติขายข้าวสารราคาถูกพิเศษ ในราคาเพียงตันละ ๗,๖๒๕ บาท อ้างว่าจะเอาไปทำข้าวถุงราคาถูกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป จำนวน ๒.๘ ล้านตัน

เด้งที่สาม ข้าวถุงราคาพิเศษไปไม่ถึงประชาชนเจ้าของเงินภาษีอากร ส่วนคนโกงได้ข้าวราคาถูกพิเศษ นำไปขายต่อก็ฟันกำไรอื้อซ่า มูลค่ากว่า ๒o,ooo ล้านบาท!

๔) ความเดิมยังไม่ได้ชำระ...

ล่าสุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์เอาอีกแล้ว คราวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “ข้าวถุงรวมใจ”

ขึ้นราคาจำหน่าย จากเดิมถุงบรรจุ ๕ กก. ขายราคาไม่เกินถุงละ ๗o บาท ปรับเพิ่มเป็นราคาไม่เกิน ๘๕ บาทต่อถุง โดยจะเริ่มลอตแรก ๒ แสนตัน (คิดเป็น ๔o ล้านถุง) และมีแผนจะทำอีก ๒ แสนตัน รวมเป็น ๔ แสนตันข้าวสาร

ข้าวสาร ๘o ล้านถุง ถ้าแจกคนไทยทุกคน จะได้มากกว่าคนละถุง

แต่คอยดูว่าจะมีออกมาสู่ตลาดจริงๆ สักกี่ถุง?

ใครกระเป๋าตุง ใครพุงกาง

ซ้ำเติมผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่พุ่งไปกว่า ๔oo,ooo ล้านบาท ภายในเวลาเพียงสองปี!


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า๑ ต.ค. ๒๕๕๖








"ต้องทบทวนจำนำข้าว"
บทบ.ก.นสพ.ไทยโพสต์


แล้วโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต ๒๕๕๖/๒๕๕๗ ก็ได้ฤกษ์เปิดแล้วในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ซึ่งถือเป็นฤดูการผลิตที่ ๓ ตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้บริหารประเทศมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ แม้ว่าในฤดูการผลิตล่าสุดจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากเดิมไปบ้างเล็กน้อย โดยจากการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในคราแรก มาเป็นการจำกัดโควตาในฤดูล่าสุด คือ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน ๑๕% จำนำได้ไม่เกิน ๓๕o,ooo บาท/ครัวเรือน และข้าวเปลือกนาปรัง ความชื้นไม่เกิน ๑๕% จำนำได้ไม่เกิน ๓oo,ooo บาท/ครัวเรือน แต่สาระหลักว่าด้วยเรื่องราคา ๑๕,ooo บาทต่อตันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดิม

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์แม้พยายามกัดฟันดำเนินโครงการ แต่ก็เชื่อว่าจะตระหนักรู้ถึงคำถามและข้อสงสัยของสังคมหลากหลายข้อที่ไม่สามารถชี้แจงแถลงไขได้แบบชัดแจ้ง และเชื่อว่ารัฐบาลเองต้องประเมินแล้วว่า ไม่ช้าไม่นานรัฐบาลอาจต้องจำนนในโครงการดังกล่าว ไม่ต่างจากการยอมรับความจริงในนโยบายแจกแท็บเล็ตที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่การยอมจำนนในโครงการ มิใช่หมายความว่าจะปล่อยให้ภาระและคำถามที่ค้างคาของสังคมต้องจบหมดไปด้วย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและยังเกิดต่อเนื่องคือ ความเสียหาย โดยเฉพาะการทุจริตที่ต้องมีผู้รับผิดชอบความเสียหายจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นเงินภาษีของทั้งประเทศด้วย

แค่เรื่องการใช้งบประมาณจำนวน ๒.๗ แสนล้านบาทในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต ๒๕๕๖/๒๕๕๗ นี้ก็ยังมีคำถามว่า ตกลงแล้วใช้เงินส่วนใดกันแน่ แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยืนยันมาแล้วว่าเงิน ๒.๗ แสนล้านบาทยังอยู่ในเพดานเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้ไม่เกิน ๕ แสนล้านบาท แต่สภาพความจริงตัวเลขที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้รายงานถึงการใช้เงินล่าสุดพบว่า ในฤดูการผลิต ๑๕๕๔/๒๕๕๕ ใช้เงินไปแล้ว ๓.๓๖ แสนล้านบาท ส่วนในฤดูการผลิต ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ใช้เงินไปอีก ๓.๑๖ แสนล้านบาทก็เกินโควตา ๕ แสนล้านบาท ยิ่งเมื่อรวมอีก ๒.๗ แสนล้านบาทในฤดูการผลิตล่าสุด ที่ยังไม่รวมค่าบริหารจัดการอีก ก็เท่ากับ ๓ ฤดูการผลิตใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศไปแล้ว ๙.๒๒ แสนล้านบาท แม้มีเงินคืนจากการขายข้าวจากกระทรวงพาณิชย์คืนมาบ้าง ซึ่งประเมินอย่างสูงสุด ณ ปัจจุบันก็ไม่เกิน ๑.๕ แสนล้านบาท หักลบกลบหนี้แล้วก็ยังใช้งบประมาณเกินกรอบที่กำหนดไว้

เฉกเช่นเดียวกับตัวเลขการขาดทุนในการดำเนินโครงการ ที่จนถึงปัจจุบันตัวเลขฤดูการผลิตปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ก็ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที ทั้งที่โครงการเข้าสู่ปีที่ ๓ ของการผลิต เป็นการยื้อตัวเลขแทบไม่ต่างจากการแถลงผลงานรัฐบาลครบวาระ ๑ ปีแต่ประการใด แต่โครงการจำนำข้าวมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อยาวนานกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเองคงตระหนักแล้วว่า ผลขาดทุนนั้นต้องมากกว่านโยบายประกันราคาของพรรคประชาธิปัตย์แบบเลี่ยงบาลีหรือแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ อย่างไรก็ลำบาก
ความขาดทุนที่เกิดขึ้นหากตกสู่มือประชาชน โดยเฉพาะชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติให้ลืมตาอ้าปากได้ ก็ยังมีความชอบธรรมในการชี้แจง แต่ความจริงผลขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นกลับมาจากนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันแทบทุกขั้นตอน ก็ยากยิ่งที่รัฐบาลจะกล้าเปิดเผยตัวเลขการขาดทุนออกมาให้สาธารณะพึงรับรู้

ดูง่าย ๆ ตัวละครว่าด้วยการทุจริตโครงการ โดยเฉพาะการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยอภิปรายไว้ตั้งแต่การเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ในวาระแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัวละครทั้งนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง, บริษัทสยามอินดิก้า หรือแม้แต่หมอโด่ง แต่เรื่องกลับเงียบเชียบหายไปพร้อมกับการอำลาเก้าอี้ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปล่อยให้เรื่องจีทูจีกลายเป็นเรื่องพิศวงดำมืดต่อไป และหากนับเพิ่มเติมในจีทูจีใหม่เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้โครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของรัฐบาลมีแต่ความไม่ชอบมาพากลทั้งสิ้น

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นได้อำนาจมาได้ด้วยนโยบายประชานิยมที่ครองใจชาวรากหญ้า แต่ท้ายที่สุดแล้วนโยบายประชานิยมว่าด้วยสินค้าเกษตรนี่เองที่จะเป็นดาบย้อนคืนหากรัฐบาลยังไม่ตระหนักและรีบทบทวน เพราะท้ายที่สุดแล้วความเสียหายนั้นนอกจากทำลายรัฐบาลแล้ว ยังทำร้ายประเทศในอนาคตแบบยากเยียวยาด้วย.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๒ ต.ค. ๒๕๕๖








"คำถามถึงพาณิชย์ก่อนลุยจำนำข้าวปี ๕๖/๕๗"
ประนอม บุญล้น


กระทรวงพาณิชย์ประกาศความพร้อม เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี ๒๕๕๖/๒๕๕๗ จำนวน ๑๕ ล้านตัน ภายใต้กรอบวงเงิน ๒.๗ แสนล้านบาท ตั้งแต่วันที่ ๑ ต.ค.ที่ผ่านมานั้น เกษตรกรคงดีใจที่จะได้นำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการ ด้วยราคารับจำนำ ๑๕,ooo บาทต่อตันเหมือนเดิม แต่ก็มีประเด็นคำถามที่ประชาชนอีกบางส่วนตั้งข้อสังเกต และต้องการคำตอบจากกระทรวงพาณิชย์ว่า งบประมาณที่จะใช้ในการรับจำนำข้าวเปลือก จำนวน ๒.๗ แสนล้านบาทนี้จะมาจากที่ไหน

โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่จ่ายเงินให้เกษตรกรที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เคยถาม ธ.ก.ส.หรือไม่ว่า จะเอาเงินจากไหน หรือกระทรวงการคลังเองก็ตาม ถึงแม้จะมีมติครม.เมื่อวันที่ ๓ ก.ย.ที่ผ่านมาให้กระทรวงการคลัง จัดหาวงเงินมาดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี ๒๕๕๖/๒๕๕๗ อีกก็ตาม แต่วงเงินที่กระทรวงการคลังจะสามารถค้ำประกันหรือกู้มาให้ได้ ก็มีวงเงินจำกัดเพียง ๑.๓๙ แสนล้านบาท ที่เหลืออีกประมาณ ๑.๔ แสนล้านบาทนั้น ที่ประชุมครม.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ ใช้เงินจากการขายข้าวมาใช้ในโครงการจำนำข้าวเปลือกรอบนี้ด้วย

เท่ากับกระทรวงพาณิชย์ต้องไปเร่งระบายขายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลออกไปให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ลำพังจะให้ ธ.ก.ส.ออกเงินล่วงหน้าหรือที่เรียกว่า Advance ไปก่อนก็หันมาถาม ธ.ก.ส.ก่อนว่ามีเงินจะออกล่วงหน้าให้หรือไม่ เพราะวงเงินที่ ธ.ก.ส.กันไว้สำหรับหมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวเปลือก จำนวน ๙ หมื่นล้านบาท แต่กระทรวงพาณิชย์ต้องนำเงินจากการขายข้าวกลับมาจ่ายคืนให้ก่อนจะนำกลับไปหมุนเวียนใช้ใหม่อีกครั้ง

แต่ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ทยอยจ่ายคืนเงินจากการระบายข้าวให้ ธ.ก.ส. แบบสะสมในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และ ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเพียง ๑.๒ แสนล้านบาท แม้วงเงินที่จ่ายคืนจริงจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๖ แสนล้านบาท (ตามที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ) แต่วงเงินที่เกินมาเป็นเงินจากการระบายขายมันสำปะหลังที่รับจำนำไว้

กระทรวงพาณิชย์คงต้องตอบคำถามให้ประชาชนรับรู้ด้วยว่า มีการขายข้าวสารไปให้ประเทศใดบ้าง จำนวนเงินที่ขายได้เท่าไหร่แล้ว เพราะจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมาเบื้องต้นตัวเลขยอดชำระเงินคืนให้ ธ.ก.ส.ก็ดูจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ และถึงแม้จะได้ยอดเงินมากว่าแสนล้านบาทตามที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผย แต่วงเงินนั้นก็ไม่ใช้มาจากการระบายข้าวทั้งหมด แต่มีเงินจากส่วนอื่นมาเพิ่มต่างหาก

ที่สำคัญโครงการรับจำนำข้าวปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และ ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ตามมติครม.ที่กำหนดกรอบวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำไว้ ๒.๔๕ แสนล้านบาท แต่ขณะนี้จบโครงการรับจำนำแล้วปรากฏว่า กระทรวงพาณิชย์ใช้วงเงินรับจำนำเกินไปสูงถึง ๓.๘ แสนล้านบาท โดยมีวงเงินส่วนเกินไปถึง ๖ พันล้านบาท ซึ่งธ.ก.ส. สำรองจ่ายไปก่อนแล้วนั้น กระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวมาจ่ายคืนได้เมื่อไหร่ เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เองก็ไม่เคยชี้แจงแถลงไขว่า ขายข้าวได้เท่าไหร่แล้ว และขายไปให้ใครไป นี่คือ สิ่งที่เป็นความลับ ไม่มีเสียงตอบมาจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เงินจากการขายข้าวเป็นเท่าไหร่กันแน่ ทุกวันนี้สิ่งที่สังคมรับรู้คือ ขายข้าวได้แน่ๆ แต่ไม่รู้ขายให้ใครเท่านั้นแหละ


จากคอลัมน์ "จับกระแส"
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๒ ต.ค. ๒๕๕๖








"แพะ"
อโณทัย ชุมไชยโย


วันที่ ๑ ตุลาคมของทุกปี ถือได้ว่าเป็น "ปีใหม่" ของระบบราชการไทย เพราะเป็นวันเริ่มต้นใหม่สำหรับการใช้จ่ายงบประมาณของปีถัดไป และตำแหน่งแห่งหนของข้าราชการส่วนใหญ่ จะมีการปรับเปลี่ยนและเริ่มงานในตำแหน่งใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๑ ต.ค.เป็นต้นไป

แต่วันที่ ๑ ต.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็น "วันชีช้ำ" ของ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรับโอนไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร.

ใช้คำสวยหรู "อนุมัติรับโอน" แต่จริงแล้วคือ "การเด้ง" กระเด็นจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงการคลังนั่นแหละ

รายงานข่าวบอกว่า สาเหตุเบื้องต้นในการโยกย้ายปลัดกระทรวงการคลัง ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกระแสข่าวการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียภาพลักษณ์

งั้นหรือ?

ถ้ารัฐบาลเสียภาพลักษณ์เพราะจำนำข้าวขาดทุน คนที่ควรจะโดนเด้ง น่าจะเป็น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ที่เดินหน้าโครงการรับจำนำมาตั้งแต่ต้น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่เข้ามารับไม้ต่อ ในการขับเคลื่อนและฟื้นภาพลักษณ์ "ข้าวเน่า-ข้าวฉาว"

และคนที่ต้องสังเวยโครงการรับจำนำข้าวขาดทุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม คือคนแรกที่ต้องพ้นเก้าอี้ เพราะคือผู้ที่ทำให้โครงการจำนำข้าวขาดทุนมหาศาล ประเทศชาติเสียหาย แต่เธอผู้นี้ "ยังยิ้มได้" ขณะที่ประชาชนคนไทย ชาวนา เกษตรกร หน้าชื่นอกตรมถ้วนหน้า

ก่อนที่ปลัดฯ อารีพงศ์ จะถูกเด้งมีข้อมูลถูกเปิดเผยมาจาก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ออกมาระบุว่า โครงการรับจำนำข้าว ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ขาดทุนไม่ต่ำกว่า ๒ แสนล้านบาท

ตัวเลขนี้แม้จะเป็นตัวเลขจริง แต่รัฐบาลคงรับไม่ได้ และคงไปพาลพาโลเอากับนายอารีพงศ์ ว่าไม่สามารถกำกับดูแล ควบคุม รองปลัดฯ สุภา ไม่ให้ออกมาสาวไส้รัฐบาลได้

ที่ประชุม ครม.นัดวันหวยออก ก็เลย "ออกหวย" ให้แก่ปลัดฯ อารีพงศ์ เข้าจังเบอร์

นายอารีพงศ์ยอมรับว่ารู้สึกน้อยใจบ้างกับมติ ครม.ที่ออกมาแบบนั้น แต่ยืนยันว่าหลังจากนี้จะพยายามทำงานในส่วนที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่และทำให้ดีที่สุด

“การเป็นข้าราชการจะต้องเป็นข้าราชการแบบมืออาชีพ และที่ผ่านมาผมก็ทำงานอย่างเต็มที่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมาโดยตลอด และหลังจากนี้ในช่วงที่ไปรับตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. ก็ยังจะตั้งใจทำงานและทุ่มเทกับการทำงานในหน้าที่ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ และพร้อมจะนำความรู้ที่ได้จากกระทรวงการคลังไปปรับใช้ในการดำเนินนโยบายของ ก.พ.ร.” นายอารีพงศ์ทิ้งท้ายเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์อีกวันหลังมีมติ ครม.

ส่วนนายกิตติรัตน์ก็ออกมาบอกว่า "การโอนย้ายนายอารีพงศ์ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะเป็นไปตามร้องขอของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ที่เห็นว่านายอารีพงศ์เหมาะสมกับตำแหน่งเลขา ก.พ.ร. เนื่องจากต้องทำงานประสานกับระบบราชการทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและความเหมาะสมเข้ามาทำงาน"

คงมีคนเขาเชื่อนะพ่อคุณณณณณ...

และวันที่ ๑ ต.ค.ที่ผ่านมา โครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต ๒๕๕๖/๒๕๕๗ ก็เริ่มขึ้นแล้ว โครงการนี้รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้ประมาณ ๒.๗ แสนล้านบาท สำหรับใช้ในการรับจำนำ และตั้งเป้าว่าจะขาดทุนไม่เกิน ๑ แสนล้านบาท

ต้องช่วยกันตรวจสอบล่ะครับว่า โครงการรับจำนำข้าวปีนี้จะฉาวโฉ่ ทุจริต รั่วไหล มากกว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่ แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า

โกงเป็นกระบวนการอีกตามเคย แน่นอน...


จากคอลัมน์ กระจกไร้เงา"
นสพ.ไทยโพสต์ ๔ ต.ค. ๒๕๕๖



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





Create Date : 09 ตุลาคม 2556
Last Update : 9 ตุลาคม 2556 19:41:01 น. 0 comments
Counter : 194 Pageviews.
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 73 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.