กรีนพีซดำรงอยู่เพราะโลกอันบอบบางใบนี้สมควรมีผู้ปกป้อง โลกต้องมีวิธีแก้ปัญหา ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการลงมือทำ
 
การวิพากษ์ที่เลื่อนลอยและข้ออ้างเบาหวิวกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในมาเลเซีย

Blogpost โดย ธารา บัวคำศรี -- สิงหาคม 17, 2558 ที่ 16:57

ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของมาเลเซียเป็นที่สองรองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 33 โดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมกัน 7,056 เมกะวัตต์ รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2562 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเพิ่มเป็นร้อยละ 64

ภาพจาก Save Our Seahorses http://www.sosmalaysia.org

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เดินเครื่องแล้วบนคาบสมุทรมาเลเซีย ทั้งหมดตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลตะวันตก ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินของ Kapar Energy Ventures กำลังผลิตติดตั้ง 1,486 เมกะวัตต์ ที่ Kapar รัฐสลังงอ ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ราว 56 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung กำลังผลิตติดตั้งรวม 2,100 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ถมทะเลชายฝั่งรัฐเประ โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin กำลังผลิตติดตั้ง 2,100 เมกะวัตต์ ในรัฐยะโฮร์ใต้สุดของคาบสมุทร และโรงไฟฟ้าถ่านหินของ Jimah Energy ในรัฐเนกรีเซมบีลัน กำลังผลิตติดตั้ง 1,400 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็กอีก 4 แห่ง (กำลังผลิตติดตั้งแต่ละแห่งอยู่ระหว่าง 100-200 เมกะวัตต์) ในรัฐซาราวักบนเกาะบอร์เนียว ขณะที่แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐซาบาห์ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากประชาชนในพื้นที่

อรรถาธิบายข้างต้นนี้ ส่วนหนึ่งคือที่มาที่ไปที่อุตสาหกรรมถ่านหินและพวกพ้องในประเทศไทยหยิบมาใช้อ้างและตอบโต้ว่าเราจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทความส่วนตัวของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส บนเว็บไซต์ area.co.th เรื่อง วิพากษ์กรีนพีช: เอกสารถ่านหินกระบี่ที่บิดเบือน

ในบทแถลงของ ดร.โสภณ พรโชคชัย อ้างว่า “...ถ่านหินบิทูมินัสที่ใช้เป็นถ่านหินชั้นดีกว่าถ่านหินลิกไนต์และได้รับการพิสูจน์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินในมาเลเซียที่ตั้งอยู่ริมทะเล (กระบี่อยู่บนผืนดินห่างจากทะเล) หลายโรง อีกทั้งตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน ตลอดจนโรงแรมรีสอร์ตต่างๆ ก็ไม่ได้ก่อมลภาวะอะไร ผลการศึกษาที่ผ่านก็ชี้ว่าไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม...”

การศึกษาที่นำมาอ้างเป็นงานวิจัยเรื่อง Health Risk Assessment in Coal-Fired Power Plant in Malaysia ที่นำเสนอและตีพิมพ์ในการประชุมนานาชาติว่าด้วย Process Systems Engineering(PSE ASIA)ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือนมิถุนายน 2556 การศึกษาเน้นไปที่การใช้แบบจำลอง AERMOD ซึ่งเป็นหนึ่งในแบบจำลองการแพร่กระจายมลพิษทางอากาศ (Dispersion Model)ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรจากแหล่งกำเนิดและใช้กันแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา โดยวัดการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรเจนคลอไรด์ อาร์เซนิก แคดเมียม โครเมียม และตะกั่ว จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Kapar ในรัฐสลังงอ และระเบียบวิธีการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพเชิงปริมาณ (Quantitative Health Risk Assessment) เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องผลกระทบสุขภาพ

ผลการศึกษาดังกล่าวสรุปว่า ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Kapar มีระดับไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้โดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียและขององค์การอนามัยโลก ผู้ที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแหล่งกำเนิดนั้นรับเอา "มลพิษที่มีความเข้มข้นต่ำมากและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้" กลุ่มประชากรดังกล่าวจึงไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษเหล่านั้น

แต่ทว่าในแถลงของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ที่อ้างงานวิจัยดังกล่าวกลับสรุปว่า “...ผลการศึกษาที่ผ่านมาก็ชี้ว่าไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม...”! ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้อสรุปของการศึกษาชิ้นเดียวที่ตนนำมาอ้างอิงแม้แต่น้อย

ดร.โสภณ พรโชคชัย อาจจะไม่เข้าถึงคำกล่าวที่ว่า "การถกเถียงโดยไม่ต้องหาข้อสรุป นั้นดีกว่าการหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย" ที่โยงถึงการอภิปรายถกเถียงเรื่องมลพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตแม้มีระดับน้อยมากถึงหนึ่งส่วนในล้านล้านส่วน มองไม่เห็นและยากที่จะวัดเมื่อหลุดออกจากแหล่งกำเนิดสู่สิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร ที่ไม่ควรมองข้าม

ส่วนการวิพากษ์เอกสารเรื่อง “กระบี่บนทางแพร่ง : ถ่านหินสกปรกหรือระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด” ซึ่งเป็นรายงานเผยแพร่ของกรีนพีซว่ามีลักษณะบิดเบือนนั้น หาก ดร. โสภณ พรโชคชัย  อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จะพบว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ในรายงานมาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) และการสำรวจภาคสนาม(field studies) เพื่อสะท้อนความล้มเหลวของกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 870 เมกะวัตต์ที่กระบี่ การสำรวจภาคสนามอ้างอิงข้อมูลแผนที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวมถึงร่างรายงาน EHIA ของบริษัทที่ปรึกษาโครงการ สถิติที่นำมาใช้ในรายงานมีที่มาและอ้างอิงไว้ในเชิงอรรถอย่างชัดเจน

รายงานของกรีนพีซยังระบุถึงกระบวนการ EHIA ที่มองข้ามความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ ซึ่ง ดร.โสภณ พรโชคชัย ระบุในแถลงของตนว่า “...พวก NGOs นำพื้นที่ชุ่มน้ำมาอ้างเล่นประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้...” ขณะเดียวกัน ดร.โสภณ พรโชคชัยก็ใช้แผนที่ดาวเทียมจากกูเกิลแสดงที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin ของมาเลเซีย และบอกว่า “โรงไฟฟ้าสร้างอยู่ตรงพื้นที่ชุ่มน้ำ เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2549 ถ้าไม่ปลอดภัยจริง ชาวมาเลย์และสิงคโปร์คงโวยไปแล้ว...” นั้นเป็นความขาดตกบกพร่องอย่างถึงที่สุด ด้วยเหตุผลสองสามประการดังนี้

1) พื้นที่ชุ่มน้ำมิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ตามคำแถลง ของ ดร.โสภณ พรโชคชัย  พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทหน้าที่ตลอดจนคุณค่าและความสำคัญต่อวิถีชีวิตทั้งมนุษย์ พืช และสัตว์ทั้งทางนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ ผลงานวิจัยเรื่อง Assessing the Value of Krabi River Estuary Ramsar Site Conservation and Development  รายงานความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แผ่นข้อมูล(Information Sheet)ของพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ รวมถึงงานวิจัยวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่ หรือที่ชาวประมงพื้นบ้านตั้งชื่อว่า “งานวิจัยมหาลัยเล” อันเป็นงานวิจัยทางมานุษยวิทยาที่อาศัยความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรมมาใช้ในการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และใช้แนวคิดพื้นที่อธิบายถึงวิถีชีวิตของชุมชนที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มนํ้าชายฝั่งทะเลอันดามันนั้นยืนยันได้อย่างดีถึงบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม และน่าจะเป็นแสงส่องทางให้แก่ ดร. โสภณ พรโชคชัย ได้บ้าง

2) การใช้ข้อมูลแผนที่ดาวเทียมจาก google เพื่อแสดงทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงแรม/รีสอร์ทท่องเที่ยวที่อยู่รายรอบ การอ้าง review ของโรงแรมต่างๆ ที่รายรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินว่าไม่มีการบ่นเรื่องมลพิษ เพื่อจะสนับสนุนข้อสรุปที่ว่า “ไม่มีผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน” นั้นดูจะตื้นเขินอยู่มิใช่น้อย การศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย กลับมิได้นำมาอ้างอิง คือ การศึกษาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung และผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งตีพิมพ์ใน Procedia-Social and Behavioral Science ปี 2556 พบฝุ่นละอองร่างกายรับเข้าไปจากการหายใจอย่าง PM2.5 ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung มีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดโดย USEPA จากการวัดที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม 2554 ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่ามาเลเซียและทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM2.5 จากปลายปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3) โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin ตั้งอยู่ตรงบริเวณริมฝั่งทะเลตรงปากแม่น้ำ Sungai Pulai ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศเช่นเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของรัฐยะโฮร์แห่งนี้ถูกทำลายอย่างขนานใหญ่จากนโยบายการพัฒนา จากการก่อสร้างท่าเรือ Tanjung Pelepas ไปจนถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ และการรุกทำลายป่าชายเลนอีกกว่า 913 แฮกตาร์ เพื่อสร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สื่อมวลชนออนไลน์อย่าง Malaysiakini ถึงกับพาดหัวบทความว่า “นักการเมืองสมสู่กับธุรกิจเลวเพื่อแสวงประโยชน์จาก Sungai Pulai” ส่วนกลุ่มจิตอาสาอย่าง SOS Malaysia นั้นก็เป็นกลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานติดตามตรวจสอบผลกระทบจากการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าว เอกสารของกลุ่มชื่อ “การกระทำย่ำยีที่ Sugai Pulai” สะท้อนเป็นเสียงของประชาชนที่ทวงสิทธิและความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนภายใต้การคุมเข้มของรัฐบาลมาเลเซีย

แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินในคาบสมุทรมาเลเซียนั้นมีขนาดใหญ่และมีแผนจะขยายเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ชาวประมงจากเครือข่ายปฏิบัติการประมงชายฝั่งแห่งมาเลเซีย(JARING) เผชิญกับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีต่อระบบนิเวศป่าชายเลน การที่น้ำทะเลที่ใช้หล่อเย็นในโรงไฟฟ้าได้ตัดวงจรชีวิตสัตว์น้ำขนาดเล็ก การปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าลงสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ทำการประมงชายฝั่งถูกจำกัด และมลพิษทางอากาศที่ทำให้เกิดฝนกรดและเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างของน้ำทะเลซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเล และการต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐซาบาห์ เป็นสิ่งที่ต้องนำมาสู่การอภิปรายถกเถียงด้วย




Create Date : 24 สิงหาคม 2558
Last Update : 24 สิงหาคม 2558 15:05:39 น. 3 comments
Counter : 553 Pageviews.  
 
 
 
 
ลองอ่านข้อโต้แย้งบ้างนะครับ
การวิพากษ์ที่เลื่อนลอยและเบาหวิวของกรีนพีซกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในมาเลเซีย
http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1076.htm
 
 

โดย: โสภณ พรโชคชัย IP: 110.168.232.229 วันที่: 25 สิงหาคม 2558 เวลา:10:16:09 น.  

 
 
 
การวิพากษ์ที่เลื่อนลอยและเบาหวิวของกรีนพีซกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในมาเลเซีย
ดร.โสภณ พรโชคชัย

เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจากคุณธารา บัวคำศรี ผอ.กรีนพีซ ตอบโต้ข้อวิพากษ์ของผมต่อการเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของกรีนพีซที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ผมจึงขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทางกรีนพีซจะเลิกทำร้ายประเทศไทยด้วยข้อมูลแบบนี้อีก

ผมได้ชี้ให้เห็นว่าการที่โรงไฟฟ้ากระบี่จะใช้ถ่านหินบิทูมินัสที่มีคุณภาพกว่าลิกไนต์เช่นในมาเลเซียที่โรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ริมทะเลและใช้เป็นถ่านหินนี้ซึ่งดีกว่าลิกไนต์และได้รับการพิสูจน์แล้วในมาเลเซียที่โรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ริมทะเลเลย ไม่ได้ก่อมลภาวะอะไร โดยผลการศึกษาที่ผ่านก็ชี้ว่าไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ (ตามที่กรีนพีซได้ช่วยสรุปว่า) “ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Kapar (ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ราว 56 กิโลเมตรเท่านั้น) มีระดับไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้โดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียและขององค์การอนามัยโลก ผู้ที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรจากแหล่งกำเนิดนั้นรับเอา ‘มลพิษที่มีความเข้มข้นต่ำมากและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้’ กลุ่มประชากรดังกล่าวจึงไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษเหล่านั้น”

ส่วนที่กรีนพีซบอกว่าควรพูดถึง “เรื่องมลพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตแม้มีระดับน้อยมากถึงหนึ่งส่วนในล้านล้านส่วน มองไม่เห็นและยากที่จะวัดเมื่อหลุดออกจากแหล่งกำเนิดสู่สิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร ที่ไม่ควรมองข้าม” นั้น กรณีนี้ทางการมาเลเซียคงไม่มองข้ามเป็นแน่ และกรีนพีซก็ไม่ได้นำเสนอข้อมูลใด ๆ นอกเหนือจากการ “ขู่” ด้วยความกลัวที่ไร้เหตุผลสนับสนุน

กรีนพีซอ้างว่าเอกสารของตนเรื่อง “กระบี่บนทางแพร่ง : ถ่านหินสกปรกหรือระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด” (http://bit.ly/1MBSVje) นั้น “ข้อมูลส่วนใหญ่ในรายงานมาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based)น และการสำรวจภาคสนาม(field studies) . . .อ้างอิงข้อมูลแผนที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวมถึงร่างรายงาน EHIA ของบริษัทที่ปรึกษาโครงการ สถิติที่นำมาใช้ในรายงานมีที่มาและอ้างอิงไว้ในเชิงอรรถอย่างชัดเจน” แต่หากท่านใดได้มีโอกาส download เอกสารนี้มาอ่าน “หลักฐานเชิงประจักษ์” ที่กรีนพีชอ้าง กลายเป็นคำคร่ำครวญของคนไม่กี่คน และที่ ผอ.กรีนพีซว่าได้สำรวจคนมานับพันคนจึงเป็นเท็จ ( http://bit.ly/1Pl1IDY)

กรีนพีซอ้างพื้นที่ชุ่มน้ำว่าสำคัญอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผมก็ได้อธิบายให้เห็นด้วยหลักฐานประจักษ์ว่าที่โรงไฟฟ้า Tanjung Bin ที่อยู่ติดพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่มาก และห่างจากสิงคโปร์เพียง 9 กิโลเมตร ก็ยังสามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ นี่เป็นบทพิสูจน์ชัดว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกันได้กับพื้นที่ชุ่มน้ำ อย่าไปกลัวดังที่กรีนพีชให้ข้อมูล

กรีนพีซอ้างว่าที่ผมนำแผนที่ดาวเทียมมาแสดงทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงแรม/รีสอร์ทท่องเที่ยวที่อยู่รายรอบ การอ้าง review ของโรงแรมต่างๆ ที่รายรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินว่าไม่มีการบ่นเรื่องมลพิษ เพื่อจะสนับสนุนข้อสรุปที่ว่า “ไม่มีผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน” นั้น “ดูจะตื้นเขินอยู่มิใช่น้อย” ผมขอเรียนว่า นี่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน คนไปท่องเที่ยวก็ไม่รู้สึกถึงปัญหา ถ้าชาวบ้านรู้สึกได้ถึงปัญหา เขาคงไม่ยอมให้โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้ขนาดนั้น นี่บางแห่งตั้งมาเป็นสิบปีแล้ว ก็แสดงว่าปลอดภัย แต่กรีนพีซก็พยายามอ้างฝุ่นละอองที่เล็กลงไปอีก จาก PM10 เป็น PM2.5 เพื่อบอกว่าโรงไฟฟ้ามีปัญหา ผมเชื่อว่านักวิชาการ ชาวบ้าน และข้าราชการมาเลเซียคงไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาดังคำของกรีนพีซที่พยายามอ้างให้มีปัญหาเป็นแน่

ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ผลการศึกษาของมาเลเซียที่ออกมาเปิดเผยว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินปลอดภัยแล้ว ยังมีผลการศึกษาของ MIT ซึ่งเป็นสถาบันระดับโลก ใช้นักวิจัยสหศาสตร์เป็นจำนวนมาก สำรวจมาแล้วว่า ถ่านหินเป็นสิ่งจำเป็นและทำให้กระบวนการสะอาด ปลอดภัยได้ (http://web.mit.edu/coal)

ผมว่าที่กรีนพีชเขียนจั่วหัวถูกต้องแล้วว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหินในคาบสมุทรมาเลเซียนั้นมีขนาดใหญ่และมีแผนจะขยายเพิ่มขึ้น. . . สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของมาเลเซียเป็นที่สองรองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 33 โดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมกัน 7,056 เมกะวัตต์ รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2562 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเพิ่มเป็นร้อยละ 64”

นี่ขนาดว่ามาเลเซียที่เป็นประเทศผลิตน้ำมันยังจะหันมาใช้ถ่านหิน จีน อินเดียก็เช่นกัน เพราะราคาถูก มีอยู่ทั่วไปตามที่ MIT ได้ศึกษาไว้ว่า ถ่านหินมีเหลือเฟือ ราคาถูก และใช้ได้อีกนาน แต่การใช้ถ่านหินอาจขัดผลประโยชน์กับประเทศตะวันตกที่ผลิต “พลังงานสะอาด” เช่นจากลมและแดด ซึ่งสกปรกตั้งแต่แรก เพราะเทคโนโลยีที่แทบไม่มีอะไร กลับมีราคาแสนแพง ผลิตออกมาต่อหน่วยยังต้องจ่ายชดเชยให้เสียอีก การอ้างความสกปรกของถ่านหินที่มีกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่สะอาดและปลอดภัย จึงเป็นกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เราใช้พลังงานสะอาดที่ “แสนสกปรก” ในการจัดซื้อ ด้วยข้ออ้างที่ไม่เป็นจริง

อย่าไปเชื่อพวก “สะอาด” ที่แสน “สกปรก” มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา พม่า อินเดีย จีน ฯลฯ พิสูจน์มาให้เห็นแล้วว่า ถ่านหินบิทูมินัส ผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่า ประหยัดกว่า สะอาดกว่า และอย่าลืมว่าแต่เดิม พ.ศ.2509-2538 เราใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่กระบี่ โรงแรมรีสอร์ทต่าง ๆ ก็ยังเกิดเพิ่มขึ้นมากมาย แสดงว่าไม่สกปรกดังที่กรีนพีซอ้าง หรือพยายามไปหาพวกกลุ่มเล็ก ๆ น้อย ๆ มาอ้างเพื่อ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ”

ผมอยากบอกว่าเอกสารของกรีนพีซ ถ้าเป็นในกรณีมาเลเซีย ลาว กัมพูชา อินเดีย คงถูกระงับให้เผยแพร่ไปแล้ว เพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
 
 

โดย: โสภณ พรโชคชัย IP: 110.168.232.229 วันที่: 25 สิงหาคม 2558 เวลา:10:17:21 น.  

 
 
 
กรีนพีซสำรวจคนเป็นพันว่าต้านโรงไฟฟ้าจริงหรือ
ดร.โสภณ พรโชคชัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รายการ Good Morning Thailand ของ Mono29 TV ได้เชิญผมไปถกกับผู้อำนวยการกรีนพีซ ประจำประเทศไทยเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ท่านบอกว่าในการทำหน้งสือของทางกลุ่มกรีนพีซ ชื่อ "กระบี่บนทางแพร่ง : ถ่านหินสกปรก หรือ ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด" นั้น ท่านบอกว่า "มีการรวบรวมรายชื่อเป็นพันคน" http://goo.gl/1wQatX) อย่างไรก็ตามในหนังสือดังกล่าว ก็ไม่ได้มีปรากฏรายชื่อคนนับพันดังการกล่าวอ้าง

ดูวิดิโอบน Youtubehttp://goo.gl/1wQatX


ในคำให้การของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ปรากฎอยู่ในหนังสือดังกล่าว ก็เป็นคำพูดของคนไม่กี่คนเท่านั้น เป็นคำพูดด้านเดียว เพียงเพื่อหวังจะอ้างอิงว่า
1. อย่าใช้ถ่านหินสกปรก ซึ่งความจริงกระบวนการผลิตสะอาด แม้แต่ในสิงคโปร์ และมาเลเซียก็ใช้เทคโนโลยีเช่นที่ไทยกำลังจะทำโดยไม่ถูกเอ็นจีโอหลอกให้กลัว
2. ควรใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ซึ่งไม่เป็นความจริง หากการใช้พลังลม พลังแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอแล้ว ทั่วโลกคงเลิกใช้น้ำมันและถ่านหินไปแล้ว

อย่าลืมว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่มีมาตั้งแต่ปี 2509 - 2538 โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่คุณภาพแย่กว่าถ่านหินบิทูมินัส ที่ดีกว่า และใช้กันทั้งในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฯลฯ จะสังเกตได้ว่า นับตั้งแต่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นต้นมาจนถึงปี 2538 ปรากฏว่าโรงแรม รีสอร์ทต่าง ๆ กลับเกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่ห่างไกลจากโรงไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก แสดงว่าไม่ได้มีผลกระทบร้ายแรงใด ๆ แม้ผลิตด้วยลิกไนท์ในสมัยก่อน

ยิ่งการอ้างพื้นที่ชุ่มน้ำ ยิ่งเป็นเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเป็นอย่างยิ่ง ในมาเลเซีย ในบริเวณปากแม่น้ำของเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ เขายังโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมยังมีท่าเรือขนาดใหญ่แข่งกับสิงคโปร์ การอ้างเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำจึงอาจถือเป็นการ "หลอก" ให้เข้าใจผิดได้

http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1068.htm
 
 

โดย: โสภณ พรโชคชัย IP: 110.168.232.229 วันที่: 25 สิงหาคม 2558 เวลา:10:18:53 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

greenpeacethailand
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




30 ปีมาแล้วที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลุ่มเล็กๆ จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา ได้เช่าเรือลำเล็กมุ่งหน้าสู่เกาะอัมชิตกา นอกชายฝั่งของรัฐอลาสก้าเพื่อต่อต้านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐ อเมริกา

แม้เรือลำนั้นจะไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะถูกเรือลาดตระเวนชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาจับกุมเสียก่อน แต่ก็นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์

เพราะการกระทำของพวกเขากลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และนำมาสู่การก่อตั้ง 'กรีนพีซ' องค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอันทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่กว่า 40 แห่งทั่วโลก จากนั้นจึงเริ่มการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ หนึ่งในหลักการเมื่อเริ่มก่อตั้งกรีนพีซ ได้แก่ 'การเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ' นั่นคือ การจับตาและบันทึกการทำลายสิ่งแวดล้อม หลักการของการปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนี้ ประกอบกับการเผชิญหน้าอย่างสันต ิได้เป็นรากฐานของกิจกรรมรณรงค์ของกรีนพีซตลอดมา

เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่สำคัญมากต่ออนาคตของโลก มรดกทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคนี้มีค่าควรแก่การปกป้องในตัวของมันเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วใน 30 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคนี้ยังขยายวงกว้างออกไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย โดยสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมถอยรุนแรงเกิดขึ้นแล้วทั่วทั้งภูมิภาค มลพิษและการทำลายทรัพยากรกำลังทับถมขึ้นทุกขณะนอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้ เพราะบริษัทข้ามชาติและประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ มีเป้าหมายที่ภูมิภาคนี้เพื่อขยายการดำเนินงานและเพิ่มเทคโนโลยีที่ทำลาย สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ทำให้ปัญหาหนักขึ้นไปอีก ได้แก่ การขาดการตระหนักรู้ของชาวเอเชียเกี่ยวกับการทำลายสิ่งแวดล้อม และกลไกอันอ่อนแอของระบอบประชาธิปไตยที่ควรต้องใช้เพิ่อเสริมกำลังให้กับชุมชนในการผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาล กรีนพีซเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ ดังนั้น เพื่อที่จะผนึกกำลังและขยายกิจกรรมรณรงค์ขึ้นในเอเชียตะวันเฉียงใต้ จึงได้เพิ่มกิจกรรมต่างๆ ขึ้น

กรีนพีซมีบทบาทอย่างแข็งขันแล้วในหลายประเทศในเอเชีย งานของเราในภูมิภาคนี้ ได้แก่ การยับยั้งการนำเข้าขยะสารพิษอันตราย การณรงค์ให้การเลิกใช้สารพิษในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การคัดค้านการขนส่งสารกัมมันตภาพรังสี การรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่า การล็อบบี้ให้รัฐบาลใส่ใจกับเรื่องพลังงานที่ยั่งยืนและชักชวนให้หันมาสนใจเรื่องอันตรายของการทำลายขยะสารพิษอันตรายให้ราบเรียบ การรณรงค์ต่อสู้ภาวะโลกร้อน และ การต่อต้านอาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซมักทำงานกับกลุ่มท้องถิ่นต่างๆ จึงมีการรณรงค์ที่ประสบความสำเร็จในฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย และ ไทย เรามุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรในเอเชียในปลายทศวรรษที่ 80 และต้นทศวรรษที่ 90 และเริ่มก่อตั้งสำนักงานในญี่ปุ่น (พ.ศ. 2532) จากนั้นในจีน (พ.ศ. 2540) นอกจากนี้การดำเนินการสำรวจตรวจสอบในระยะแรกๆ ก็เริ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ด้วย โดยหลักๆ มุ่งเน้นไปที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคหลักที่จะกำหนดทิศทางความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา กรีนพีซได้ประสบความสำเร็จในการรณรงค์ในประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อลดและกำจัดมลพิษและความเสื่อมถอยทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามความพยายามและความสำเร็จเหล่านี้สามารถกลับหน้ามือเป็นหลังมือ ได้เพราะบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ส่งออกเทคโนโลยีสกปรก ซึ่งมีผลทำให้สิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้เสื่อมถอย ดังนั้น หลังจากที่ได้สำรวจและจัดตั้งการรณรงค์ในประเทศหลักๆ แล้ว ในที่สุดกรีนพีซก็ประสบความสำเร็จในการเปิดสำนักงานในเอเชีย โดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม 2543 และกรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2544

คุณช่วยได้


Saving Mother Earth and Promoting Peace

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำเมื่อต้องปกป้องโลกสำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ โปรด Add เรา หรืออีเมลมาหาเราที่ webteam.th@greenpeace.org

หากคุณสนใจเป็นอาสาสมัคร คุณจะช่วยเราได้ด้วยทักษะด้านใดก็ได้ ตั้งแต่นำจดหมายใส่ซองไปจนถึงการฝึกปีนและขับเรือ พนักงานหลายคนของเราเริ่มต้นจากการเป็นอาสาสมัคร อ่านต่อ

ชุมชนกรีนพีซทั่วโลกครอบคลุม 125 ประเทศและเขตการปกครอง เราได้รับชัยชนะหลายต่อหลายครั้งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อเราออกเสียง เพียง 1 เสียง เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ โปรดสมัครเพื่อรับจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์เพื่อร่วมกิจกรรมรณรงค์ออนไลน์ ที่จะส่งให้คุณอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะเต็มไปด้วยวิธีการที่คุณสามารถกลายเป็น 'นักกิจกรรม 1 นาที' ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อ่านต่อ

เราปฏิบัติการทั่วโลกเพื่ออนาคตของโลกของเรา เราต้องการคนที่ทุ่มเทให้กับงานหนักและมาตรฐานของมืออาชีพที่ผู้สนับสนุนหลายล้านคนทั่วโลกของเราคาดหวังจากองค์กรการรณรงค์ชั้นนำของโลกที่ลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม หากคุณคิดว่ามีคุณสมบัตินี้ โปรดดูที่หน้าตำแหน่งงานว่าง อ่านต่อ

เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลหรือบริษัท ดังนั้นเราจึงใช้เงินจากประชาชนเช่นคุณในการดำเนินงานรณรงค์ของเรา เงินบริจาคของคุณจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ อ่านต่อ

ทุกคนสามารถช่วยโลกได้ในทุกๆ วัน ด้วยทางเลือกเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ซึ่งมีผลดีต่อโลกอย่างมาก อ่านต่อ
เว็บบอร์ดสนทนาของเราเป็นที่พูดคุยเพื่อติดต่อกับนักสิ่งแวดล้อมคนอื่นๆ ที่นี่คุณสามารถคุยโว พูดพร่ำ ถาม เรียกร้อง อธิบาย เป็นแรงบันดาลใจ ติเตียน และ ต่อต้าน รวมถึงใช้วิธีอื่นๆ ที่คุณคิดออก เพื่อแสดงถึงความเป็นคุณ อ่านต่อ

บล๊อกของกรีนพีซ ในภาษาไทย เป็นที่รวบรวมเรื่องราวของนักรณรงค์และอาสาสมัครกรีนพีซ ที่เขียนเกี่ยวกับกิจกรรมรณรงค์ในสถานที่ต่างๆ และบทความเกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม อ่านต่อ


พบเราได้ที่:

Facebook | Twitter | Flickr | Blogspot | YouTube
[Add greenpeacethailand's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com