Group Blog
 
 
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
โสเภณีและการค้าประเวณีถูกกฎหมาย ในเมืองพุทธที่ชื่อประเทศไทย ตอน 1

จากที่เคยเกริ่นไปเมื่อนานมาแล้ว เกี่ยวกับว่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโสเภณี และกากรค้าประเวณีถูกกฎหมาย

ด้วยการหาข้อมูลและความขี้เกียจ ทำให้บทความนี้ออกมาช้าอันนี้จึงเป็นเพียงตัวบทนำก่อนมั้ง จะว่าด้วยเรื่องราวประวัติความเป็นมาของโสเภณีว่าคืออะไร และความหมายต่างๆในแต่ละแง่มุมคืออะไร

เรื่องของเรื่องที่อยู่ๆอยากจะเขียนก็คือว่ามีอยู่วันหนึ่งกำลังนั่งแท็กซี่จากบ้านแฟนไปออฟฟิศ ในตอนเช้ามืดแท็กซี่เปิดวิทยุช่องบอล แล้วผู้รายงานทั้งสองคนกำลังกวนตีนอย่างเมามันแซวกันด้วยเรื่องการไปเที่ยวซ่องเที่ยวอ่างของทั้งคู่ แล้วก็ลงท้ายประเด็นที่ว่าคนหนึ่งถามอีกคนว่าทำไมประเทศเราไม่ทำพวกนี้ให้ถูกกฎหมายแบบ เนเธอรแลนด์หรือเยอรมัน อีกคนก็ตอบว่าไม่ได้หรอกนี่คือเมืองพุทธ... ผมกับพี่แท็กซี่เลยนั่งคุยกัน ถกประเด็นเรื่องนี้ มาเข้าเรื่องกัน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในภูมิภาคเอเชียแล้วประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศของโลกนั้นเดินทางมาเพื่อหาความผ่อนคลาย ทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายในด้านจิตใจคือสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติของเรานั้นสวยงามไม่แพ้ชาติใด(เหรอ!!??)ทางด้านร่างกาย ใครๆก็รู้ว่าหมอนวด ทั้งคลายเส้น แผนโบราณ อโรม่าสปาบ้านเรานั้นเด็ดจริงๆส่วนทางร่างกายอีกด้านหนึ่งคือการบริการทางเพศหรือการค้าประเวณีนั้นก็เด็ดไม่แพ้ชาติใดในโลกขนาดเป็นที่หนึ่งของภูมิภาคนี้ (ใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติลองถามดูสิครับพวกผู้ชายอ่ะคิดถึงไทยคิดถึงอย่างแรกคืออะไร อันนี้คือตัวผมเองกับรุ่นน้องคนไทยคนหนึ่งเมื่อสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เยอรมัน วิชาพละ ตอนนั้นนั่งกันว่างๆก็มีเพื่อนอยู่คน จำชื่อแม่งไม่ได้ละ มันถามสิ่งแรกเลยเกี่ยวกับประเทศไทยมันถามว่า พัฒน์พงษ์เป็นยังไง สาวๆเด็ดมั้ย นมใหญ่มั้ย และอื่นๆอีกมากมาย...)ในเรื่องของการค้าประเวณีนั้น สมัยก่อนอาจจะเป็นแค่หญิงที่ขายบริการหรือให้บริการทางเพศเพื่อตอบสนองความต้องการในทางกามารมณ์เพื่อแลกกับสิ่งตอบแทน คำว่า “โสเภณี” ตามพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายไว้ว่า“หญิงที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้าประเวณี” คำว่า “โสเภณี”เป็นคำกร่อนมาจากคำว่า นครโสภิณี “นคร” แปลว่าเมือง “โสภิณี” แปลว่าหญิงงาม นครโสภิณี แปลว่าหญิงงามประจำเมือง หญิงผู้ทำให้เมืองงาม. หญิงนครโสภิณีเดิมมีลักษณะที่บรรยายไว้ในเรื่องกามนิต ว่า เป็นหญิงงามชั้นสูงอยู่ปราสาทซึ่งเป็นผู้สร้างเทวสถาน สร้างวโนทยาน สำหรับเที่ยวเตร่ห้องรับแขกของหญิงนครโสภิณี จะมีศิลปิน แขกเมืองคนสำคัญบางทีก็มีเจ้านายไปเยี่ยมเยียน หญิงนครโสภิณีจะต้อนรับและปรนนิบัติผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนให้มีความสุขและความสบายใจ. ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Prostitute ซึ่งแปลได้ว่า A person who has sex for money. ในความหมายของอังกฤษและไทยจะต่างกัน อังกฤษจะใช้คำว่า Person ซึ่งไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นเพศไหน ส่วนไทยจะใช้คำว่าหญิงเนื่องจากว่าการให้ค่าทางเพศที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ซึ่งในทางเอเชียนั้นหลายประเทศส่วนใหญ่จะให้ค่าผู้หญิงต่ำกว่าชาย(ทั้งๆที่ผู้หญิงใหญ่กว่า)แต่ในฝั่งทางตะวันตกนั้น มีความหลายหลากทางด้านเพศสภาพมากกว่าในเอเชีย(เมื่อก่อน)การใช้คำเลยแตกต่างกันไป ส่วนในทางกฎหมายแล้วนั้นตามพรบ.ว่าด้วยการปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ให้ความหมายของการค้าประเวณีไว้ว่า“การยอมรับการกระทำชำเราหรือการยอมรับการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามรมณ์ของผู้อื่นอันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างทั้งนี้ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ” กล่าวคือคำว่า “โสเภณี” ในทางหลักภาษาไทยนั้นจะให้ความหมายที่แคบกว่าซึ่งให้ความหมายเฉพาะแค่เพศหญิงแต่ในทางกฎหมายนั้นได้ครอบคลุมถึงชายและหญิงและเพศอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึง

ทีนี้มาเข้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของโสเภณีจริงๆแล้วในสมัยโบราณดึกดำบรรพ์นานมากแล้ว หญิงโสเภณีนั้นไม่มีราคาหรือไม่ถือว่าต่ำช้าเพราะในสมัยนั้นยังไม่มีธรรมเนียมหรือคุณค่าทางพรหมจารีการสมสู่นั้นเป็นไปโดยสะดวกและเสรี มีการปรากฏว่าหลักฐานทางโบราณคดีว่าชาวสลาฟโบราณ ถือว่าหญิงดีมีค่านั้นจะต้องมีชายรักใคร่เสน่หาร่วมประเวณีมาก่อนสมรสถ้าสามีตรวจพบว่าภริยาของตนมีพรหมจารีที่ยังไม่ถูกทำลายก็มักไม่พอใจบางรายถึงขั้นขับไล่ไสส่งภริยาเนื่องจากในสมัยนั้นอุดมคติในเรื่องพรหมจารีเป็นเช่นนั้นจึงทำให้ผู้หญิงบางหมุ่แสวงหาเครื่องหมายจากการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของชายคู่รักเพื่อเก็บไว้อวดชายที่มาเป็นสามีเมื่อเสรีภาพในการร่วมประเวณีมีอยู่เช่นนั้น หญิงโสเภณีในยุคดึกดำบรรพ์จึงไม่มี

ถ้าจะกล่าวโดยตามจริงแล้วหญิงโสเภณีนั้นเข้ามามีบทบาทช่วงที่มนุษย์มีศาสนาและบูชาเทพต่างแล้วส่วนใหญ่แล้วจุดกำเนิดมาจากพิธีกรรมทางศาสนาทั้งในทางฮินดูพิธีบูชาพระแม่กาลีหรือของทางฝั่งเพแกนเองก็มีเช่นกัน พิธีกรรมสมัยก่อนนั้นจะเป็นหญิงพรหมจารีร่วมกิจกรรมกับชายที่มาจากต่างถิ่นเพราะเชื่อกันว่าชายที่มาจากต่างถิ่นต่างแดนนั้นจะนำมาซึ่งโชคลาภให้กับตน(ซึ่งความเชื่อเหล่านั้นยังคงมาสู่ถึงทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะยังมีอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา) ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีการได้รับสิ่งตอบแทนแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของความพึงพอใจในทั้งสองฝ่ายฝ่ายหญิงพึงพอใจที่ได้ร่วมรักกับชายแปลกถิ่นที่ตนเชื่อว่าจะนำโชคลาภมาให้ฝ่ายชายก็ได้รับการปลดเปลื้องกามรมณ์แต่ก็มีหลักฐานว่ามีการจ่ายค่าจ้างให้หญิงโสเภณีในสมัยหนึ่ง หญิงชาวบาบิโลนจะมานั่งคอยชายแปลกหน้า ที่หน้าวิหารเพื่อเข้าสู่พิธีสละพรหมจารี หากชายพึงพอใจหญิงคนใดก็จะโยนเหรียญมาที่ตักของหญิงคนนั้นหญิงที่ได้รับเหรียญต้องลุกตามไปทันทีเพื่อเข้าพิธีไม่ว่าเหรียญนั้นจะมากหรือน้อยเท่าใดก็ตาม พอเสร็จพิธีกรรมก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตตามปกติหญิงคนนั้นก็จะได้กลับบ้านครองชีวิตมีเกียรติและตั้งหน้าตั้งตารอโชคลาภ(เป็นความเชื่อในสมัยนั้นซึ่งยังหลงเหลือมาสู่ในยุคปัจจุบัน)

มันเลยไม่มีที่มาแน่ชัดว่า โสเภณีนั้นมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหนกันแน่แต่ที่แน่ๆคือเริ่มๆมามีในช่วงที่มีการทำพิธีกรรมต่างๆทางศาสนาเมื่อก่อนจะมีอยู่แค่นั้นเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อยุคเปลี่ยนไปสังคมเปลี่ยน ทุนนิยมวัตถุนิยมมีเข้ามามากขึ้นจากที่เคยทำพิธีทางศาสนาก็กลายเป็นการสะสมทุนทรัพย์หรือใช้ดำรงชีพแทน จะเห็นได้ว่า โสเภณีนั้น แท้จริงแล้วมีมาแล้วช้านานในทั่วทุกภูมิภาคของโลก ของสยามประเทศเองนั้น(ก่อนจะเป็นประเทศไทย)ก็มีเรื่องของโสเภณีเช่นกัน ย้อนไปได้ถึงสมัย สุโขทัยทั้งนี้ในสมัยสุโขทัยนั้นยังไม่มีการจารึกที่แน่ชัด บรรยายไว้แค่ลักษณะโดยมั่วๆไปของสังคมสมัยนั้น ซึ่งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเพียงพอ(เพราะมันนานมาก) ถัดมาเป็นสมัยอยุธยา มีการปรากฏของคำว่า “หญิงนครโสภิณี”ในกฎหมานตราสามดวง บทพระอัยการผัวเมียที่บัญัติขึ้นในปี พ.ศ.1904ตรงกับสมัยพระเจ้าอู่ทอง(นานฉิบหาย) และในกฎหมายลักษณะพยาน พ.ศ. 1984 ระบุไว้ว่าโสเภณีเป็นหนึ่งในบุคคล25 ประเภทที่ไม่สามารถนำมาเป็นพยานได้และในสมัยนั้นก็ยังมีหลักฐานในหนังสือคำให้การขุนหลวงประดู่วัดทรงธรรมได้ระบุไว้ว่า มีซ่องโสเภณีอยู่ 4โรง(ทั้งนี้น่าจะเป็นเพียงแค่ในพระนครเท่านั้น)ซ่องทั้งหมดนั้นได้รับอนุญาตและเสียภาษี(ครั้งหนึ่งเรามีซ่องถูกกฎหมายนะครัช)ต่อมาปีพ.ศ. 2306 รัฐได้มีการออกพระราชกำหนด ห้ามคนไทย มอญ ลาว (สมัยนั้นสามชนชาตินี้เกิดและอาศัยอยู่ในดินแดนสยาม ประกอบอาชีพใช้ชีวิตเรื่องนี้จะโยงได้ถึงเชื้อชาติและชาติพันธ์ต้นกำเนิดได้อีก แต่ยังไม่ขอพูด มันยาว)ลักลอบเสพเมถุนธรรมกับ แขก ฝรั่ง อังกฤษ คุลา และมลายู ที่มีพระราชกำหนดนี้ออกมาก็เนื่องจากว่ามีโสเภณีบางกลุ่มแบกรับภาษีไม่ไหวจึงเลี่ยงภาษีด้วยการลักลอบขายให้กับชาวต่างชาติ ต่อมาอีกในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานปรากฏในสมัย ร.4 ว่ามีการเก็บภาษีโสเภณี และ ซ่องโดยเรียกภาษีนั้นว่า ภาษีถนน (ไม่แน่ใจว่าทำไมต้องชื่อนี้ เดี๋ยวไปขุดมาอีกที)เก็บภาษีในสมัย ร.4 นั้นได้เป็นกอบเป็นกำเลยแหละคู๊ณณณณณณณ!!!คิดเป็นจำนวนเงินสมัยนี้ก็ ไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทนะแจ๊ะนั่นคือจำนวนเงินภาษีที่เก็บได้ในสมัยนั้นเมื่อแปลงเป็นจำนวนเงินปัจจุบัน พอสมัย ร.5 เปิดประเทศหนักขึ้นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศมากขึ้นและด้วยการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมทันสมัยแบบตะวันตกก็ยิ่งทำให้จำนวนของโสเภณีมีมากขึ้นไปอีกจึงทำให้เกิดพรบ.ป้องกันสัญจรโรคในพรบ.นี้ได้บังคับให้ซ่องโสเภณีแขวนโคม แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นโคมสีอะไรล่ะทีนี้มีเจ้าหน้าที่ได้ทำเป็นแบบให้เห็นในแบบนั้นใช้โคมสีเขียวตะนี้เขาเลยใช้โคมเขียวกันพรึด เหมือนกันหมดเลย จึงเป็นที่มาของหญิงโคมเขียวจวบจนทุกวันนี้(สมัยนี้แม่งสารพัดสี ม่วงแฟนตาซี ชมพูฟรุ้งฟริ้ง เขียวตองอ่อนเยอะมาก หลายสีเป็นต้นคริสมาสต์) มันก็ดำเนินอยู่แบบนั้นเรื่อยๆไปจนกระทั่ง ปีพ.ศ.2503 สหประชาชาติได้ประกาศนโยบายยกเลิกโสเภณี( เนื่องจากในช่วงหลังนั้นการค้าประเวณีนั้น มีการผิดหลักมนุษยชนมากขึ้น มีการใช้งานจากเด็กที่ไม่สมควรด้วยและมีความรุนแรงต่อเพศหญิงที่ให้บริการมากขึ้นเช่นกัน นโยบายนี้จึงออกมา)ประเทศไทยก็ตามเลยจ้า จัดไป จึงเกิดเป็นพรบ. การปรามการค้าประเวณีพ.ศ. 2503(ตอนนี้เราใช้พรบ.การปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เก่าฉิบหายยังไม่ได้ชำระใหม่แต่ชำระไปก็เท่านั้น 2503 – 2539 การค้าประเวณีก็ไม่หมดไปมาจนถึงทุกวันนี้กลับเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก) กม.นี้เป็นกม.ห้ามการประกอบกิจกรรมทางการค้าทางเพศแต่มีไปก็เท่านั้นครับพรบ.ฉบับนี้เพราะฉบับนี้มันออกมาในช่วงสงครามเวียดนามยังไม่สงบเลยตอนนั้นนอกจากจะมีจำนวนของโสเภณีมากอยู่แล้ว การออกพรบ.นี้ยังทำอะไรไม่ได้อีกกลับกลายเป็นว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอี๊ก!!!ที่เยอะขึ้นเพราะหลักๆเลยมีความต้องการครับ สมัยนั้น ทหาร GI.ที่เรียกๆกันนี่แหละจ้า ขึ้นบกที่พัทยาและมีฐานทัพในไทยอีกเรื่องการบริการเพื่อเงินแล้ว พี่ไทยไม่แพ้ชาติใดครับ เอ้า!!!ขายสิเงินง่ายเงินดี นั่นเป็นผลพวงหนึ่งครับที่ทำให้เกิดกิจการตรงนี้มากขึ้นสมัยนั้นว่าเยอะแล้วนะ ยัง ยังไม่หมดครับ ต่อมาสงครามจบ GI. ออกไปแล้วฐานทัพไม่มี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ โสเภณีไทยขึ้นชื่อลือชา ไปไกลข้ามโลกใครมาก็ติดใจ บริการประทับใจคุณภาพคับแก้ว และบวกเข้ากับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลหลายๆรัฐบาลในสมัยนั้นสุดตีนมากครับ ไปหาอ่านเอาเองยังไม่อยากโดนอุ้ม

ทั้งหมดนี่คือประวัติความเป็นมาของโสเภณีและการค้าประเวณียังไม่ได้พูดถึงเรื่องการค้าประเวณีในยุคปัจจุบันทันด่วนที่แค่โทรกริ๊งเดียวหรือเพียงแค่คลิกเดียวก็มีมาบริการแล้วอันนี้เป็นส่วนที่ 1ของบทความนี้นะครับผม ในส่วนอื่นๆจะตามมาอีกที

ณัฐวุฒิทองยม22/01/2016




Create Date : 22 มกราคม 2559
Last Update : 22 มกราคม 2559 23:04:17 น. 0 comments
Counter : 989 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

GothicFreak
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เบื่อๆว่างๆก็นั่งขีดเขียนๆ

สต๊าฟชมวาฬ บ้าๆบอๆคนหนึ่ง

สต๊าฟชมวาฬ...ห้ามเหนื่อย ห้ามหลับ ห้ามหลงรักลูกค้า
Friends' blogs
[Add GothicFreak's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.